มหานครกัมปนาท : ภัยดังที่ฟังแต่ไม่ได้ยิน - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

มหานครกัมปนาท : ภัยดังที่ฟังแต่ไม่ได้ยิน

ข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลกได้กำหนดระดับเสียงที่เป็นพิษหรือดังเกินไปไว้ที่ 85 เดซิเบล ส่วนระดับเสียงที่บุคคลทั่วไปสามารถทนรับฟังได้คือ 120 เดซิเบล สำหรับประเทศไทยเองกำหนดค่ามาตรฐานระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไว้ที่ 75 เดซิเบล ตามประกาศจากกรมควบคุมมลพิษ ในส่วนของการทำงานนั้น หากเป็นการทำงานติดต่อกันนาน 12 ชั่วโมง ระดับเสียงที่ปลอดภัยควรอยู่ที่ไม่เกิน 87 เดซิเบล และหาก 8 ชั่วโมงควรอยู่ที่ไม่เกิน 90 เดซิเบล จึงจะถือว่าเป็นระดับปลอดภัย

The Perspective ใช้แอพพลิเคชั่น Decibel 10th ในการวัดเสียง ในช่วงเวลา 10.00 – 14.00 ของวันธรรมดา หลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วนเนื่องจากไม่ต้องการให้เสียงของผู้โดยสารดังมากเกินไป เพื่อจะได้เสียงของเครื่องยนต์และบรรยากาศโดยรอบ – กราฟฟิกโดย ธีรธัญภัค เหลืองอุบล

ผลการทดลองจะเห็นว่า เรือโดยสารคลองแสนแสบนั้นมีค่าเฉลี่ยของเสียงรบกวนมากที่สุดถึง 98.2 เดซิเบล ในวันนั้นจุดพีคสุดของเสียงขึ้นแตะถึง 106.7 เดซิเบล จากเสียงเครื่องยนต์เมื่อเรือถูกเร่งความเร็วขึ้น อันดับสองคือ เรือด่วนเจ้าพระยา ตามมาด้วยรถเมล์, รถสองแถว, รถเมล์ปรับอากาศ, รถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดินเอมอาร์ที

อย่างไรก็ตามท่ามกลางความไม่ใส่ใจของผู้คนในเมืองต่อปัญหาเสียงรบกวนเหล่านี้ ยังมีองค์กรเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เล็งเห็นถึงปัญหา โดยพยายามสร้างความตระหนักถึงพิษภัยของมลพิษทางเสียงให้มากที่สุด และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา

วิลาวัณย์ วงสินธุ์ ผู้โดยสารเรือคลองแสนแสบเป็นประจำเล่าให้ฟังว่า เธอเจอกับคุณลุงกระเป๋าเรือคนหนึ่งที่หูไม่ค่อยดี แม้เรือจอดอยู่นิ่งๆ แต่เธอยังต้องพูดเสียงดัง เพื่อให้ลุงได้ยินว่าเธอจะไปลงป้ายอะไร

ตอนบ่ายวันหนึ่ง ผมเดินทางมาถึง ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ซึ่งเป็นออฟฟิศเล็กๆ ตั้งอยู่บนชั้น 17 อาคารวิทยกิตติ์ ส่วนหนึ่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความประทับใจแรกของผมเกิดขึ้นทันทีเมื่อเห็นโมเดลผังเมืองของกรุงเทพมหานครขนาดใหญ่ติดอยู่บนผนัง ผมพยายามมองหาว่าเรากำลังอยู่ตรงส่วนไหนของแผนที่ แต่ด้วยความที่อาคารแต่ละหลังไม่ได้ลงรายละเอียดไว้ สุดท้ายจึงต้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยชี้จุด

“จริงๆ แล้วกฎหรือระเบียบของเรื่องเสียงไม่ได้ถูกกำหนดในผังเมือง แต่อยู่ในพรบ. ควบคุมสิ่งแวดล้อมมากกว่า หรือพูดง่ายๆ ว่า เสียง ไม่ได้เป็นปัจจัยในการออกแบบผังเมือง” อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์กล่าว “แต่เคยมีงานวิจัยทางฟิสิกส์ชี้ว่าเมืองที่ประกอบด้วยอาคารสูงมากๆ ซึ่งมีโครงสร้างแข็งจะส่งผลให้เกิดการสะท้อนของเสียงมากขึ้น นั่นหมายความว่าลักษณะทางกายภาพของเมืองเองมีผลต่อการได้ยินของผู้คน”

สถิต แก้ววิเศษ กระเป๋ารถเมล์อาชีพนานมากกว่า 30 ปี กล่าวว่า ตัวเธอไม่รู้สึกหนวกหูกับเสียงจราจรที่เกิดขึ้นในทุกๆ วันของการทำงาน เพราะชินชากับมัน เฉลี่ยในแต่ละวันเธอใช้ชีวิตบนท้องถนนไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง

ศูนย์แห่งนี้กำลังเตรียมตัวเปิดโครงการ “แผนที่เสียง” แคมเปญใหม่ที่จะสร้างแผนที่มลพิษทางเสียงของกรุงเทพฯ ขึ้นมาโดยให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมด้วยการใช้แอพพลิเคชั่นอัดเสียงตามพื้นที่ต่างๆ แล้วส่งเข้ามาในระบบของโครงการฯ  ก่อนหน้านี้ทางศูนย์ฯ ได้ทดลองวัดค่ามลพิษทางเสียงไปแล้วในพื้นที่เขตปทุมวัน-บางรัก พบว่าบริเวณใต้ทางยกระดับบริเวณสามย่านเป็นจุดที่มีมลพิษทางเสียงสูงที่สุด เนื่องจากการจราจรและการก่อสร้างใกล้เคียง

ตัวอย่างแผนที่เสียงจากศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ที่ทำการวัดมลพิษทางเสียงในพื้นที่เขตปทุมวัน-บางรัก

“เราพบว่าจริงๆ พื้นที่อยู่อาศัยในเมืองค่อนข้างเงียบ ปัญหาเรื่องเสียงมักมาจากพื้นที่ที่ระบบขนส่งสาธารณะหนาแน่นมากกว่า เช่น จตุจักร อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นั่นหมายความว่ามลพิษทางเสียงในเมืองเกิดจากปัญหาการจราจรเป็นส่วนใหญ่” อดิศักดิ์กล่าว “เราคาดหวังว่าเรื่องเสียงจะกลายเป็นกระแสขึ้นมา และภาครัฐจะให้ความสนใจ เหมือนกับที่ก่อนหน้านี้มีการเรียกร้องให้แก้ไขฝุ่นละออง หรือน้ำเน่า เป็นต้น”

ทั้งนี้ปัญหามลพิษทางเสียงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือเสียงที่สามารถหาแหล่งกำเนิดได้ชัดเจน เช่น คอนเสิร์ตหรืองานอีเวนต์ ประเภทนี้ควบคุมได้ง่าย เพียงแค่จัดการกับแหล่งกำเนิดเสียงอย่างลำโพง แต่อีกประเภทซึ่งเป็นมลพิษทางเสียงจากการจราจรนั้น การหาต้นตอที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียงที่ชัดเจนเป็นเรื่องยาก อาจต้องพึ่งพามาตรการจากภาครัฐในการควบคุม เช่น จัดการกับเครื่องยนต์ที่เก่ามากจนส่งเสียงดัง เป็นต้น

มลพิษทางเสียงยังสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ผู้มีรายได้น้อยนอกจากจะต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศแล้ว มลพิษทางเสียงก็เป็นสิ่งที่พวกเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

“ประชาชนไม่ควรรู้สึกว่าเสียงเป็นปัญหาที่ยอมรับได้ เราไม่ควรชินชากันมัน” สุพัตรา เพชรี เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมืองกล่าว

หากพบเจอปัญหาเกี่ยวกับเสียงรบกวน คุณผู้อ่านสามารถร้องเรียนกับกรุงเทพมหานครได้ หรืออย่างน้อยการโพสต์ปัญหาลงในโซเชียลก็เป็นหนทางหนึ่งในการแบ่งปันปัญหา ซึ่งในอนาคตศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมืองมีแผนจะลงพื้นที่วัดระดับเสียงจากปัญหาที่มีผู้โพสต์บนโลกออนไลน์เช่นกัน “สำคัญคือตัวเราอย่าใช้คำว่า ‘ไม่เป็นไร’ กับเสียงรบกวนครับ” อดิศักดิ์กล่าว คาดว่าโครงการ “แผนที่เสียง” จะเปิดให้ประชาชนช่วยกันอัดเสียงรบกวนและส่งเข้ามาเพื่อสร้างแผนที่เสียงของกรุงเทพมหานครภายในปลายปีนี้

