แผ่น น้ำแข็ง กรีนแลนด์ กำลังละลายเร็วขึ้นถึงสี่เท่า - National Geographic Thailand

แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์กำลังละลายเร็วขึ้นถึงสี่เท่า – และส่งผลร้ายต่อโลก

นักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่าเกาะ กรีนแลนด์ กำลังเข้าสู่จุดวิกฤต และมีแนวโน้มทำให้ระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้น

มีงานวิจัยใหม่เตือนว่าน้ำแข็งของเกาะ กรีนแลนด์ กำลังละลายรวดเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดเอาไว้ แต่ทว่า สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนคือปริมาณของน้ำแข็งที่ละลายส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นน้ำแข็งที่อยู่บนเกาะกรีนแลนด์ ไม่ได้มาจากธารน้ำแข็งของกรีนแลนด์เอง

งานศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Proceeding of the National Academy of Science (PNAS) ระบุว่า การสูญเสียปริมาณน้ำแข็งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2003 ถึงช่วงกลางปี 2013 เกิดจากน้ำแข็งทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากบรรดาธารน้ำแข็งขนาดใหญ่

เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างกรีนแลนด์ได้อยู่ในจุดวิกฤตฉับพลันในช่วงปี 2002-2003 อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสูญเสียปริมาณน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไมเคิล เบวิส นักธรณีวิทยาประจำมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต ผู้เขียนนำงานวิจัยในครั้งนี้ กล่าวและเสริมว่า ในปี 2012 ปริมาณน้ำแข็งของเกาะกรีนแลนด์ละลายมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กล่าวคือ มีการละลายของน้ำแข็งสูงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2003

กรีนแลนด์, หมีขั้วโลก
ภาพหมีขั้วโลกตัวหนึ่งกำลังนอนหลับที่ Svalbard ประเทศนอร์เวย์ ภาพถ่ายโดย RALPH LEE HOPKINS, NATIONAL GEOGRAPHIC

การละลายของน้ำแข็งในอัตราเร่งนี้มาจากน้ำแข็งบริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ อันเป็นภูมิภาคที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับรู้มาก่อนว่าเป็นพื้นที่ที่การละลายของน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว โดยก่อนหน้านี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างมุ่งความสนใจไปที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ อันเป็นสถานที่ที่มีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ในด้านมหาสมุทรแอตแลนติก

“เราทราบว่าเรามีหนึ่งปัญหาใหญ่ นั่นคือการละลายของน้ำแข็งทำให้ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่เกิดการแตกตัว” เบวิสกล่าวและเสริมว่า และตอนนี้เราได้พบปัญหาที่สองคือ ก้อนน้ำแข็งจำนวนมากได้ละลายเป็นน้ำและไหลลงสู่ทะเล

ตามข้อมูลจากดาวเทียม GRACE ขององค์กรนาซาและสถานีระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลก (GPS Stations) ที่กระจายตัวอยู่ตามชายฝั่งของเกาะกรีนแลนด์ระบุว่า ระหว่างปี 2002 จนถึงปี 2016 กรีนแลนด์ได้สูญเสียปริมาณน้ำแข็งราว 280 พันล้านตันต่อปี โดยค่าเฉลี่ยของปริมาณการละลายของน้ำแข็งนี้เทียบเท่าได้กับพื้นที่ของรัฐฟลอริดาและนครนิวยอร์ก

กรีนแลนด์, หมีขั้วโลก
หมีขั้วโลกตัวหนึ่งกระโดดข้ามแผ่นน้ำแข็งที่แตกกระจายใกล้เกาะใน Spitsbergen ประเทศนอร์เวย์ ในปี 2010 ภาพถ่ายโดย RALPH LEE HOPKINS, NATIONAL GEOGRAPHIC

“การละลายของน้ำแข็งนี้เป็นสาเหตุของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และเรากำลังเฝ้าดูแผ่นน้ำแข็งละลายไปยังจุดวิกฤต” เบวิสกล่าวเสริม

แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์มีความหนาถึง 3,000 เมตร และมีปริมาณที่จะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นได้อีกราว 7 เมตร ในช่วงศตวรรษที่ 20 เกาะกรีนแลนด์สูญเสียน้ำแข็งทั้งหมดไปประมาณ 9,000 ตัน ทำให้ปริมาณน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 25 มิลลิเมตร (ต้องมีปริมาณน้ำแข็ง 360 พันล้านตันเพื่อให้ปริมาณน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 1 มิลลิเมตร)

อย่างไรก็ตาม เกาะกรีนแลนด์ถูกทำให้เล็กลงโดยแผ่นน้ำแข็งแอตแลนติก ในกรณีที่แผ่นน้ำแข็งนี้ละลายหมด ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น 57 เมตร ด้านทวีปแอนตาร์กติกาได้มีการละลายของน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน กล่าวคือ มีอัตราการละลายของน้ำแข็งเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าเมื่อเทียบกับเมื่อ 40 ปีที่แล้ว จากการรายงานเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีการละลายของน้ำแข็งโดยเฉลี่ย 252 พันล้านตันต่อปีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

การละลายของน้ำแข็งเกิดจากอะไร

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเพียงหนึ่งองศาคือสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดการละลายน้ำแข็งของโลกครั้งมโหฬารนี้ ในเกาะกรีนแลนด์ บรรดานักวิจัยค้นพบว่าภาวะโลกร้อน ประกอบกับปรากฏการณ์การเคลื่อนตัวของกระแสลมแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Oscillation) ทำให้เกิดการละลายของผิวหน้าน้ำแข็งอย่างรวดเร็วในช่วงฤดูร้อน

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนตัวของกระแสลมแอตแลนติกเหนือนั้นเป็นเรื่องปกติ ทว่า มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติในความดันบรรยากาศ (atmospheric pressure) ที่นำพาความอบอุ่น และสภาพอากาศแบบแสงแดดจ้ามายังด้านตะวันตกของกรีนแลนด์ซึ่งกำลังอยู่ในระยะเวลาที่ย่ำแย่ (negative phase) โดยก่อนในช่วงปี 2000 ปรากฏการณ์การเคลื่อนตัวดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดการละลายของน้ำแข็งอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่หลังจากนั้น ระยะเวลาที่ย่ำแย่นี้ส่งผลให้น้ำแข็งละลายเพิ่มมากขึ้น

กรีนแลนด์, หมีขั้วโลก
หมีขั้วโลกตัวหนึ่งกำลังดูลูกๆ ที่อ่าวฮัดสัน ในแคนาดา อ่าวแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องหมีขั้วโลก แต่ในขณะนี้กำลังมีจำนวนลดลงจำนวนมาก ภาพถ่ายโดย TOM MURPHY, NATIONAL GEOGRAPHIC

สิ่งใดจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

ถ้าไม่มีการทำสิ่งใดเพื่อหยุดการเผาไหม้พลังงานฟอสซิลที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น น้ำแข็งส่วนใหญ่ของเกาะกรีนแลนด์จะละลาย และปริมาณน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นอีกราว 7 เมตร ริชาร์ด อัลลีย์ นักธรณีวิทยาธารน้ำแข็งแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตต กล่าวและเสริมว่า การละลายของน้ำแข็งเช่นนี้เกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาราวศตวรรษ อย่างไรก็ตาม นี่คือการส่งสัญญาณเตือนว่า การละลายของน้ำแข็งกรีนแลนด์อาจใช้เวลาเพียง 20-30 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้น และถ้าปรากฏการณ์เช่นนี้ยังดำเนินต่อไป เกาะกรีนแลนด์จะละลายไปจนไม่อาจหวนคืนกลับมาได้ดังเดิม

