พบกับนัก รณรงค์สิ่งแวดล้อม รุ่นเยาว์จากทั่วโลก - National Geographic Thailand

พบกับนักรณรงค์สิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์จากทั่วโลก

นักเรียนและผู้ประท้วงนับพันคนรวมตัวกันที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ในการเดินขบวนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีการจัดขึ้นทั่วโลก การเดินขบวนมีจุดประสงค์ให้มีการออกมาตรการจัดการวิกฤตด้านภูมิอากาศ ภาพถ่ายโดย JENNY EVANS, GETTY IMAGES


โลกในอนาคต คือเป็นพันธกิจของคนรุ่นใหม่ที่ต้องร่วมกันสร้างสรรค์ นี่คือเรื่องราวและแนวคิดจากนัก รณรงค์สิ่งแวดล้อม รุ่นเยาว์ทั่วโลก

เพราะกลุ่มคนรุ่นใหม่คือผู้ที่ต้องรับภาระดูแลโลกต่อไปในอนาคต ดังนั้นจึงเกิดกระแสการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในบรรดาเด็กๆ และหนุ่มสาวที่เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังส่งผลรุนแรงขึ้นทุกขณะ

พวกเขาเรียกร้องให้บรรดาผู้ใหญ่ใช้อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่พวกเขามีสร้างโลกใหม่ที่ดีกว่าเดิม เพื่ออนาคตของพวกเขา เหล่านี้คือบรรดารณรงค์นักสิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์ทั่วโลก ที่เรารวบรวมแนวคิดที่ชวนปลุกจิตสำนึกให้ ซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์อีกมากทั่วทุกมุมโลก ที่กำลังพยายามใช้เสียงเล็กๆ ของพวกเขาสร้างสรรค์โลกใบใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเอง

เกรตา ทูนแบร์ก อายุ 16 ปี ชาวสวีเดน

“ฉันได้เรียนรู้ว่า ไม่มีใครเด็กเกินกว่าจะสร้างความแตกต่างได้”

View this post on Instagram

Here we go again… As you may have noticed, the haters are as active as ever – going after me, my looks, my clothes, my behaviour and my differences. They come up with every thinkable lie and conspiracy theory. It seems they will cross every possible line to avert the focus, since they are so desperate not to talk about the climate and ecological crisis. Being different is not an illness and the current, best available science is not opinions – it’s facts. I honestly don’t understand why adults would choose to spend their time mocking and threatening teenagers and children for promoting science, when they could do something good instead. I guess they must simply feel so threatened by us. But the world is waking up. See you in the streets this Friday! #fridaysforfuture #schoolstrike4climate #climatestrike #aspiepower

A post shared by Greta Thunberg (@gretathunberg) on

นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกวัย 16 ปี เธอเริ่มต้นการรณรงค์ด้านสิ่งที่ล้อมที่ประเทศสวีเดน บ้านเกิดของเธอโดยการหยุดเรียนเพื่อมาถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลออกนโยบายแก้ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างจริงจัง ที่อาคารรัฐสภาในทุกวันศุกร์ จนเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการรวมกลุ่มเยาวชน Fridays for Future จัดโครงการเดินขบวนรณรงค์เรียกร้องที่มีชื่อว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for Climate) เพื่อให้ผู้คนทั้งโลกตระหนักในเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการทำลายสิ่งที่แวดที่เกิดขึ้นบนโลก ซึ่งมีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 1.6 ล้านคนกว่า 190 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม รวมทั้งประเทศไทย

อ่านเพิ่มเติม: เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาววัย 16 ผู้ปลุกเยาวชนโลกออกเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เจมี มาร์โกลิน อายุ 17 ปี ชาวสหรัฐ ฯ

“เราไม่ได้มีอำนาจในการสร้างระบบที่ทำลายโลกและอนาคต แต่เรากลับเป็นผู้ชดใช้ในสิ่งที่คนรุ่นก่อนละเลย”

View this post on Instagram

You are far from alone. To be honest, no one was ever alone in this venture of protecting our world to begin with. The indigenous peoples have always been defending the earth. There are so many movements, organizations, community efforts and activists that we will never know the name of and that the media has never covered, that have still forever changed the face of this earth for the better. You and I have never been alone in our struggle for climate justice. However back in 2017 when I started the #ThisIsZeroHour movement it sure felt like it. This was before @gretathunberg did her first strike for climate action. This was before the @extinctionrebellion took off internationally, before the @sunrisemvmt and the #GreenNewDeal took off in the united states, before the international school strikes. Back when I was a scared 15-year-old trying to do my part to stop the climate crisis; youth climate activism was hardly known or recognized in the mainstream media or by leaders. I had no money, no notoriety and yet the movement we young women in the united states started was the first domino that led to the mainstreaming of high school climate justice activism that you know today. With nothing but determination and the internet we American girls organized the first ever #YouthClimateMarch & Youth Climate Lobby Day in Washington DC and 25 other cities around the world. The day of the Youth Climate March, July 21st 2018, there was a rainstorm in DC. Everyone was drenched from head to toe and at one point it looked like our scrappy operation was falling apart. Our cries for climate justice seemed like they were drowned in the storm. But it turns out they weren’t. Soon after we dried off from the rain and opened our computers and the Sunday @nytimes , we realized that our scrappy little protest was the first match that sparked an international movement of youth for climate justice. Even when you’re just a teenage girl drenched in a rainstorm and it feels like no one is listening to you, someone is. #ThisIsZeroHour #YouthToPower

A post shared by Jamie Margolin (@jamie_s_margolin) on

เจมี มาร์โกลิน เด็กสาวอายุ 17 ปี เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการร่วมของกลุ่ม Zero Hour ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่นำโดยเยาวชนที่รวมตัวกันเพื่อสนับสนุนนักกิจกรรมเยาวชนรุ่นใหม่และเป็นผู้ฝึกฝน จัดหาทรัพยากร และเครื่องมือที่นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องใช้ เพื่อการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปกป้องทรัพยากรของประเทศ เจมีมักเรียกร้องในเรื่องของความยุติธรรมในสังคม การปกป้องสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิทธิชนพื้นเมือง และเรื่องอื่นๆ และเธอมักร่วมมือกับผู้นำและนักกิจกรรมคนอื่นๆ ที่สนับสนุนในการแก้วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม

เฌอโรม ฟอสเตอร์ อายุ 16 ปี ชาวสหรัฐฯ

“พวกผู้ใหญ่จงฟัง: คนหนุ่มสาวเช่นเราไม่ควรแบกภาระเช่นนี้ มันควรเป็นหน้าที่ของคุณ แต่เรากำลังต้องประท้วงอดอาหาร ต้องพบปะเจ้าหน้าที่รัฐบาล และจัดการรณรงค์ระดับโลกเพื่อให้พวกคุณใส่ใจเรื่องนี้”

เฌอโรม ฟอสเตอร์ เป็นนักกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศ, นักเขียน, นักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก, แบรนด์ แอมบาสเดอร์ ของสถาบันสมิธโซเนียน และบรรณาธิการบริหารของเว็บไซต์ The Climate Reporter ทั้งที่เขามีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น ไม่นานมานี้ เฌอโรมเป็นผู้จัดการประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และเขาใช้ช่วงเวลาหน้าร้อนในปีนี้จัดการประท้วงที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ลีอาห์ นามูเกอร์วา อายุ 14 ปี ชาวยูกันดา

“คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจว่าพวกเขาทำอะไรกับสิ่งแวดล้อมไปบ้าง ฉันรับรู้ว่าพวกผู้ใหญ่ไม่เต็มใจที่เป็นผู้นำในเรื่องนี้ ฉันจึงเลือกอาสาตนเอง ความอยุติธรรมต่อสิ่งแวดล้อมเป็นความอยุติธรรมสำหรับฉัน”

ลีอาห์ นามูเกอร์วา คือเด็กสาวอายุ 14 ปีที่เป็นสมาชิกกลุ่ม Fridays For Future เธอประท้วงหยุดเรียนในทุกวันศุกร์เพื่อเรียกร้อง “ความยุติธรรม” ให้กับสิ่งแวดล้อม ลีอาห์ได้รับแรงบันดาลใจจากเกรตา ทูนแบร์ก แต่เธอรู้สึกอยากทำการเคลื่อนไหว่อย่างจริงจังเมื่อได้เห็นภาวะอดอยากที่เกิดจากภัยแล้งและแผ่นดินถล่มที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้รัฐบาลยูกันดาจะตอบโต้อย่างรุนแรงต่อผู้ประท้วง แต่ลีอาห์ยังคงต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันนี้เธอกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลยูกันดาสั่งห้ามใช้ถุงพลาสติก

(อ่านต่อหน้า 2)

เรื่องแนะนำ

เรือนยอดของต้นไม้ ช่วยป้องกันโรคระบาดในพืช

เรือนยอดของต้นไม้ ในป่าล้วนรักษาระยะห่างจนเกิดเป็นช่องว่าง เรียกว่า เรือนยอดไม่บดบังกัน (crown  shyness) ซึ่งช่วยให้ต้นไม้สามารถแบ่งปันทรัพยากร และควบคุมการระบาดของโรค เดือนมีนาคม ค.ศ. 1982 ในวันที่อากาศอบอุ่น ฟรานซิส “แจ็ก” พุตซ์ (Francis “Jack” Putz) นักชีววิทยา เดินทางเข้าไปในป่าต้นโกงกางที่มี เรือนยอดของต้นไม้ เพื่อหลบหลีกจากความร้อนในช่วงบ่าย ด้วยความง่วงจากอาหารมื้อเที่ยง และการทำงานภาคสนามในอุทยานแห่งชาติ กัวนากัสเต ประเทศคอสตาริกา อย่างหนัก พุตซ์จึงตัดสินใจงีบหลับระหว่างวัน ขณะที่เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า สายลมพัดยอดโกงกางที่อยู่เหนือเขาไหวเอนไปมา ทำให้กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียงก่ายเข้าหากัน ใบไม้และกิ่งไม้ที่อยู่ขอบนอกสุดของเรือนยอดหักลง พุตซ์สังเกตเห็นว่าการตัดแต่งกิ่งซึ่งกันและกันนี้ทิ้งร่องรอยของพื้นที่ว่างบนเรือนยอด เครือข่ายของยอดไม้ที่เรียกว่า Crown Shyness ได้รับการบันทึกไว้ในป่าทั่วโลก จากป่าโกงกางของคอสตาริกาไปจนถึงต้นการบูรบอร์เนียวที่สูงตระหง่านของมาเลเซีย มีช่องว่างระหว่างพุ่มไม้เขียวขจี แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เหตุใดยอดไม้จึงไม่ยอมให้เกิดการบดบังกัน พุตซ์ให้เหตุผลว่า ต้นไม้ต้องการพื้นที่ว่างซึ่งกันและกัน เพื่อใช้ในแผ่กิ่งก้าน และดูเหมือนว่าลมจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ต้นไม้จำนวนมากรักษาระยะห่างระหว่างกันได้ การแบ่งแยกพื้นที่ว่างระหว่างกิ่งก้านของแต่ละต้น อาจช่วยเพิ่มการเข้าถึงทรัพยากรของพืช เช่น แสง อีกทั้งช่วยขัดขวางการแพร่กระจายของแมลงที่กัดกินใบ เถาวัลย์ กาฝาก หรือโรคติดเชื้ออื่น ๆ เม็ก […]

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา […]

อุทยานแห่งอนาคต

เรื่อง มิเชลล์ ไนฮัส ภาพถ่าย คีท แลดซินสกี บนผืนดินแคบๆยาว 60 กิโลเมตรนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์และเวอร์จิเนีย อุทยานชายฝั่งแห่งชาติเกาะแอสซาทีก (Assateague Island National Seashore) ค่อยๆเคลื่อนไปทางตะวันตกทีละน้อย ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เฮอร์ริเคนและพายุน้อยใหญ่พัดพาทรายจากชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามเกาะไปถมหนองน้ำที่อยู่ริมชายฝั่งอีกด้านหนึ่ง ส่งผลให้เกาะขยับเข้าใกล้ฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ “เจ๋งใช่ไหมล่ะครับ” อิชเมล เอนนิส พูดขึ้น “วิวัฒนาการไงครับ!” เขายิ้มให้ชายหาดเบื้องหน้าที่มีตอไม้ กิ่งก้านหงิกงอ และเศษพีตกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งหมดนี้คือร่องรอยของหนองน้ำซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะ ก่อนพายุจะพัดทรายมาทับถม บัดนี้หนองน้ำปรากฏให้เห็นอีกครั้งทางตะวันออกเมื่อเกาะเคลื่อนขยับไปเรื่อยๆ เอนนิสผู้เพิ่งเกษียณจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงประจำอุทยาน เผชิญพายุที่นี่มานักต่อนัก จะว่าไปแล้ว อุทยานชายฝั่งแห่งนี้ก่อตัวขึ้นจากพายุน้อยใหญ่ที่พัดในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ย้อนหลังไปเมื่อเดือนมีนาคม ปี 1962 พายุใหญ่พัดถล่มแอสซาทีกพร้อมกับลบชื่อของโอเชียนบีช รีสอร์ตตากอากาศใหม่เอี่ยม โดยทำลายถนนและอาคาร 30 หลังแรก รวมทั้งความฝันของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าของโครงการให้พังภินท์ นักอนุรักษ์อาศัยโอกาสนี้เสนอให้รัฐสภาออกกฎหมายปกป้องพื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะในฐานะส่วนหนึ่งของระบบอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1965 ทุกวันนี้ แอสซาทีกคือเกาะสันดอนปลอดโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวที่สุดริมชายฝั่งของรัฐแถบแอตแลนติกตอนกลาง โด่งดังเรื่องม้าแคระป่าแหล่งดูดาวโล่งไร้สิ่งกีดขวาง และทัศนียภาพเงียบสงบของมหาสมุทร นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะทำให้พายุรุนแรงขึ้น ระดับทะเลสูงขึ้น และการเคลื่อนสู่ตะวันตกอย่างเนิบช้าของเกาะแอสซาทีกอาจเร็วขึ้น เอนนิสรู้จักเกาะนี้ดีพอที่จะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเริ่มขึ้นแล้ว ที่ปลายเกาะด้านใต้ […]