เหตุใดจึงมีคน “ไม่เชื่อ” ใน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ-National Geographic Thailand

โลกร้อนเรื่องหลอกลวง? เหตุใดจึงยังมีผู้คนที่ “ไม่เชื่อ” เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือปัญหาโลกร้อน คือปัญหาระดับโลกที่มนุษยชาติต้องหาหนทางแก้ไข แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้และพยายามโต้แย้งว่าเป็นเรื่องไม่จริง เหตุใดพวกเขาจึงเชื่อเช่นนั้น

หนึ่งในเนื้อหาสำคัญจากสุนทรพจน์ของเกรตา ทูนแบร์ก (สุนทรพจน์เดียวกับ How dare you – พวกคุณกล้าดียังไง ที่เคยเป็นกระแสในโลกออนไลน์) ซึ่งได้กล่าวไว้ในเวทีการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ UN Climate Action Summit 2019 ณ นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน คือการพูดถึงข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาว่าได้พิสูจน์เห็นแจ้งเรื่องภาวะผลกระทบต่างๆจากการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติแล้ว และผู้นำแต่ละประเทศควรยอมรับความจริงนี้และหาทางแก้ไขโดยเร่งด่วน ก่อนที่โลกจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีบุคคลจำนวนมากที่ปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ ยกตัวอย่างเช่น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ได้แสดงออกชัดเจนมาโดยตลอดว่าเขาปฏิเสธข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องโลกร้อนทั้งหลาย ล่าสุด เขาได้นำประเทศสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจาก “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงระดับโลกที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้โลกได้รับอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, โรงงานไฟฟ้า, ก๊าซเรือนกระจก
โรงไฟฟ้า Scherer ในรัฐจอร์เจีย เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่ใหญ่สุดในสหรัฐฯ ในทุกวัน มีการเผาไหม้ถ่านหินราว 34,000 ตัน ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 25 ล้านตันปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในทุกปี ภาพถ่ายโดย ROBB KENDRICK, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ทำไมถึงมีผู้คนที่ปฏิเสธข้อเท็จจริงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยหลักแล้ว การปฏิเสธความจริงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกิดจากความไม่สอดคล้องกันระหว่าง ข้อเท็จจริง (fact) และ ค่านิยม (Value) ผู้คนจำนวนไม่น้อยปฏิเสธเรื่องวิกฤติการณ์ภูมิอากาศ อาจเป็นเพราะพวกเขามีความรู้สึกผิดบางอย่างอยู่กับตัว

ปกติแล้ว การรับรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกี่ยวข้องกับการยอมรับข้อเท็จจริงในบางกรณี ซึ่งการยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นเกี่ยวข้องกับทั้ง ข้อเท็จจริง และ ค่านิยม ของบุคคล โดยเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงกันทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุปัจจัยต่างๆ ฉันทามติร่วมกันของสังคม และความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าของบุคคล

การปฏิเสธข้อเท็จจริงเหล่านี้เกิดจากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีผลไปอีกทิศทางหนึ่ง กล่าวคือ แทนที่จะต้องการยับยั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลับกลายเป็นหาทางปฏิเสธข้อเท็จจริงเหล่านี้ไปแทน เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์นี้มีความเกี่ยวพันกับพฤติกรรมส่วนตัวของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน ยิ่งในปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนกลายเป็นความจริงที่ไม่น่ารื่นรมย์ ผู้ที่เลือกปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้จึงเลือกที่จะไม่ใช้ชีวิตภายใต้ความกังวลเช่นเดียวกับผู้ที่กังวลเรื่องโลกร้อน และสมาทานแนวคิดและใช้ชีวิตในด้านตรงข้ามเพื่อความสบายใจ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ชิคาโก
กระแสอากาศเย็นจากปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลก (Polar Vortex) ส่งผลให้น้ำในทะเลสาบชิคาโกจับตัวกลายเป็นน้ำแข็ง ขณะที่อุณหภูมิลดต่ำลงถึงเกือบลบ 30 องศาเซลเซียส (ภาพถ่าย: KIICHIRO SATO, AP)

การปฏิเสธความจริง

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตแพทย์ชาวออสเตรีย เคยอธิบายถึง “ภาวะการปฏิเสธความจริง” (negation of reality) ว่าเป็นกระบวนการทางจิตใจที่ รับรู้ สิ่งที่ต้องการเก็บกดเอาไว้ (a way of taking cognisance of what is repressed) โดยกระบวนการนี้เองที่ทำให้เกิดการละเลยความจริง การเข้าใจผิด รวมไปถึงการไม่เชื่อในความจริงนั้น ซึ่งการปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อนก็มีส่วนของความจริงอันน่ากลัว จึงมีผู้คนที่เลือกปฏิเสธมัน

บรรดานักจิตวิทยาสังคมร่วมสมัยพูดถึงเรื่องการปฏิเสธในแง่ของ “การให้เหตุผลอย่างมีแรงจูงใจ” (motivated reasoning) (อาจเทียบเคียงเป็นภาษาง่ายๆ ว่าให้เหตุผลเข้าข้างตัวเอง) เนื่องจากความเป็นจริงเรื่องวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศขัดแย้งกับความเชื่อและการให้คุณค่ากับความเชื่อของผู้คนที่มีอยู่เดิม

เมื่อการปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อนเกิดขึ้น พวกเขาไม่ได้ให้เหตุผลกับเรื่องนี้ในแบบที่ควรจะเป็น ในทางกลับกัน พวกเขาพยายามให้เหตุผลในแบบที่ทนายแก้ต่างให้ลูกความผู้กระทำผิดในชั้นศาล อันเป็นการกระตุ้นการป้องกันตัวเองในการทบทวนความเป็นจริงที่ถูกต้อง

นอกจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปฏิเสธความจริงแล้ว บุคลิกภาพก็เป็นปัจจัยสำคัญ ผู้คนที่ปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มเป็นบุคคลที่เชื่อในเรื่องการแบ่งลำดับชั้นทางสังคม (hierarchy) และต่อต้านการเปลี่ยนสถานะปัจจุบันทางสังคม (status quo) ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ก็มีผลเช่นเดียวกัน ในระดับโลก ผู้คนที่มีการศึกษาไม่สูง ผู้สูงอายุ และคนเคร่งศาสนา มีแนวโน้มไม่เชื่อถือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่วนปัจจัยด้านเพศมีผลเพียงเล็กน้อย

แต่ปัจจัยที่มีผลมากที่สุดคือแนวคิดทางการเมืองส่วนบุคคล มีการศึกษาในระดับโลกว่า ค่านิยม อุดมคติ และความจงรักภักดีทางการเมือง (political allegiance) มีผลเหนือกว่าปัจจัยอื่นๆ โดยผู้ที่มีแนวคิดทางการเมืองไปทางอนุรักษนิยม (หรือฝ่ายขวา) มีแนวโน้มที่จะปฏิเสธเรื่องโลกร้อน ในขณะที่บรรดากลุ่มผู้ที่เชื่อมั่นในค่านิยมประชาธิปไตยจะยอมรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ป่าแอมะซอนกำลังสูญเสียพื้นที่ราวสนามฟุตบอลหนึ่งล้านแห่งในทุกปี โดยส่วนมากเป็นการตัดไม้เพื่อทำการเกษตร โดยเมื่อมีการสูญเสียป่าไม้ คาร์บอนจะลอยไปในอากาศและเร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภาพถ่ายโดย FRANS LANTING, NAT GEO IMAGE COLLECTION

การเมืองแห่งการปฏิเสธ

นักสังคมวิทยา สแตนลีย์ โคเฮน ผู้มีชื่อเสียงด้านการศึกษาเรื่องการปฏิเสธ เคยเสนอแนวคิดความต่างกันระหว่าง การปฏิเสธในระดับบุคคล กับ การปฏิเสธในระดับองค์กรหรือสถาบันทางสังคม ดังจะเห็นได้จากกรณีขององค์กรด้านพลังงานที่ต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งมีหลักฐานเอกสารว่าองค์กรเหล่านี้รับรู้เรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเนื่องจากการใช้พลังงานฟอสซิลมาหลายทศวรรษ แต่องค์กรเหล่านี้พยายามหาทางเผยแพร่ข้อสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านทางสื่อต่างๆ รวมไปถึงการให้เงินสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์และสถาบันคลังสมองที่ทำวิจัยเพื่อหา “ความจริงทางเลือก” และเผยแพร่ต่อสังคม

สำหรับการปฏิเสธในระดับบุคคล เมื่อบุคคลหนึ่งเริ่มกระบวนการปฏิเสธความเชื่อและมองหาข้ออ้างหรือเหตุผลอื่น ก็จะมีช่องทางในการสนับสนุนพวกเขา สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนทั้งหลาย เช่น มีหลายคลิปวิดีโอในเว็บไซต์ YouTube ที่เผยแพร่แนวคิดการปฏิเสธความเชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดแจ้ง

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ประท้วง
นักเรียนและผู้ประท้วงนับพันคนรวมตัวกันที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ในการเดินขบวนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีการจัดขึ้นทั่วโลก การเดินขบวนมีจุดประสงค์ให้มีการออกมาตรการจัดการวิกฤตด้านภูมิอากาศ ภาพถ่ายโดย JENNY EVANS, GETTY IMAGES

การเปลี่ยนกลับข้อปฏิเสธ

โดยสรุปแล้ว การปฏิเสธเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือการปฏิเสธความรู้ข้อเท็จจริงทั้งในระดับจิตวิทยาส่วนบุคคลและในระดับสังคม แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นสถานการณ์อันน่าหดหู่ แต่ในความหดหู่ก็ยังมีความหวังเล็กๆในตัวพวกเขาเช่นเดียวกัน

ความหวังที่ว่านั้นคือพวกเขายังมีความสามารถในการรับรู้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ (เพียงแต่พวกเขาเลือกที่จะเชื่อในสิ่งตรงกันข้าม) แต่เป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่ต้องยอมรับเรื่องราวเหล่านี้ ดังนั้น การพยายามให้ข้อมูลที่ถูกต้องและสื่อสารด้วยวิธีการอันสอดคล้องไปกับค่านิยมหลากหลายรูปแบบก็อาจทำให้พวกเขาเปลี่ยนความคิดได้ ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา การใช้แนวคิดรักชาติ การทำตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐ หรือแม้กระทั่งแนวคิดการปกป้องความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ จะช่วยให้พวกเขาสนับสนุนการกระทำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะเปลี่ยนความคิดได้ สาเหตุหลักอาจเป็นเพราะแนวคิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน อาจมีผลต่อชีวิตของพวกเขา

สิ่งที่สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างผู้ที่เชื่อกับไม่เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ พลังมวลชน ผ่านการออกระเบียบข้อบังคับ การเดินขบวนสาธารณะ การสร้างทางเลือกที่ดีด้านการต้านโลกร้อนให้กับสังคม

การสำรวจระดับโลกครั้งหนึ่งระบุว่า ผู้ที่ปฏิเสธความจริงเรื่องโลกร้อนนั้นเป็นเพียงกลุ่มคนส่วนน้อยของโลก ดังนั้น ผู้ที่เชื่อเรื่องโลกร้อน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเอาชนะทุกคนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงความเชื่อนี้ก็ได้

เรียบเรียงขึ้นจากข้อเขียน Climate explained: why some people still think climate change isn’t real 

โดย David Hall, Auckland University of Technology

ภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้งานเนื้อหาแบบ Creative Commons licence


อ่านเพิ่มเติม สุนทรพจน์โลกร้อนอันน่ากังวลของเกรียตา กับท่าทีอันแตกต่างจากบรรดาผู้นำประเทศเกรตา ทูนแบร์ก

เรื่องแนะนำ

ชมวงจรขยะพลาสติกผ่านอนิเมชั่น

ชม วงจรขยะพลาสติก ผ่านอนิเมชั่น เมื่อต้นเดือนเมษายน 2018 ผลการผ่าพิสูจน์ซากของวาฬสเปิร์มที่ขึ้นมาเกยหาดเผยให้เห็นว่าในท้องของมันเต็มไปด้วยขยะพลาสติกถึง 29 กิโลกรัม และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บรรดาสัตว์ต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ เมื่อท้องทะเลทุกวันนี้กำลังเต็มไปด้วยขยะพลาสติกจากน้ำมือมนุษย์ อนิเมชั่นเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านไปชมวงจรของขยะพลาสติกที่สุดท้ายแล้วสิ่งที่มนุษย์กำลังก่อไว้กำลังวนกลับมายังบนจานอาหารของเราเอง นักวิทยาศาสตร์ประมาณขยะพลาสติกที่ล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรทุกวันนี้ว่าเมื่อรวมกันแล้วจะมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับทวีปยุโรป ดูเหมือนที่เคยคาดการณ์กันว่าในปี 2050 นี้ มหาสมุทรจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา จะไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