ยังมีเรื่องน่ากังวลอีกเรื่องหนึ่งคือ น้ำที่ละลายจากน้ำแข็งนี้ได้หน่วงกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม (Gulf Stream) หรือที่รู้จักกันในนามกระแสน้ำ AMOC (Atlantic Meridional Overturning Circulation) ที่นำพากระแสน้ำอุ่นจากบริเวณเส้นศูนย์สูตรสู่บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ และผลักกระแสน้ำเย็นลงสู่ใต้ทะเลลึก และทำให้ภูมิภาคยุโรปตะวันตกมีสภาพอากาศที่อบอุ่นมีสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในปีที่แล้ว เหล่านักวิจัยรายงานว่า กระแสน้ำ AMOC นี้ได้ลดกำลังลงราวร้อยละ 15 ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา

เรื่อง STEPHEN LEAHY 


อ่านเพิ่มเติม น้ำแข็งละลาย ชีวิตล่มสลาย

เรื่องแนะนำ

แผนที่โลก ในอีก 200 ล้านปีข้างหน้า จะเป็นเช่นไร

แผนที่โลก ในอนาคต ทวีปต่างๆ เคลื่อนที่ตลอดเวลา กล่าวคือแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่เข้าชนกันและแยกออกจากกัน ก่อให้เกิดเปลือกโลกใหม่ ขณะที่เปลือกโลกเก่าถูกดึงลงไปใต้ผิว กระบวนการนี้ทำให้มหาสมุทรหดตัวและขยายตัว ดันเทือกเขาให้ยกตัวขึ้น และจัดเรียงมวลแผ่นดินใหม่อีกครั้ง ในอีกราว 250 ล้านปี พันเจียพรอกซิมา (Pangaea Proxima) มหาทวีปใหม่จะก่อตัวขึ้น แผนที่โลก โลกเปลี่ยนโฉมหน้าไปเรื่อยๆ 200 ล้านปีที่แล้ว – ไดโนเสาร์ยุคแรกเดินท่องพันเจีย (Pangaea) มหาทวีปแห่งหลังสุด ซึ่งก่อตัวขึ้นจากการชนกันของทวีปเก่าๆ 100 ล้านปีที่แล้ว – เมื่อพันเจียแบ่งออกเป็นมวลแผ่นดินที่แยกจากกันชายฝั่งของทวีปต่างๆ ในปัจจุบันก็เริ่มปรากฏขึ้น ควบคู่ไปกับมหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอินเดีย ปัจจุบัน – ภูมิทัศน์ในทุกวันนี้เปรียบได้กับพริบตาเดียวของธรณีกาล มหาสมุทรแอตแลนติกขยายตัวกว้างขึ้นปีละ 2.5 เซนติเมตร เนื่องจากแผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทรแยกจากกัน ทำให้เกิดเปลือกโลกใหม่ 100 ล้านปีในอนาคต – กิจกรรมของแผ่นเปลือกโลกทางด้านตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือจะทำให้มหาสมุทรแอตแลนติกหดตัว และทวีปต่างๆ เคลื่อนมาบรรจบกัน 200 ล้านปีในอนาคต – มีเพียงร่องรอยของมหาสมุทรแอตแลนติกที่ยังคงอยู่ เมื่อมวลแผ่นดินต่อติดเข้าด้วยกันเป็นมหาทวีปใหม่ เทือกเขาสูงแห่งใหม่ๆ บ่งบอกถึงตำแหน่งของการชนกันครั้งใหญ่ เรื่อง […]

ต้นไม้สื่อสารกันได้

ต้นไม้สื่อสารกันได้ ต้นไม้พูดได้! แต่ไม่ใช่เปล่งคำพูดออกมาให้เราฟังเช่นในภาพยนตร์ การสื่อสารของต้นไม้เกิดขึ้นที่ใต้ผืนดิน ณ เครือข่ายรากของพวกมันต่างหาก ซูซาน ซิมาร์ด นักนิเวศวิทยาป่าไม้ ติดตามสารเคมีจำเพาะบางอย่าง และพบว่าต้นไม้ในป่าสนดักลาสของแคนาดากำลังพูดคุยกันใต้ดิน ด้วยการสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันที่เรียกว่า “ไมคอร์ไรซา” (mycorrhiza) ร่วมกับราเพื่อส่งสัญญาณต่างๆ และแบ่งปันทรัพยากรระหว่างกัน เริ่มต้นด้วย “ต้นแม่” ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สูงที่สุด และได้รับแสงแดดในการผลิตอาหารมากกว่าที่มันต้องการ กลุ่มราหรือไมซีเลียมที่ห่อหุ้มปลายรากของต้นแม่จะส่งธาตุอาหารจากดินให้แลกกับน้ำตาลที่ต้นไม้ผลิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ราขาดแคลน จากนั้นราจะส่งน้ำตาลให้กับต้นไม้เล็กกว่าที่อ่อนแอ และอยู่ในร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ด้วยวิธีการนี้ช่วยให้ต้นไม้ใหญ่สามารถแบ่งปันสารอาหารไปยังต้นไม้อื่นๆ ได้ โดยผ่านเครือข่ายของราที่อาศัยอยู่บริเวณราก นอกจากนั้นหากต้นไม้เผชิญกับความเครียดหรือภัยคุกคามก็ยังสามารถส่งสัญญาณเคมีเตือนต้นไม้ต้นอื่นได้ด้วยเช่นกัน ด้านนักวิจัยพบว่าป่าที่มีการเชื่อมโยงเครือข่ายกันในลักษณะนี้จะช่วยให้ต้นไม้อยู่รอดได้ดีกว่า และหากต้นแม่ถูกโค่นลง ต้นไม้เล็กๆ ก็จะตายตามอีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในยุโรป และยังคงเติบโตอยู่

พลังงานลม พลังงานทางเลือกทดแทนพลังงานฟอสซิลที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

พลังงานลม ทรงประสิทธิภาพ กังหันลมที่ติดตั้งในสถานที่ที่เหมาะสม มีศักยภาพมากพอที่จะทดแทนโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินได้เลย พลังงานลม เป็นพลังงานตามธรรมชาติที่เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดอากาศ และแรงจากการหมุนของโลก สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความเร็วและกำลังลม ซึ่งสามารถแปรเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ในปัจจุบันมนุษย์ได้ให้ความสำคัญในการนำ พลังงานลม มาใช้ประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากพลังงานลม มีอยู่โดยทั่วไป เป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่มีวันหมด พลังงานลมเป็นพลังงานสะอาดที่ถูกนำมาใช้เป็นพลังงานทางเลือกทดแทนพลังงานฟอสซิล และสามารถช่วยลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันตลาดพลังงานลมกำลังเติบโต ใน 15 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาเทคโนโลยีทำให้ค่าใช้จ่ายในการผลิต พลังงานลมลดลงถึงร้อยละ 50 โดยกังหันลมที่ติดตั้งในสถานที่ที่เหมาะสม มีศักยภาพมากพอที่จะแข่งขันกับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินได้เลย ข้อดีของพลังงานลม พลังงานลมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน นอกจากนี้พลังงานลมยังปราศจากสารก่อมลพิษอื่น ๆ ที่เกิดจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกด้วย การผลิตพลังงานลมสามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว ฟาร์มกังหันลมสามารถสร้างเสร็จสิ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ โดยใช้รถเครนติดตั้งหอคอยของกังหันลม ส่วนเชื่อมต่อกับปีกหมุน และใบพัดเหนือฐานคอนกรีต ด้วยเงินลงทุนที่เท่ากัน พลังงานลมสร้างพลังงานงานมากกว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 5 เท่า และผลิตพลังงานได้มากกว่า 2.3 เท่า ค่าใช้จ่ายของการผลิตไฟฟ้าโดยพลังงานลมมีแต่จะลดลง เนื่องจากพลังงานลมเป็นแหล่งพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่ต้องอาศัยการทำเหมือง ขุดเจาะ หรือ ขนส่งไปยังสถานีจ่ายไฟฟ้า นอกจากนี้ในโครงการใหญ่ ๆ ที่ใช้กังหันลมขนาดกลาง จะมีศักยภาพในการปฏิบัติงานสูงถึง […]