5 ชัยชนะด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2021 ที่มอบความหวังให้มนุษยชาติ - National Geographic Thailand

5 ชัยชนะด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2021 ที่มอบความหวังให้มนุษยชาติ

ในปีที่ราวกับบรรดาข่าวร้ายถาโถมอย่างต่อเนื่อง หากแต่เรื่องราวสิ่งแวดล้อมยังคงมีความหวังให้กับผู้คน

ไม่แปลกที่จะรู้สึกท้อแท้หมดหวังกับสภาพแวดล้อมโลกในปี 2021 มากกว่าหนึ่งล้านสปีชีส์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศยังคงเพิ่มขึ้น และโลกก็กำลังสั่นสะเทือนด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว พร้อมกันกับโรคระบาดที่ยังคงไม่จบสิ้น

แต่เมื่อสิ้นปีกำลังมาถึง ก็พอจะมองเห็นถึงหนทางสู่ชัยชนะของสิ่งแวดล้อมในปีนี้อยู่บ้าง สิ่งหนึ่งที่ควรจดจำไว้คือ การพัฒนาที่มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นนี้ยังไม่ได้หมายถึงการประสบความสำเร็จอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังคงเป็นสัญญาณของความสำเร็จบนถนนที่ยาวและยากเช่นนี้ และนี่คือเหตุผล 5 ข้อที่ทำให้เรายังควรมีความหวัง

 

1. แรงผลักกลับของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ภาพ MATTHIEU PALEY, NAT GEO IMAGE COLLECTION

การประชุม COP26 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองกลาสโกลว์ หลังจากล่าช้าจากกำหนดการจริงไปหนึ่งปีอันเนื่องมาจากโควิด-19 ได้ต้อนรับสหรัฐอเมริกา ประเทศผู้ปลดปล่อยเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นอันดับสองของโลกกลับมาสู่การเจรจาหลังห่างหายไปสี่ปี เมื่อการประชุมสุดยอดนี้สิ้นสุดลง สหรัฐอเมริกาและจีนสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการประกาศร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้อตกลงปารีส

ในขณะที่การประชุมครั้งนี้ที่กลาสโกลว์ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์​มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการปกป้องประเทศกำลังพัฒนาจากผลกระทบของสภาพอากาศ พร้อมกับสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยเป้าหมายที่การรักษาอุณหภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นให้คงไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งน่าจะเป็นไปได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลายประเทศตกลงที่จะยุติการใช้ถ่านหิน และกว่าร้อยประเทศตกลงที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทน 30% ภายในปี 2030

ในระดับโลก การใช้พลังงานหมุนเวียนในปี 2021 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดเมื่อเทียบแบบปีต่อปีนับตั้งแต่ศตวรรษ 1970 ขณะที่ในสหรัฐฯ เอง รายงานฉบับใหม่พบว่ามีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา

ในประเทศเนเธอร์แลนด์​ ศาลสั่งให้ Royal Dutch Shell ลดการปล่อยคาร์บอนลง 45% เทียบกับปี 2019 ให้ได้ภายในปี 2030 ทนายความคนหนึ่งถึงกับอธิบายว่านี่เป็น “จุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์”

 

2. พัฒนาการของพลาสติก

ภาพ RANDY OLSON, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ในช่วงปีที่ผ่านมา มีการออกกฎหมายหลายฉบับเพื่อลดมลภาวะอันเกิดจากการใช้งานพลาสติก ในรัฐวอชิงตัน ผู้ว่าการ Jay Inslee ได้ลงนามในกฎหมายแบนผลิตภัณฑ์จากพอลิสไตรีน เช่น โฟมหล่อเย็น หรือบรรจุภัณฑ์ถั่วลิสง พร้อมกับจำกัดจำนวนขั้นต่ำของขวดพลาสติกหรือภาชนะบรรจุที่สามารถรีไซเคิลต่อได้หลังการบริโภค รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือน

เดือนพฤศจิกายน Anthony Blinken รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศว่าอเมริกาจะสนับสนุนสนธิสัญญาระดับโลกเพื่อการจัดการขยะพลาสติก ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากประเทศนี้เป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตขยะพลาสติกมากที่สุดในโลก สนธิสัญญานี้ดูเหมือนว่าจะดำเนินต่อไป และสหประชาชาติมีกำหนดการประชุมที่ไนโรบีในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเริ่มต้นการเจรจาอย่างเป็นทางการ

เดือนธันวาคม สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกา ประเทศที่สร้างขยะพลาสติกมากกว่าทั้งสหภาพยุโรปรวมกัน ให้พัฒนากลยุทธ์เพื่อลดปริมาณขยะ รวมไปถึงการผลิตเม็ดพลาสติกบริสุทธิ์ด้วย

 

3. การปกป้องผืนป่า

ภาพ PASCAL MAITRE, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ข่าวใหญ่ที่สุดของการอนุรักษ์ป่าไม้ คือการให้คำมั่นสัญญาในการประชุมสภาพภูมิอากาศของสหประชาติในกลาสโกลว์ เพื่อยุติการตัดไม้ทำลายป่าภายในปี 2030 ความมุ่งมั่นดังกล่าวรวมถึงการให้คำมั่นว่าจะจัดหาเงินทุน 12 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยปลดปล่อยศักยภาพของป่าไม้และการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม สัญญาดังกล่าวยังคงเป็นที่กังขาไม่น้อย เพราะอัตราการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มขึ้นหลังจากข้อตกลงที่ทำร่วมกันในปี 2014

อย่างไรก็ตาม ในปี 2021 เราได้เห็นชัยชนะของผืนดินหลายต่อหลายครั้ง เดือนตุลาคม ประธานาธิบดี Felix Tshisekedi แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบสัมปทานป่าไม้ พร้อมกับระงับสัญญาที่น่าสงสัยทั้งหมดจนกว่าการตรวจสอบทั้งหมดจะเสร็จสิ้น

องค์กรภาครัฐของจังหวัดปาปัวตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย เพิกถอนใบอนุญาตสัญญาปาล์มน้ำมัน 12 ฉบับ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 660,000 เอเคอร์ หรือสองเท่าของขนาดลอสแอนเจลิส ซึ่งพื้นที่ 3 ใน 5 ยังคงเป็นป่า กลุ่มสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและชนพื้นเมืองกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป และอนุญาตให้ชนพื้นเมืองมีสิทธิในการจัดการป่าไม้ด้วยตัวเอง โดย 3 ใน 12 ของผู้ทำสัญญายังคงต่อสู้กับคำตัดสินของรัฐบาลในชั้นศาล

ในเอกวาดอร์ ศาลสูงสุดได้ตัดสินว่าแผนการทำเหมืองทองแดงและทองในพื้นที่ป่าที่ได้รับการคุ้มครองเป็นอันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และละเมิดสิทธิ์ของธรรมชาติซึ่งบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญของเอกวาดอร์​ การพิจารณาคดีหมายความว่า สัมปทานการทำเหมือง และใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมและน้ำในเขตป่า จะต้องถูกยกเลิก

 

4. การฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัย

ภาพ CHARLIE HAMILTON JAMES, NAT GEO IMAGE COLLECTION

รัฐบาลไบเดนใช้วลาปีแรกในการฟื้นฟูการคุ้มครองแหล่งที่อยู่อาศัยให้ย้อนกลับไปเป็นเหมือนก่อน โดยการฟื้นฟูครอบคลุมพื้นที่ป่าเก่าแก่กว่า 3 ล้านเอเคอร์ในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยสำคัญของนกเค้าป่าหลังจุด

ในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลไบเดนได้เปิดตัวแนวความคิด America the Beautiful ด้วยการกำหนดเป้าหมายการอนุรักษ์ระดับชาติเป็นครั้งแรก ด้วยการอนุรักษ์ที่ดินและน่านน้ำของสหรัฐฯ ให้ได้ 30% ภายในปี 2022

ส่วนปานามา ก็ก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกันกับสหรัฐฯ​ โดยการเพิ่มขนาดของพื้นที่คุ้มครองทางทะเล Cordillera de Coiba ขึ้นอีก 3 เท่า และในเดือนพฤศจิกายน โปรตุเกสได้จัดตั้งเขตสงวนทางทะเลที่ได้รับการคุ้มครองแบบเต็มรูปแบบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป

 