 

เรื่อง ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก

ภาพ พันวิทย์ ภู่กฤษณา และ ธีรธัญภัค เหลืองอุบล

เสียง พิสิษฐ์ สีเมฆ

ขอขอบคุณ นฤภัย อักษรมี ที่ปรึกษาด้านเสียง

 

อ่านเพิ่มเติม : วาด ต้นไม้ จากความทรงจำในสายตาคนต่างแดน

เรื่องแนะนำ

ทะเลไทย ในคลื่นยักษ์ของนักท่องเที่ยว

แม้ในปีนี้เราจะได้ยินข่าวดีหลายเรื่องเกี่ยวกับทะเลไทย เช่น การกลับมาของฉลามหูดำแห่งอ่าวมาหยา และล่าสุดคือการร่วมแรงร่วมใจกันเลี้ยงดูมาเรียม พะยูนน้อยที่พลัดหลงกับฝูง กระนั้น สัตว์ทะเลหายากอีกหลายอย่างของทะเลไทย เช่น ฉลามวาฬ พะยูน และเต่ามะเฟือง ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากกิจกรรมการท่องเที่ยว

ชมวงจรขยะพลาสติกผ่านอนิเมชั่น

ชม วงจรขยะพลาสติก ผ่านอนิเมชั่น เมื่อต้นเดือนเมษายน 2018 ผลการผ่าพิสูจน์ซากของวาฬสเปิร์มที่ขึ้นมาเกยหาดเผยให้เห็นว่าในท้องของมันเต็มไปด้วยขยะพลาสติกถึง 29 กิโลกรัม และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บรรดาสัตว์ต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ เมื่อท้องทะเลทุกวันนี้กำลังเต็มไปด้วยขยะพลาสติกจากน้ำมือมนุษย์ อนิเมชั่นเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านไปชมวงจรของขยะพลาสติกที่สุดท้ายแล้วสิ่งที่มนุษย์กำลังก่อไว้กำลังวนกลับมายังบนจานอาหารของเราเอง นักวิทยาศาสตร์ประมาณขยะพลาสติกที่ล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรทุกวันนี้ว่าเมื่อรวมกันแล้วจะมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับทวีปยุโรป ดูเหมือนที่เคยคาดการณ์กันว่าในปี 2050 นี้ มหาสมุทรจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา จะไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

