ค้นพบ พืชชนิดใหม่ ของโลกในประเทศไทย ดอกดินอรุณรุ่ง และเปราะผาสุก

นักวิทยาศาสตร์ไทยค้นพบ พืชนิดใหม่ ของโลกในประเทศไทย

การค้นพบ พืชชนิดใหม่ ของโลก (new species) เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางชีวภาพของพืชโดยตรง ซึ่งมีบทบาทสำคัญนำไปสู่กระบวนการอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

พืชชนิดใหม่ อาจมีประสิทธิภาพนำมาใช้เป็นพืชอาหารหรือเครื่องเทศ ไม้ดอกไม้ประดับที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นแหล่งสารสำคัญหรือพืชสมุนไพร ซึ่งนำไปสู่การวิจัยต่อยอดในอนาคต รวมถึงการวิเคราะห์สารองค์ประกอบจากส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อีกด้วย โดยเฉพาะพืชวงศ์ขิงข่า (Zingiberaceae) ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรกลุ่มหนึ่งที่มีน้ำมันหอมระเหย (essential oil) อยู่มากในทุกส่วนประกอบ โดยเฉพาะลำต้นใต้ดินหรือเหง้า และยังมีสรรพคุณทางการแพทย์ด้วย

บูม-ณัฐพล นพพรเจริญกุล ผู้สำรวจ และวิจัยด้านซิสเต็มมาติกและความหลากหลายทางพันธุกรรม และชนิดพันธุ์ของดอกดินสกุลเปราะในประเทศไทยมากว่า 7 ปี ได้ระบุชนิดของพืชวงศ์ขิงข่าชนิดใหม่ 2 ชนิดของโลก ได้แก่ ดอกดินอรุณรุ่ง (Kaempferia aurora Noppornch. & Jenjitt.) และเปราะผาสุก (Kaempferia caespitosa Noppornch. & Jenjitt.) โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทยา เจนจิตติกุล ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอนุกรมวิธานพืชโดยเฉพาะกลุ่มพืชใบเลี้ยงเดี่ยวซึ่งรวมถึงพืชวงศ์ขิงข่า เป็นหนึ่งในทีมอาจารย์ที่ปรึกษา

พืชชนิดใหม่, นักวิจัยไทย
บูม-ณัฐพล นพพรเจริญกุล นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

รุ่งอรุณ

ณัฐพลบอกเล่าเรื่องราวการค้นพบพืชชนิดใหม่ผ่าน #ProjectATheSeries บนเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่เริ่มการศึกษาสำรวจพืชวงศ์ขิงข่า สกุลกระชายดำ (Kaempferia) กลุ่มที่ปรากฏช่อดอกบนพื้นดิน หรือดอกดินสกุลเปราะ “ตัวอักษร A มาจากคำระบุชนิด aurora เป็นภาษาละติน แปลว่า รุ่งเช้า หรือรุ่งอรุณ” เขาอธิบายและเล่าว่า “ที่ผ่านมาได้ร่วมศึกษาและระบุดอกดินสกุลเปราะชนิดใหม่มาแล้วทั้งหมด 4 ชนิด คือเปราะราตรี (Kaempferia noctiflora Noppornch. & Jenjitt.) ดอกดินใบข้าว (Kaempferia graminifolia Noppornch. & Jenjitt.) ดอกดินอรุณรุ่ง และเปราะผาสุก ซึ่งสองชนิดหลังเป็น 2 ชนิดล่าสุดที่ได้รับการรับรองให้เป็นพืชชนิดใหม่ของโลกเมื่อไม่นานมานี้”

จุดเริ่มต้นของการค้นพบดอกดินอรุณรุ่ง (Kaempferia aurora) ดอกดินสกุลเปราะชนิดที่ 3 เริ่มจากเขาเห็นภาพที่โพสต์ทางเฟซบุ๊ก เป็นภาพดอกเหี่ยวของดอกดินสกุลเปราะชนิดหนึ่ง มีสีส้มอมน้ำตาลราวกับสีสนิมซึ่งถือว่าแปลกตามาก เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว ดอกดินสกุลเปราะเมื่อเหี่ยวเฉามักเป็นสีขาว สีชมพูซีด หรือสีน้ำเงินม่วง เท่านั้น

พืชชนิดใหม่, ดอกดิน, ดอกดินอรุณรุ่ง, ดอกเปราะผาสุก
ตัวอย่างดอกดินอรุณรุ่งที่เหี่ยวแล้ว

เบื้องต้น เขาคิดว่าอาจเป็นเพียงความแปรผันทางพันธุกรรมของดอกดินชนิดที่รู้จักก่อนหน้านี้ จึงตัดสินใจติดต่อไปยังเจ้าของโพสต์ดังกล่าว ซึ่งเป็นคนในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อขอตัวอย่างดอกดินปริศนามาศึกษาเมื่อปี 2559 เมื่อเปรียบเทียบลักษณะทางสัณฐานวิทยาของดอกดินปริศนากับดอกดินชนิดที่ใกล้เคียงกันพบว่า ขนาดดอกของดอกดินปริศนามีขนาดเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด และดอกเปลี่ยนสีเป็นสีคล้ายสนิมเมื่อเหี่ยวเฉา แต่เนื่องด้วยดอกของดอกดินปริศนาเหี่ยวอย่างรวดเร็วและจำนวนตัวอย่างดอกที่ได้มานั้นไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถศึกษาและถ่ายภาพโครงสร้างดอกอย่างละเอียดได้ ในส่วนของใบนำไปผ่านกระบวนการสกัด DNA เก็บไว้สำหรับศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างชนิดของดอกดินสกุลเปราะในอนาคต และต้องรอตัวอย่างดอกดินปริศนาเพิ่มเติม

ปี 2560 หลังจากได้รับตัวอย่างพืชเป็นปีที่สอง เขาศึกษาโครงสร้างดอกอย่างละเอียดมากขึ้นจนสามารถเขียนคำบรรยายลักษณะได้ครบถ้วน รวมถึงนำเอาส่วนของปลายรากและดอกอ่อนมาศึกษาโครโมโซม และนำใบมาศึกษาขนาดจีโนม (Genome size) พบว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับดอกดินชนิดที่มีลักษณะทางสัณฐานวิทยาใกล้เคียงกัน

พืชชนิดใหม่, ดอกดิน, ดอกดินอรุณรุ่ง, ดอกเปราะผาสุก
ดอกดินชนิดต่างๆ ในสกุลเปราะ

หลังจากนั้น ในปี 2561 ณัฐพลได้รับการติดต่อจากคุณธันย์ชนก สมหนู เจ้าหน้าที่สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ส่งภาพดอกดินชนิดหนึ่งมาให้ตรวจสอบและช่วยระบุชนิด ปรากฏว่าภาพดอกดินที่เห็นตรงกับดอกดินปริศนาจากอำเภอแม่สอด ที่เคยศึกษาก่อนหน้า จึงสอบถามรายละเอียดถึงแหล่งที่พบและประสานขอลงพื้นที่สำรวจในปี 2562

ความหมายของวันเวลา

การลงพื้นที่สำรวจภาคสนามนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมากสำหรับพืชกลุ่มนี้ แม้ณัฐพลทราบข้อมูลเบื้องต้นจากปีก่อนหน้าว่า ดอกดินชนิดนี้ออกดอกในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม แต่ก็ไม่สามารถระบุวันที่ได้อย่างชัดเจน “เนื่องจากการออกดอกของดอกดินสกุลเปราะขึ้นอยู่กับปริมาณฝน ความชื้นในอากาศ และคุณภาพดินในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถ้าเลือกเดินทางผิดช่วงวันเวลา เราก็จะคลาดกับดอกของพืชที่ต้องการศึกษา” ณัฐพลอธิบาย จาก “ดอกดิน” ก็จะเหลือเพียง “ดิน”