5. การอุปถัมภ์สัตว์ป่า

ภาพ AMI VITALE, NAT GEO IMAGE COLLECTION

จำนวนประชากรสัตว์สปีชีส์สำคัญหลายชนิดมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอันเป็นผลมาจากมาตรการป้องกันสัตว์ป่า ในเดือนกรกฎาคม จีนประกาศว่า แพนด้าไม่ถือเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อีกต่อไป แต่ปรับสถานะเป็นเปราะบาง แพนด้าเพียง 1,800 ตัวยังคงอาศัยอยู่ในป่า และอีก 1,100 ตัวที่กำลังเลี้ยงดูคาดว่าจะกลับเข้าสู่ป่าได้เร็วๆ นี้

ขณะเดียวกัน จีนได้ประกาศสร้างอุทยานแห่งชาติ Giant Panda เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ซึ่งมีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกับสหราชอาณาจักร อุทยานแห่งนี้ได้รับการออกแบบเพื่อปกป้องสัตว์สายพันธุ์พื้นเมือง เช่น เสือโคร่งไซบีเรีย เสือดาวอามูร์ ชะนีหงอนดำไหหลำ เป็นต้น

วาฬหลังค่อมเองก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ รวมถึงนอกออสเตรเลียและในพื้นที่ให้อาหารในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ ในส่วนของปลาทูน่า หลายสายพันธุ์จะไม่สูญพันธุ์อีกต่อไป ตามรายงานของ International Union of Conservation of Nature กล่าวว่า ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน 2 สปีชีส์, ปลาทูน่าครีบเหลือง และปลาทูน่าครีบยาว ถูกย้ายออกจากสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ระดับนานาชาติ ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความพยายามหลายทศวรรษในการจำกัดผลกระทบจากการทำประมงเชิงพาณิชย์

Tasmanian Devils เจ็ดตัวถือกำเนิดขึ้นในเขตสงวนบนแผ่นดินใหญ่ออสเตรเลีย หลังการสูญหายไปสามพันปี นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่า หากสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งบนแผ่นดินใหญ่ อาจเกิดบทบาทสำคัญในการควบคุมสิ่งมีชีวิตที่มารุกรานพื้นที่กำเนิดแห่งนี้

เรื่อง KIERAN MULVANEY

 


อ่านเพิ่มเติม ผลกระทบของโควิด-19 ต่อสิ่งแวดล้อม

 

เรื่องแนะนำ

มหันตภัยไฟป่า

เชื่อกันว่ามหันตภัยไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งเกิดจากมนุษย์ เปลวเพลิงที่โหมไหม้จนไม่อาจควบคุมนี้ได้แรงหนุนจากสภาพลมฟ้าอากาศ กระแสลม และเชื้อไฟอย่างทุ่งหญ้าหรือไม้พุ่มแห้งๆ และอาจเผาผลาญพื้นที่ได้นับพันนับหมื่นไร่ กลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า ตั้งแต่ ต้นไม้สูงใหญ่ บ้านเรือนประชาชน ไปจนถึงสัตว์ป่าและมนุษย์ ในเวลาไม่กี่นาที ไฟป่าเกิดจากสามปัจจัยหลักที่ประกอบกันซึ่งนักดับไฟป่าเรียกกันว่า สามเหลี่ยมแห่งไฟ (fire triangle) ได้แก่ เชื้อไฟ ออกซิเจน และแหล่งความร้อน เชื้อเพลิงได้แก่วัสดุติดไฟได้ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ซึ่งรวมถึง ต้นไม้ ทุ่งหญ้า ไม้พุ่ม และแม้กระทั่งบ้านเรือน ยิ่งพื้นที่ไหนมีเชื้อเพลิงมาก ไฟป่าก็ยิ่งรุนแรงเท่านั้น อากาศป้อนออกซิเจนที่ไฟจำเป็นต้องใช้ในการเผาผลาญ ส่วนแหล่งความร้อนช่วยจุดไฟและทำให้เชื้อไฟมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนติดไฟ ฟ้าผ่า การจุดไฟตั้งแคมป์ ก้นบุหรี่ การแผ้วถางพื้นที่เกษตรเพื่อเพาะปลูก และแม้กระทั่งแสงแดดที่ร้อนจัด ล้วนสามารถให้ความร้อนได้มากพอให้ไฟจุดติดได้ แม้ไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งจะเกิดจากน้ำมือมนุษย์ แต่ธรรมชาติก็พร้อมเป็นใจช่วยโหมเพลิงให้ลุกไหม้ อากาศที่แห้งและภัยแล้งเปลี่ยนพืชพรรณเขียวสดให้แห้ง และกลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี ขณะที่กระแสลมแรงช่วยโหมเพลิงให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว อีกทั้งอากาศที่อบอุ่นก็ช่วยส่งเสริมการสันดาปหรือลุกไหม้  เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่พร้อมหน้า สิ่งเดียวที่ต้องการคือการจุดชนวน ซึ่งอาจมาในรูปของฟ้าผ่า การวางเพลิง การจุดไฟตั้งแคมป์ การเผาไร่ […]

