แผนที่ช่วยปกป้องดินแดนของชนพื้นเมืองได้อย่างไร? - National Geographic Thailand

แผนที่ช่วยปกป้องดินแดนของชนพื้นเมืองได้อย่างไร?

แผนที่ ช่วยปกป้องดินแดนของชนพื้นเมืองได้อย่างไร?

หลังการผจญภัยของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส สเปนและบรรดาชาติอื่นๆ ในยุโรปพากันแย่งชิงครอบครองดินแดนแห่งโลกใหม่ พวกเขาวาดเส้นเขตแดนขึ้นกันเองโดยไม่คำนึงถึงชนพื้นเมืองเดิมที่อาศัยอยู่ที่นั่น สะท้อนให้เห็นถึงความโลภ และความกระหาย “เช่นเดียวกับปืนและเรือรบ แผนที่ คืออีกหนึ่งอาวุธของจักรวรรดิล่าอาณานิคม” ข้อเขียนจาก J.B. Harley นักภูมิศาสตร์

ทุกวันนี้แม้จะไม่มีการล่าอาณานิคม แต่แผนที่ยังคงเป็นเครื่องมือที่รัฐบาล และบริษัทยักษ์ใหญ่ใช้ในการอ้างสิทธิเป็นเจ้าของพื้นที่และทรัพยากร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วรุกรานพื้นที่เดิมของประชากรชนพื้นเมือง รายงานจาก Mac Chapin นักมานุษยวิทยา หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่มุ่งให้ความช่วยเหลือชนพื้นเมือง พวกเขาช่วยชนพื้นเมืองทวงสิทธิความเป็นเจ้าของดินแดนมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 จากบริษัทสำรวจแหล่งน้ำมัน ป่าไม้ ตลอดจนทรัพยากรอื่นๆ

แผนที่
แผนที่อเมริกากลางที่ถูกเผยแพร่ในปี 2016 ฉายให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างพื้นที่ของชนพื้นเมืองกับระบบนิเวศทางธรรมชาติของภูมิภาค
แผนที่โดย IUCN

 

ปานามาโปรเจค

หนึ่งในโครงการสำคัญเกิดขึ้นเมื่อทศวรรษ 1990 ในภูมิภาค Darién อันห่างไกลของปานามา แผนที่ทางการของพื้นที่แห่งนี้ให้ข้อมูลเพียงน้อยนิด เนื่องจากเมฆฝนและป่าไม้ที่ขึ้นอย่างแน่นทึบบดบังจนไม่สามารถถ่ายภาพทางอากาศหรือดาวเทียมได้ แต่สำหรับชาว Emberá, Wounaan และ Guna ชนพื้นเมือง 3 กลุ่มที่ยังคงอาศัยอยู่ที่นี่ นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะพื้นที่ของพวกเขาเต็มไปด้วยจุดสังเกตมากมาย

“พวกเขาตั้งชื่อให้กับผืนป่า, ขุนเขา ไปจนถึงแนวปะการังในมหาสมุทร” Chapin กล่าว “แต่ไม่มีใครถามพวกเขา เพื่อจะเอาชื่อเหล่านี้ใส่ลงไปในแผนที่”

วิธีการช่วยเหลือขององค์กรนั้นง่ายมาก พวกเขาให้ชนพื้นเมืองวาดภาพแผนที่และรายละเอียดดินแดนของพวกเขาขึ้นมา จากนั้นนำภาพที่ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนแผนที่เปลี่ยนมันเป็นแผนที่ทางภูมิศาสตร์แบบสมัยใหม่

แผนที่
แผนที่วาดมือนี้ถูกเขียนขี้นโดย Damaso Ayarza นักสำรวจชาวพื้นเมืองจากชุมชนชาว Guna ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งของทะเลแคริบเบียน ในปานามา สัญลักษณ์ต่างๆ ครอบคลุมถึงจุดล่าสัตว์, จุดประกอบพิธีกรรม, สวนมะพร้าว และอื่นๆ อีกมากมาย
ภาพถ่ายโดย Mac Chapin

ในการวาดแผนที่ภูมิภาค Darién บรรดาชนพื้นเมืองเลือกชายคนหนึ่งให้ทำหน้าที่ออกสำรวจ ชายคนนี้มีหน้าที่เดินทางไปทุกสถานที่ไม่ว่าจะด้วยรถบัส เรือแคนู หรือการเดินเท้า โดยมีกระดาษและดินสอเป็นอาวุธ เพื่อร่างภาพของดินแดนและสายน้ำ จากนั้นผู้นำชุมชนจะเพิ่มรายละเอียดของสถานที่สำคัญบางอย่างที่มีความหมายต่อชนพื้นเมืองลงไป ซึ่งปกติแล้วสถานที่เหล่านี้มักไม่ได้รับความใส่ใจจากรัฐบาล เช่น จุดล่าสัตว์ หรือพื้นที่จับปลา หรือแม้กระทั่งจุดที่ใช้ในการหาฟืน เก็บสมุนไพร เป็นต้น รวมไปถึงสุสาน และสถานที่ทำพิธีกรรมของชุมชนด้วย ซึ่ง Chapin เสริมว่าผลงานศิลปะที่ทางองค์กรได้มาจากโปรเจคนี้นั้นน่าประทับใจมาก

ต่อมานักเขียนแผนที่จากมหาวิทยาลัยปานามา ร่วมกับสถาบันภูมิศาสตร์แห่งชาติจะนำแผนที่วาดมือเหล่านี้รวมเข้ากับแผนที่ภูมิประเทศ ซึ่งเก็บข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลและภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อสร้างแผนที่ที่เป็นทางการของชนพื้นเมือง

แผนที่
แผนที่อีกชิ้นที่เขียนโดย Roberto Martinez นักสำรวจชาว Guna อีกคน สัญลักษณ์ต่างๆ บอกตำแหน่งจุดวางไข่ตามธรรมชาติของเต่า, สวนมะพร้าว ไปจนถึงพื้นที่ที่สามารถตัดไม้มาแปรรูปได้
ภาพถ่ายโดย Mac Chapin

 

เขียนแผนที่อเมริกากลางกันใหม่

โครงการเขียนแผนที่ใหม่ให้ภูมิภาค Darién เป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น ท่ามกลางการรุกรานพื้นที่ของชนพื้นเมืองมากมาย ในโครงการต่อๆ มา Chapin และทีมทำงานลงรายละเอียดในหลายดินแดนของชนพื้นเมืองหลายกลุ่มที่อาศัยอยู่ในอเมริกากลาง ผลงานล่าสุดคือแผนที่ให้รายละเอียดของดินแดนจำนวน 60 แห่ง ในปี 2016 ซึ่งกว่าจะเกิดขึ้นได้ทางองค์กรต้องอาศัยร่วมมือกับ IUCN และบรรดาชนเผ่าอีก 3,500 คน พร้อมทั้งประชุมเชิงปฏิบัติการอีก 130 แห่ง จึงจะเสร็จสิ้นโครงการ

จากแผนที่ที่พวกเขาสร้างในปี 2016 ได้แสดงให้เห็นถึงพื้นที่ทับซ้อนระหว่างดินแดนของชนพื้นเมือง กับผืนป่าและผืนน้ำที่ได้รับการอนุรักษ์ดีที่สุดในอเมริกากลาง รายงานจาก Grethel Aguilar ผู้อำนวยการ IUCN ประจำภูมิภาค ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่าการจะรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเอาไว้ จำต้องคำนึงถึงชนพื้นเมือง “ถ้าเราไม่ทำงานร่วมกับชนพื้นเมืองเพื่อปกป้องสิทธิของพวกเขา ภูมิภาคนี้ก็ไม่มีทางไปสู่เป้าหมายของการอนุรักษ์ได้” เขากล่าว

แผนที่
แผนที่สำเร็จของดินแดนชาว Guna หลังสถาบันภูมิศาสตร์นำข้อมูลจากชนพื้นเมืองมาแปลงเป็นแผนที่แบบสมัยใหม่
ภาพถ่ายโดย Mac Chapin

นับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ทาง IUCN เผยแพร่แผนที่มากมายที่ร่วมกันเขียนกับบรรดาชนพื้นเมือง เพื่อต่อต้านความพยายามเข้ามากอบโกยทรัพยากรของหลายบริษัท ไปจนถึงโครงการทำเหมืองแร่ และการสร้างเขื่อน ในตอนที่ Chapin และ Aguilar นำเสนอแผนที่ระหว่างการประชุมของสหประชาชาติ เมื่อปี 2016 ผู้นำชนพื้นเมืองหลายคนเองก็มีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน “หนึ่งในผู้นำของชาว Guna ดึงผมเข้าไปหาและกล่าวว่า ‘ขอบคุณที่ทำให้พวกเรามีตัวตน’ ประโยคนั้นกินใจผมมากๆ เลยครับ” Chapin เล่า

เรื่อง Greg Miller

แผนที่
แผนที่ของ IUCN แสดงให้เห็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างดินแดนของชนพื้นเมือง (สีส้ม) กับผืนป่าที่ยังไม่ถูกรุกราน (สีเขียว) ของอเมริกากลาง
แผนที่โดย IUCN

 

อ่านเพิ่มเติม

แผนที่เก่าของเฮอร์ริเคน โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เรื่องแนะนำ

ชาวสเปนหลงใหลการเต้นระบำเป็นชีวิตจิตใจ

ระบำฟลาเมงโก จังหวะการเต้นอันพริ้วไหวควบคู่กับดนตรีพื้นเมือง คือเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ ประเทศสเปน หากนึกถึง ประเทศสเปน คุณอาจนึกถึงภาพของวัวกระทิงพันธุ์ดุและมาธาดอร์ถือผ้าสีแดง ประเทศสเปนยังมีสัญลักษณ์อีกมากมายกระจายอยู่ทั่วเมือง หรือคุณอาจนึกถึงหญิงสาวเต้นระบำโชว์ลีลาสะบัดกระโปรงอันพริ้วไหว การก้าวเท้าเข้าจังหวะ และสวมใส่กระโปรงบานสีดำแดงพองเป็นชั้นๆ มีดอกไม้ขนาดใหญ่สีแดงประดับบนศีรษะ สิ่งนี้คือระบำสเปน ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง เพราะชาวสเปนชื่นชอบการเต้นรำเป็นชีวิตจิตใจ ระบำฟลาเมงโก (Flamenco) มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบแปด การเต้นที่แสนโดดเด่นและมีชื่อเสียงของ ประเทศสเปน แต่เดิมได้รับอิทธิพลมาจากชาวยิปซี  นอกจากนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกด้านวัฒนธรรมอีกด้วย ระบำฟลาเมงโก ไม่ใช่เพียงการเต้นเท่านั้น แต่ยังผสมผสานระหว่างการร้องเพลง การเล่นกีตาร์ เต้นรำ การจับนิ้วมือและการปรบมือไปพร้อมกับจังหวะ ทั้งยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ด้วยจังหวะการเต้นที่เร้าใจและสนุกสนาน รวมไปถึงเครื่องแต่งกายสีสันจัดจ้านสวยงามของเหล่านักเต้นทำให้เกิดเป็นเสน่ห์ของระบำฟลาเมงโกที่ชวนหลงใหล ชาวสเปนที่หลงใหลในเสียงเพลงและการเต้นระบำ ประเทศสเปน มีชื่อเสียงเรื่องการเฉลิมฉลอง งานรื่นเริง และความสนุกสนานของผู้คน ชาวสเปนมีอุปนิสัยชื่นชอบการเข้าสังคมและการสังสรรค์เป็นอย่างมาก มักจะรวมตัวกับเพื่อนและครอบครัว โดยการออกไปนั่งในบาร์ที่มีอาหารเช้าอย่าง ‘ทาปาส’ และเพลิดเพลินไปกับการดื่ม ‘กันโญส’ สิ่งที่ทำให้คุณประหลาดใจ คือวัยรุ่นชาวสเปน ที่ต่างชื่นชอบการสังสรรค์เป็นชีวิตจิตใจ แน่นอนว่าพวกเขาสามารถเข้าออกแหล่งท่องราตรีเป็นสิบๆ แห่งภายในคืนเดียว เพราะเหตุนี้จึงส่งผลทำให้ชาวสเปนมีนิสัยชอบพูดจาเสียงดังฟังชัด ชาวสเปนไม่เพียงแค่หลงใหลในการเต้นรำเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเล่นดนตรีพื้นเมืองเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไว้ พวกเขาจะรวมตัวกันในช่วงเทศกาลพิเศษต่างๆ และบรรเลงดนตรีพื้นเมือง รวมถึงการเปิดหมวกตามท้องถนน ซึ่งชิ้นงานดนตรีอันโดดเด่นของสเปน มีตั้งแต่ดนตรีคลาสสิกตะวันตกและดนตรีคลาสสิกอันดาลูเซีย […]

รู้จักกับเครื่องเทศที่มีราคาแพงที่สุดในโลก

คุณผู้อ่านรู้หรือไม่ว่าเครื่องเทศชนิดใดมีราคาแพงที่สุดในโลก สิ่งนี้เป็นที่รู้จักในฐานะวัตถุดิบชั้นสูงที่ช่วยแต่งกลิ่นและรสชาติของอาหารอย่างยอดเยี่ยม นั่นคือ “หญ้าฝรั่น” เครื่องเทศราคาแพงที่นิยมปลูกกันมากในภูมิภาคทางตอนเหนือของอิหร่าน หญ้าฝรั่นถูกผลิตขึ้นจากเกสรของดอกหญ้าฝรั่น พืชชนิดนี้เป็นพืชล้มลุกที่ไม่ต้องการน้ำมากนัก จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเติบโตในสภาพอากาศแบบอิหร่าน และหญ้าฝรั่นจากอิหร่านเองถือได้ว่าเป็นหญ้าฝรั่นที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก รวมถึง 90% ของเครื่องเทศหญ้าฝรั่นที่ผลิตขึ้นบนโลกนั้นล้วนมาจากอิหร่าน ความรู้ในการเพาะปลูกหญ้าฝรั่นถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน นอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบในอาหารแล้วหญ้าฝรั่นยังทีคุณสมบัติเป็นยาที่ช่วยรักษาโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และป้องกันมะเร็งอีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม : อยู่กับคนตายเป็นปี ไม่ใช่เรื่องแปลกที่อินโดนีเซีย, ล่าน้ำผึ้งหิมาลัยไปพร้อมกัน! ด้วยวิดีโอแบบ 360 องศา

เทศกาลขว้างไฟของชาวฮินดู

เทศกาลขว้างไฟ ของชาวฮินดู ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้ทะเลาะกัน แต่พวกเขากำลังประกอบพิธีกรรมทางศาสนา คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกถ่ายจากวัด Kateel Durga Parameswari เมือง Mangalore ในอินเดีย เทศกาลขว้างไฟ สุดแปลกนี้มีชื่อเรียกว่า Agni Keli จัดขึ้นในเดือนเมษายนของทุกปี และใช้เวลาในการทำพิธีกรรมต่างๆ นาน 8 วัน เพื่อบูชาพระแม่ทุรคา เทพีแห่งสงครามตามความเชื่อของศาสนาฮินดู สำหรับกิจกรรมขว้างปาไฟซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมนี้ บรรดาผู้เข้าร่วมจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มและถูกจัดให้ยืนห่างกันประมาณ 50 ฟุต จากนั้นพวกเขาจะขว้างปากิ่งไม้ติดไฟใส่กัน โดยมีเป้าหมายคือขว้างให้โดนใครสักคน ซึ่งหากใครโดนกิ่งไม้ไฟขึ้นมาพวกเขาจะรีบเอาน้ำศักดิ์สิทธิ์ราดตามตัวทันทีเพื่อทุเลาบาดแผล และเพื่อป้องกันแผลไฟไหม้ไม่ให้รุนแรงดังนั้นผู้เข้าร่วมจึงสวมเสื้อผ้าให้น้อยชิ้นที่สุด   อ่านเพิ่มเติม โฮลี: เทศกาลแห่งสีสันแดนภารตะ

ภาพวาดอันน่าทึ่งจากศิลปินออทิสติก

สตีเฟน วิลต์เชียร์ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นออทิสติกตั้งแต่ 3 ขวบ ณ ปัจจบุันเขากลายเป็นศิลปินผู้โด่งดังด้วยการวาดเมืองทั้งเมืองจากความทรงจำ