นอกจากนี้ ดอกดินปริศนามักเหี่ยวอย่างรวดเร็ว ทำให้ยากต่อการสำรวจเพิ่มเข้าไปอีก ประกอบกับพื้นที่ที่พบดอกดินชนิดนี้อยู่ใกล้เขตชายแดนประเทศเมียนมา จึงต้องวางแผนการสำรวจอย่างรอบคอบ ซึ่งทีมงานวางแผนการสำรวจ 2 วัน โดยในวันแรกทีมสำรวจเข้าไปถึงแหล่งที่อยู่ของดอกดินชนิดนี้เป็นเวลาประมาณบ่ายโมง ปรากฏว่าพบแต่ดอกเหี่ยวซึ่งมีสีคล้ายสนิม ไม่พบดอกบานสมบูรณ์ ซึ่งตรงตามข้อมูลที่ทราบก่อนหน้า จึงตัดสินใจสำรวจจำนวนประชากร และลักษณะพื้นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว

พืชชนิดใหม่, ดอกดิน, ดอกดินอรุณรุ่ง, ดอกเปราะผาสุก
ขนาดของดอกดินอรุณรุ่งเมื่อเทียบกับเหรียญหนึ่งบาท
พืชชนิดใหม่, ดอกดิน, ดอกดินอรุณรุ่ง, ดอกเปราะผาสุก
เมื่อดอกบานเต็มที่ในช่วงก่อนฟ้าสาง ดอกดินอรุณรุ่งก็เหี่ยวทันทีที่แสงสาดกระทบ

จากข้อมูลการสำรวจพบว่า ดอกดินชนิดนี้ขึ้นกระจายเป็นกลุ่มใกล้บริเวณน้ำตกและลำธาร ส่วนพื้นที่ป่าเป็นป่าเบญจพรรณผลัดใบ ในวันที่ 2 ของการสำรวจทีมงานเตรียมอุปกรณ์ชุดใหญ่สำหรับเก็บบันทึกบรรยากาศการบานของดอก โดยเริ่มออกเดินทางตั้งแต่หัวรุ่ง เดินเท้าขึ้นเขาเข้าป่าข้ามลำธารจนถึงแหล่งที่อยู่ของดอกดินปริศนา และสามารถบันทึกภาพนิ่งและภาพวิดีโอการบานของดอกดินชนิดนี้ได้ทันเวลาพอดี ในช่วง 6:00 – 7:00 น. โดยดอกดินชนิดนี้จะเหี่ยวทันทีภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง หลังจากดอกบานเต็มที่ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของดอกดินชนิดนี้ จนนำไปสู่การตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Kaempferia aurora Noppornch. & Jenjitt.” และให้ชื่อไทยว่า “ดอกดินอรุณรุ่ง” หรือ “ดอกดินสีสนิม”

หลังจากอรุณรุ่ง

ส่วนเปราะผาสุก (Kaempferia caespitosa) ซึ่งเป็นดอกดินสกุลเปราะอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับการบรรยายลักษณะทางสัณฐานวิทยา และระบุเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ณัฐพลได้รับการติดต่อให้ช่วยระบุชนิดจากคุณธันย์ชนก ซึ่งขณะนั้นคุณวรนุช ละอองศรี นักวิจัยประจำสวนพฤกษศาสตร์ฯ เป็นหัวหน้าทีมลงพื้นที่สำรวจ และเก็บตัวอย่างพรรณไม้จากเปราะผาสุก อำเภองาว จังหวัดลำปาง ในปี 2559 แล้วส่งมาเก็บรักษาไว้ในโรงเรือนพืชหายากที่สวนพฤกษศาสตร์ฯ

เปราะผาสุกที่บานเต็มที่

เมื่อครั้งแรกเห็นดอกของเปราะผาสุก พบว่าลักษณะดอกคล้ายคลึงกับดอกของเปราะราตรีเป็นอย่างมาก แต่เมื่อสังเกตเวลาการบานของดอกแล้ว กลับกลายเป็นว่าดอกของเปราะผาสุกนั้นบานตอนเช้า ตรงกันข้ามกับเปราะราตรี นอกจากนี้ ลำต้นเทียมของเปราะผาสุกมีลักษณะที่เฉพาะตัว กล่าวคือลำต้นใต้ดินเพียงเหง้าเดียวสามารถสร้างลำต้นเทียมได้หลายต้น แตกต่างจากดอกดินสกุลเปราะชนิดอื่นที่ลำต้นใต้ดิน 1 เหง้าจะมีลำต้นเทียมเพียง 1 ต้นหรือ 2 ต้นเท่านั้น

จากการสำรวจในหลากหลายพื้นที่พบว่า ดอกดินสกุลเปราะชนิดนี้เป็นพืชหายากและเฉพาะถิ่น (endemic species) พบในพื้นที่จำกัดเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทยเท่านั้น เบื้องต้นจึงสันนิษฐานว่า อาจเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก และเมื่อตรวจสอบขนาดจีโนมอย่างละเอียด พบว่าเปราะผาสุกมีขนาดจีโนมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนจากดอกดินที่มีลักษณะใกล้เคียง จึงนำไปสู่กระบวนการการระบุเป็นชนิดใหม่ตามที่สันนิษฐานไว้ และระบุชื่อวิทยาศาสตร์เป็น “Kaempferia caespitosa Noppornch. & Jenjitt.” ซึ่งมาจากคำว่า “caespitose” แปลว่า การแตกกอแบบกระจุก

พืชชนิดใหม่, ดอกดิน, ดอกดินอรุณรุ่ง, ดอกเปราะผาสุก
เปราะผาสุกที่เพาะเลี้ยงในกระถาง ซึ่งดูแลโดยสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

สำหรับการศึกษาในอนาคต เนื่องจากดอกของดอกดินอรุณรุ่งมีระยะเวลาการบานที่สั้นมากเมื่อเทียบกับดอกดินสกุลเปราะชนิดอื่นๆ แต่ในธรรมชาติดอกดินชนิดนี้กลับผลิตเมล็ดจำนวนมากอย่างน่าแปลกใจ จากการสังเกตชีพลักษณ์การบานของดอกพบว่า มีแมลงกลุ่มผึ้งมาปฏิสัมพันธ์ด้วย ณัฐพลจึงอยากศึกษาเพิ่มเติมเรื่องแมลงผสมเกสร

นอกจากนี้ การศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับสีของดอกที่เปลี่ยนเป็นสีสนิมเมื่อเหี่ยวก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ส่วนเปราะผาสุกเขาตั้งใจจะศึกษาเรื่องแมลงผสมเกสรเพิ่มเติมเช่นกัน ซึ่งจากการสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับแมลงที่มามีปฏิสัมพันธ์กับดอกดินสกุลเปราะที่มีดอกสีขาว พบเพียงผีเสื้อกลางคืนเท่านั้น แต่ยังขาดข้อมูลแมลงผสมเกสรของเปราะผาสุกซึ่งบานช่วงเช้า โดยสรุปแล้ว เขาสนใจศึกษาด้านชีววิทยาการถ่ายละอองเรณู เน้นศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างแมลงผสมเกสรกับดอกดินสกุลเปราะกลุ่มดอกสีขาว รวมถึงดอกดินอรุณรุ่ง นอกจากนี้ยังวางแผนศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างชนิดเพื่อตรวจสอบความหลากหลายทางพันธุกรรม และขอบเขตชนิดของพืชกลุ่มดอกดินสกุลเปราะในประเทศไทย โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลระดับ DNA และโครโมโซม ร่วมกับลักษณะทางสัณฐานวิทยาต่อไปในอนาคต

เรื่อง: ปัณณพร แซ่แพ นักประชาสัมพันธ์ งานสื่อสารองค์กร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพถ่าย: ณัฐพล นพพรเจริญกุล นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: โครงการซ่อมแซมโพรงรังเพิ่มประชากรนกเงือกในพื้นที่ป่าฮาลา-บาลา

ฮาลา, บาลา, นกเงือก, โพรงรัง, รังนกเงือก, ธรรมชาติเมืองไทย

เรื่องแนะนำ

มหาสมุทรโลกสามารถถูกฟื้นฟูให้กลับไปรุ่งเรืองได้ภายใน 30 ปี

บทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์รายงานว่ามีการฟื้นฟูของบรรดาสัตว์ทะเลมากขึ้นใน  มหาสมุทร หลายแห่งทั่วโลก แต่ยังคงต้องพยายามกันอย่างหนักต่อไป ความรุ่งโรจน์แห่งท้องทะเลโลกจะกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งภายในยุคสมัยนี้ จากบทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่รายงานว่ามีการกลับมาของสิ่งมีชีวิตทางทะเลหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวาฬหลังค่อมไปจนถึงช้างน้ำในสหรัฐอเมริกา และเต่าตนุในญี่ปุ่น แม้จะมีการทำประมงเกินขนาด ปัญหามลพิษ และชายฝั่งถูกกัดเซาะ และมนุษยชาติมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายต่อมหาสมุมรและถิ่นที่อยู่อาศัยทางทะเลมานานนับทศวรรษ แต่โครงการอนุรักษ์ทั้งหลายก็ประสบความสำเร็จ เห็นได้จากยังมีพื้นที่ทางทะเลที่ได้รับการฟื้นฟูแม้จะเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าขณะนี้เราสามารถสร้าง ‘การกำเนิดใหม่ของท้องทะเล’ ภายในปี 2050 โดยการสนับสนุนจากกิจการที่คนทั้งโลกต้องพึ่งพา ไม่ว่าจะเป็นกิจการอาหาร ไปจนถึงกิจกรรมปกป้องชายฝั่งเพื่อเสถียรภาพแห่งสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม ยังมีความต้องการในการดำเนินการอนุรักษ์ต่างๆ ต่อไปรวมไปถึงการปกป้องพื้นที่ซึ่งโอบล้อมมหาสมุทร การทำประมงที่ยั่งยืน และการควบคุมมลพิษ เป็นต้น โดยนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าจะต้องใช้เงินนับพันล้านดอลลาร์ต่อปี (ราว 32,000 ล้านบาท) แต่จะให้ผลตอบแทนที่มากถึง 10 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดการวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นเพื่อปกป้องทะเลจากปรากฏการณ์ทะเลกรด (Ocean Acidification) ซึ่งจะก่อให้เกิดการสูญเสียออกซิเจนและปะการัง แต่มีข่าวดีคือ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า มีการับรู้ถึงความสามารถของพื้นที่ที่อยู่อาศัยชายฝั่งทะเล เช่นป่าชายเลนและบ่อเกลือชายฝั่งทะเล ที่สามารถดูดซึมเอาคาร์บอนไดออกไซด์และเสริมความแข็งแกร่งให้แนวชายฝั่ง ซึ่งสามารถรับมือปัญหาระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ศาสตราจารย์ คัลลัม โรเบิร์ต แห่งมหาวิทยาลัยยอร์ก หนึ่งในทีมนักวิจัยนานาชาติที่ออกบทวิคราะห์ กล่าวว่า ปัญหาการทำประมงเกินขนาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้รรุนแรงขึ้น แต่ก็ยังมีความหวังในวิทยาศาสตร์ที่ใช้ฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้ได้ โดยหนึ่งในข้อความสำคัญของบทวิเคราะห์นี้คือ ถ้าคุณหยุดสังหารสัตว์ทะเลและปกป้องมันเอาไว้ […]

กลไกเบื้องหลัง ตั๊กแตน ระบาด

สำนักข่าวในประเทศลาวรายงานการระบาดของฝูง ตั๊กแตน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยในเนื้อหารายงาน ความเสียของพืชผลทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ช่วงก่อนหน้านั้น สื่อหลายแห่งรายงานข่าวการระบาดของแมลงในประเทศอินเดียเช่นกัน หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า จากอินเดียแมลงบินข้ามพรมแดนไประบาดในประเทศลาวได้อย่างไร จากกรณีดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญพบว่า “ตั๊กแตน ที่ระบาดในประเทศลาวและอินเดียเป็นคนละชนิดพันธุ์” ศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวและอธิบายว่า “ตั๊กแตนที่ระบาดในประเทศลาวคือตั๊กแตนไผ่ (Yellow-spined bamboo locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Ceracris kiangsu) ส่วนที่พบระบาดในอินเดียคือ ตั๊กแตนทะเลทราย (Desert locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Schistocerca gregaria)” สำหรับวงจรชีวิตของของตั๊กแตนไผ่จะแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะวางไข่ใต้ผิวดินในช่วงเดือน มกราคม-เมษายน ระยะตัวอ่อน (46 – 69 วัน) ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ระยะตัวเต็มวัย (40 วัน) ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และระยะไข่ในช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม ซึ่งมีรายงานพบว่า ตั๊กแตนชนิดนี้วางไข่บริเวณใต้ผิวดินจำนวนมาก โดยไข่จะฟักในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง […]

