พบกับนัก รณรงค์สิ่งแวดล้อม รุ่นเยาว์จากทั่วโลก - National Geographic Thailand

พบกับนักรณรงค์สิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์จากทั่วโลก

อเล็กซานเดรีย วิลลาซียอร์ อายุ 14 ปี ชาวสหรัฐฯ

“คุณต้องรับฟังข้อเท็จจริงและวิทยาศาสตร์ เพราะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเห็น” 

อเล็กซานเดรียเป็นนักกิจกรรมอายุ 14 ปี ที่ทำการประท้วงหน้าสำนักงานสหประชาชาติเพื่อให้โลกสนใจกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เธอเป็นผู้จัดกิจกรรม Fridays For Future องค์กรของเด็กนักเรียนที่รวมตัวกันประท้วงทุกวันศุกร์ทั่วโลก และเธอเป็นผู้ก่อตั้ง Earth Uprising องค์การไม่แสวงหาผลกำไรที่เยาวชนทั่วโลกจะลุกขึ้นเพื่อหาทางต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Xiuhtezcatl Martinez อายุ 19 ปี ชาวสหรัฐฯ

“พ่อของผมสอนให้มองเห็นเวทมนต์ในทุกสิ่ง ดังนั้นเมื่อโตขึ้น ผมก็เห็นเวทมนต์ในยามที่พระอาทิตย์ขึ้น ในยามฝนตก และในทุกการแสดงออกของชีวิตไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ผมคิดว่านั่นเป็นหนึ่งในปัญญาอันมีค่าที่สร้างตัวฉันขึ้นเมื่อครั้งเป็นยังเด็ก มันทำให้ผมมีมุมมองในการเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความผิดปกติของสังคม โลกของเราที่แตกสลาย ระบบนิเวศที่กำลังจะตาย และผู้นำที่ฉ้อฉล”

Xiuhtezcatl เริ่มพูดถึงเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ตอนนี้เขาเป็นนักกิจกรรมชนพื้นเมือง และ นักดนตรีวัย 19 ปี เขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการด้านเยาวชนขององค์กร Earth Guardians ที่ทำหน้าที่ให้ความรู้เยาวชนทั่วโลกในการมีส่วนร่วมภาคพลเมืองและศิลปะ เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และในฐานะศิลปินเพลงฮิปฮอป Xiuhtezcatl มักใช้ดนตรีเพื่อแสดงออกสารอันทรงพลังในเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และเขาไม่เกรงกลัวที่จะเผชิญหน้ากับรัฐบาล เขาเป็นหนึ่งในโจทย์ 21 คนที่ฟ้องรัฐบาลของมลรัฐท้องถิ่นที่ไม่มีมาตรการแก้ไขการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างเพียงพอ

มาริเนล อูบัลโด อายุ 21 ปี ชาวฟิลิปปินส์

มาริเนล อูบัลโด วัย 21 ปี เป็นผู้รอดชีวิตพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ซึ่งป็นพายุไต้ฝุ่นที่ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับสองจากบันทึกของพายุไต้ฝุ่นที่พัดเข้าโจมตีฟิลิปปินส์ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3,976 คน เธอได้ต่อต้านการใช้พลังงานฟอสซิลของบรรดาบริษัทใหญ่ระดับโลกเพื่อส่งให้เกิดวิกฤตด้านภูมิอากาศ และเธอได้เป็นพยานในการสอบสวนด้านสิทธิมนุษยชน เรื่องความรับผิดชอบขององค์กรขนาดใหญ่ที่มีมีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทน้ำมันระดับโลกหลายบริษัท เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2017 และในปีนี้ เธอได้พูดเรื่องราวการรอดชีวิตเธอที่ในงานสัปดาห์ด้านภูมิอากาศที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และได้รับเสียงปรบมือล้นหลาม

“ฉันอยู่ตรงหน้าพวกคุณ ซึ่งฉันไม่ใช่ข้อมูลสถิติทางสภาพภูมิอากาศที่คุณเห็นในข่าว แต่ฉันเป็นมนุษย์ที่หวังให้พวกคุณตระหนักว่า พวกเราล้วนต้องให้ความสำคัญกับการมีชีวิต เรื่องราวของฉันเป็นแค่เพียงในเรื่องของคนอีกหลายคน ฉันมาพูดที่นี่ในฐานะตัวแทนของกลุ่มคนจากชุมชนชายและชุมชนอันอ่อนแอ ฉันหวังว่าเสียงของพวกเราจะมีผู้รับฟัง”

ระริน สถิตธนาสาร (ลิลลี่) ชาวไทย อายุ 11 ปี

“เราต้องเปลี่ยนโลกเรา เพราะว่าโลกเรากำลังถูกทำร้ายอยู่ค่ะ”

ลิลลี่เริ่มเป็นนักเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยตั้งแต่อายุ 8 ขวบ โดยแนวทางการเคลื่อนไหวของเธอคล้ายกับ เกรตา ทูนแบร์ก เธอเคยยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการของไทยบรรจุวิชา eco education หรือการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นวิชาบังคับของเด็กไทยทุกระดับชั้น และเรียกร้องให้ภาคเอกชนมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และเสนอให้มีการลดใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง

นอกจากนี้ ลิลลี่เป็นตัวตั้งตัวตีในการรณรงค์ การประท้วงหยุดเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Strike for Climate) ที่จัดขึ้นในประเทศไทย ร่วมกับเยาวชนนับล้านคนทั่วโลกเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา

จากผลงานการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เมื่อเดือนมิถุนายน 2019 ลิลลี่ได้รับรางวัล Yunus & Youth Environment Ambassador รางวัลที่ก่อตั้งโดยศาสตราจารย์ มูฮัมหมัด ยูนูส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังกลาเทศผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากผลงานการขจัดความยากจนในบ้านเกิดอันโดดเด่น

แหล่งข้อมูล

15 youth climate activists you should be following on social media

5 young activists who inspired us this year

คนรุ่นใหม่ กับ วาระสิ่งแวดล้อมที่รออยู่

ความหวังพึ่งได้! น้องลิลลี่ นักเคลื่อนไหวรุ่นเยาว์ด้านสิ่งแวดล้อม


อ่านเพิ่มเติม สุนทรพจน์โลกร้อนอันน่ากังวลของเกรียตา กับท่าทีอันแตกต่างจากบรรดาผู้นำประเทศเกรตา ทูนแบร์ก

เรื่องแนะนำ

ความสำเร็จของชุมชนเล็กแห่งเม็กซิโก ในการฟื้นฟูท้องทะเลหลังการประมงล่มสลาย

กุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ของชุมชนเล็ก ๆ แห่งท้องทะเลเม็กซิโก ที่เคยประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮา กาลีฟอร์เนีย (Baja California) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ […]

น้ำประปาเค็ม จากผลกระทบของน้ำทะเลหนุน

ในช่วงนี้ การประปานครหลวงเปิดเผยว่า เกิดสถานการณ์ น้ำประปาเค็ม ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกมีค่าความเข้มข้นของคลอไรด์สูงกว่าค่ามาตรฐานน้ำประปาดื่มได้ ซึ่งกำหนดให้น้ำประปามีปริมาณคลอไรด์ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีช่วงเวลาเกิดน้ำประปาเค็ม 6-12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากนำไปบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีอาการบางประการ เช่น โรคไต หรือความดันโลหิตสูง น้ำประปาเค็ม มีสาเหตุมาจากแหล่งน้ำดิบที่นำมาใช้ผลิตน้ำประปาถูกน้ำทะเลรุกล้ำ เนื่องจากภาวะภัยแล้งที่ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำมีไม่เพียงพอในการผลักดันน้ำเค็ม เมื่อน้ำทะเลรุกล้ำขึ้นมาถึงจุดที่มีการผันน้ำเข้าคลองประปา จึงทำให้น้ำดิบที่เข้าสู่ระบบผลิตน้ำประปามีค่าความเข้มข้นของคลอไรด์สูงกว่าปกติ ซึ่งระบบการผลิตน้ำประปาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปนั้นไม่สามารถกำจัดคลอไรด์ในน้ำได้ จึงทำให้เกิดภาวะ “น้ำประปาเค็ม” น้ำประปาเค็มจะพบได้บ่อยครั้งในช่วงฤดูแล้ง และจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงเวลาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเขตศูนย์สูตรมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติตั้งแต่ 0.5 ºC ขึ้นไป ส่งผลให้เกิดพายุฝนที่รุนแรงบริเวณชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ ในขณะที่ประเทศที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก อาทิ ประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ไทย จะเกิดความแห้งแล้งมากผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ภาวะน้ำประปาเค็มมักพบได้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่นี้รับน้ำประปาจากโรงงานผลิตน้ำประปา 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตน้ำสามเสน โรงงานผลิตน้ำบางเขน และโรงงานผลิตน้ำธนบุรี ภายใต้การดูแลของการประปานครหลวง […]

เบอร์นี เคราส์ กับสรรพเสียงธรรมชาติที่เงียบงันลงทุกที

ครั้งหน้าเมื่อออกไปในธรรมชาติ ลองหยุดนิ่ง หลับตา และเงี่ยหูฟังสิ เบอร์นี เคราส์ อยากให้เราทำอย่างนั้น ก่อนสายเกินไปที่จะฟังเสียงซิมโฟนีแห่งโลกธรรมชาติ  เคราส์เป็นนักดนตรีแจ๊สผู้โด่งดัง ระหว่างเรียนปริญญาเอกสาขา Bioacoustics เขาก่อตั้งสาขา “นิเวศวิทยาของเสียงจากสิ่งแวดล้อม” เคราส์อัดเสียงต่างๆ จากป่าดงพงไพร ทั้งบนบกและในทะเล มาตั้งแต่ พ.ศ. 2511  เขารวบรวมเสียงจากถิ่นที่อยู่ต่างๆ มากกว่า 5 พันชั่วโมง บันทึกเสียงจากสิ่งมีชีวิตอย่างน้อย 15,000 ชนิด  บางคนถือว่าห้องสมุดเสียงของเขาเป็นสมบัติของชาติ  แต่ที่น่าเศร้าคือการรบกวนของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นทุกทีกำลังทำให้เสียงธรรมชาติเหล่านั้นแผ่วลง  จากเสียงนกร้องถึงเสียงหมาป่าหอนและเสียงขยับจังหวะของแมลง และเสียงที่บันทึกจากระบบนิเวศหลายแห่งที่เคราส์เรียกว่า “biophonies”—เสียงสรรพชีวิต—ก็หยุดบรรเลงไปตลอดกาลเสียแล้ว  “ออร์เคสเตรธรรมชาติกำลังสาบสูญไป ไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นตัวผู้บรรเลงเองด้วย”  เคราส์ เคยให้สัมภาษณ์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่าทำไมเสียงของธรรมชาติจึงสำคัญ   เสียงจากสิ่งแวดล้อม (soundscape) บอกอะไรเราต่างไปจากภูมิทัศน์ (landscape) ? แน่นอน  มีตัวอย่างหนหนึ่งที่บริษัทตัดไม้เข้าไปยังเซียราเนวาดา เมื่อ พ.ศ. 2531  ผมบันทึกเสียงธรรมชาติตอนรุ่งอรุณทั้งก่อนและหลังการตัดไม้  ถ้ามองด้วยตาเปล่า ป่าดูเหมือนเดิมหลังจากต้นไม้ที่ถูกเลือกตัดบางต้นถูกขนย้ายออกไป แต่เสียงนกที่เคยร้องหายไปอย่างมากและแม้อีกทศวรรษให้หลัง เสียงนกร้องแบบที่เคยมีดั้งเดิมก็ยังไม่หวนกลับมาอีกเลย […]

World Update: ระดับคาร์บอนไดออกไซด์โลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม 50%

ระดับคาร์บอนไดออกไซด์โลกในปัจจุบันแตะระดับสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 50 ทำให้โลกร้อนขึ้นได้อีกหลายพันปี ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศและหอดูดาวเมานาโลอา (Mauna Loa) บนภูเขาสูงของฮาวายระบุว่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอยู่ที่ 421 ส่วนต่อล้านส่วน (ppm) ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากปีที่แล้ว (2021) 1.8 ส่วนต่อล้านส่วน สูงกว่ายุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมกว่าร้อยละ 50 และจะทำให้อากาศโลกอบอุ่น (หรือร้อนขึ้น) ไปได้อีกหลายพันปี “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์นั้นยากที่จะมีอะไรมาหักล้างได้” ริค สปินราด (Rick Spinrad) ผู้บริหารขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA ที่เป็นเจ้าของหอดูดาวเมานาโลอากล่าว “มนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของเราต้องปรับตัว” เขาเสริมว่า “เราสามารถเห็นผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรอบตัวเราได้ทุกวัน การเพิ่มชึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไม่หยุดยั้งตามที่เราวัดได้ เป็นการเตือนอย่างชัดเจนว่าเราจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเร่งด่วน” ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อการขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การตัดไม้ทำลายป่า การเกษตร การผลิตปูนซีเมนต์ และอื่น ๆ อีกมากมาย และส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก “คลื่นความร้อนมากขึ้น น้ำท่วมมากขึ้น แห้งแล้งมากขึ้น พายุขนาดใหญ่และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น” โดนัล วีบเบิล (Donald Wuebbles) นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์กล่าว รายงานระบุว่าระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่า 400 ppm […]