‘ป่าโบสถ์’ โอเอซิสอันเขียวชอุ่มของเอธิโอเปีย - National Geographic Thailand

‘ป่าโบสถ์’ โอเอซิสอันเขียวชอุ่มของเอธิโอเปีย

ป่าในพื้นที่โบสถ์ กลายเป็นความหวังหลักในการฟื้นฟูผืนป่าทางตอนเหนือของเอธิโอเปียที่เหลืออยู่น้อยกว่าร้อยละ 5

ตอน Alemayehu Wassie Eschete เป็นเด็ก เขาเดินทางผ่านถนนแห้งแล้งและมีฝุ่นคลุ้งระหว่างทุ่งข้าวสาลีในจังหวัดบ้านเกิดทางตอนเหนือของประเทศเอธิโอเปีย เพื่อไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว โบสถ์ในศาสนจักรเอธิโอเปียออร์โธด็อกซ์เตวาฮีโด ศาสนาหลักของประเทศที่มีจำนวนผู้นับถือถึง 50 ล้านคน จะตั้งอยู่บนผืนป่าร่มเย็นและมีชีวิตชีวาห่อหุ้มอาคารโบสถ์เอาไว้ตรงศูนย์กลางตามความเชื่อทางศาสนา และมีพื้นที่เท่ากับตัวสิ่งก่อสร้างอย่างโบสถ์เอง

ณ สถานที่เล็กๆ อันมีชื่อเสียงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและจิตวิญญาณนี้ Wassie สามารถหนีจากแสงอาทิตย์ร้อนระอุไปสู่โลกอันร่มรื่นงดงาม ล้อมรอบไปด้วยเสียงนกร้องและกลิ่นหอมจากต้นไม้

ชายคนหนึ่งยืนภาวนาและอ่านคัมภีร์ไบเบิ้ลอยู่ในพื้นที่ของโบสถ์ Robit Bahita ใกล้เมือง Bahir Dar
ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds

“ถ้ามองจากมุมมองด้านนิเวศวิทยา นี่คงเหมือนการเดินทางจากนรกไปสวรรค์” เขากล่าว “ถ้าต้องจากพื้นที่แห้งแล้งแถมร้อนอีกต่างหากมายังป่านี้ ใครๆ ก็ต้องคิดว่าที่นี้ช่างงดงาม แต่สำหรับผมแล้ว ผืนป่าเป็นมากกว่าความสวยงาม เพราะมันยังเป็นสถานที่แห่งจิตวิญญาณอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติซึ่งเหมาะกับการสวดภาวนาถึงพระเจ้า”

นักบวชแต่งตัวด้วยชุดคลุมพิธียืนอยู่หน้าประติมากรรมภาพวาดสีสันสดใสที่โบสถ์ Robit Bahita ใกล้เมือง Bahir Dar
ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds

แต่หลังจากเติบโตขึ้นและเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และชีววิทยา เขาตระหนักได้ว่าป่าที่เขารักกำลังมีจำนวนน้อยลงและห่างไกลออกไปเรื่อยๆ การเรียนเรื่องความสำคัญของป่าต่อระบบนิเวศตามที่ต่างๆ ทั่วโลกก็ทำให้เขาถามตัวเองอีกว่า ป่าของเราอยู่ไหนกัน? แล้วทำไมจึงเหลืออยู่แค่นี้?

หลายศตวรรษผ่านมา ป่าดั้งเดิมเกือบทั้งหมดในจังหวัด South Gonder ได้หายไป กลับกลายเป็นทุ่งข้าวสาลีและแหล่งอาหารสัตว์ แม้จะมีป่าในพื้นที่โบสถ์มากมายเหลืออยู่จากการคุ้มครองโดยคนดูแลโบสถ์และชุมชนรอบข้าง แต่ป่าเหล่านี้ก็เป็นแค่ชิ้นส่วนเล็กๆ ของอดีตที่สูญเสียไป ทว่าสำหรับ Wassie นี่คือศูนย์กลางความหวังด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูในอนาคต

 

 หัวใจของชุมชน

ทุ่งหญ้าใกล้เคียงกำลังบุกรุกพื้นที่ป่าเล็กๆ ของโบสถ์ Gebita Giyorgis ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds

ตัวโบสถ์และป่าที่ห้อมล้อมต่างก็ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชนท้องถิ่น เพราะเป็นส่วนช่วยผสมผสานชีวิตทางศาสนาและทางโลกเข้าด้วยกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ป่าเป็นเสมือนสิ่งคุ้มกันอันน่าเคารพเมื่อคำนึงถึงความเก่าแก่ โบสถ์บางแห่งมีอายุถึง 1,500 ปี และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในตัวมันเอง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงไปของโลกภายนอก

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีพื้นที่สีเขียวที่ครอบคลุมเอธิโอเปียจำนวนร้อยละ 40 แต่ด้วยการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในรอบร้อยปีก่อนหน้า ทำให้ความต้องการอาหารพุ่งสูงขึ้น จึงมีการถางพื้นที่ป่าไปทำการเกษตร นั่นทำให้ไม่กี่สิบปีต่อมา ปริมาณผืนป่าลดน้อยลงเหลือเพียงร้อยละ 4  อย่างในจังหวัด South Gonder ก็เหลืออยู่เป็นหย่อมๆ จำนวน 1,500 แห่ง และขณะนี้ผืนป่าเล็กๆ เหล่านี้  ซึ่งสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ กำลังตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากการบุกรุกของต้นไม้คุณค่าสูงเหมาะสำหรับใช้ก่อไฟเช่น ต้นยูคาลิปตัส หรือบรรดาฝูงวัวที่ร่อนเร่เข้ามาเหยียบย่ำทำลายต้นอ่อนและต้นไม้เก่าแก่

โบสถ์ Entos Eyesus และ ป่าของมัน เติมเต็มพื้นที่ทั้งหมดของเกาะเล็กๆ ใจกลางแม่น้ำ Tana ใกล้เมือง Bahir Dar
ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds

 

เจ้าแห่งป่า

ในช่วงแรก Wassie ศึกษาผืนป่าอย่างหนักเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในป่าและความสำคัญของพวกมันต่อการอนุรักษ์ป่าทางตอนเหนือของเอธิโอเปีย นอกจากนั้น เขายังนับจำนวนพรรณพืช พรรณสัตว์ มองหาจำนวนเมล็ดในดินเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการเจริญเติบโตของต้นไม้ใหม่ๆ ในอนาคต และแกะรอยปศุสัตว์เร่ร่อนที่เข้าไปทำลายพืชในระดับต่ำกว่า 20 เมตร เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาระดับปริญญาเอกของเขา

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของโบสถ์ Ural Kidane ถูกตกแต่งด้วยภาพจิตกรรมหรูหราประณีตเบื้องหน้านักบวชที่กำลังสวดภาวนา
ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds
ฝูงคนจ้องมองแบบจำลองหีบแห่งพันธสัญญาในขณะที่กำลังถูกขนกลับมายังสถานที่ศักดิ์สิทธ์ภายในโบสถ์เมื่อเทศกาล Timket หรือ เทศกาลฉลองการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ สิ้นสุดลง
ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds

แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจจะช่วยปกป้องป่าเหล่านี้ดีกว่าแค่ศึกษาและเฝ้ามองพวกมันค่อยๆ หายไป อนึ่ง Wassie ยังได้รับความเชื่อใจจากนักบวชและชุมชนภายนอกป่าโบสถ์ที่เขาทำงานวิจัยเป็นแรงสนับสนุน เขาจึงอยากช่วยรักษา ฟื้นฟู และอาจช่วยขยายผืนป่าอันเป็นที่รักนี้เอาไว้ โดยใช้ความร่วมมือจากคนเหล่านี้เป็นแรงผลักดันการอนุรักษ์

ณ งานสัมมนาวิชาการที่จัดขึ้นในเม็กซิโก Wassie ได้พบกับ Meg Lowman นักชีววิทยาชาวอเมริกันผู้สนใจงานนำเสนอเรื่องป่าโบสถ์ และได้เชิญ Wassie มายังห้องทดลองของตัวเองเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์ เมื่อมาถึง Wassie ก็พิมพ์ภาพถ่ายทางอากาศของป่าเหล่านี้ผ่าน Google Earth ออกมา พวกเขาคิดว่าถ้าร่วมมือกันสามารถศึกษาและอนุรักษ์ป่าเหล่านี้ไว้ได้ เพราะ Lowman รู้จักกับรู้จักกลุ่มนักวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐฯ ที่สามารถให้การสนับสนุนงานวิจัย ในขณะที่ Wassie มีความรู้เชิงลึกและความสัมพันธุ์อันดีต่อนักบวชผู้ดูแลผืนป่า

ทั้งคู่เดินทางกลับไปยังไปเอธิโอเปียเพื่อจัดอบรบนักบวชกว่า 150 รูป เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่อเครื่องทำไฟเข้ากับแล็ปท็อปแล้วฉายรูปจาก Google Earth ไปยังผ้าปูเตียง เพื่อแสดงให้เห็นการหดตัวลงของป่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “พวกเขามีความตั้งใจมาตั้งแต่ต้น” Lowman กล่าว “เพราะพวกเขามองว่าตัวเองเป็นผู้ดูแลสิ่งมีชีวิตที่พระเจ้าสร้างขึ้น และฉันในฐานะนักวิทยาศาสตร์เชิงอนุรักษ์ก็เชื่อว่าพวกเรามีเป้าหมายเดียวกันนั้นก็คือปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพนี้”

หญิงสาวสองคนเดินผ่านป่าของโบสถ์ Betre Mariam ใกล้กับจังหวัด Zege
ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds
ที่โบสถ์ Robit Bahita นักบวชถือไม้กางเขนในขณะกำลังยืนอยู่ในป่าเขียวชอุ่ม ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds
นักบวชฝึกหัดอายุน้อยยืนอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ที่กำลังเติบโตในป่ารอบโบสถ์ Robit Bahita
ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds
นักบวชจากโบสถ์ Robit Bahita ตั้งท่าให้ถ่ายรูป ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds

 

สร้างทางออก

นักวิทยาศาตร์ตัดสินใจร่วมกับนักบวช พวกเขาเลือกวิธีง่ายแต่เปี่ยมประสิทธิภาพในการอนุรักษ์ป่าคือ สร้างกำแพงต่ำเพื่อกั้นป่าออกจากบรรดาสัตว์เร่ร่อน

ปีถัดมา เมื่อ Wassie และ Lowman มีเงินมากพอและเริ่มก่อสร้าง ปรากฏว่าวิธีนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด ทำให้ในไม่ช้าก็มีนักบวชมาขอให้ช่วยสร้างกำแพงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันหลังจากผ่านไป 2-3 ปี ทั้งคู่ได้ช่วยชุมชนกว่า 20 ชุมชนสร้างกำแพงรอบๆ ป่า และยังมีบัญชีรายชื่อสถานที่ที่พวกเขาอยากไปสร้างเพิ่มอีกเป็นหางว่าว ป่าในกำแพงเริ่มเจริญเติบโตมากขึ้นส่งผลให้นักบวชบางคนตัดสินใจจะขยายพื้นที่ป่า โดยดันกำแพงออกไปให้ไกลขึ้น น้ำในป่าโบสถ์ที่อุดมสมบูรณ์จะมีคุณภาพมากกว่าน้ำจากบริเวณโดยรอบทำให้ต้นอ่อนของต้นไม้รอดชีวิตมากขึ้นเช่นเดียวกับพาหะละอองเรณูซึ่งมีความสำคัญต่อพืชพรรณสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งในตัวป่าและพื้นที่ทำการเกษตรโดยรอบ

โบสถ์มากมายสร้างกำแพงต่ำเพื่อกันสัตว์ไม่ให้ร่อนเร่เข้ามาในป่า แต่ต้นไม้ใหญ่หล่นลงมาทำลายกำแพงส่วนนี้จนเกิดเป็นรู กลายเป็นทางให้หญิงสาวผู้นี้ใช้เดินไปสักการะพระผู้เป็นเจ้า
ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds

“พวกเราได้ยินมาว่าป่าส่วนใหญ่ได้ถูกทำลายลงไปแล้วและดูเหมือนไม่มีหวังเลยว่าจะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้” Wassie กล่าว แต่สำหรับเขา การมีอยู่ของโบสถ์หลายพันโบสถ์ก็คือความหวังแล้ว และสิ่งต่อไปที่เขาต้องการค้นหาคือวิธีเชื่อมป่าเข้าด้วยกัน และสร้างสายใยใหม่ทางนิเวศวิทยาไปรอบจังหวัด ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน

“สิ่งจำเป็นก็มีอยู่ครบแล้ว”เขากล่าว “ทั้งความหวังที่ผมได้รับจากการทำงานร่วมกับนักบวช แม้ว่าจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน พวกเขาก็ยังพยายามปกป้องสิ่งที่เรามีอยู่ แล้วเราจะฟื้นคืนมันกลับมาอีกครั้ง”

เรื่องโดย  Alejandra Borunda

เด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางพื้นที่เพาะปลูกใกล้กับโบสถ์ Bitsawit Mariam ในจังหวัด South Gonder
ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds
อาคารเพิ่มเติมสองสามหลังติดชิดป่าเคียงไปกับโบสถ์ Tebebari Michael ที่เมือง Anbesame ในภูมิภาค
Amhara
ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds
วัวจำนวนหลายตัวเดินเตะฝุ่นให้ฟุ้งกระจายผ่านทุ่งธัญพืชอันแห้งแล้งใกล้กับโบสถ์ Bahirdo Michael ในเขต West Gojam ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds
บ้านจัดสรรใหม่โดยรัฐบาลเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ขอบนอกป่าของโบสถ์ Gedame Weyin Enchet Michael ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds
ชั้นเรือนยอดป่าโตเต็มวัยอันเขียวชอุ่มปกคลุมเหนือโบสถ์ Betre Mariam ในจังหวัด Zege ตรงริมแม่น้ำ Tana ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds
โบสถ์บางโบสถ์ อย่างโบสถ์ Chimba Michael ในเขต West Gojam สูญเสียป่าเกือบทั้งหมด เหลือเพียงต้นไม้จำนวนหนึ่งกระจายตัวทั่วพื้นที่ ภาพถ่ายโดย Kieran Dodds
โบสถ์ Debre Mihret Arbiatu Ensesa ที่มองจากข้างบนดูเหมือนกังหันสีสันสดใส ถูกล้อมรอบโดยต้นไม้มากมาย แต่พื้นที่ร้อนแห้งแล้งกลับอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว
ภาพถ่ายโดย KIERAN DODDS

 

อ่านเพิ่มเติม

“ต้นไม้” วิธีที่ง่ายและยั่งยืนที่สุดในการลดปัญหาฝุ่นควัน

เรื่องแนะนำ

ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

ถนนที่เริ่มคดเคี้ยวบอกใบ้ว่า เรากำลังไต่ระดับขึ้นสู่เขตพื้นที่สูงจุดหมายปลายทางของฉันอยู่ที่สถานีเกษตรของมูลนิธิโครงการหลวงซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และห่างจากชายแดนพม่าเพียงไม่กี่กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ ชื่อโครงการหลวงที่ฉันคุ้นเคยตามผลิตภัณฑ์ต่างๆที่หาซื้อได้ในกรุงเทพฯ ทำให้คิดเสมอว่า แต่ละบาทแต่ละสตางค์ของเราได้ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรบนพื้นที่สูง แต่เมื่อการเดินทางจบลง ความรู้ใหม่ที่ได้รับคือ เราไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น พวกเขายังช่วยให้คนเมืองกรุงอย่างฉันมี ”ตัวเลือก” มากขึ้นในการบริโภคพืชผักผลไม้ทั้งเมืองหนาวและเมืองร้อน (ยังไม่รวมผลิตภัณฑ์แปรรูปอีกสารพัดชนิด) ที่สะอาดและปลอดภัยจากเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรและยาฆ่าแมลงสารพัดชนิด   [ ต้ น นํ้ า ] ทันทีที่เดินทางถึงสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สายลมเย็นยะเยือกและแห้งก็พัดพาให้กายสั่นเทิ้ม ย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน อากาศเย็นและแห้งแบบเดียวกัน ณ ผืนแผ่นดินเดียวกันนี้ ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ซึ่งเร่งให้ ”หยดน้ำทิพย์” แห่งขุนเขาแปรสภาพเป็น ”เงิน” “ผมขึ้นมาครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ปี 2517 พื้นที่แถบนี้เป็นภูเขาหัวโล้นทั้งหมด ชาวบ้านถางป่า ทำไร่ แล้วก็เผา” จำรัส อินทร เจ้าหน้าที่รุ่นแรกของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เท้าความหลังถึงสถานีเกษตรหลวงแห่งแรกในความทรงจำ ”พวกเขาเผาทำไร่ฝิ่นครับ” จำรัสเล่า ในยุคนั้น ฝิ่นและข้าวไร่ถือเป็นพืชพื้นฐานสองชนิดที่ชาวเขานิยมปลูกบนพื้นที่สูงของไทย ข้าวไร่นั้นปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน ส่วนฝิ่น นอกจากใช้แทนยาบรรเทาความเจ็บป่วยสารพัดแล้ว ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกด้วย อากาศที่ทั้งเย็นและแห้งบนดอยสูงส่งผลให้ยางหรือ ”น้ำทิพย์” ที่ไหลออกมาจากกระเปาะฝิ่นหลังการกรีด แห้งและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ยางแห้งหรือฝิ่นดิบซึ่งเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติดอย่างเฮโรอีนมีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดยาเสพติดทั่วโลกด้วยเหตุนี้ ฝิ่นจึงกลายเป็น ”พืชเงินสด” (cash crop) ที่ชาวเขาใช้ในการแลกเปลี่ยนหรือ ”ใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวันแทนเงินสด “พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงสนพระทัยชีวิตของราษฎร เวลาเสด็จฯไปเชียงใหม่ ท่านทรงทราบว่าบนดอยมีชาวเขา แต่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร นอกจากเรื่องปลูกฝิ่นแล้วไม่มีใครรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย ท่านเสด็จฯโดยเฮลิคอปเตอร์แล้วทรงพระดำเนินต่อไปจึงทรงทราบว่าชาวเขาทำลายต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกฝิ่น แต่ว่าไม่ร่ำรวยอย่างที่คนเขาคิดกันหรอก สามเหลี่ยมทองคำนี่ พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่าไม่ใช่ทองคำที่ไหนหรอก แต่เป็นสามเหลี่ยมยากจน คนปลูกฝิ่นไม่ได้เงินเท่าไหร่ คนเอาฝิ่นไปขายต่างหากถึงรวย” หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเล่าถึงที่มาของโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ”โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” ขึ้นเพื่อทดลองและส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำอย่างเป็นระบบ ภายหลังโครงการนี้ได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น ”โครงการหลวง” ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ทำเลที่ตั้งของโครงการหลวงถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ บริเวณที่รู้จักกันในนาม “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทย ลาว และพม่านั้น หากพิจารณาจากแผนที่จะพบว่า จุดที่มีถนนหนทางหรือการคมนาคมที่สะดวก และมีเมืองท่าใหญ่ที่สามารถเป็นศูนย์กลางกระจายฝิ่นสู่ตลาดโลกได้นั้น ไม่ใช่อื่นไกล หากอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยนั่นเอง แต่เรื่องราวทั้งหมดซับซ้อนกว่าการแผ้วถางทำลายไร่ฝิ่น แล้วนำพืชผักผลไม้มาปลูกทดแทนมากนัก   [ ค น ต้ น นํ้ า ] เมื่อแสงแรกทาบทาพ้นแนวทิวเขาขึ้นมา ชาวเขาในชุดประจำเผ่าเทินตะกร้าสานสะพายบนหลังด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง บ้างเดิน บ้างขี่มอเตอร์ไซค์ มุ่งหน้าสู่เรือกสวนไร่นา ที่แปลกตาไปหน่อยเห็นจะเป็นชุดประจำเผ่าที่ใส่คู่กับรองเท้าบู๊ตยาง หลายชั่วอายุคนมาแล้ว ชาวเขาเดินเท้าเปล่าหรือไม่ก็ลากรองเท้าแตะขึ้นดอยจนกลายเป็นความเคยชิน รองเท้าบู๊ตยางจึงเป็น ”ของแปลกใหม่” ที่พวกเขาต้องใช้เวลาทำความรู้จักและรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ฉันใดก็ฉันนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างการปลูกฝิ่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความเข้าใจ และความอดทน “เราเข้าไปทำงานนี่ เราไปบอกว่าเราจะช่วยเขา มันเหมือนเขาลำบากอยู่ แต่จริงๆ แล้ววิถีชีวิตเขาเป็นแบบนั้นเอง” สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอ่างขางและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ เล่าถึงหลักการส่งเสริมพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น ”เราเริ่มจากการทำงานสาธิตในศูนย์ ปลูกผัก ปลูกไม้ผล บ๊วย พีช พลับ เพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อนว่าปลูกได้ไหม แล้วก็เป็นตัวอย่างให้แก่ชาวบ้าน นอกจากนั้นเราก็ไปเยี่ยม ศึกษาชาวบ้าน เรียนรู้ทัศนคติของเขา” สมชายเล่า ”ช่วงแรกเราไปศึกษาปฏิทินการเกษตรของเขาใช้เวลาปีนึง ระหว่างนี้เขาก็เดินผ่านแปลงสาธิตของเราก็นึกอยากลองปลูก อีกส่วนหนึ่งผมทำงานกับยุวเกษตรกรปลูกกระเทียม ผักกาดหอมห่อต้นในสถานี พอเด็กได้เงินชาวบ้านก็ได้เงิน” กว่าจะจูงใจชาวบ้านให้มาปลูกไม้ผลเมืองหนาวได้ใช้เวลานานหลายปี แต่ในที่สุดบนดอยอ่างขางก็มีทั้งแปลงเกษตรของเจ้าหน้าที่และของชาวเขา เจ้าหน้าที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางพาฉันมาหยุดที่แปลงเกษตรแปลงแรก ”บ๊วย” ซึ่งเป็นพืชชนิดแรกที่ทดลองปลูกบนดอยอ่างขาง ดอกบ๊วยสีขาวเล็กจ้อยของฤดูกาลใหม่ผลิดอกแล้ว ”แต่เดิมเป็นป่าหญ้าคา ที่นี่เริ่มปลูกป่าปี พ.ศ. 2525 ครับ” ขจร สุริยะ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เล่า ”ในหลวงมีพระราชดำริว่าอนาคตถ้าไม่มีป่า จะเอาน้ำจากไหนมาเลี้ยงไม้ดอกไม้ผล” ในช่วงแรกเริ่มนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ ”พ่อหลวง” ของชาวเขา เสด็จฯมายังดอยอ่างขางทุกปี ครั้งหนึ่งระหว่างประทับที่แปลงรับเสด็จและทอดพระเนตรเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นป่าหญ้าคา จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะนั้น นำไม้โตเร็วต่างถิ่นมาปลูก เมล็ดพันธุ์ของไม้ใหญ่ที่มีความต้านทานอากาศหนาวเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเมเปิล การบูร หรือเพาโลว์เนีย ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน ส่วนผู้ที่ลงมือปลูกนอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็คือชาวบ้านนั่นเอง โครงการปลูกป่าชาวบ้านเป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยให้ชาวบ้านที่นี่ปลูกป่าในพื้นที่ทำกินของตนเอง พวกเขาจึงได้รับสิทธิให้นำไม้มาทำฟืนหรือสร้างบ้านด้วย ”พอมีป่า ชาวบ้านก็ไม่อยากย้ายไปไหนแล้ว” ขจรเล่า ”แต่ถ้ายังแห้งแล้ง พวกเขาก็อยากย้ายถิ่นอยู่เรื่อยๆ แหละครับ” ดอยอ่างขางมีรูปร่างเหมือนอ่างสมชื่อ บริเวณ ”ก้นอ่าง” เป็นป่าปลูกและที่ตั้งสถานีเกษตร และเมื่อฉันเดินขึ้นไปถึง ”ขอบอ่าง” ด้านที่ติดกับชายแดนพม่า เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อว่าโรงเรียนบ้านขอบด้ง ครูเรียม สิงห์ทร ครูคนแรกของโรงเรียน เล่าว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียน พระองค์ตรัสเพียงสั้นๆ ว่า ”ฝากเด็กๆด้วยนะครู” เด็กๆ ลูกศิษย์ของครูเรียมก็คือลูกหลานชาวเขาเผ่ามูเซอดำและปะหล่องที่อาศัยอยู่รอบสถานีเกษตรหลวงนั่นเอง การศึกษาเป็นรากฐานให้ชาวเขาอ่านออกเขียนได้ พวกเขาได้เรียนรู้การชั่ง ตวง วัดทั้งหลายเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรเริ่มต้นขึ้นแล้วในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ ห่างจากโรงเรียนบ้านขอบด้งมาเพียง 3-4 กิโลเมตร วีระเทพ เกษตรกรชาวเขารุ่นใหม่วัย 24 ปี ผู้ปลูกปวยเล้งและเบบี้สลัด เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านขอบด้งและไปเรียนต่อจนจบ ปวส.ด้านการเกษตรมาจากเชียงราย วันนี้เขาเลือกกลับมาทำการเกษตรอย่างพ่อแม่ที่บ้านเกิด แม้จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปบ้างอย่างการซื้อข้าวกิน (แต่เดิมปลูกเอง กินเอง) แต่แปลงผักของเขาก็ทำให้ครอบครัวมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ฐานะมั่นคง และมีอาชีพสุจริต วีระเทพอธิบายขั้นตอนและระบบการจัดการ ไล่เรียงมาตั้งแต่โรงเรือนที่ใช้กันฝน ไปจนถึงการคัดเกรดและส่งผัก อย่างละเอียดและคล่องแคล่ว ฉันอดคิดไม่ได้ว่า วีระเทพคือตัวอย่างที่ยืนยันเจตนารมณ์ในการสร้างคนของครูเรียมได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด วิถีชีวิตเกษตรกรบนพื้นที่สูงของดอยอ่างขางคงเล่าลือไปไกลเลยเขตไทย เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ชนเผ่า ”ปะหล่อง” อพยพภัยสงครามจากพม่าเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พวกเขานำพระพุทธรูปพม่าและผ้าทอมือจำนวน 5 ผืนมารอเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวระหว่างที่เสด็จฯมายังดอยอ่างขาง “แต่ก่อนตอนอยู่ในป่าที่ประเทศพม่า ผู้หญิงต้องใช้ดาบเป็น เอาไว้ป้องกันตัว” ปั่น ธรรมมอน หญิงปะหล่องอายุ 26 ปี เล่าถึงการรำดาบหญิงที่เธอเป็นผู้ฝึกสอนให้เด็กๆ ในหมู่บ้านสำหรับการแสดงในงานรื่นเริง แม้ปั่นจะเกิดไม่ทันยุคอพยพของคนรุ่นพ่อแม่ในครั้งนั้น แต่เพลงดาบของเธอยังคงทรงพลังไม่ผิดกับบรรพชน เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ขณะตัดผักปวยเล้งด้วยมือที่เคยจับดาบ […]