สำรวจโลก : บันทึกภาคสนาม

บนเส้นทางของเต่าทะเล เรื่อง มารีอานา ฟูเอนเตส การยกเต่าทะเลหนักหลายสิบกิโลกรัมขึ้นเรือไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นั่นคือสิ่งที่มารีอานา ฟูเอนเตส นักชีววิทยาทางทะเลเชิงอนุรักษ์ทำเพื่อช่วยเหลือสัตว์เลื้อยคลานใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้ เต่าทะเลอาศัยอยู่ในน่านนํ้าอุ่นทั่วโลก ตอนนี้ ฟูเอนเตสพุ่งเป้าไปที่ประเทศหมู่เกาะ อย่างบาฮามาส ที่ซึ่งรัฐบาลประกาศกันพื้นที่ในทะเลร้อยละ 20 ของประเทศให้เป็นเขตคุ้มครอง เต่าทะเลไม่ใช่สัตว์ชนิดแรกที่ฟูเอนเตสหลง รัก “ตอนแรกฉันอยากศึกษากระเบนราหูค่ะ” เธอบอกพลางนึกถึงความหลังเมื่อครั้งที่ได้ ใกล้ชิดกับกระเบนราหูตัวหนึ่ง ในขณะเป็น นักศึกษาฝึกงานในบราซิล ฟูเอนเตสเริ่มหันมาสนใจเต่าทะเลซึ่งอาจมีอายุยืนได้กว่าร้อยปี “ความจริงที่ว่าพวกมันคือผู้รอดชีวิต ทำให้ฉันอยากอนุรักษ์พวกมันไว้” ฟูเอนเตสบอก   แผนภูมิจุดบนยักษ์แห่งท้องทะเล เรื่อง แบรด นอร์แมน ฉลามวาฬเป็นสัตว์ทะเลที่ได้ชื่อว่าลี้ลับที่สุดชนิดหนึ่ง แต่แบรด นอร์แมน นักชีววิทยาทางทะเลชาวออสเตรเลีย ใช้เวลาเกือบ 25 ปี ค่อยๆ เผยความลับของพวกมันทีละน้อย ลวดลายที่คล้ายกลุ่มดาวบนผิวหนังของฉลามวาฬเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวคล้ายกับลายนิ้วมือของมนุษย์ ด้วยสิ่งนี้ นอร์แมนได้ให้ความช่วยเหลือผู้เชี่ยวชาญโดยใช้อัลกอริทึมทางดาราศาสตร์ในการพัฒนาเครื่องมือค้นหา เพื่อสแกนและระบุอัตลักษณ์ของฉลามวาฬแต่ละตัว นำไปสู่องค์ความรู้ในการติดตามฝูงฉลามวาฬและการอนุรักษ์ นอร์แมนผู้ได้รับรางวัลโรเล็กซ์เอนเทอร์ไพรส์ (Rolex Awards for Enterprise) มุ่งมั่นทำงานเพื่อผลักดันให้ฉลามวาฬได้รับการบรรจุเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เขาพูดถึงความพยายามในการคลี่คลายความลับเกี่ยวกับการอพยพของพวกมัน ว่า “เราหวังจะพบกุญแจไขปริศนาข้อใหญ่ที่สุด นั่นคือ […]

Explorer Awards 2019 : ศศิน เฉลิมลาภ

จากนักวิชาการที่วิเคราะห์สาเหตุการเกิดอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2554 อย่างเข้าใจง่าย ถึงนักรณรงค์เคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ด้วยการเดินเท้า 388 กิโลเมตรจนส่งแรงกระเพื่อมไปถึงสังคม และนักอนุรักษ์แถวหน้าที่ออกมาเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายในการจัดการปัญหาลักลอบล่าสัตว์อย่างจริงจังและไม่เลือกปฏิบัติ ดังกรณีเสือดำแห่งทุ่งใหญ่นเรศวร พูดคุยกับ ศศิน เฉลิมลาภ ผู้รับรางวัล National Geographic Thailand Explorer Awards 2019