ลิเทียม : ทองคำสีขาวที่ขับเคลื่อนโลกอนาคต

ลิเทียมคือพลังงานแห่งโลกในอนาคต เมื่อความต้องการแบตเตอรี่ที่ขับเคลื่อนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือในมือเราไปจนถึงรถไฟฟ้า นับวันมีแต่พุ่งสูงขึ้น โบลิเวียกำลังฝันถึงการสร้างความมั่งคั่งโดยการสกัดลิเทียม หรือ "ทองคำสีขาว" จากชั้นเกลือราบอันกว้างใหญ่ไพศาลของประเทศ

เหตุผลอันน่าประหลาดใจ ว่าทำไมหมีขั้วโลกต้องพึ่งพาน้ำแข็งทะเลเพื่ออยู่รอด

งานวิจัยชิ้นใหม่สำรวจความเชื่อมโยงชิ้นสำคัญในห่วงโซ่อาหารของเหล่า หมีขั้วโลก ทุกฤดูหนาว น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกจะขยายตัวรอบขั้วโลก กิ่งก้านเยือกแข็งของมันแผ่ขยายไปตามแนวชายฝั่งทางเหนือ ขณะนี้ น้ำแข็งทะเลเพิ่งผ่านจุดที่ขยายตัวมากที่สุดในรอบปี และจะเริ่มหดตัวเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับหมีขั้วโลก ซึ่งมีแหล่งอาหารที่เกี่ยวพันกับน้ำแข็งทะเลอย่างไม่อาจแยกขาดจากกันได้ และในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา น้ำแข็งทะเลหดตัวอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลด้านหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติ (National Snow and Ice Data Center) ระบุว่า ในปี 2019 น้ำแข็งทะเลที่ปกคลุมอาร์กติก มีขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับเจ็ด นับตั้งแต่พวกเขาเริ่มเก็บข้อมูลจากดาวเทียมเมื่อ 40 ปีก่อน ในปีนี้ “[การหดตัวของน้ำแข็งทะเล] ไม่ได้สร้างสถิติใหม่ แต่สิ่งสำคัญคือแนวโน้ม” แอนดรูว์ เดโรเชอร์ (Andrew Derocher) นักวิทยาศาสตร์ด้านหมีขั้วโลกแห่งมหาวิทยาลัยแอลเบอร์ตา กล่าว “แนวโน้มเชิงลบของน้ำแข็งทะเลตลอดทุกเดือน เป็นสิ่งที่น่ากังวล” ฤดูใบไม้ผลิที่หนาวเย็นทำให้น้ำแข็งคงตัวอยู่ได้ ซึ่งทำให้หมีขั้วโลกสามารถเข้าถึงหนึ่งในอาหารโปรดอย่างแมวน้ำได้ง่ายขึ้น แต่ฤดูใบไม้ผลิที่อุ่นขึ้นทำให้เส้นทางหาอาหารที่สำคัญของพวกมันขาดหายไป “สำหรับ หมีขั้วโลก หมีตัวที่อ้วนที่สุดคือตัวที่อยู่รอด” เดโรเชอร์กล่าว หมีที่ตัวอ้วนกว่า มีโอกาสที่จะอยู่รอดในฤดูร้อนซึ่งไม่มีน้ำแข็งและไม่มีหรือแทบไม่มีแหล่งอาหาร มากกว่าตัวที่ผอม และหมีเพศเมียที่อ้วนกว่า ต้องการพลังงานเพื่อให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกให้มีสุขภาพดีได้โดยสมบูรณ์ “ไม่เคยมี หมีขั้วโลก ตัวไหนที่มองตัวเองในทะเลสาบที่ละลาย แล้วคิดว่านี่ฉันอ้วนเกินไปแล้วนะ” […]