มลพิษทางอากาศ มีผลต่ออาการไบโพลาร์และโรคซึมเศร้า - National Geographic Thailand

มลพิษทางอากาศมีผลต่ออาการไบโพลาร์และโรคซึมเศร้า

ชายคนหนึ่งตกปลาที่โรงงานถ่านหินในเมืองดีทรอยต์ ภาพถ่ายโดย AMI VITALE, NAT GEO IMAGE COLLECTION


นี่คืองานวิจัยใหม่ที่เพิ่มเติมข้อมูลในเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง มลพิษทางอากาศ และสุขภาพจิตอันย่ำแย่

มลพิษทางอากาศส่งผลให้ร่างกายเราย่ำแย่ องค์การอนามัยโลกเชื่อมโยงเรื่องนี้กับโรคร้ายต่างๆ เช่น มะเร็งปอดและโรคหลอดเลือดสมอง งานวิจัยชิ้นใหม่เผยว่า ภูมิภาคที่มีมลพิษมักพบผู้ป่วยมีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น โรคซึมเศร้าหรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว (ไบโพบาร์)

ในประเทศสหรัฐอเมริกา นักวิทยาศาสตร์พบว่า ประเทศที่มีคุณภาพอากาศย่ำแย่ ตามตัวชี้วัดของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency -EPA) ของสหรัฐอเมริกา มีการเพิ่มขึ้นของโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วอยู่ที่ร้อยละ 27 และร้อยละ 6 ในโรคซึมเศร้า เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยระดับประเทศ

Andrey Rzhetsky ผู้เขียนงานวิจัยและนักพันธุศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก กล่าวอย่างระมัดระวังว่า งานศึกษาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า มลพิษทางอากาศก่อให้เกิดอาการป่วยทางจิตใจ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าสถานที่ที่ผู้คนอยู่อาศัยอาจเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องนี้เล็กน้อย

เช่นเดียวกับการศึกษาที่คล้ายกันในกรุงลอนดอน ประเทศจีน และเกาหลีใต้ ซึ่งพบความเชื่อมโยงระหว่างสถานที่ที่มีมลพิษกับสุขภาพจิตที่ย่ำแย่

Rzhetsky กล่าวว่า งานศึกษาจากประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สถานที่ไหนในสหรัฐอเมริกาที่มีมลพิษ ความผิดปกติทางระบบประสาทก็จะเพิ่มจำนวนขึ้น

(เชิญรับชมวิดีโออธิบายเรื่องของมลพิษทางอากาศจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก)

ร่างแผนที่แห่งมลพิษ

บรรดานักวิจัยได้พิจารณาข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาและเดนมาร์กเพื่อสร้างความเชื่อมโยง

ในสหรัฐอเมริกา นักวิจัยได้พิจารณาข้อมูลประกันสุขภาพของคน 151 ล้านคนในรอบ 11 ปี ที่ได้เรียกร้องค่าสินไหมในอาการความผิดปกติทางจิต 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว, โรคซึมเศร้า, ภาวะความผิดปกติด้านบุคลิกภาพ และโรคจิตเภท และนักวิจัยได้พิจารณาข้อมูลของโรคลมชักและโรคพาร์กินสันเช่นเดียวกัน

จากนั้นนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลอากาศ น้ำ และคุณภาพดินโดยเลือกจากสถานที่ที่มีอัตราการเรียกร้องสินไหมและอัตราความหนาแน่นของมลพิษที่คาบเกี่ยวกัน โดยผลปรากฎว่า มลพิษทางอากาศและโรคอารมณ์ผิดปกติสองขั้วมีความคาบเกี่ยวกันมากที่สุด

เพื่อทำซ้ำผลการสำรวจในสหรัฐอเมริกา นักวิจัยร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ชาวเดนมาร์ก เพื่อศึกษาผลกระทบของมลพิษในเดนมาร์ก แต่มีวิธีการที่แตกต่างในสหรัฐอเมริกา คือ นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กไม่ได้ดูที่ข้อมูลระดับภูมิภาค แต่ดูว่าประชากรแต่ละคนได้พบเจอกับมลพิษทางอากาศในช่วงวัยเด็กเป็นจำนวนเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เหมือนกับงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา คือการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศเชื่อมโยงกับโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วและโรคซึมเศร้าในอัตราที่สูงขึ้น

“ผลการค้นพบเหล่านี้ได้เพิ่มหลักฐานปัจจุบัน โดยอ้างอิงจากงานศึกษาก่อนหน้านี้ในเรื่องของความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างมลพิษทางอากาศและความผิดปกติทางจิตใจ” Ioanis Bakalis นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัย กล่าว

ทว่า เขากล่าวว่าการศึกษาขึ้นอยู่กับข้อมูลระดับวงกว้างระดับประเทศ ซึ่งมีหลายตัวแปรมากเกินกว่าจะสรุปว่า ไม่ว่ามลพิษทางอากาศแบบใดก็ตามสามารถก่อให้เกิดโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วและโรคซึมเศร้า

มลพิษทางอากาศ
ก๊าซเรีอนกระจกเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศของโลก ภาพถ่ายโดย PETER ESSICK, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ด้านประเทศจีน นักวิทยาศาสตร์ในกรุงปักกิ่งได้เผยแพร่ข้อมูลเมื่อปีที่แล้วว่า การหายใจเอาอากาศที่มีอนุภาคเล็กๆ มีผลให้ความฉลาดหายไป ส่งผลต่อคะแนนสอบด้านการพูดและคณิตศาสตร์

