แอนตาร์กติกา ที่คุณไม่เคยเห็น: ภาพเก่าอายุร้อยปีของทวีปน้ำแข็ง

แอนตาร์กติกา ที่คุณไม่เคยเห็น: ภาพเก่าอายุร้อยปีของทวีปน้ำแข็ง

แอนตาร์กติกา ที่คุณไม่เคยเห็น: ภาพเก่าอายุร้อยปีของทวีปน้ำแข็ง

ข่าวร้ายจาก แอนตาร์กติกา เมื่อปลายปีก่อน หลังพืดน้ำแข็งขนาดมหึมาแตกตัวจากหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน-ซี และการคาดการณ์ถึงสถานการณ์เลวร้ายที่จะตามมา ทำให้ภาพถ่ายชุดหนึ่งทรงคุณค่าความหมาย เพราะทำให้เราหวนนึกถึงสภาพของทวีปน้ำแข็งแห่งนี้ ก่อนหน้าที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเปลี่ยนทุกสิ่งไป

แอนตาร์กติกาได้ชื่อว่าลมกระโชกแรงที่สุด หนาวเหน็บที่สุด และแห้งแล้งที่สุดบนโลกหล้า แอนตาร์กติกาดึงดูดนักสำรวจผู้แสวงหาการผจญภัย นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เองก็มีประวัติศาสตร์ของความผูกผันหลงใหลในแอนตาร์กติกา โดยตีพิมพ์สารคดีเรื่องเกี่ยวกับทวีปแห่งนี้เมื่อปี 1894

แอนตาร์กติกา
เรือของคณะสำรวจ Terra Nova ติดอยู่กลางแพน้ำแข็ง

พอถึงปี 1907 เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ก็ตีพิมพ์ภาพถ่ายที่อาจเรียกว่าเป็นภาพแรกๆ ของแอนตาร์กติกา  ตามมาด้วยภาพถ่ายชุดแรกๆ อีกชุดหนึ่งในปี 1924 โดยช่างภาพเฮอร์เบิร์ต พอนทิง  ช่างภาพช่าวอังกฤษผู้นี้ยังบันทึกภาพภารกิจส่วนหนึ่งของคณะสำรวจ Terra Nova นำโดยนักสำรวจชาวอังกฤษผู้โด่งดัง โรเบิร์ต ฟอลคอน สกอตต์ ระหว่างปี 1910-1912

ภาพถ่ายขาวดำของพอนทิงแสดงให้เห็นเหล่านักสำรวจรุ่นบุกเบิกในแอนตาร์กติกาอันเวิ้งว้าง  พวกเขาสวมเสื้อผ้ากันหนาวตัวใหญ่เทอะทะ ใช้อุปกรณ์พื้นๆ และอาศัยสุนัขลากเลื่อนในการบรรทุกสัมภาระ เขายังบันทึกภาพชีวิตประจำวันของคณะสำรวจในกระท่อมไม้ (กินอาหารแปลกๆ อย่างเพนกวินและแมวน้ำ) ทำให้ผู้คนได้เห็นภาพของสถานที่ที่น้อยคนนักเคยไปเยือน

(แอนตาร์กติกาหนาวเย็นเสียจน ฟรุตเค้กอายุ 100 ปี ยังคงรับประทานได้)

แอนตาร์กติกา
แมวน้ำอาบแดนบนแผ่นน้ำแข็งทะเลที่ล่องลอย

สกอตต์และคณะสำรวจของเขาพบจุดจบในปี 1912 ขณะเดินทางกลับจากขั้วโลกใต้ หลังจากทราบข่าวว่า นักสำรวจชาวนอร์เวย์ชื่อ โรลด์ อามุนด์เซน พิชิตขั้วโลกใต้ได้ก่อนหน้าพวกเขา และเป็นบุคคลแรกที่ไปเหยียบจุดใต้สุดของโลก

ทว่าพอนทิงซึ่งไม่ได้อยู่ในคณะที่พบจุดจบ เดินทางกลับไปยังแอนตาร์กติกาอีกในทศวรรษ 1920 เพื่อบันทึกภาพดินแดนอันเวิ้งว้างทารุณ เขาเสียชีวิตในปี 1935 ในประเทศบ้านเกิดที่อังกฤษ

ภาพถ่ายส่วนใหญ่ของพอนทิงในแอนตาร์กติกาไม่เคยตีพิมพ์ในนิตยสารและต่อมาถูกประมูลขาย ภาพเหล่านี้เผยให้เห็นแอนตาร์กติกาที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น และอาจไม่มีวันได้เห็นอีกแล้วก็เป็นได้ ดังคำกล่าวของแมกซ์ โจนส์ นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ที่พูดถึงภาพถ่ายแอนตาร์กติกาของพอนทิงว่า “เปรียบเหมือนปราการทางธรรมชาติที่ถูกปิดล้อมและพิชิตด้วยน้ำมือมนุษย์”

เรื่อง ซาราห์ กิบเบนส์

ภาพถ่าย  เฮอร์เบิร์ต พอนทิง

แอนตาร์กติกา
ขนาดอันมหึหาของภูเขาน้ำแข็ง Castle ทำให้คนที่ยืนอยู่ด้านล่างดูเล็กไปถนัดตา
แอนตาร์กติกา
แม่เพนกวินกางปีกปกป้องลูกน้อยสองตัว
แอนตาร์กติกา
ลูกมือช่วยงานในคณะสำรวจ Terra Nova โพสท่าถ่ายภาพ

 

เรื่องแนะนำ

การทำความสะอาดชายหาดไม่อาจเก็บขยะพลาสติกจำนวนหลายล้านชิ้น

ขยะพลาสติกกองพะเนินอยู่บนชายหาดทางเหนือของเกาะไดเรกชัน ประเทศออสเตรเลีย ภาพถ่ายโดย SILKE STUCKENBROCK, COURTSEY OF SPRINGER NATURE ผลการศึกษาชิ้นใหม่เผยว่า ขยะพลาสติก ส่วนใหญ่บนชายหาดสักแห่งเป็นพลาสติกชิ้นเล็กจิ๋วที่ฝังอยู่ใต้ผืนทราย ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา การทำความสะอาดชายหาดกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก บ่อยครั้งที่อาสาสมัครมารวมตัวกันเพื่อทำงานที่ดูเหมือนไม่มีวันสำเร็จได้ นั่นคือการเก็บ ขยะพลาสติก ปัจจุบัน งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ศึกษาหมู่เกาะโคโคส (Cocos) หรือคีลิง (Keeling) ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะห่างไกลของออสเตรเลียชี้ว่า การทำความสะอาดชายหาดอาจปิดบังความเสียหายที่แท้จริงของมลพิษจากพลาสติกอย่างไม่ตั้งใจ เนื่องจากพลาสติกส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนทราย   “น่าเศร้าที่สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดแค่บนหมู่เกาะโคโคส” เจนิเฟอร์ เลเวอร์ส (Jennifer Lavers) นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย เขียนในผลการศึกษาที่ติมพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ปี 2019  “เมื่อเรามีเกาะน้อยใหญ่กว่า 2,000 เกาะในมหาสมุทรทั่วโลก และในแต่ละวัน ข้าวของพลาสติกนับพันๆ ชิ้นถูกคลื่นลมพัดมาเกยชายหาดของเกาะห่างไกล  จึงไม่มีทางที่เราจะเก็บขยะได้ทัน หากไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญ การจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกในทะเลจะยังคงเป็นความพยายามที่ไม่มีวันสำเร็จ” นอกจากนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังบอกเป็นนัยถึงอนาคตที่อาจเกิดขึ้นกับชายหาดในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นหากไม่มีการทำความสะอาด  จนทำให้ขยะพลาสติกสะสมมากขึ้นปีแล้วปีเล่า  กระทั่งแตกตัวกลายเป็นไมโครพลาสติกที่ไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการเก็บขยะทั่วไป  อีกทั้งยังไม่มีไครทราบว่าขยะเหล่านี้มีจำนวนเท่าใด […]

สัตว์มหัศจรรย์เหล่านี้สูญพันธุ์เพราะมนุษย์

รายนามต่อไปนี้คือชีวิตมหัศจรรย์ที่ "ไม่มีตัวตน" สถานะของมันช่างคล้ายคลึงกับสัตว์ในโลกเวทมนต์ของภาพยนตร์ Fantastic Beasts จะต่างกันก็ตรงที่เมื่อครั้งหนึ่งโลกเคยมีพวกมัน

บนน้ำแข็งที่เปราะบาง

เรื่อง แอนดี ไอแซกสัน ภาพถ่าย นิก คอบบิง น้ำแข็งทะเลเหนือมหาสมุทรอาร์กติกไม่ได้ราบเรียบไร้รอยต่ออย่างในแผนที่ แต่ประกอบขึ้นจากแพน้ำแข็งที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ทั้งชนกัน เปลี่ยนรูปร่าง ตลอดจนแตกร้าวเพราะแรงลมและกระแสน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 ผมยืนตัวสั่นอยู่บนดาดฟ้าเรือ แลนซ์  เรือวิจัยรุ่นเก่าของนอร์เวย์ซึ่งกำลังแล่นฝ่าไปตามรอยแตกอันซับซ้อนของผืนน้ำแข็ง รอบข้างมีเพียงที่ราบสีขาวอันเวิ้งว้างทอดไกลสุดสายตา  ตัวเรือเหล็กกล้าสั่นสะเทือนและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อลุยผ่านก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่  เรือ แลนซ์ กำลังมองหาแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ให้ยึดเกาะแทนน้ำแข็งแผ่นเก่าที่แตกไป เพื่อจะได้ลอยไปบนทะเลเยือกแข็งอีกครั้ง พร้อมกับบันทึกชะตากรรมของน้ำแข็งทะเลในอาร์กติกไปด้วย ทว่ามหาสมุทรอาร์กติกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อากาศเหนืออาร์กติกอุ่นขึ้นโดยเฉลี่ยราวสามองศาเซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ผืนน้ำแข็งที่เคยปกคลุมหายไปมาก และที่มีอยู่ก็บางลงกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นน้ำแข็งตามฤดูกาลมากกว่าจะเป็นแพน้ำแข็งเก่าแก่ที่สะสมตัวเป็นชั้นหนา วัฏจักรแห่งความหายนะที่ส่งผลสะท้อนกว้างไกลได้เกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือเมื่อน้ำแข็งสีขาวถูกแทนที่ด้วยผืนน้ำสีเข้มของมหาสมุทรในฤดูร้อน ย่อมเกิดการดูดซับแสงอาทิตย์ไว้มากขึ้น ส่งผลให้น้ำและอากาศยิ่งร้อนขึ้น และนั่นย่อมทำให้การละลายที่ดำเนินอยู่รุนแรงยิ่งขึ้นตามไปด้วย “มหาสมุทรอาร์กติกอุ่นขึ้นก่อนใคร แถมยังอุ่นขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย” คิม โฮลเมน อธิบาย เขาเป็นผู้อำนวยการนานาชาติของสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ หรือเอ็นพีไอ (Norwegian Polar Institute: NPI) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ แลนซ์ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศทำนายว่า เมื่อถึงปี 2040 เราจะสามารถเดินเรือข้ามน่านน้ำเปิดไปยังขั้วโลกเหนือได้ในฤดูร้อน ที่ผ่านมา  น้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกทำให้ทั้งโลกเย็นลงด้วยการสะท้อนแสงแดดกลับสู่อวกาศ การสูญเสียน้ำแข็งในภูมิภาคนี้จึงส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและลมฟ้าอากาศนอกแถบอาร์กติกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะส่งผลอย่างไรบ้างนั้นยังไม่มีคำตอบแน่ชัด การพยากรณ์ที่แม่นยำกว่านี้ต้องอาศัยข้อมูลที่ดีกว่าเกี่ยวกับน้ำแข็งทะเลและการเปลี่ยนแปลงของมัน […]