ปรับปรุงจามจุรียักษ์เมืองกาญจน์ กระทบหนักจากนักท่องเที่ยว

โครงการปรับปรุงต้นจามจุรียักษ์ของจังหวัดกาญจนบุรี มีแผนแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม ทว่าภาพถ่ายเพียงไม่กี่ภาพระหว่างการปรับปรุงช่วงต้นก่อให้เกิดความเข้าใจผิด แท้จริงแล้วรายละเอียดเป็นอย่างไร? ลองชมแผนด้านใน

พิทักษ์อุทยานแห่งแอฟริกา

เพื่อช่วยชีวิตสัตว์ป่าอันเป็นสัญลักษณ์ของทวีปแห่งนี้จากการลักลอบล่า และภัยคุกคามอื่นๆ โดยมนุษย์ องค์กรอนุรักษ์แห่งหนึ่งบริหาร อุทยานแห่งชาติแอฟริกา ที่เสื่อมโทรมราวกับธุรกิจที่กําลังล่มสลายซึ่งจําเป็นต้องได้รับ การบริหารจัดการรูปแบบใหม่ และประสบผลสําเร็จ อาคารที่ทำการอุทยานแห่งชาติซาคูมาทางตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศชาด  เป็นโครงสร้างสีทราย  มีเชิงเทินกลมขอบหยักที่ทำให้ดูคล้ายป้อมปราการเก่าแก่  ด้านนอกประตูที่เปิดเข้าสู่ศูนย์ควบคุมและสั่งการบนชั้นสองมีภาพปืนไรเฟิลคาลาชนิคอฟในวงกลมสีแดงและแถบคาดแขวนอยู่  เป็นการบอกว่า  ห้ามนำอาวุธเข้าไปในห้อง ปืนคาลาชนิคอฟมีใช้กันอย่างแพร่หลายในซาคูมา  เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกคน พกปืนชนิดนี้  ผู้บุกรกซึ่งมาล่าสัตว์ป่าก็เช่นกัน หมู่ต้นอะเคเซียให้ร่มเงาแก่กลุ่มอาคาร  รถแลนด์ครูสเซอร์แล่นเข้าออก  ห่างออกไปไม่กี่ก้าว  ช้างหลายตัวดื่มนํ้าจากสระ  แม้พวกมันจะดูผ่อนคลายระหว่างอยู่ที่นี่  ซึ่งใกล้เสียงอึกทึกครึกโครมของที่ทำการอุทยานมาก  แต่พวกมันก็ไม่เชื่อง  พวกมันระวังตัวแต่กระหายนํ้า ซาคูมาซึ่งมีสถานะอุทยานแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 1963  เป็นเขตสงครามสำหรับช้างเป็นช่วงๆ  ย้อนหลังไปห้าสิบปีก่อน  ทั่วชาดอาจมีช้างมากถึง 300,000 ตัว  แต่นับจากกลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา  จำนวนดังกล่าวลดลงอย่างฮวบฮาบ  เนื่องจากถูกพวกลักลอบล่าสัตว์ที่มีอาวุธครบมือฆ่าไปเป็นจำนวนมาก  จนกระทั่งซาคูมากลายเป็นแหล่งพักพิงที่ไม่ปลอดภัยสำหรับช้างซึ่งเหลืออยู่มากที่สุดประมาณ 4,000 ตัว จากนั้นในช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษนี้  ประชากรช้างในซาคูมาถูกฆ่าไปกว่าร้อยละ 90  ส่วนใหญ่โดยกองกำลัง กึ่งทหารชาวซูดานที่ขี่ม้าเข้ามาโจมตีจากทางตะวันออกเพื่อเอางาช้าง โจรเหล่านี้รู้จักกันในชื่อ จันจาวีด (Janjaweed)  ซึ่งเป็นคำภาษาอาหรับแปลคร่าวๆ ได้ว่า “ปีศาจบนหลังม้า” แม้บางคนจะขี่อูฐ  พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มชนเร่ร่อนชาวอาหรับผู้ชํ่าชองด้านการขี่ม้าซึ่งเคยติดอาวุธและมีรัฐบาลซูดานหนุนหลัง  […]

ฤดูหนาว : มนตร์สะกดแห่งแดนหนาวเหน็บ

ความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจมีอะไรน่าดึงดูดอย่างนั้นหรือ ต่อไปนี้คือเรื่องราวของนักเขียนผู้หลงใหลในแดนเหน็บหนาว "จากการฝ่าน้ำแข็งทะเลอาร์กติกในเรือตัดน้ำแข็ง ถึงการต้านพายุกระหน่ำในแอนตาร์กติกา จากการพักแรมในกระท่อมที่อะแลสกาถึงการไปยืนอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ  เหตุการณ์สำคัญส่วนใหญ่ในชีวิตผมล้วนเกี่ยวข้องกับความหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่ผมรู้สึกว่าเป็นบ้านมากที่สุด เป็นที่ที่ผมเลือกใช้ชีวิตและตั้งตาคอยที่จะได้ไปเยี่ยมเยือน และเป็นถิ่นที่ผมต้องกลับไปเสมอ"