มาตรการงดใช้พลาสติกทั่วเอเชีย กับก้าวที่เริ่มต้นในประเทศไทย

หลังจากมีเสียงเรียกร้องมาจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยได้เริ่มมีมาตรการลดใช้ ถุงพลาสติก อย่างจริงจังจากร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ และนี่คือกรณีศึกษาจุดเริ่มต้นการลดพลาสติกจากหลายประเทศในเอเชีย แม้ครั้งหนึ่งในอดีต พลาสติกเปรียบเหมือนวัสดุสังเคราะห์จากฝีมือการสร้างสรรค์ของมนุษย์อันล้ำค่าที่นำพาความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันทุกรูปแบบ แต่ไม่กี่ทศวรรษให้หลัง ชาวโลกต่างเห็นต้องกันว่า พลาสติกส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าที่เราจินตนาการไว้ มาตรการงดใช้พลาสติก กลายเป็นกระแสและกำลังส่งแรงกระเพื่อมในสังคมโลก เนื่องจากชาวโลกกำลังเห็นผลกระทบของจากใช้ถุงพลาสติกที่มากเกินไป จนส่งผลให้ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่าไม้ ทะเล และบรรดาสัตว์ ได้รับผลกระทบจากพลาสติกที่พวกมันไม่ได้ก่อขึ้น ดังที่ปรากฎให้เห็นในหน้าสื่ออยู่หลายกรณี มาตรการงดใช้พลาสติกทั่วเอเชีย ในส่วนของประเทศไทย กระบวนการงดใช้พลาสติกกำลังเริ่มต้นอย่างจริงจังในปีนี้ แม้จะเป็นการออกตัวที่ช้าไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมทวีปเอเชียหลายประเทศ ที่เล็งเห็นผลกระทบจากวัสดุสังเคราะห์นี้มาเนิ่นนานแล้ว แต่สิ่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งการเริ่มต้นไปสู่เป้าหมายของโลกที่ไร้พลาสติก อันจะส่งผลดีต่อธรรมชาติและสัตว์ร่วมโลก นี่คือเรื่องราวของวัฒนธรรมการงดใช้ถุงพลาสติกที่โดดเด่นทั่วเอเชีย ซึ่งเราต้องการนำเสนอเพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับประเทศไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมองว่า มาตรการลดพลาสติกในประเทศ สามารถประสบความสำเร็จได้ บังกลาเทศ บังกลาเทศเป็นประเทศแรกในโลกที่ตั้งมาตรการเกี่ยวกับการห้ามใช้พลาสติก โดยในปี 2002 บังกลาเทศประกาศห้ามใช้พลาสติกที่มีขนาดบาง เนื่องจากพบว่ามันเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ท่อระบายน้ำของประเทศอุดตัน จนทำให้เกิดน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ แม้จุดเริ่มต้นเกิดจากการประสบภัยที่ส่งผลกระทบโดยตรง แต่การเป็นประเทศแรกที่ประกาศห้ามใช้พลาสติก ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและออสเตรเลียออกกฎหมายในแบบเดียวกัน และตอนนี้ ในเมืองหลวงของบังกลาเทศก็ไม่มีการแจกถุงพลาสติกโพลิธีน (Polythene) ตามร้านค้าแล้ว กัมพูชา กัมพูชาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีมาตรการเกี่ยวกับถุงพลาสติกโดยการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกในซุปเปอร์มาเก็ตเพิ่มเติม สำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้ และรัฐบาลมีแผนว่าจะห้ามการนำเข้า ผลิต หรือแจกจ่ายถุงพลาสติกที่มีขนาดบางกว่า 0.03 มิลลิเมตรและมีขนาดกว้างไม่ถึง 30 เซนติเมตร และมีแผนลดการใช้ถุงพลาสติกให้ได้ร้อยละ […]

น้ำประปาเค็ม จากผลกระทบของน้ำทะเลหนุน

ในช่วงนี้ การประปานครหลวงเปิดเผยว่า เกิดสถานการณ์ น้ำประปาเค็ม ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกมีค่าความเข้มข้นของคลอไรด์สูงกว่าค่ามาตรฐานน้ำประปาดื่มได้ ซึ่งกำหนดให้น้ำประปามีปริมาณคลอไรด์ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีช่วงเวลาเกิดน้ำประปาเค็ม 6-12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากนำไปบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีอาการบางประการ เช่น โรคไต หรือความดันโลหิตสูง น้ำประปาเค็ม มีสาเหตุมาจากแหล่งน้ำดิบที่นำมาใช้ผลิตน้ำประปาถูกน้ำทะเลรุกล้ำ เนื่องจากภาวะภัยแล้งที่ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำมีไม่เพียงพอในการผลักดันน้ำเค็ม เมื่อน้ำทะเลรุกล้ำขึ้นมาถึงจุดที่มีการผันน้ำเข้าคลองประปา จึงทำให้น้ำดิบที่เข้าสู่ระบบผลิตน้ำประปามีค่าความเข้มข้นของคลอไรด์สูงกว่าปกติ ซึ่งระบบการผลิตน้ำประปาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปนั้นไม่สามารถกำจัดคลอไรด์ในน้ำได้ จึงทำให้เกิดภาวะ “น้ำประปาเค็ม” น้ำประปาเค็มจะพบได้บ่อยครั้งในช่วงฤดูแล้ง และจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงเวลาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเขตศูนย์สูตรมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติตั้งแต่ 0.5 ºC ขึ้นไป ส่งผลให้เกิดพายุฝนที่รุนแรงบริเวณชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ ในขณะที่ประเทศที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก อาทิ ประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ไทย จะเกิดความแห้งแล้งมากผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ภาวะน้ำประปาเค็มมักพบได้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่นี้รับน้ำประปาจากโรงงานผลิตน้ำประปา 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตน้ำสามเสน โรงงานผลิตน้ำบางเขน และโรงงานผลิตน้ำธนบุรี ภายใต้การดูแลของการประปานครหลวง […]