โดย Xin Zhang ผู้เขียนงานวิจัยมองว่า มลพิษนั้นมีผลทำลายสมองเนื้อสีขาว

สมองกับธรรมชาติ

ในอังกฤษ นักวิทยาศาสตร์กำลังเฝ้าดูว่าคุณภาพอากาศของเมืองมีผลกระทบต่อเด็กจำนวน 250 คนอย่างไร โดยเด็กๆ จะสวมกระเป๋าเป้ตรวจอากาศซึ่งจะบอกว่าที่ไหน และเมื่อไหร่ที่เด็กๆ พบเจอมลพิษมากที่สุด

เจ้าหน้าที่ของเมืองกล่าวว่า ข้อมูลนี้จะช่วยให้พวกเขาปรับปรุงด้านการสาธารณสุขได้

Rzhetsky หวังไว้เช่นเดียวกันว่าปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงจะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางจิตที่รักษาความผิดปกติทางระบบประสาท

โดยการใช้สภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์เพื่อรักษาอาการผิดปกติเหล่านี้จะเป็น “เป้าหมายสูงสุด” เขากล่าว

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามสร้างความเชื่อมโยงระหว่างมลพิษกับสุขภาพจิต ผลวิจัยในเรื่อง คุณประโยชน์ทางจิตใจของการอยู่ในธรรมชาติ ได้มีการสรุปอย่างแน่นอนแล้ว กล่าวคือ เมื่อเราใช้เวลาในธรรมชาติ ไม่ว่าจะในพื้นที่ป่าหรือสวนสาธารณะท้องถิ่น สมองของเราจะผ่อนคลายมากขึ้น

เรื่อง SARAH GIBBENS


อ่านเพิ่มเติม ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก

เรื่องแนะนำ

สำรวจโลก : ปลูกเพื่อสันติ

เรื่อง นีนา สตรอคลิก ไนจีเรียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของแอฟริกาที่ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ แม้จะมีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 35 ล้านตารางกิโลเมตรก็ตาม และต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารอย่างหนัก ในแต่ละปีมีหนุ่มสาวชาวไนจีเรียกว่าสองล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ต้องเผชิญกับอัตราการว่างงานในคนหนุ่มสาวที่สูงถึงร้อยละ 25 กลุ่มหัวรุนแรงอย่างโบโกฮารามจึงเกณฑ์กำลังพลจากกลุ่มประชากรที่มีพลังเหลือล้นทว่าไร้งานทำ การสนับสนุนให้คนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาจับจอบเสียมแทนที่จะเป็นอาวุธจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ “คนหนุ่มสาวตกงานกับกลุ่มก่อการร้ายก็เหมือนออกซิเจนกับไฟยังไงยังงั้นเลยครับ” โคลา มาชา ผู้ประกอบการชาวไนจีเรีย-อเมริกัน บอก “ทำไมคนที่คับข้องใจกลุ่มเล็กๆ ถึงลุกขึ้นมาจัดตั้งกองทัพเล็กๆ ได้ นั่นเป็นเพราะคนหนุ่มสาวมีโอกาสทางเศรษฐกิจจำกัดจำเขี่ยอย่างไรละครับ” มาชาดำเนินโครงการชื่อบับบันโกนา (Babban Gona) แปลว่า ไร่นายิ่งใหญ่ (Great Farm) โดยมีเป้าที่จะยกระดับฐานะของเกษตรกรที่ทำไร่นาขนาดเล็กให้พ้นจากระดับพอยังชีพ โดยจะเน้นไปที่การเพิ่มผลผลิตและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดที่ให้ราคาสูงกว่าเดิมได้ การลงทุนในภาคเกษตรเป็นรูปแบบของความช่วยเหลือจากต่างชาติที่บรรเทาความขัดแย้งได้ดีที่สุด ในขณะที่ความช่วยเหลือรูปแบบอื่นๆ อาจส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้ เอดวิน ไพรซ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทกซัสเอแอนด์เอ็ม ด้านความขัดแย้งและการพัฒนาบอก โครงการอย่างบับบันโกนาจึงเริ่มเปิดตัวทั่วทั้งทวีปและธนาคารพัฒนาแอฟริกา (African Development Bank) ซึ่งใช้โครงการนี้เป็นต้นแบบก็ตั้งเป้าที่จะสร้างงานในภาคธุรกิจการเกษตรสำหรับคนหนุ่มสาวใน 30 ประเทศให้ได้ 1.5 ล้านตำแหน่งภายในระยะ เวลาห้าปีข้างหน้า   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก : สาหร่ายทะเลกำลังมาแรง, สำรวจโลก : เพราะน้ำคือชีวิต

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา […]

ผู้พิทักษ์ป่า : เหล่าดอกไม้เหล็กผู้ปกป้องสัตว์ป่าในซิมบับเว

"ใครจะเหมาะกับภารกิจคุ้มครองสัตว์ป่าที่ถูกเบียดเบียน มากไปกว่าผู้หญิงที่เคยถูกเบียดเบียนทำร้ายมากับตัวเอง" นี่คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังหน่วยพิทักษ์ป่าหญิง "อาคาชิงกา" (ภาษาท้องถิ่นแปลว่า ผู้กล้า) ดอกไม้เหล็กผุ้กล้าแกร่งที่ทำหน้าที่พิทักษ์สัตว์ป่าและพงไพรในซิมบับเว

สารเคมีจากพลาสติกและเครื่องสำอางปนเปื้อนในโลมา

พบสารพทาเลท องค์ประกอบที่ใช้ในการผลิตพลาสติก และข้าวของอื่นๆ อีกมากมายปนเปื้อนในร่างกายของโลมาจำนวน 71% ที่อาศัยอยู่บริเวณอ่าวซาราโซตา ด้านผลกระทบต่อสุขภาพยังคงไม่ชัดเจน