วันโชคดีของงูในท้อง

เมื่องูที่ถูกเขมือบซึ่งเกือบจะหายเข้าไปในท้องของงูอีกตัว เอาชีวิตรอดออกมาได้อย่างคาดไม่ถึง เรื่อง  คริสตินา นูเนซ 29 พฤษภาคม  2017: ฉากที่เกิดขึ้นข้างถนนในรัฐเทกซัสกลายเป็นเหตุการณ์ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” สำหรับคริสโตเฟอร์ เรโนลด์สและภรรยา งูขนาดเขื่องตัวหนึ่ง (ยังไม่ทราบชนิดแน่ชัด) ซุกตัวอยู่ใต้ร่มไม้โดยมีอะไรบางอย่างโผล่ออกมาจากปาก ไม่นานหลังจากเรโนลด์สเริ่มใช้กล้องบันทึกภาพ เจ้างูตัวนั้นก็เริ่มขย้อนงูอีกตัวหนึ่งออกมา และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ เจ้างูที่ถูกกินยังมีชีวิตอยู่เสียด้วย เรย์โนลด์สสันนิษฐานว่า การปรากฏตัวและจับจ้องของมนุษย์อาจทำให้เจ้างูสีดำเกิดความเครียดจนยอมสละอาหารมื้อนี้และล่าถอยไป เขาพูดทีเล่นทีจริงว่า นี่คงเป็น “วันโชคดีแบบสุดๆ” ของเจ้างูที่เป็นเหยื่อ แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า งูทั้งสองชนิดในภาพคืองูอะไร แต่พฤติกรรมลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นและมีผู้บันทึกภาพไว้หลายครั้ง  เช่น งูเหลือมในอินเดียขย้อนแอนทิโลปทั้งตัวออกมา (ชมวิดีโอเพิ่มเติมได้ที่ Watch a Python Devour, Then Regurgitate, an Antelope) เรย์โนลด์สอาจพูดถูกที่ว่า การปรากฏตัวของเขาทำให้งูนักล่าตัวนี้ยอมสละอาหารมื้อใหญ่ เคนนีย์ คริสโก ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลื้อยคลานและผู้จัดการด้านสัตว์จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฟลอริดา ซึ่งเคยให้ความเห็นกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เกี่ยวกับคลิปงูเหลือมขย้อนแอนทิโลปเมื่อปีที่แล้ว  บอกว่า พฤติกรรมลักษณะนี้ของงูถือเป็นกลไกป้องกันตนเอง (defense mechanism) งูเป็นสัตว์ที่ไม่เคี้ยวอาหาร พวกมันจึงต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการย่อยอาหารที่กลืนกินเข้าไป ทว่าในหลายกรณี […]

