เรากำลังถูกพลาสติกคุกคามจริงหรือ? - National Geographic Thailand

เรากำลังถูกพลาสติกคุกคามจริงหรือ?

เรากำลังถูกพลาสติกคุกคามจริงหรือ?

ในห้องปฏิบัติการของหอสังเกตการณ์โลกลามอนต์โดเฮอร์ตี มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เดบรา ลี มากาดินี วางสไลด์ไว้ใต้กล้องจุลทรรศน์ แล้วเปิดสวิตช์แสงอัลตราไวโอเลต เธอเพ่งมองทางเดินอาหารของกุ้ง ตัวหนึ่งที่ซื้อมาจากตลาด ก่อนจะส่งเสียงดัง จุ๊ ออกมา หลังจากดูสไลด์ทุกซอกมุมแล้ว เธอก็โพล่งออกมาว่า “กุ้งตัวนี้มีเส้นใยขยุกขยุยเต็มท้องไปหมด!”

ทั่วโลก นักวิจัยอย่างมากาดินี กำลังเพ่งมองพลาสติกชิ้นเล็ก ๆ ผ่านกล้องจุลทรรศน์ ทั้งเส้นใย เศษพลาสติก หรือเม็ดไมโครบีดที่เข้าไปอยู่ในตัวสัตว์นํ้าจืดและสัตว์ทะเลต่าง ๆ ทั้งที่จับจากธรรมชาติและจากฟาร์มเลี้ยง นักวิทยาศาสตร์พบไมโครพลาสติกในสัตว์นํ้าถึง 114 ชนิด และมากกว่าครึ่งของสัตว์เหล่านั้นลงเอยด้วยการเป็นอาหาร ของเรา ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามค้นหา คำตอบว่า มนุษย์จะได้รับผลกระทบด้านสุขภาพอย่างไรบ้างจากพลาสติกที่สัตว์เหล่านั้นกินเข้าไป

จนถึงตอนนี้ วิทยาศาสตร์ยังขาดหลักฐานที่จะชี้ชัดว่า ไมโครพลาสติกหรือชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าห้ามิลลิเมตร ส่งผลกระทบต่อปลาในระดับประชากรหรือไม่อย่างไร กระนั้นก็มีผลวิจัยมากพอที่จะยืนยันว่า ปลาและสัตว์มีเปลือกที่เราชอบกินกำลังได้รับผลกระทบจากพลาสติกที่ พบได้ทุกหนทุกแห่ง ทุก ๆ ปีมีไมโครพลาสติก 5 ถึง 13 ล้านตันไหลจากพื้นที่ชายฝั่งลงสู่มหาสมุทร แสงแดด ลม คลื่น และความร้อน ทำให้พลาสติกย่อยสลายกลายเป็น ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทำให้แพลงก์ตอน กุ้งหอยปูปลา และแม้แต่วาฬ นึกว่าเป็นอาหาร

การทดลองหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า ไมโครพลาสติก ทำอันตรายแก่สัตว์นํ้า เพราะเข้าไปติดอยู่ในทางเดินอาหาร ทำให้พวกมันไม่อยากอาหาร เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ซึ่ง ทั้งหมดจะไปยับยั้งการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ บางชนิดถึงกับอดอยากและตายลง

นอกจากผลกระทบทางกายภาพแล้ว ไมโครพลาสติกยังส่งผลกระทบทางเคมี เนื่องจากมลพิษที่ล่องลอยได้ ซึ่งถูกชะล้างจากแผ่นดินและไหลลงสู่ทะเล เช่น พอลิ- คลอริเนตไบฟีนีลหรือพีซีบี (polychlorinated biphenyls: PCBs) พอลิไซคลิกแอโรเมติกไฮโดรคาร์บอนหรือ พีเอเอช (polycyclic aromatic hydrocarbons: PAHs) และโลหะหนักอื่น ๆ มีแนวโน้มที่จะเกาะติดกับพื้นผิว

ไมโครพลาสติกที่ไรนํ้าขนาดยาวสามมิลลิเมตรกินเข้าไปเรืองแสงเป็นสีเขียว ในห้องปฏิบัติการ นักวิจัยใส่เม็ดพลาสติกกลมและชิ้นส่วนพลาสติกรูปร่างไม่สมมาตรลงในนํ้าที่ ไรอาศัยและพบว่าพลาสติกอย่างหลังเป็นอันตรายต่อพวกมันมากกว่า เพราะอาจจับตัวและติดอยู่ในลำไส้ได้

เชลซี ร็อกแมน อาจารย์ด้านนิเวศวิทยาที่มหาวิทยาลัยโทรอนโต นำพอลิไทลีนซึ่งใช้ทำถุงพลาสติกบางประเภทไปบดให้ละเอียดและแช่นํ้าในอ่าวแซนดีเอโกอยู่นานสามเดือน จากนั้นก็นำพลาสติกปนเปื้อนเหล่านี้พร้อมกับอาหารจากห้องปฏิบัติการ ไปเลี้ยงปลาซิวข้าวสารญี่ปุ่นเป็นเวลา สองเดือน ปลาที่กินพลาสติกอุ้มนํ้าเข้าไปเริ่มแสดงอาการของโรคทางตับมากกว่าพวกที่กินพลาสติกบริสุทธิ์ซึ่งไม่ผ่านการแช่นํ้า ผลการวิจัยอีกชิ้นแสดงให้เห็นว่า หอยนางรมที่กินชิ้นส่วนขนาดเล็กจิ๋วของพอลิสไตรีนซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์อาหารเข้าไป จะวางไข่น้อยลงและผลิตสเปิร์ม ที่เคลื่อนที่น้อยลง รายชื่อสัตว์นํ้าจืดและสัตว์ทะเลที่ได้รับอันตรายจากพลาสติกมียาวเหยียดหลายร้อยชนิด

เป็นเรื่องยากที่จะวิเคราะห์แจกแจงว่า ไมโครพลาสติก ส่งผลกระทบต่อเราแต่ละคนในฐานะผู้บริโภคอาหารทะเล อย่างไร เพราะวัสดุเหล่านี้อยู่รอบตัวเราไปหมด ตั้งแต่ในอากาศที่เราหายใจ ไปจนถึงนํ้าประปาและนํ้าขวดที่เราดื่ม อาหารที่เรากิน และเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ นอกจากนี้ พลาสติก ไม่ได้มีอยู่เพียงรูปแบบเดียว แต่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ และใช้สารเติมแต่งหลากหลายชนิด ทั้งสารสี สารเพิ่มความเสถียรต่อรังสีอัลตราไวโอเลต สารกันนํ้าซึมผ่าน สารหน่วงไฟ สารกันการคดงอ และสารขจัดความกระด้าง ซึ่งแต่ละชนิดสามารถละลายและแทรกซึมสู่สิ่งแวดล้อมได้

สารเคมีเหล่านี้บางชนิดจัดเป็นสารก่อกวนระบบต่อม ไร้ท่อโดยเข้าไปขัดขวางการทำงานของระบบฮอร์โมนตามปกติ และแม้กระทั่งทำให้นํ้าหนักขึ้น สารหน่วงไฟอาจเข้าไปรบกวนพัฒนาการของสมองทารกในครรภ์และเด็ก ส่วนประกอบอื่น ๆ ที่เกาะติดอยู่บนพลาสติกอาจก่อมะเร็งหรือความพิการแต่กำเนิด หลักการพื้นฐานทางพิษวิทยาข้อหนึ่งระบุว่า ขนาดของพิษที่ได้รับเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดพิษ แต่สารเคมีเหล่านี้หลายชนิด ทั้งบีพีเอและชนิดใกล้เคียง สามารถทำให้สัตว์ทดลองในห้องปฏิบัติการเกิดความ ผิดปกติในระดับที่รัฐบาลของบางประเทศจัดว่ายังปลอดภัยสำหรับมนุษย์

การศึกษาว่าไมโครพลาสติกในทะเลส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์อย่างไรเป็นหัวข้อที่ท้าทาย เพราะเราไม่ อาจขอให้คนกินพลาสติกเพื่อทดลองได้ พลาสติกและสารเติมแต่งจะออกฤทธิ์ต่างกันไปตามลักษณะทางกายภาพและเคมี และเนื่องจากลักษณะของพลาสติกอาจเปลี่ยนแปลงไประหว่างที่สัตว์ในห่วงโซ่อาหาร กิน เผาผลาญ และ ขับถ่ายออกมา เราแทบไม่รู้เลยว่า กระบวนการแปรรูป อาหารหรือการปรุงอาหารส่งผลกระทบต่อพิษวิทยาของพลาสติกในสัตว์นํ้าอย่างไร หรือระดับปนเปื้อนแค่ไหนที่อาจส่งผลเสียต่อเราได้

ข่าวดีมีอยู่ว่า ไมโครพลาสติกส่วนใหญ่ที่นักวิทยาศาสตร์ ศึกษานั้น ดูเหมือนจะตกค้างอยู่ในกระเพาะและทางเดินอาหารของปลา ไม่เคลื่อนเข้าสู่เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นส่วนที่เรากิน ในรายงานชิ้นหนาชิ้นหนึ่ง องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ สรุปว่า คนน่าจะกินไมโครพลาสติกเข้าไปเป็นปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น แม้แต่คนที่บริโภคหอยแมลงภู่หรือหอยแครงที่ต้องกิน ทั้งตัวเป็นปริมาณมากก็ตาม เอฟเอโอยังยํ้าเตือนว่า การกินปลาเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ เพราะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด

ถึงกระนั้น นักวิทยาศาสตร์ยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับ ผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์จากพลาสติกในสัตว์นํ้า เพราะ ขยะพลาสติกมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง และในที่สุดจะย่อยสลายกลายเป็นนาโนพลาสติกซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 100 นาโนเมตร หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือมองไม่เห็นนั่นเอง พลาสติกขนาดเล็กจิ๋วเหล่านี้สามารถแทรกซึมผ่านเซลล์ เข้าสู่เนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ได้ แต่เนื่องจากนักวิจัยยังขาดวิธีวิเคราะห์เพื่อหานาโนพลาสติกในอาหาร พวกเขาจึงยังไม่มีข้อมูลของการพบหรือการดูดซึมนาโนพลาสติกในมนุษย์

ดังนั้น งานจึงต้องดำเนินต่อไป “เรารู้ว่าพลาสติกส่งผลกระทบต่อสัตว์ในแทบทุกระดับของห่วงโซ่ชีวภาพ” ร็อกแมนบอก “เรารู้มากพอที่จะต้องลงมือลดมลพิษพลาสติกไม่ให้เข้าสู่มหาสมุทร ทะเลสาบ และแม่นํ้า” นานาประเทศสามารถสั่งห้ามใช้พลาสติกบางชนิด โดย มุ่งเน้นไปยังประเภทที่ใช้มากที่สุดและสร้างปัญหามากที่สุด วิศวกรเคมีอาจคิดค้นพอลิเมอร์และพลาสติกย่อยสลายทางชีวภาพได้ ผู้บริโภคอาจหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐอาจลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะจัดเก็บและรีไซเคิลวัสดุเหล่านี้ก่อน ลงแหล่งนํ้าได้

เรื่อง เอลิซาเบท รอยต์

 

อ่านเพิ่มเติม

งานศิลปะจากขยะพลาสติก

เรื่องแนะนำ

ทุ่งมัวร์แห่งสกอตแลนด์

ทุ่งมัวร์แห่ง สกอตแลนด์ เวลา 18.00 น. ตรงของวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 2015 ในเมืองคิงกุสซี  สกอตแลนด์ จอร์จ พีรี ตัวแทนผู้ได้รับมอบหมายจากเอริก ฮีเรมา ผู้ประกอบการชาวดัตช์  เข้าครอบครองบาลาวิลต่อจากอัลแลน แมกเฟอร์สัน-เฟลตเชอร์ ผู้เป็นเจ้าของเดิม การซื้อขายมูลค่าราว 6.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งนี้แปลความได้ว่า ที่ดิน 28 ตารางกิโลเมตร พร้อมคฤหาสน์หินสีเทายุคศตวรรษที่สิบแปดซึ่งออกแบบโดยโรเบิร์ต แอดัม  ตลอดจนทุ่งมัวร์ที่แผ่กว้างเป็นเนินสูงๆต่ำๆ  แม่น้ำสเปย์ช่วงยาวห้า กิโลเมตรที่พาดผ่าน รวมทั้งซาราห์ ผีผู้สิงสถิตอยู่ที่นี่ จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกตกทอดต่อเนื่องในตระกูลมายาวนาน 225 ปีอีกต่อไป “ที่ผ่านมาแม้จะเป็นวิถีชีวิตที่ดีเลิศ แต่ถึงเวลาแล้วครับ” แมกเฟอร์สัน-เฟลตเชอร์ บอกในเวลาต่อมา ระหว่างจิบวิสกี้  ในกระท่อมชาวไร่ที่บูรณะใหม่ตรงมุมหนึ่งของที่ดิน ซึ่งเขายังเก็บรักษาไว้ให้ตนเองกับมาจอรีผู้เป็นภรรยา น้ำเสียงของแมกเฟอร์สัน-เฟลตเชอร์ ชายผมขาวผู้อบอุ่นอ่อนโยน ฟังดูโล่งอก แมกเฟอร์สัน-เฟลตเชอร์ ในวัย 65 ปีและพร้อมแล้วที่จะเกษียณบอกว่า ลูกๆ “ฉลาดแล้ว” ที่ไม่สนใจรับช่วงเป็นเจ้าของต่อ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาบั่นทอนทั้งหัวใจและกระเป๋าสตางค์ “หนทางเสียเงินที่รวดเร็วที่สุดคือการถือครองที่ดินในไฮแลนด์” […]

สิงห์อาสา ร่วมกับ คณะเกษตรศาสตร์ มข. สร้างแหล่งน้ำชุมชนภาคอีสาน โมเดลบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งยั่งยืน

แม้จะเข้าสู่ปี 2565 แล้ว แต่ประเทศไทยเรายังเผชิญปัญหาภัยแล้งมาโดยตลอด ภาพพื้นดินแตกระแหง เกษตรกรรอคอยฟ้าฝนในการทำนา ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย เพราะแม้ประเทศไทยจะมีการเริ่มพัฒนาระบบชลประทานมาตั้งแต่เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ. 2504 แต่การพัฒนาประเทศสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และการขยายพื้นที่ทางการเกษตรเพื่อรองรับการผลิตทางการเกษตรเพื่อมุ่งเน้นการบริโภคเชิงพาณิชย์ที่กำลังเติบโต รวมถึงตอบสนองการผลิตจำนวนมากเพื่อส่งออก ทำให้การพัฒนาแหล่งน้ำและระบบการจัดการน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ[1] รวมไปถึงนโยบายการขาดการจัดการน้ำที่ดีอย่างต่อเนื่อง [2]เราจึงเห็นหลายพื้นที่ในประเทศไทยยังต้องทำการเกษตรแบบพึ่งฟ้าพึ่งฝน และได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมเมื่อเกิดภัยแล้งหรืออุทกภัยและยังต้องอาศัยการทำเกษตรอย่างพึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลัก สาเหตุภัยแล้งยังเกิดสภาพภูมิอากาศที่มีความเปลี่ยนแปลงผันผวน  อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกรวน (Climate Change) อีกด้วย ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น สภาพอากาศโลกผันผวน[3] จนอาจทำให้เกิดการเกิดลมฟ้าอากาศสุดขั้ว (climate extreme)[4] ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่อาจบรรเทาได้โดยง่าย ซ้ำเติมให้ภัยแล้งในไทยมีโอกาสรุนแรงขึ้นอีก นอกจากนี้ มนุษย์ก็มีส่วนให้เกิดภัยแล้งด้วยเช่นกัน การใช้น้ำอย่างสิ้นเปลือง การขุดน้ำใต้ดิน หรือน้ำมาใช้มากเกินไป การทำอุตสาหกรรมที่ส่งผลต่อแหล่งน้ำ หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก การเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศดังที่ได้กล่าวไป รุนแรงขึ้นกว่าเดิม[5] ข้อมูลในปี 2563 รายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 มีปริมาตรน้ำใช้การได้ในเขื่อนทั้งประเทศ 8,509 ล้านลูกบาศก์เมตร น้อยกว่าปี 2562 ซึ่งมีจำนวน 5,736 ล้านลูกบาศก์เมตร […]

ความสำเร็จของชุมชนเล็กแห่งเม็กซิโก ในการฟื้นฟูท้องทะเลหลังการประมงล่มสลาย

กุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ของชุมชนเล็ก ๆ แห่งท้องทะเลเม็กซิโก ที่เคยประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮา กาลีฟอร์เนีย (Baja California) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ […]