1 ปีกับ 200 ชีวิต นักสิ่งแวดล้อม ที่ถูกฆาตกรรม - National Geographic Thailand

1 ปีกับ 200 ชีวิตนักสิ่งแวดล้อมที่ถูกฆาตกรรม

ผู้ประท้วงจากองค์กรสมัชชาประชาคมแห่งประชาชนและองค์กรชนพื้นเมือง (COPINH) ตั้งแคมป์ในริโอบลังโค ฮอนดูรัส เพื่อประท้วงการก่อสร้างเขื่อนที่จะทำให้น้ำท่วมบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ผู้ประท้วงกลายเป็นเป้าที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ภาพ Giles Clarke

1 ปีกับ 200 ชีวิต นักสิ่งแวดล้อม ที่ถูกฆาตกรรม

ปีที่ผ่านมามีผู้ถูกสังหารเนื่องจากปกป้องผืนดิน น้ำ และพืชสัตว์ในชุมชนของตนเองอย่างน้อย 200 คน รวมทั้งผู้พิทักษ์ป่าในอุทยานแห่งชาติวิรุงกาในแอฟริกา ถิ่นอาศัยของกอริลลาภูเขาแห่งสุดท้ายในโลก  ฆาตกรรมที่แทบไม่มีการดำเนินคดีเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ในประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นจากปี 2015 จาก 16 ประเทศ เป็น 24 ประเทศเมื่อปี 2016  นอกจากนี้ยังมีการ “ทำให้กลายเป็นอาชญากร” และการดำเนินคดีกับผู้ประท้วงอย่างแข็งกร้าวขึ้นเพื่อปราบปราม นักสิ่งแวดล้อม เพิ่มขึ้นด้วย

บิลลี ไคต์ ผู้ร่วมเขียนรายงานและนักรณรงค์ของ Global Witness องคก์รไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานด้านความขัดแย้งระหว่างการดึงทรัพยากรธรรมชาติมาใช้กับสิทธิมนุษยชน กล่าวว่ายังมีฆาตกรรมผู้ที่ปกป้องผืนดินและแม่น้ำอื่นๆ ที่ไม่ได้ถูกรายงานอีกมาก “รายงานของเราเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น” ไคต์บอกกับ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  นอกจากนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับชะตากรรมของประชาชนที่พยายามรักษาธรรมชาติของพวกเขาในตะวันออกกลาง เอเชีย ยุโรปตะวันออก และแอฟริกา ยังมีอยู่น้อยมาก

นักสิ่งแวดล้อม
นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมชุมนุมกันหน้าสำนักงานแห่งรัฐอเมริกันที่วอชิงตันดีซีเพื่อประท้วงการสังหารเบอร์ตา กัสซาเรซ นักกิจกรรมฮอนดูรัสที่คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนในปี 2016
ภาพ Jahi Chikwendiu

ในสหรัฐอเมริกา การทำให้ผู้ประท้วงกลายเป็นอาชญากรและเป็นปีศาจมีเพิ่มมากขึ้น  เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาที่เขตสงวนอินเดียนสแตนดิงร็อกในนอร์ทดาโกตา ผู้ประท้วงถูกทำร้ายและได้รับบาดเจ็บ บางคนขนาดสูญเสียแขนไป เพราะปะทะกับกองกำลังตำรวจและผู้พิทักษ์อุทยานจากการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันใต้ทะเลสาบโอฮี ซึ่งคนท้องถิ่นถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  ผู้ประท้วง 800 คนถูกดำเนินคดี  ในขณะเดียวกันนักการเมืองของนอร์ทดาโกตาก็กำลังจะผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้คนขับรถชนและฆาตรกรรมผู้ประท้วงได้โดยไม่ต้องติดคุก เช่นเดียวกับที่นอร์ทแคโรไลนา  รายงานดังกล่าวระบุว่านับแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง มีอีก 18 รัฐที่กำลังเตรียมออกกฎหมายใหม่ที่ต่อต้านการประท้วงเช่นนี้  ไคต์บอกว่าแม้สหรัฐอเมริกาจะไม่มีคดีฆาตกรรมนักสิ่งแวดล้อมในปีที่ผ่านมา แต่รัฐก็ใช้กฎหมายจัดการและปิดปากผู้ต่อสู้เพื่อปกป้กรักษาธรรมชาติ

บรรษัทและผู้นำทางการเมืองทั่วโลกมักทำให้ผู้ประท้วงกลายเป็นผู้ร้าย บางครั้งถึงขั้นกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายด้วยซ้ำ  สิ่งเหล่านี้เป็นเล่ห์กลที่กีดกันไม่ให้คนทั่วไปเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย  เจมี นีน ผู้ประสานงานเฝ้าระวังเหมืองแคนาดา องค์กรที่สนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทั่วโลกกล่าว  “สื่อเสนอภาพผู้ประท้วงให้ดูรุนแรง แม้ตำรวจหรือกองกำลังรักษาความมั่นคงจะเป็นฝ่ายเข้าปะทะขบวนที่เดินอย่างสันติก็ตาม”  นีนให้สัมภาษณ์ว่าบางประเทศถึงขนาดประกาศกฎอัยการศึกเพื่อยุติการประท้วง เช่น ฟิลิปปินส์ และไทย

ผู้ประท้วงถูกหาว่าขัดขวางความเจริญและการจ้างงานอยู่บ่อยๆ ทั้งที่คนส่วนใหญ่ต้องการทำงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ก่อมลพิษอากาศหรือน้ำ  ในประเทศที่มีรัฐบาลที่เข้าข้างธุรกิจ ฆาตกรรมผู้ประท้วงกลายเป็นเรื่องธรรมดา ดังเช่นการสังหารผู้ปกป้องป่าในบราซิลที่กระทำกันอย่างไร้ยางอายในรัฐบาลของมิเชล ทีเมอร์  รายงานของ Global Witness ระบุว่าปีที่แล้วมีผู้ถูกสังหารโดยนายทุนที่ดินและคนตัดไม้ถึง 49 ราย  แม้แต่อุทยานแห่งชาติก็ยังไม่ปลอดภัยเสมอไป  ผู้พิทักษ์ป่าอย่างน้อย 20 คนถูกฆ่าในคองโกและประเทศอื่นในปีที่ผ่านมา  พรานลักสัตว์ กลุ่มติดอาวุธ การสำรวจน้ำมัน และคอรัปชัน ล้วนแต่เป็นภัยคุกคามกอริลลา พืชและสัตว์ และผู้พิทักษ์ป่าในอุทยานแห่งชาติวิรุงกาของคองโก

นักสิ่งแวดล้อม
โครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำอากัวซาร์กายังคลุมเครือ เมื่อการต่อต้านของคนท้องถิ่นขยายออกไปและมีแรงกดดันจากสหประชาชาติ
ภาพ Giles Clarke

นอกเหนือจากคอรัปชันที่ทำให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว แรงผลักดันให้เกิดความรุนแรงกับนักอนุรักษ์ธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งคือการที่ผู้มีอำนาจกล่าวอ้างซ้ำๆ ว่าการปกป้องสิ่งแวดล้อมจะทำลายการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ  ทินา เลน หัวหน้าโครงการอาชญากรรมเกี่ยวกับสัตว์ป่าขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN International Union for Conservation of Nature) กล่าว

ปีที่ผ่านการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจทำให้ประเทศอย่างนิคารากัวกลายเป็นสถานที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับผู้ประท้วง เมื่อบริษัทจากประเทศจีนสัญญาจะลงทุน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างคลองที่มีขนาดใหญ่กว่าคลองปานามา 3 เท่า ผ่ากลางประเทศเพื่อเชื่อมมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรแปซิฟิก ชาวพื้นเมืองกว่า 120,000 คนที่จะถูกบังคับให้อพยพออกเพิ่งทราบข่าวนี้เมื่อรัฐบาลประกาศต่อสาธารณะในปี 2013  พอคนท้องถิ่นเดินขบวนประท้วงเพื่อขอให้รัฐบาลเคารพสิทธิของเขา คำตอบที่ได้รับคือลูกปืน  รายงานล่าสุดระบุว่าแม้คลองดังกล่าวอาจไม่ได้สร้างแล้ว แต่รัฐบาลจีนก็ยังสิทธิ์พิเศษหลายประการจากนิคารากัวอยู่ดี

ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างฮอนดูรัส เบอร์ตา กัสซีเรส นักสิ่งแวดล้อมชาวพื้นถิ่นเจ้าของรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมโกลแมนไพรซ์ ถูกสังหารในบ้านตัวเอง เนื่องจากต่อต้านการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ และเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ลูกสาวของเธอก็ต้องหนีชายที่ใช้มีดไล่ฟันเธอบนถนน หลังจากเพิ่งได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าองค์กรปกป้องสิทธิ์ในที่ดินที่แม่ของเธอเคยเป็นผู้นำ  หนึ่งสัปดาห์ถัดมา แหล่งทุนจากยุโรปก็ถอนตัวจากการสนับสนุนการสร้างเขื่อน  ไคต์จาก Global Witness กล่าวว่า “ผู้ลงทุนมีหน้าที่ต้องเปิดปากพูดเมื่อนักกิจกรรมที่ต่อต้านโครงการของตนถูกคุกคาม  พวกเขาจำเป็นต้องมีนโยบายที่เหมาะสมเพื่อปกป้องคนที่ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและยุติการลงทุน หากคนในท้องถิ่นถูกคุกคามหรือถูกทำร้าย  กัสซีเรสต้องทนถูกคุกคามนานหลายปี แต่ผู้ลงทุนกลับไม่พูดไม่ทำอะไรเลย”

กัสซีเรสเป็นนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่ปกป้องผืนดินที่ถูกฆาตกรรมในฮอนดูรัสในปี 2016  แรงกดดันจากนานาชาติทำให้ฆาตกรถูกดำเนินคดีซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดไม่บ่อยนัก  ไคต์กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเผยให้เห็นว่า “รัฐทำงานร่วมกับริษัทที่สังหารนักกิจกรรม”

นักสิ่งแวดล้อม
รายงานล่าสุดบันทึกการข่มขู่และความรุนแรงระดับสูงที่เกิดกับชุมชนต่างๆ อันเนื่องจากการยืนหยัดคัดค้านการสร้างเขื่อน เหมืองแร่ ตัดไม้ หรือเกษตรบนที่ดินของพวกเขา รวมทั้งชุมชนปลายน้ำของฮอนดูรัสที่กำลังเผชิญหน้ากับโครงการสร้างเขื่อน
ภาพ Giles Clarke

บทสรุปของรายงานกล่าวว่า การยุติความรุนแรงเริ่มต้นจากการรับประกันว่าชุมชนต่างๆ จะได้รับข้อมูลและสามารถตัดสินใจอย่างอิสระว่าที่ดินและทรัพยากรของตนจะถูกใช้อย่างไร  รัฐบาล ธุรกิจ และนักลงทุนจะต้องผลักดันการดำเนินคดีกับบุคคลที่สั่งหรือลงมือทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งครอบคลุมถึงบุคคลที่ละเลยความรับผิดชอบและไม่ปกป้องผู้คัดค้านโครงการของตนด้วย  ท้ายที่สุดนักลงทุนควรเพิกถอนการลงทุนหากสิทธิของผู้ประท้วงและคนท้องถิ่นถูกละเมิด ไคต์กล่าว

เรื่อง สตีเฟน เลห์อี

 

อ่านเพิ่มเติม

แผนที่ ช่วยปกป้องดินแดนของชนพื้นเมืองได้อย่างไร?

 

เรื่องแนะนำ

ศศิน​ เฉลิมลาภ : Sixth Extinction หมุดหมายต่อไปของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

เรากำลังก้าวสู่การสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ 6 ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่โลกถือกำเนิดขึ้น และสาเหตุหลักมาจากร่องรอยการกระทำของมนุษย์ในช่วงไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมา ในช่วงที่โลกยังคงชะงักกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื่อโควิด-19 ที่ดูเหมือนจะยังไม่สิ้นสุดลงง่าย ๆ นักวิชาการ นักอนุรักษ์และนักกิจกรรมทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการ หาหนทางเตรียมรับมือกับคลื่นยักษ์ที่ใหญ่กว่าโควิด-19 ซึ่งก่อตัวมานานนับศตวรรษและเตรียมถาโถมสู่มนุษยชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่พ่วงมาพร้อมหายนะลูกโซ่อีกนับไม่ถ้วน และหนึ่งในมหันตภัยรุนแรงที่สุดที่มนุษย์จะต้องเผชิญในอนาคต คือการสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ 6 (Sixth Extinction) เมื่อพูดคำว่าสูญพันธุ์ ไม่แปลกหากคนเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้อย่างไม่ขาดพร่องจะรู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องที่ไกลตัว ทั้งที่จริงความหลากหลายทางชีวภาพ คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตรวมถึงมนุษย์ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกตั้งแต่พืชพรรณ สัตว์น้อยใหญ่ รวมไปจนถึงเชื้อรา ล้วนดำรงอยู่อย่างเกื้อกูลกันเป็นโครงข่ายห่วงโซ่อาหารที่ค้ำจุนกันเป็นระบบนิเวศ ดังนั้น แม้จะเป็นการหายไปของสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด ก็สามารถสร้างความล่มสลายให้กับระบบนิเวศได้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ชวนคุณอ่านบทสนทนาครั้งล่าสุดกับ ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ถึงความน่ากังวลของการสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ 6 และหมุดหมายใหม่ในฐานะองค์กรสื่อสารอนุรักษ์ ที่จะสร้างความตระหนักและการปฏิบัติเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเรื่องสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย 30 ปี มูลนิธิสืบฯ (บทสัมภาษณ์เมื่อปี 2020) ศศินอธิบายโดยอ้างอิงจากสถานการณ์ปัจจุบันว่า ก่อนการมาถึงของโควิด 19 วิกฤติการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดของคนรุ่นปัจจุบัน คือสงครามโลกครั้งที่  2 “คนรุ่นสุดท้ายที่ยังมีชีวิตและทันเห็นความแร้นแค้นของสภาวะหลังสงคราม […]

อินเดีย : หวนคืนสู่สะพานมีชีวิตแห่งเมฆาลัย

ในรัฐเมฆาลัยของอินเดีย สถานที่ที่เปียกชื้นที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คนในหมู่บ้านช่วยกันถักทอรากของต้นยางที่ยังมีชีวิตให้เป็นสะพานคนเดินที่แข็งแกร่ง ในการเดินทางสำรวจเพื่อบันทึกสารคดีเกี่ยวกับประเพณีนี้ ประเสนชิต ยาทวะ ถ่ายภาพสะพานรากไม้ราว 30 แห่งตลอดช่วงเวลาหนึ่งปี

หมีขาว กับช่างภาพ และช็อตเด็ดที่เกือบหลุดมือไป

หมีขาว กับช่างภาพ และช็อตเด็ดที่เกือบหลุดมือไป : เอาดุน ริคาร์ดเซน คิดว่าเขาคงสูญเสียกล้องถ่ายภาพคู่ใจไปตลอดกาล เมื่อหมีขาวตัวหนึ่งกัดและทึ้งกล้องที่เขาติดตั้งไว้บนช่องเปิดในน้ำแข็งเพื่อหวังถ่ายภาพระยะใกล้ของแมวน้ำที่โผล่ขึ้นมาหายใจ ทว่าเขาไม่ยอมแพ้ และกลับไปกู้กล้องถ่ายภาพนั้นอีกหนึ่งปีให้หลัง เขาจะทำสำเร็จหรือไม่

การอนุรักษ์ : ความหวังใหม่ในโกรองกอซา

การอนุรักษ์: ความหวังใหม่ในโกรองกอซา สัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติโกรองกอซาซึ่งล้มตายไปมากในช่วงสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อนานหลายปี กำลังฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง อนาคตของสัตว์ป่าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพยายามใน การอนุรักษ์ ที่หยิบยื่นความหวังแก่ผู้คนในชุมชมที่อยู่รอบๆ ยามเช้าที่อบอุ่นปลายฤดูแล้งช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเหนือดงปาล์มในอุทยานแห่งชาติโกรองกอซา ประเทศโมซัมบิก ไมก์ พิงโก นักบินผู้ช่ำชองซึ่งพื้นเพ เป็นคนซิมบับเว ควบคุมคันบังคับ  ลูอิส แวนวิก ผู้เชี่ยวชาญด้านการจับสัตว์ป่าจากแอฟริกาใต้ โน้มตัวออกไปทางขวาด้านท้ายของตัวเครื่อง ในมือถือปืนยาวบรรจุลูกดอกยาสลบ  คนที่นั่งข้างพิงโกคือ โดมินิก กอนซาลเวซ นักนิเวศวิทยาสาวชาวโมซัมบิกซึ่งทำงานเป็นผู้จัดการช้างป่าของอุทยาน ปัจจุบัน โกรองกอซามีช้างป่าอาศัยอยู่กว่า 650 ตัวซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ยุคสงครากลางเมืองในโมซัมบิก (ระหว่างปี 1977-1992) ซึ่งเป็นช่วงที่ช้างป่าถูกฆ่าเอางาและเนื้อเพื่อขายนำเงินไปซื้อปืนและเครื่องกระสุน เมื่อประชากรช้างฟื้นตัวขึ้น กอนซาลเวซจึงต้องการสวมปลอกคอจีพีเอสให้ช้างพังหรือช้างเพศเมียโตเต็มวัยตัวหนึ่งในแต่ละโขลงที่มีช้างพังเป็นจ่าโขลง กอนซาลเวซเลือกช้างเป้าหมายจากโขลงที่วิ่งอยู่ในดงปาล์ม พิงโกลดเพดานบินของเฮลิคอปเตอร์ลงเท่าที่จะไม่ชนต้นไม้  ช้างสิบตัวซึ่งประกอบด้วยเพศเมียโตเต็มวัย ลูกเล็กๆอยู่ข้างตัว และช้างวัยรุ่นที่อยู่ไม่ห่างพากันวิ่งเตลิดหนีเสียงอึกทึกของใบพัด แวนวิกซึ่งถูกบีบให้ยิงจากระยะไกลกว่าปกติ ยิงลูกดอกใส่ก้นขวาของตัวเมียที่เลือกไว้จนได้ พิงโกนำเครื่องลงจอด แล้วอีกสองคนก็ปีนลงจากเครื่อง ลุยฝ่ากอหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำไปยังช้างพังที่นอนสลบไสล ครู่ต่อมา ทีมงานภาคพื้นดินมาถึงพร้อมอุปกรณ์ขนาดใหญ่ขึ้น ผู้ช่วยเทคนิค และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าติดอาวุธ  กอนซาลเวซแยงแท่งไม้เล็กๆ เข้าไปถ่างปลายงวงไว้เพื่อให้ช้างหายใจสะดวก ช้างนอนตะแคงขวา  เริ่มกรนเสียงดัง  เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเก็บตัวอย่างเลือดจากเส้นเลือดบนใบหูซ้าย  ขณะที่อีกคนหนึ่งช่วยแวนวิกคล้องปลอกคอลอดใต้คอ กอนซาลเวซใช้ก้านไม้พันสำลีเก็บตัวอย่างน้ำลายจากปากช้างและจากทวารหนัก  แล้วใส่ลงในขวดปิดฝาสองใบ  […]