แปรงสีฟัน กลายเป็นขยะที่มีอัตราเพิ่มขึ้นมากกว่าขยะพลาสติกชนิดอื่น

แปรงสีฟัน ขยะพลาสติกชนิดใหม่

ปกติแล้วขยะพลาสติกที่พบได้ทั่วไปตามชายหาดมักจะเป็นถุงพลาสติก หลอด กล่องโฟม และเศษข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งของใช้ส่วนตัวอย่าง แปรงสีฟัน (ขยะพลาสติก: ภัยคุกคามใหม่แห่งท้องทะเล)

แปรงสีฟันยุคแรก ๆ ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ กระทั่งช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อวิทยาการต่าง ๆ พัฒนาขึ้น ไนล่อนและพลาสติกชนิดอื่น ๆ จึงถูกนำมาใช้ผลิตแปรงสีฟันตั้งแต่นั้น และเพราะพลาสติกเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ยาก จึงเป็นไปได้ที่แปรงสีฟันพลาสติกที่ผลิตขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1930 จะยังหลงเหลืออยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็ได้ 

มนุษยชาติรู้จักทำความสะอาดฟันมาหลายพันปีแล้ว นักโบราณคดีค้นพบ “แท่งไม้จิ้มฟัน” ในสุสานอียิปต์โบราณ พระพุทธเจ้าทรงเคี้ยวกิ่งไม้เล็ก ๆ (สันนิษฐานว่าอาจเป็นกิ่งข่อย) จนปลายของมันอ่อนนุ่มลงเพื่อทำความสะอาดฟัน แม้กระทั่งกวีชาวโรมันอย่าง Ovid ยังกล่าวว่าการทำความสะอาดฟันทุกเช้าเป็นเรื่องที่ดี ในยุคจักรพรรดิหงจื้อของจีนช่วงปลายศตวรรษที่ 15 มีการออกแบบสิ่งที่คล้ายคลึงกับแปรงสีฟันในปัจจุบัน โดยขนแปรงทำมาจากขนหมูป่าที่สั้นและแน่น ส่วนด้ามจับทำมาจากกระดูกหรือไม้ แต่แปรงสีฟันดังกล่าวมีราคาแพง ชาวบ้านทั่วไปจึงใช้กิ่งไม้ เศษผ้า หรือกระทั่งนิ้วมือของตนในการทำความสะอาดฟัน

สงครามเปลี่ยนทุกอย่าง

การดูแลสุขภาพฟันยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก จนกระทั่งสงครามกลางเมืองอเมริกันในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ในยุคนี้ปืนต้องโหลดกระสุนทีละนัด กระสุนและดินปืนถูกบรรจุไว้ในห่อกระดาษ เมื่อจะโหลดกระสุน ทหารต้องใช้ฟันในการฉีกห่อกระดาษนั้น กองทัพได้มองเห็นปัญหาสุขภาพฟันของเหล่าทหารตั้งแต่ช่วงสงครามกลางเมืองต่อเนื่องมาจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชายหนุ่มหลายคนที่สมัครใจจะไปร่วมรบในสงคราม แต่กลับโดนปฏิเสธเพราะมีฟันไม่ครบตามที่กองทัพกำหนด จนช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เหล่าทหารเริ่มดูแลรักษาฟันกันมากขึ้น แปรงสีฟันได้รับความนิยมภายในกองทัพ และเมื่อทหารเหล่านั้นกลับจากการรบก็ได้นำเอานิสัยการแปรงฟันติดตัวกลับบ้านไปด้วย

เส้นทางสู่การเป็นอเมริกันชน

ทันตแพทย์เชื่อว่าสุขภาพฟันที่ไม่ดีอาจเป็นสัญญาณของโรคร้าย ภาวะขาดสารอาหาร และการไม่ดูแลรักษาความสะอาด Picard นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า “เหล่าทันตแพทย์มองตัวเองเป็นผู้ดูแลสุขภาพของประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่ภายในช่องปาก แต่หมายถึงสุขภาพโดยรวม” การรณรงค์การดูแลสุขภาพปากและฟันจึงเริ่มเกิดขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่เหล่าผู้อพยพที่เข้ามาขายแรงงานในอเมริกา “การดูแลช่องปากให้สะอาดและดูดีจึงกลายเป็นสิ่งที่เหล่าผู้อพยพเห็นว่าเป็นเส้นทางสู่การเป็นอเมริกันชนที่ดี” ทันตแพทย์คนหนึ่งในเพนซิลเวเนียกล่าว ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

การเข้ามาของพลาสติก

เมื่อความต้องการแปรงสีฟันเพิ่มขึ้น ตามมาด้วยการพัฒนาวัสดุใหม่ ๆ อย่างพลาสติก ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักเคมีค้นพบว่าพวกเขาสามารถสร้าง “เซลลูลอยด์” ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่มีความแข็งแรง มันวาว ขึ้นรูปได้และมีราคาถูก เหมาะสำหรับการนำมาทำเป็นด้ามจับแปรงสีฟัน

ภายหลัง ขนแปรงเองก็ทำมาจากวัสดุสังเคราะห์เช่นกัน โดยในปี 1938 บริษัท Dr. West’s ได้ออกผลิตภัณฑ์แปรงสีฟันที่ทำมาจากเชือกไนล่อน โดยโฆษณาว่า “กันน้ำได้ 100% ทำความสะอาดฟันได้ดีกว่า และใช้งานได้นานกว่า” ตั้งแต่นั้นมาพลาสติกชนิดใหม่ก็ได้ถูกนำมาแทนที่เซลลูลอยด์ในการผลิตด้ามจับแปรงสีฟัน ส่วนขนแปรงก็มีวิธีการผลิตที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทว่าดีไซน์ของแปรงสีฟันยังคงเหมือนเดิมจวบจนปัจจุบัน เหมือนความคงทนของพลาสติกนั่นเอง

ภาพแสดงวิวัฒนาการของแปรงสีฟัน ที่มา : MONICA SERRANO, NGM STAFF; MEG ROOSEVELT
SOURCES: SMITHSONIAN INSTITUTION; ERIC HUDSON, PRESERVE.; LIBRARY OF CONGRESS

อนาคตที่ปราศจากพลาสติก

“ดูจะเป็นเรื่องน่าทึ่งที่ดีไซน์ของแปรงสีฟันนั้นแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยตลอดหลายร้อยปี อาจเป็นเพราะการใช้งานที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย” Charlotte Fiell นักประวัติศาสตร์ด้านการออกแบบกล่าว แต่ปัจจุบันดีไซเนอร์ต่างเริ่มตั้งคำถามว่า เราจะสามารถผลิตอุปกรณ์ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันชิ้นนี้โดยไม่ใช้ หรือใช้พลาสติกน้อยที่สุดได้หรือไม่

สมาคมทันตแพทย์อเมริกัน (The American Dental Association) แนะนำว่า ทุกคนควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3-4 เดือน หากทุกคนปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ ขยะที่มาจากแปรงสีฟันในสหรัฐอเมริกาเองจะมีมากกว่าหนึ่งพันล้านชิ้นต่อปี และหากทั่วโลกปฏิบัติตามคำแนะนำนี้เช่นกัน โลกจะมีขยะที่มาจากแปรงสีฟันเพียงอย่างเดียวสูงถึงสองหมื่นสามพันล้านชิ้นต่อปี แปรงสีฟันจำนวนมากไม่สามารถนำมารีไซเคิลได้ เพราะส่วนประกอบบางอย่างไม่สามารถ/ยากที่จะทำลายได้ ผู้ผลิตบางรายจึงหันกลับไปใช้วัสดุจากธรรมชาติในการผลิต ด้ามจับที่ทำมาจากไม้ไผ่ถูกนำมาใช้ผลิตแปรงสีฟัน ส่วนขนแปรงยังคงทำมาจากไนล่อนอยู่ แต่อย่างน้อยก็มีเพียงขนแปรงเท่านั้นที่เป็นขยะ ขณะที่บางบริษัทยังคงผลิตแปรงสีฟันที่มีดีไซน์ดั้งเดิม แต่สามารถเปลี่ยนหัวแปรงได้ ช่วยลดขยะลงได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

อาจต้องยอมรับว่า การหาแปรงสีฟันที่ปราศจากวัสดุพลาสติกนั้นเป็นเรื่องยาก พลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ก็ไม่ได้ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากไปกว่าพลาสติกทั่วไปสักเท่าไร แต่การพยายามลดการใช้พลาสติกมาเป็นวัสดุในการผลิตแปรงสีฟันเองก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และการทำให้ผู้คนทั่วไปตระหนักในสิ่งที่พวกเขาใช้ทำความสะอาดช่องปากทุกวันก็ถือเป็นเรื่องดีเช่นกัน

เรื่องแนะนำ

คนกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก และไทย กำลังเผชิญภัยจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

งานศึกษาใหม่ที่ได้ข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่า ผืนแผ่นดินในหลายประเทศมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภายในปี 2050 มากขึ้นกว่าการคาดการณ์เดิม และอาจเลวร้ายลงหากบรรดาประเทศต่างๆ ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดในความตกลงปารีสได้ รายงานใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Communication เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2019 ระบุว่า ผืนดินที่เป็นบ้านของผู้คนราว 300 ล้านคนจะถูกน้ำท่วมอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งภายในปี 2050 ถ้ายังไม่มีการลดการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจน และมาตรการป้องกันชายฝั่งที่มากพอ โดยจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจาก ระดับน้ำทะเล ที่สูงขึ้น มีมากกว่าการคาดการณ์ขององค์การนาซาของสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบอยู่ที่ 80 ล้านคน จำนวนตัวเลขในผลการศึกษานี้ได้มาจากการกระบวนการประเมินอันซับซ้อนของลักษณะภูมิประเทศชายฝั่งรอบโลก โดยรูปแบบการประเมินก่อนหน้านี้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมที่ประเมินความสูงของพื้นที่เกินกว่าความเป็นจริง เนื่องจากได้มีการรวมความสูงของตึกและต้นไม้ในแต่ละพื้นที่ไปด้วย โดยวิธีการศึกษาแบบใหม่นี้ได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อชดเชยความผิดพลาดดังกล่าว การศึกษาใหม่ครั้งนี้ให้ผลที่ชวนตะลึงยิ่งกว่าครั้งเดิม และ “การประเมินแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ทั้งเมือง เศรษฐกิจ ชายฝั่ง และทุกภูมิภาคของโลกเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาของเรา” สก็อต คัลป์ ผู้เขียนหลักของงานศึกษาชิ้นนี้และนักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่งองค์กร Climate Central ที่ทำงานด้านวิเคราะห์และรายงานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศ กล่าวไว้ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Guardian โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นที่ทวีปเอเชีย อันเป็นพื้นที่ที่ประชากรโลกอาศัยอยู่มากที่สุด ซึ่งจำนวนประชากรที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปี 2050 ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 8 เท่าในบังกลาเทศ, 7 เท่าในอินเดีย […]

บรรดาสัตว์น้ำในท้องทะเลกำลังสูญพันธุ์เร็วกว่าที่คิด

ดูเหมือนว่า บรรดาสัตว์เลือดเย็นใต้ทะเลสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างขมขื่น   เพราะอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ บรรดา สัตว์น้ำ จึงอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อกว่าสูญพันธุ์ยิ่งกว่าสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน นี่คือข้อสรุปจากการศึกษาสายพันธุ์สัตว์น้ำเลือดเย็นกว่า 400 ชนิด เนื่องจากบรรดา สัตว์น้ำ แทบไม่มีทางเลือกที่จะหลบหนีไปจากอุณหภูมิของน้ำที่กำลังสูงขึ้นมากนัก พวกมันจึงมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์มากเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับสัตว์ที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน คือข้อสรุปจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature เมื่อวันพุธที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา การศึกษาครั้งนี้นำโดยเหล่านักวิจัยจากมหาวิทยาลัย New Jersey’s Rutgers ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการเปรียบเทียบผลกระทบของอุณหภูมิของมหาสมุทรและพื้นดินที่สูงขึ้นกับบรรดาสัตว์เลือดอุ่นและสัตว์เลือดเย็น ตั้งแต่ปลา มอสลัสก์ (mollusks – สัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง มีลำตัวนิ่ม เช่น หอย ปลาหมึก) ไปจนถึงสัตว์เลื้อยคลานและแมลงปอ งานวิจัยก่อนหน้ากล่าวว่า สัตว์เลือดอุ่นนั้นสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าสัตว์เลือดเย็น แต่การศึกษานี้กลับเน้นไปที่ความเสี่ยงของบรรดาสัตว์ทะเล เนื่องจากมหาสมุทรนั้นดูดซึมความร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ เป็นเหตุให้น้ำอยู่ในจุดที่อุ่นที่สุดในรอบทศวรรษ “ตามประวัติศาสตร์ บรรดาสัตว์น้ำอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากขนาดนี้ ตอนนี้เหมือนกับสัตว์น้ำกำลังเดินผ่านตรงช่องแคบของภูเขาแล้วเจอกับอุณหภูมิหน้าผาที่พาให้มันร่วงหล่นไปยังอีกด้าน” มาลิน พินสกี นักนิเวศวิทยาและนักพัฒนาการชีวภาพ ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยนี้ กล่าว ช่วงของอุณหภูมิที่ปลอดภัย (Thermal safety margins) นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณ ช่วงของอุณหภูมิที่ปลอดภัย […]