แผ่นดินทรุดตัวและน้ำทะเลสูงขึ้น – ภัยคุกคามประชากรนับร้อยล้านคนทั่วโลก

เคราะห์ร้ายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทรุดตัวของแผ่นดินที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ริมชายฝั่งกำลังพบเจอกับภาวะ ระดับน้ำทะเล ที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ชายฝั่งแห่งต่างๆ ของโลกกำลังพบเจอการเพิ่มขึ้นของ ระดับน้ำทะเล ที่เกินกว่าจะรับได้ อันเป็นผลมาจากการที่พวกเขาอาศัยรวมกันอย่างหนาแน่นในพื้นดินที่กำลังจมอย่างรวดเร็ว ตามงานศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Climate Change เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้นทั่วโลกเนื่องจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งโลก และการขยายตัวของผืนน้ำทะเลที่อบอุ่น (warming sea water) ส่วนในระดับท้องถิ่น พื้นที่ทรุดตัว หรือพื้นที่ที่กำลังจมก็ได้ซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้นอีก เมืองใหญ่หลายเมือง เช่น นิวออร์ลีนส์ในสหรัฐฯ หรือจาการ์ตาในอินโดนีเซียกำลังเจอปัญหาระดับน้ำทะเลที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับระดับชายฝั่ง-หรือภาวะที่แผ่นดินกำลังจมเนื่องจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะนี้ ทีมนักวิจัยนานาชาติแสดงให้เห็นว่าสองสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกันนี้เป็นมากกว่าปัญหาของแต่ละท้องถิ่น พื้นดินที่กำลังจมทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งรอบโลกอยู่ในภาวะเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยพวกเขาต้องพบเจอกับอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลมากกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลก 3 ถึง 4 เท่า “สิ่งที่เรากำลังพูดถึงไม่ใช่การคาดการณ์ เรากำลังพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในวันนี้” Robert Nicholls ผู้นำงานศึกษาจากศูนย์วิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทินดัลล์ มหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย (University of East Anglia) สหราชอาณาจักร กล่าว แต่ยังมีข่าวดี นั่นคือ พื้นที่ชายฝั่งที่กำลังจมส่วนใหญ่นั้นเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่นการขุดเจาะน้ำบาดาลมาใช้ ซึ่งบรรดาเมืองชายฝั่งสามารถทำบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาได้ จากปัญหาท้องถิ่นสู่ระดับโลก ปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อการลดลง (หรือเพิ่มขึ้น) ของพื้นที่ชายฝั่งบนโลกนั้นอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ […]

รัฐมนตรี ปากีสถาน ชี้ ประเทศที่ร่ำรวยต้องชดใช้ประเทศยากจนที่ถูกภัยพิบัติ

รัฐมนตรีปากีสถานที่ถูกน้ำท่วมใหญ่ถล่ม ชี้ ประเทศที่ร่ำรวยต้องชดใช้ให้กับประเทศที่โดนภัยพิบัติจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง จากบทสัมภาษณ์ของ เชอร์รี่ เรห์มาน (Sherry Rehman) รัฐมนตรีกระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของปากีสถานกับสำนักข่าวเดอะการ์เดี้ยน (The Guardian) จากสหราชอาณาจักร เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ปากีสถาน ระบุว่าประเทศร่ำรวยที่ก่อมลพิษจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบ “ดิสโทเปีย (Dystopia – โลกที่ไม่พึงปรารถนา)” ส่งผลให้ประเทศที่กำลังพัฒนาต้องเผชิญกับภัยพิบัติอย่างรุนแรง และประเทศที่ร่ำรวยควรชดใช้ “ภาวะโลกร้อนเป็นวิกฤตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ซึ่งโลกกำลังเผชิญอยู่ และปากีสถานคือที่รองรับภัยพิบัติ แม้เราจะมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ก็น้อยกว่าร้อยละ 1 และเราทุกคนทราบดีว่าคำมั่นสัญญาที่นานาประเทศได้ให้คำมั่นไว้ (ว่าจะช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาที่ได้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ) ยังไม่บรรลุผล” เรห์มานกล่าวและเสริมว่า “มีความสูญเสียและความเสียหายมากมาย แต่มีการชดใช้เพียงเล็กน้อยให้ประเทศต่าง ๆ (ที่ได้รับผลกระทบ) ซึ่งประเทศเหล่านั้นสร้างรอยเท้าคาร์บอนให้โลกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าการต่อรองราคาระหว่างโลกทั้งสองนั้นไม่ได้ผล เราจำเป็นต้องกดดันอย่างหนักเพื่อตั้งเป้าหมายใหม่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ (ความเสียหาย) บนระดับพื้นดินนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน” ความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปากีสถานนั้นรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ผู้คนกว่า 1,300 รายเสียชีวิต ประชาชน 1 ใน 3 อยู่ภายใต้น้ำท่วม สาเหตุนั้นเนื่องมาจากฝนที่ตกอย่างหนักหลายสัปดาห์มากกว่าปกติถึงร้อยละ 500 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ปากีสถานยังเผชิญกับภัยแล้งอยู่ พืชผลที่คอยผลิตอาหารถูกกวาดล้างไปกว่าร้อยละ 90 และตัวเลขความเสียหายนั้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลังการสำรวจความเสียหาย […]