เหตุใดจึงมีคน “ไม่เชื่อ” ใน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ-National Geographic Thailand

โลกร้อนเรื่องหลอกลวง? เหตุใดจึงยังมีผู้คนที่ “ไม่เชื่อ” เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือปัญหาโลกร้อน คือปัญหาระดับโลกที่มนุษยชาติต้องหาหนทางแก้ไข แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้และพยายามโต้แย้งว่าเป็นเรื่องไม่จริง เหตุใดพวกเขาจึงเชื่อเช่นนั้น

หนึ่งในเนื้อหาสำคัญจากสุนทรพจน์ของเกรตา ทูนแบร์ก (สุนทรพจน์เดียวกับ How dare you – พวกคุณกล้าดียังไง ที่เคยเป็นกระแสในโลกออนไลน์) ซึ่งได้กล่าวไว้ในเวทีการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ UN Climate Action Summit 2019 ณ นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน คือการพูดถึงข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาว่าได้พิสูจน์เห็นแจ้งเรื่องภาวะผลกระทบต่างๆจากการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติแล้ว และผู้นำแต่ละประเทศควรยอมรับความจริงนี้และหาทางแก้ไขโดยเร่งด่วน ก่อนที่โลกจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีบุคคลจำนวนมากที่ปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ ยกตัวอย่างเช่น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ได้แสดงออกชัดเจนมาโดยตลอดว่าเขาปฏิเสธข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องโลกร้อนทั้งหลาย ล่าสุด เขาได้นำประเทศสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจาก “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงระดับโลกที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้โลกได้รับอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, โรงงานไฟฟ้า, ก๊าซเรือนกระจก
โรงไฟฟ้า Scherer ในรัฐจอร์เจีย เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่ใหญ่สุดในสหรัฐฯ ในทุกวัน มีการเผาไหม้ถ่านหินราว 34,000 ตัน ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 25 ล้านตันปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในทุกปี ภาพถ่ายโดย ROBB KENDRICK, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ทำไมถึงมีผู้คนที่ปฏิเสธข้อเท็จจริงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยหลักแล้ว การปฏิเสธความจริงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกิดจากความไม่สอดคล้องกันระหว่าง ข้อเท็จจริง (fact) และ ค่านิยม (Value) ผู้คนจำนวนไม่น้อยปฏิเสธเรื่องวิกฤติการณ์ภูมิอากาศ อาจเป็นเพราะพวกเขามีความรู้สึกผิดบางอย่างอยู่กับตัว

ปกติแล้ว การรับรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกี่ยวข้องกับการยอมรับข้อเท็จจริงในบางกรณี ซึ่งการยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นเกี่ยวข้องกับทั้ง ข้อเท็จจริง และ ค่านิยม ของบุคคล โดยเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงกันทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุปัจจัยต่างๆ ฉันทามติร่วมกันของสังคม และความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าของบุคคล

การปฏิเสธข้อเท็จจริงเหล่านี้เกิดจากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีผลไปอีกทิศทางหนึ่ง กล่าวคือ แทนที่จะต้องการยับยั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลับกลายเป็นหาทางปฏิเสธข้อเท็จจริงเหล่านี้ไปแทน เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์นี้มีความเกี่ยวพันกับพฤติกรรมส่วนตัวของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน ยิ่งในปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนกลายเป็นความจริงที่ไม่น่ารื่นรมย์ ผู้ที่เลือกปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้จึงเลือกที่จะไม่ใช้ชีวิตภายใต้ความกังวลเช่นเดียวกับผู้ที่กังวลเรื่องโลกร้อน และสมาทานแนวคิดและใช้ชีวิตในด้านตรงข้ามเพื่อความสบายใจ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ชิคาโก
กระแสอากาศเย็นจากปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลก (Polar Vortex) ส่งผลให้น้ำในทะเลสาบชิคาโกจับตัวกลายเป็นน้ำแข็ง ขณะที่อุณหภูมิลดต่ำลงถึงเกือบลบ 30 องศาเซลเซียส (ภาพถ่าย: KIICHIRO SATO, AP)

การปฏิเสธความจริง

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตแพทย์ชาวออสเตรีย เคยอธิบายถึง “ภาวะการปฏิเสธความจริง” (negation of reality) ว่าเป็นกระบวนการทางจิตใจที่ รับรู้ สิ่งที่ต้องการเก็บกดเอาไว้ (a way of taking cognisance of what is repressed) โดยกระบวนการนี้เองที่ทำให้เกิดการละเลยความจริง การเข้าใจผิด รวมไปถึงการไม่เชื่อในความจริงนั้น ซึ่งการปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อนก็มีส่วนของความจริงอันน่ากลัว จึงมีผู้คนที่เลือกปฏิเสธมัน

บรรดานักจิตวิทยาสังคมร่วมสมัยพูดถึงเรื่องการปฏิเสธในแง่ของ “การให้เหตุผลอย่างมีแรงจูงใจ” (motivated reasoning) (อาจเทียบเคียงเป็นภาษาง่ายๆ ว่าให้เหตุผลเข้าข้างตัวเอง) เนื่องจากความเป็นจริงเรื่องวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศขัดแย้งกับความเชื่อและการให้คุณค่ากับความเชื่อของผู้คนที่มีอยู่เดิม

เมื่อการปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อนเกิดขึ้น พวกเขาไม่ได้ให้เหตุผลกับเรื่องนี้ในแบบที่ควรจะเป็น ในทางกลับกัน พวกเขาพยายามให้เหตุผลในแบบที่ทนายแก้ต่างให้ลูกความผู้กระทำผิดในชั้นศาล อันเป็นการกระตุ้นการป้องกันตัวเองในการทบทวนความเป็นจริงที่ถูกต้อง

นอกจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปฏิเสธความจริงแล้ว บุคลิกภาพก็เป็นปัจจัยสำคัญ ผู้คนที่ปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มเป็นบุคคลที่เชื่อในเรื่องการแบ่งลำดับชั้นทางสังคม (hierarchy) และต่อต้านการเปลี่ยนสถานะปัจจุบันทางสังคม (status quo) ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ก็มีผลเช่นเดียวกัน ในระดับโลก ผู้คนที่มีการศึกษาไม่สูง ผู้สูงอายุ และคนเคร่งศาสนา มีแนวโน้มไม่เชื่อถือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่วนปัจจัยด้านเพศมีผลเพียงเล็กน้อย

แต่ปัจจัยที่มีผลมากที่สุดคือแนวคิดทางการเมืองส่วนบุคคล มีการศึกษาในระดับโลกว่า ค่านิยม อุดมคติ และความจงรักภักดีทางการเมือง (political allegiance) มีผลเหนือกว่าปัจจัยอื่นๆ โดยผู้ที่มีแนวคิดทางการเมืองไปทางอนุรักษนิยม (หรือฝ่ายขวา) มีแนวโน้มที่จะปฏิเสธเรื่องโลกร้อน ในขณะที่บรรดากลุ่มผู้ที่เชื่อมั่นในค่านิยมประชาธิปไตยจะยอมรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ป่าแอมะซอนกำลังสูญเสียพื้นที่ราวสนามฟุตบอลหนึ่งล้านแห่งในทุกปี โดยส่วนมากเป็นการตัดไม้เพื่อทำการเกษตร โดยเมื่อมีการสูญเสียป่าไม้ คาร์บอนจะลอยไปในอากาศและเร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภาพถ่ายโดย FRANS LANTING, NAT GEO IMAGE COLLECTION

การเมืองแห่งการปฏิเสธ

นักสังคมวิทยา สแตนลีย์ โคเฮน ผู้มีชื่อเสียงด้านการศึกษาเรื่องการปฏิเสธ เคยเสนอแนวคิดความต่างกันระหว่าง การปฏิเสธในระดับบุคคล กับ การปฏิเสธในระดับองค์กรหรือสถาบันทางสังคม ดังจะเห็นได้จากกรณีขององค์กรด้านพลังงานที่ต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งมีหลักฐานเอกสารว่าองค์กรเหล่านี้รับรู้เรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเนื่องจากการใช้พลังงานฟอสซิลมาหลายทศวรรษ แต่องค์กรเหล่านี้พยายามหาทางเผยแพร่ข้อสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านทางสื่อต่างๆ รวมไปถึงการให้เงินสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์และสถาบันคลังสมองที่ทำวิจัยเพื่อหา “ความจริงทางเลือก” และเผยแพร่ต่อสังคม

สำหรับการปฏิเสธในระดับบุคคล เมื่อบุคคลหนึ่งเริ่มกระบวนการปฏิเสธความเชื่อและมองหาข้ออ้างหรือเหตุผลอื่น ก็จะมีช่องทางในการสนับสนุนพวกเขา สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนทั้งหลาย เช่น มีหลายคลิปวิดีโอในเว็บไซต์ YouTube ที่เผยแพร่แนวคิดการปฏิเสธความเชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดแจ้ง

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ประท้วง
นักเรียนและผู้ประท้วงนับพันคนรวมตัวกันที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ในการเดินขบวนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีการจัดขึ้นทั่วโลก การเดินขบวนมีจุดประสงค์ให้มีการออกมาตรการจัดการวิกฤตด้านภูมิอากาศ ภาพถ่ายโดย JENNY EVANS, GETTY IMAGES

การเปลี่ยนกลับข้อปฏิเสธ

โดยสรุปแล้ว การปฏิเสธเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือการปฏิเสธความรู้ข้อเท็จจริงทั้งในระดับจิตวิทยาส่วนบุคคลและในระดับสังคม แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นสถานการณ์อันน่าหดหู่ แต่ในความหดหู่ก็ยังมีความหวังเล็กๆในตัวพวกเขาเช่นเดียวกัน

ความหวังที่ว่านั้นคือพวกเขายังมีความสามารถในการรับรู้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ (เพียงแต่พวกเขาเลือกที่จะเชื่อในสิ่งตรงกันข้าม) แต่เป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่ต้องยอมรับเรื่องราวเหล่านี้ ดังนั้น การพยายามให้ข้อมูลที่ถูกต้องและสื่อสารด้วยวิธีการอันสอดคล้องไปกับค่านิยมหลากหลายรูปแบบก็อาจทำให้พวกเขาเปลี่ยนความคิดได้ ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา การใช้แนวคิดรักชาติ การทำตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐ หรือแม้กระทั่งแนวคิดการปกป้องความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ จะช่วยให้พวกเขาสนับสนุนการกระทำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะเปลี่ยนความคิดได้ สาเหตุหลักอาจเป็นเพราะแนวคิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน อาจมีผลต่อชีวิตของพวกเขา

สิ่งที่สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างผู้ที่เชื่อกับไม่เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ พลังมวลชน ผ่านการออกระเบียบข้อบังคับ การเดินขบวนสาธารณะ การสร้างทางเลือกที่ดีด้านการต้านโลกร้อนให้กับสังคม

การสำรวจระดับโลกครั้งหนึ่งระบุว่า ผู้ที่ปฏิเสธความจริงเรื่องโลกร้อนนั้นเป็นเพียงกลุ่มคนส่วนน้อยของโลก ดังนั้น ผู้ที่เชื่อเรื่องโลกร้อน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเอาชนะทุกคนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงความเชื่อนี้ก็ได้

เรียบเรียงขึ้นจากข้อเขียน Climate explained: why some people still think climate change isn’t real 

โดย David Hall, Auckland University of Technology

ภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้งานเนื้อหาแบบ Creative Commons licence


อ่านเพิ่มเติม สุนทรพจน์โลกร้อนอันน่ากังวลของเกรียตา กับท่าทีอันแตกต่างจากบรรดาผู้นำประเทศเกรตา ทูนแบร์ก

เรื่องแนะนำ

พื้นที่ชุ่มน้ำ…ในชีวิตและความทรงจำ

“พื้นที่ชุ่มน้ำ” อาจเป็นคำที่ดี แต่ก็จับต้องได้ยาก  เพราะครอบคลุมทุกอย่างที่มีน้ำ  ความกว้างขวางของมันอาจทำให้ถ้อยคำสูญเสียความหมาย  ในขณะที่นักวิชาการบอกแต่เพียงว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญ จำเป็นต้องอนุรักษ์ แต่วิถีชีวิตของคนเมืองส่วนใหญ่ในปัจจุบันกลับถูกตัดขาดจากธรรมชาติ ไม่อนุญาตให้เราเข้าถึงและทำความเข้าใจพื้นที่ชุ่มน้ำได้ง่ายดายนัก

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา […]

1 ใน 3 ของพื้นที่คุ้มครองทั่วโลกกำลังถูกรุกราน

พื้นที่คุ้มครองคือบริเวณที่ได้รับการอนุรักษ์ทางสิ่งแวดล้อม แต่ผลการศึกษาใหม่พบว่าจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กำลังรุกรานพื้นที่คุ้มครองหลายแห่งและทำลายความหลากหลายที่มีตามธรรมชาติ

ความรู้ประจำวัน: การเดินทางของไมโครพลาสติก

ความรู้ประจำวัน: การเดินทางของ ไมโครพลาสติก ทุกครั้งที่คุณซักเสื้อโค้ทที่มีส่วนประกอบของผ้าฟลีซ โปรดจำไว้ว่ามีพลาสติดขนาดเล็กจำนวน 2,000 ชิ้นหลุดลอกออกไปด้วย ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยากที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พวกมันปะปนไปกับน้ำเสียก่อนจะเล็ดรอดออกสู่มหาสมุทร ทำไมพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ถึงเป็นวาระสำคัญ ก็เพราะเม็ดพลาสติกเหล่านี้จะดูดซับสารเคมีเอาไว้ สิ่งมีชีวิตในทะเลจะกินไมโครพลาสติกเป็นอาหาร เพราะเข้าใจผิดว่าพวกมันคือแพลงก์ตอน ปลาขนาดเล็กที่กินพลาสติกเหล่านี้จะถูกปลาขนาดใหญ่กินต่อ และในที่สุดแล้วพลาสติกจะมาจบลงบนจานอาหารเย็นของคุณเอง หรือแม้กระทั่งในแก้วเบียร์ ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยังกใช้เป็นส่วนประกอบในหลายผลิตภัณฑ์ เช่นในโฟมล้างหน้าและในยาสีฟัน (เม็ดสีฟ้าขนาดเล็กที่ถูกโฆษณาว่าช่วยในการขัดผิวหนังหรือฟันทั้งหลาย) ปัจจุบันในหลายประเทศ สินค้าที่ประกอบด้วยไมโครพลาสติกเหล่านี้ถูกแบนแล้ว นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 นี้ มหาสมุทรของเราจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา หากเราไม่ต้องการให้ลูกหลานในอนาคตต้องเผชิญกับวิกฤติดังกล่าว เริ่มต้นลดการใช้พลาสติกตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติกประเภทที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่าง หลอดพลาสติก, แก้วน้ำ และช้อนส้อม   อ่านเพิ่มเติม พบถุงพลาสติกในส่วนลึกที่สุดของมหาสมุทร