อุรังอุตัง 150,000 ตัวตายเพราะกิจกรรมของมนุษย์

อุรังอุตัง 150,000 ตัวตายเพราะกิจกรรมของมนุษย์ ผลการวิจัยใหม่ชี้ว่า ตั้งแต่ปี 1999 -2015 จำนวนของอุรังอุตังมากกว่าครึ่งบนเกาะบอร์เนียวต้องล้มหายตายจากลงจากการคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันเพื่อทำสวนปาล์มไปจนถึงการตัดไม้ทำลายป่า บรรดาพวกลักลอบค้าสัตว์ป่าและหาของป่ารวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชากรของอุรังอุตังลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ในอีก 35 ปี ทีมนักวิจัยชี้ว่าเกาะบอร์เนียวจะสูญเสียประชากรอุรังอุตังไปเพิ่มอีกราว 45,000 ตัว อย่างไรก็ตามยังคงมีความหวัง จากผลการวิจัยพบว่าอุรังอุตังเป็นสัตว์ที่ปรับตัวเก่งมาก เชื่อกันว่าหากกระบวนการล่าและทำลายป่าสิ้นสุดลงในวันนี้ อุรังอุตังซึ่งปัจจุบันเป็นถูกจัดให้เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์จะมีโอกาสเพิ่มจำนวนขึ้น รวมไปถึงสัตว์อื่นๆ ด้วยเช่นกัน   อ่านเพิ่มเติม คืนชีพเสือทัสมาเนียหลังสูญพันธุ์ไปแล้ว 38 ปี

กลไกเบื้องหลัง ตั๊กแตน ระบาด

สำนักข่าวในประเทศลาวรายงานการระบาดของฝูง ตั๊กแตน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยในเนื้อหารายงาน ความเสียของพืชผลทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ช่วงก่อนหน้านั้น สื่อหลายแห่งรายงานข่าวการระบาดของแมลงในประเทศอินเดียเช่นกัน หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า จากอินเดียแมลงบินข้ามพรมแดนไประบาดในประเทศลาวได้อย่างไร จากกรณีดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญพบว่า “ตั๊กแตน ที่ระบาดในประเทศลาวและอินเดียเป็นคนละชนิดพันธุ์” ศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวและอธิบายว่า “ตั๊กแตนที่ระบาดในประเทศลาวคือตั๊กแตนไผ่ (Yellow-spined bamboo locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Ceracris kiangsu) ส่วนที่พบระบาดในอินเดียคือ ตั๊กแตนทะเลทราย (Desert locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Schistocerca gregaria)” สำหรับวงจรชีวิตของของตั๊กแตนไผ่จะแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะวางไข่ใต้ผิวดินในช่วงเดือน มกราคม-เมษายน ระยะตัวอ่อน (46 – 69 วัน) ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ระยะตัวเต็มวัย (40 วัน) ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และระยะไข่ในช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม ซึ่งมีรายงานพบว่า ตั๊กแตนชนิดนี้วางไข่บริเวณใต้ผิวดินจำนวนมาก โดยไข่จะฟักในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง […]