ความงามของโลกใต้ ทะเลแอนตาร์กติกา - National Geographic Thailand

ความงามของโลกใต้ทะเลแอนตาร์กติกา

ความงามของโลกใต้ ทะเลแอนตาร์กติกา   

ในตอนเช้า เมื่อเราเดินเท้าจากดูมงดูร์วีล ซึ่งเป็นสถานีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเศสบนชายฝั่งอะเดลีในแอนตาร์กติกาตะวันออกมาถึงจุดหมาย เราต้องกะเทาะชั้นน้ำแข็งบางๆ ที่ก่อตัวขึ้นปิดปากหลุมที่เราเจาะไว้เมื่อวันก่อน หลุมดังกล่าวเจาะลงไปจนทะลุชั้นแพน้ำแข็งหนาสามเมตร กว้างพอให้คนคนหนึ่งสอดตัวลงไปได้เท่านั้น และเบื้องล่างหลุมคือผืน ทะเลแอนตาร์กติกา เราไม่เคยลองดำน้ำลงทางปากหลุมแคบขนาดนี้มาก่อน และผมลงไปเป็นคนแรก

ผมแทรกตัวลงไปตามหลุมอย่างทุลักทุเล และเมื่อลงไปสู่ท้องน้ำเย็นเยียบเบื้องล่างได้ในที่สุด ผมก็หันกลับไปเห็นภาพที่ชวนให้ขนหัวลุก เมื่อปากหลุมเริ่มปิดตัวลงด้านหลังผม

พื้นผิวที่อยู่ใต้น้ำของน้ำแข็งทะเลแอนตาร์กติกามีลักษณะเป็นน้ำผสมเกล็ดน้ำแข็งข้นหนา และการทิ้งตัวลงไปของผมก็ทำให้มันเคลื่อนตัวและไหลไปรวมกันที่ปากหลุม กว่าผมจะสอดแขนข้างหนึ่งเข้าไปในน้ำแข็งเหลวข้นนี้ได้  มันก็ไหลมารวมกันจนหนาเกือบหนึ่งเมตรแล้ว ผมคว้าเชือกนิรภัยและดึงตัวเองขึ้นไปทีละเซนติเมตร แต่ไหล่ผมติดคาอยู่ แล้วจู่ๆผมก็ตกใจเมื่อหัวโดนกระแทกอย่างจัง เซดริก ชองตีล คู่หูดำน้ำคนหนึ่งของผม พยายามขุดผมออกจากหลุม พลั่วของเขาจึงกระแทกโดนกะโหลกผม ในที่สุด มือของใครคนหนึ่งก็คว้ามือผมไว้ แล้วดึงผมขึ้นไปจนพ้นปากหลุม การดำน้ำวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว  แต่นั่นเป็นเพียงหนึ่งในการดำ 32 เที่ยวเท่านั้น

ผมมาที่นี่พร้อมแวงซอง มูนีเยร์ ช่างภาพอีกคนหนึ่ง  ตามคำเชื้อเชิญของลุก ชักเก นักสร้างภาพยนตร์ซึ่งกำลังถ่ายทำภาคต่อของภาพยนตร์สารคดีที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามเมื่อปี 2005 เรื่อง เพนกวิน หัวใจจักรพรรดิ (March of the Penguins)  ระหว่างที่ชักเกบันทึกเรื่องราวของเหล่าเพนกวินจักรพรรดิลงบนแผ่นฟิล์ม และมูนีเยร์ถ่ายภาพนิ่งของพวกมัน ทีมของผมจะบันทึกภาพชีวิตใต้น้ำแข็งทะเลเอาไว้

ทะเลแอนตาร์กติกา
งวงน้ำเค็มที่ห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งเรียกว่า น้ำแข็งย้อยหรือนิ้วน้ำแข็ง (brinicle) รั่วออกมาจากน้ำแข็งทะเลบริเวณใกล้กับสถานีวิจัยดูมงดูร์วีล งวงน้ำแข็งย้อยซึ่งพบเห็นได้ยากและปรากฏขึ้นเพียงช่วงสั้นๆนี้ ก่อตัวขึ้นเมื่อน้ำเค็มเย็นจัดที่ถูกกักไว้เล็ดลอดจากแผ่นน้ำแข็ง แล้วทำให้น้ำทะเลที่เค็มน้อยกว่าแข็งตัว

 

เราใช้เวลาเตรียมการในฝรั่งเศสนานถึงสองปี บนแผนที่ชายฝั่งอะเดลีที่ปักหมุดตรึงไว้บนผนังห้อง ผมเลือกจุดดำน้ำที่มีความลึกของพื้นท้องน้ำในระดับแตกต่างกันไว้หลายจุด และอยู่ภายในรัศมี 10 กิโลเมตรจากสถานีดูมงดูวีล อุณหภูมิของน้ำในบริเวณนั้นน่าจะอยู่ที่ลบ 1.8 องศาเซลเซียส (น้ำเค็มจะยังคงสภาพเป็นของเหลวที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งของน้ำจืด) ถ้าไม่สวมชุดดรายสูท เราจะเสียชีวิตภายในเวลาแค่ 10 นาที แต่เมื่อมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ก้าวหน้าขึ้น เราอาจอยู่ใต้น้ำได้นานสุดถึงห้าชั่วโมง

การเตรียมการสำหรับลงดำน้ำในแต่ละวันใช้เวลานานพอๆกัน จุดไหนที่เราไม่สามารถสอดตัวลงไปได้ทางหลุมที่พวกแมวน้ำเวดเดลล์ใช้ฟันอันขยันขันแข็งขุดเอาไว้ เราก็จะขุดของเราเองโดยใช้เครื่องเจาะน้ำแข็ง เมื่อใดที่แมวน้ำต้องการอากาศหายใจ พวกมันจะหาทางย้อนกลับมายังหลุมที่เจาะไว้ได้เสมอ เรื่องที่พวกเรากลัวกันที่สุดคือ การพลัดหลงและติดอยู่ใต้ผืนน้ำแข็ง เราจึงหย่อนเชือกสีเหลืองสะท้อนแสงลงไปในหลุมด้วยเส้นหนึ่ง แล้วลากติดตัวไปด้วยระหว่างดำน้ำ พอดำเสร็จก็สาวเชือกเส้นนั้นกลับขึ้นไป

ชุดดำน้ำของเรามีอยู่ด้วยกันสี่ชั้น  ด้านในสุดเป็นชุดชั้นในนำความร้อน (thermal underwear) ถัดมาเป็นชุดเข้ารูปเต็มตัวที่ให้ความร้อนด้วยกระแสไฟฟ้า ตามด้วยชั้นขนแกะหนาๆ และปิดท้ายด้วยชุดยางนีโอพรีน (neoprene) กันน้ำที่หนากว่าหนึ่งเซนติเมตร นอกจากนี้ เรายังต้องสวมหมวกคลุมศีรษะทับบนหมวกชั้นในอีกที รวมทั้งถุงมือกันน้ำบุซับในให้ความร้อน ตีนกบ และตะกั่วถ่วงน้ำหนัก 16 กิโลกรัม  เราต้องพกแบตเตอรี่สองก้อนสำหรับใช้กับชุดเข้ารูปเต็มตัวที่ให้ความร้อนด้วยไฟฟ้า เครื่องฟอกหมุนเวียนอากาศ (rebreather) เพื่อใช้ฟอกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากลมหายใจออกของพวกเรา (ช่วยให้เราดำน้ำได้นานขึ้น) ถังอากาศสำรอง และสุดท้ายคืออุปกรณ์ถ่ายภาพของผม แค่ขั้นตอนสวมชุดดำน้ำก็กินเวลาหนึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้ว และเราต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเอมมานูแอล บลองช์ แพทย์ฉุกเฉินของทีมอีกด้วย

ทะเลแอนตาร์กติกา
หมึกยักษ์พุ่งทะยานเหนือก้นสมุทรที่เต็มไปด้วยสรรพชีวิต แอนตาร์กติกามีหมึกยักษ์อาศัยอยู่อย่างน้อย 16 ชนิด ทุกชนิดมีสารสีเฉพาะทางอยู่ในกระแสเลือดเรียกว่า ฮีโมไซยานิน ซึ่งทำให้เลือดกลายเป็นสีน้ำเงิน และช่วยให้มันอยู่รอดได้ในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง

ตอนที่พร้อมจะกลิ้งลงไปในน้ำเย็นยะเยือก พวกเราก็อยู่ในสภาพทั้งสวมใส่และแบกข้าวของอุปกรณ์ต่างๆไว้คนละ 90 กิโลกรัม การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างยากลำบาก การว่ายน้ำยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ ความเย็นทำให้พื้นผิวกายไม่กี่ตารางเซนติเมตรตรงแก้มซึ่งไม่มีอะไรปกปิด เจ็บชาจนหมดความรู้สึกแทบจะในทันที และระหว่างที่เวลาดำน้ำจวนจะหมดลง ความเย็นก็ทะลุผ่านชุดดำน้ำกับถุงมือของเรา และกัดทำร้ายเรารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นความเจ็บปวดสุดจะทนทาน แต่เราก็กัดฟันทน ในช่วงท้ายของการดำน้ำ ขณะหยุดพักเพื่อปรับความดันระหว่างขาขึ้น เราต้องมองหาอะไรก็ตามที่จะมาช่วยดึงความสนใจไปจากความเจ็บปวดนั้น

 

ว่าแต่มีอะไรหรือที่คุ้มค่าพอจะแลกมาด้วยสิ่งนี้  อันดับแรกคือ แสง ภาพที่เห็นจะทำให้ช่างภาพไม่ว่าคนไหนก็ตาม รู้สึกลิงโลดใจ ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ หลังจากรัตติกาลอันยาวนานของขั้วโลกผ่านพ้นไป เมื่อเหล่าแพลงก์ตอนเล็กจิ๋วยังไม่เริ่มสะพรั่ง และยังไม่ทำให้น้ำขุ่น  ผืนน้ำใต้แพน้ำแข็งจะใสกระจ่างมากเป็นพิเศษ เพราะมีอนุภาคต่างๆลอยอยู่น้อยมากจนไม่ทำให้แสงฟุ้งกระจาย แสงน้อยนิดอันใดที่ปรากฏอยู่จะลอดผ่านลงมาทางรอยแยกหรือหลุมของแมวน้ำ เหมือนแสงจากไฟถนนทอดแสงเรื่อเรืองลงมากระทบภูมิทัศน์ใต้น้ำ

ช่างเป็นภูมิทัศน์อันน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก แถบนี้ของแอนตาร์กติกาตะวันออกมีแมวน้ำ เพนกวิน และนกอื่นๆเพียงไม่กี่ชนิดอาศัยอยู่ และไม่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบกอยู่เลยแม้แต่ชนิดเดียว คุณอาจคิดว่า ก้นสมุทรคงมีสภาพเป็นทะเลทรายเช่นกัน แต่อันที่จริง กลับเป็นอุทยานงามสะพรั่งที่หยั่งรากอยู่ในห้วงลึกของกาลเวลา

เรื่องและภาพถ่าย โลรอง บาเลสตา   

ทะเลแอนตาร์กติกา
ลึกลงไป 30 เมตรใต้ผืนน้ำแข็ง ดาวขนนกตัวหนึ่งโบกพัดแขนที่ดูละม้ายใบเฟิร์น เพื่อดักจับอนุภาคอาหาร ดาวขนนกไม่ใช่พืช แต่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นญาติกับดาวทะเลและว่ายน้ำได้ โลรอง บาเลสตา ช่างภาพ ดำน้ำลงไปลึกสุดถึง 70 เมตร เพื่อบันทึกภาพเหล่านี้

 

อ่านเพิ่มเติม

แอนตาร์กติกา ที่คุณไม่เคยเห็น: ภาพเก่าอายุร้อยปีของทวีปน้ำแข็ง

เรื่องแนะนำ

ทะเลร้อนคร่าแปซิฟิก

เรื่อง เครก เวลช์ ภาพถ่าย พอล นิกเคลน ช่วงปลายปี 2013 บริเวณน้ำอุ่นอันน่าพิศวงเริ่มก่อตัวขึ้นในอ่าวอะแลสกา ระบบความกดอากาศสูงที่คงอยู่นานสะกดพายุให้สงบนิ่ง โดยปกติแล้วลมจะพัดกวนให้ผิวทะเลเย็นลง ในทำนองเดียวกับที่การเป่ากาแฟร้อนๆช่วยคายความร้อนออกมา แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ความร้อนภายใน “มวลน้ำอุ่นยักษ์” นี้กลับสะสมตัวขึ้น และแปรสภาพไปเป็นบริเวณกว้างกว่าเดิมโดยเลียบไปตามชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ ในบางบริเวณอุณหภูมิของน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ย 4 องศาเซลเซียส  ในช่วงสูงสุด มวลน้ำอุ่นนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9 ล้านตารางกิโลเมตร จากเม็กซิโกถึงอะแลสกา คิดเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศเสียอีก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งทำให้โลกอุ่นขึ้นมีส่วนก่อให้เกิดเหตุการณ์นี้หรือไม่ ไม่มีใครรู้แน่ชัด แนวคิดที่ยังถกเถียงกันอยู่แนวคิดหนึ่งเสนอว่า น้ำแข็งทะเลในแถบอาร์กติกซึ่งหดหายไปอย่างรวดเร็วทำให้กระแสลมกรดขั้วโลก (polar jet stream) แปรปรวนมากขึ้น เอื้อให้ระบบลมฟ้าอากาศคงอยู่นานขึ้น ทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับมากกว่าชี้ว่า ความร้อนนี้เป็นผลจากความผันผวนตามปกติของบรรยากาศในกระแสลมกรดซึ่งความอบอุ่นในเขตร้อนกระตุ้นให้เกิดขึ้น แต่แม้กระทั่งนักวิจัยผู้สนับสนุนทฤษฎีหลังนี้ก็ไม่จำเป็นต้องตัดบทบาทรองของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกไป พฤติกรรมประหลาดนี้ทำความเข้าใจได้ยาก เพราะมหาสมุทรขนาดใหญ่แห่งนี้ยุ่งเหยิงมาก รูปแบบที่คาบเกี่ยวกันซึ่งคงอยู่ได้นานหลายทศวรรษ ควบคุมการแกว่งของอุณหภูมิ  ทุกๆสองสามปีหรืออาจถึงทศวรรษ มหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกเปลี่ยนจากบริเวณน้ำเย็นที่อุดมด้วยอาหารเป็นบริเวณที่น้ำอุ่นขึ้น อันเป็นวัฏจักรที่เรียกว่า การผันผวนทุกสิบปีของมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Decadal Oscillation) ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ทวีปอเมริกาเหนือมีอุณหภูมิสูงขึ้น กระแสน้ำสายหลักในมหาสมุทรกระแสหนึ่ง คือกระแสน้ำแคลิฟอร์เนีย นำน้ำเย็นจากแคนาดาลงไปทางใต้ถึงบาฮากาลีฟอร์เนีย ตลอดเส้นทางนั้นลมพัดน้ำอุ่นบนพื้นผิวออกนอกชายฝั่ง ทำให้น้ำทะเลที่เย็นและอุดมสารอาหารมากกว่าลอยตัวขึ้นจากด้านล่าง […]

“เจ้าหน้าที่ด้านนี้ไม่มีใครไม่รักต้นไม้”พูดคุยกับเขตดุสิตที่ตัดแต่งต้นไม้ริมถนนได้ดี

แม้จะมีหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตัดแต่ง ต้นไม้ริมถนน ที่เกินความจำเป็น แต่ในพื้นที่เขตดุสิตมีการตัดแต่งต้นไม้สาธารณะที่สวยงาม พวกเขาทำได้อย่างไร ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาคนที่รักต้นไม้ต่างแสดงความเห็นถึงเหตุการณ์การตัด ต้นไม้ริมถนน ในพื้นที่สาธารณะของสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานครแห่งหนึ่ง ที่ได้ตัดต้นไม้ในลักษณะที่เกินความจำเป็น เช่น การบั่นยอดของต้นไม้ทิ้งทั้งหมดเป็นแนวยาว หรือการตัดกิ่ง-ยอดของต้นไม้จนไม่สามารถให้ร่มเงาตามพื้นที่ริมทางได้เช่นเคย ส่งผลต่อทั้งทัศนียภาพและบรรยากาศโดยรวมของพื้นที่สีเขียวซึ่งมีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วในกรุงเทพมหานคร อันที่จริง เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เรามักพบเห็นการตัด ต้นไม้ริมถนน ในพื้นที่สาธารณะในระดับที่ส่งผลต่อทัศนียภาพดั้งเดิมมากเกินไปในพื้นที่กรุงเทพมหานครในหลายพื้นที่มาหลายปีแล้วเช่นกัน ในอีกด้านหนึ่ง ทางกองบรรณาธิการได้ลงพื้นที่สำรวจเขตดุสิต หนึ่งในพื้นที่ใจกลางเมืองของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางราชการหลายแห่ง พบว่าต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะนั้นได้รับการตกแต่งเป็นอย่างดี และสามารถตัดแต่งให้สอดรับกับสายไฟและสายสื่อสาร ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคในการตัดแต่งต้นไม้ที่มีมากไม่แพ้เขตอื่นๆ และทำให้เราได้เห็นทัศนียภาพพื้นที่สีเขียวที่ได้รับการจัดวางเป็นอย่างดี เราได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ คุณจินดา พงศ์ด่านเพชร เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน ฝ่ายรักษาความสะอาด สำนักงานเขตดุสิต ถึงที่มาที่ไปและวิธีการตัดแต่งต้นไม้จนเกิดทัศนียภาพที่สวยงามได้เช่นนี้ คุณจินดาเล่าให้ฟังว่า อันที่จริงแล้วเขตดุสิตก็เป็นเหมือนพื้นที่อื่นๆ ในกรุงเทพที่มีต้นไม้ใหญ่เป็นจำนวนมาก จึงต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลการตัดต้นไม้ ซึ่งมีนโยบายหรือโจทย์สำคัญว่าต้นไม้ที่ตัดแต่งแล้วต้องทั้งปลอดภัยและสวยงาม ซึ่งคำว่าปลอดภัยนี้ คือต้นไม้ต้องไม่หักลงมา, ยื่นเข้าไปในผิวจราจร หรือทำความเดือดร้อนให้ประชาชน นอกจากนี้ การตัดแต่งต้นไม้ต้องคงสภาพความสวยงาม ซึ่งจะต้องใช้หลักวิชาการ เช่น ต้องไม่ตัดมากเกินไป และจะมีการเน้นย้ำต่อเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการอยู่ตลอด “แต่ถามว่าเราเคยโดน (ชาวบ้าน) ล้อมไหม ก็เคย และก็ต้องปล่อยเหมือนกัน ตรงนี้ก็ทำให้เราต้องระมัดระวังในการตัดมากขึ้น […]

ไฟป่าออสเตรเลีย ทะเลเพลิงที่พรากชีวิต

ไฟป่าเป็นสาเหตุของพายุฝนฟ้าคะนองที่ทำให้เกิดสายฟ้าและลมกรรโชก นำพาเถ้าถ่านที่ติดไฟลอยไปไกลหลายกิโลเมตร ควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นจากไฟป่าสู่ชั้นบรรยากาศ เป็นตัวตั้งต้นก่อให้เกิดกลุ่มก้อนเมฆภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที ต่อมากลุ่มก้อนเมฆเล็กๆ ดังกล่าวก็กลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรง “ภาพที่เห็นบรรยายได้ยากมากว่ากลุ่มเมฆนั้นดำมืดขึ้นขนาดไหน” นิโคลัส แม็กคาร์ธี นักวิทยาศาสตร์ด้านไฟป่า มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ในประเทศออสเตรเลีย กล่าว โดยเมฆที่เขากล่าวถึงคือ เมฆไพโรคิวมูโลนิมบัส (pyrocumulonimbus) ที่ก่อตัวขึ้นจากไฟป่าที่รุนแรงอย่างเหตุการณ์ ไฟป่าออสเตรเลีย ที่พึ่งจบลง โดยเมฆไพโรคิวมูโลนิมบัสสามารถเรียกด้วยชื่อย่อว่า “pyroCbs” หรือนิยมเรียกว่า พายุไฟ (fire storms) ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ในชั้นบรรยากาศที่อันตราย ก่อให้เกิดลมแรงที่พัดพาเถ้าถ่านที่ติดไฟ และนำเชื้อไฟ รวมถึงการเกิดฟ้าผ่าลงในบริเวณที่ไม่ได้เกิดเพลิงไหม้ ในปี 2018 เกิดไฟป่า Carr fire ในแคลิฟอร์เนีย เมฆ pyroCbs ได้ก่อตัวใหญ่ขึ้น จาก 4.8 กิโลเมตรเป็น 11.2  กิโลเมตร ภายในเวลาเพียง 15 นาที และเกิดทอร์นาโดไฟ โดยพายุไฟเหล่านี้สามารถพบได้ในหลาย ๆ พื้นที่ที่มีไฟป่า เช่น โปรตุเกส เทกซัส และแอริโซนา ในขณะที่โลกร้อนขึ้น ไฟป่าขนาดใหญ่ก็เกิดถี่มากขึ้น […]