โซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริด ของ กฟผ. คืออะไรและมีข้อดีกว่าระบบปกติอย่างไร

โซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริด โดย กฟผ.

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. กำลังดำเนินโครงการก่อสร้าง โซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริด เขื่อนสิรินธรใหญ่ที่สุดในโลก ล่าสุดคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 80 พร้อมเร่งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้ครบ 7 ชุดตามแผน คาดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้กลางปี 2564 เพื่อเสริมความมั่นคงพลังงานสะอาดของประเทศไทย และเตรียมผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดอุบลราชธานี

พลังงานหมุนเวียนนับเป็นพลังงานสะอาดจากธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ โดยเฉพาะการนำพลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้า เนื่องจากเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่พลังงานเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดในการนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าที่ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น โซลาร์เซลล์จะผลิตไฟฟ้าได้ก็ต่อเมื่อมีแสงแดด และต้องมีความเข้มแสงที่เหมาะสมเท่านั้น จากข้อจำกัดดังกล่าวจึงส่งผลให้ยังไม่สามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น ๆ มาเป็นแหล่งพลงงานหลักสำหรับผลิตไฟฟ้าได้เมื่อเทียบกับพลังงานจากฟอสซิล และทำให้เกิดนวัตกรรม โซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริด

โซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริด, เขื่อนสิรินธร, อุบลราชธานี, กฟผ, พลังงานสะอาด, พลังงานหมุนเวียน, พลังงานทางเลือก, พลังงานไฟฟ้า, การผลิตไฟฟ้า, โซลาร์เซลล์

ในวันนี้ ประเทศไทยได้นำโซลาร์เซลล์มาติดตั้งบนผิวน้ำ ซึ่งนอกจากจะมีข้อดีในการลดการใช้พื้นที่บนบกแล้ว ยังนำระบบไฮบริดมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าการติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร หรือ Hydro-floating Solar Hybrid เป็นโครงการนำร่องแห่งแรกของ กฟผ. ที่นำพลังงานหมุนเวียนสองประเภทจาก “พลังงานแสงอาทิตย์” และ “พลังน้ำ” มาผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน หรือเรียกว่าระบบไฮบริด เพื่อลดข้อจำกัดของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่การผลิตไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ

“เมื่อดำเนินการก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ ระบบไฮบริดมีขนาดกำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ ถือเป็นโครงการโซลาร์เซลล์ทุ่นลอยน้ำแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ฉัตรชัย มาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวและเสริมว่า “โดยโครงการ ฯ มีแผนจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม 2563 ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2561-2580 (PDP2018)”

โซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริด, เขื่อนสิรินธร, อุบลราชธานี, กฟผ, พลังงานสะอาด, พลังงานหมุนเวียน, พลังงานทางเลือก, พลังงานไฟฟ้า, การผลิตไฟฟ้า, โซลาร์เซลล์

โซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริด, เขื่อนสิรินธร, อุบลราชธานี, กฟผ, พลังงานสะอาด, พลังงานหมุนเวียน, พลังงานทางเลือก, พลังงานไฟฟ้า, การผลิตไฟฟ้า, โซลาร์เซลล์

โครงการ ฯ มีขอบเขตพื้นที่ประมาณ 760 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนพื้นที่ผิวน้ำไม่ถึงร้อยละ 1 ของพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมด โดยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนทุ่นลอยน้ำและอุปกรณ์ต่างๆ บนพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 450 ไร่ ซึ่งแผงโซลาร์เซลล์เป็นชนิดดับเบิลกลาส (Double Glass) สามารถทนต่อความชื้นสูงได้ดี ทำให้ไม่มีสิ่งปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ

นอกจากนี้ ได้ติดตั้งทุ่นลอยน้ำชนิด HDPE (High Density Polyethylene) ซึ่งเป็นวัสดุชนิดเดียวกับท่อส่งน้ำประปา จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำ โครงการแห่งนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้ประมาณ 47,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นพื้นที่ป่าประมาณ 37,600 ไร่

“กฟผ. ยังร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี พัฒนาโครงการนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญของจังหวัด โดยก่อสร้างเส้นทางเดินชมธรรมชาติ (Nature Walkway) ความยาว 415 เมตร เพื่อให้ประชาชนได้เดินชมความสวยงามของทิวทัศน์ได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมให้ธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดกลับมาคึกคัก ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย” ฉัตรชัยกล่าว

โซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริด, เขื่อนสิรินธร, อุบลราชธานี, กฟผ, พลังงานสะอาด, พลังงานหมุนเวียน, พลังงานทางเลือก, พลังงานไฟฟ้า, การผลิตไฟฟ้า, โซลาร์เซลล์

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร นอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว ยังสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งศึกษาดูงานด้านพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน จากโซลาร์เซลล์ทุ่นลอยน้ำ – พลังงานน้ำแห่งใหม่ และใหญ่ที่สุดในโลก ให้กับนักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไป ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศได้อีกด้วย

เขื่อนสิรินธร, อุบลราชธานี, กฟผ, พลังงานสะอาด, พลังงานหมุนเวียน, พลังงานทางเลือก, พลังงานไฟฟ้า, การผลิตไฟฟ้า, โซลาร์เซลล์

นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธรยังนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 2 ช่วง ทั้งระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้า และระหว่างการผลิตไฟฟ้า โดยชุมชนสามารถนำเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาท้องถิ่นในด้านต่างๆ เช่น ด้านคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจชุมชน การเกษตร การศึกษา ด้านสุขภาพ รวมถึงพัฒนาด้านอาชีพของชุมชน ตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนด

ในส่วนความกังวลเรื่องความขัดแย้งกับชุมชน โครงการฯ ได้เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดย กฟผ. ได้ลงพื้นที่แนะนำโครงการให้กับหน่วยงานราชการ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ พร้อมรับฟังความคิดเห็น และประเด็นข้อห่วงกังวล ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมในเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ และร่วมให้ข้อเสนอแนะแล้ว เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา

ในอนาคต กฟผ. เตรียมแผนพัฒนาดำเนินโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำระบบไฮบริดบริเวณเขื่อนอื่น ๆ ของ กฟผ. อีกหลายแห่งอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมุ่งมั่นพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดด้านพลังงาน พร้อมสร้างเสถียรภาพให้กับพลังงานหมุนเวียน และยังให้คนไทยได้ใช้กระแสไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

ภาพถ่ายและภาพประกอบ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)


ขอขอบคุณ

ฉัตรชัย มาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานหมุนเวียน
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เกาะยาวน้อยและเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ใช้พลังงานแสงอาทิตย์หล่อเลี้ยงผู้คนได้อย่างไร

เรื่องแนะนำ

เทรนด์วัสดุทดแทนจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กที่ขับเคลื่อนโลกสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

จากเทรนด์วัสดุทดแทน สู่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หนทางในการขับเคลื่อนโลกรูปแบบใหม่ที่มนุษยชาติกำลังมุ่งไป ปี 2020 โลกเผชิญภัยพิบัติที่รุนแรงที่สุด ตั้งแต่การตรวจพบคลื่นความร้อนในทวีปแอนตาร์กติกาพื้นที่ที่ควรจะหนาวเย็นที่สุดในโลก รวมถึงการถล่มลงของธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในกรีนแลนด์ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มระดับสูงขึ้นทั่วโลก การเพิ่มขึ้นของกองทัพตั๊กแตนที่บุกทำลายพื้นที่เกษตรกรรมในทวีปแอฟริกาตะวันออกและเอเชีย ซึ่งการระบาดครั้งใหญ่ของฝูงตั๊กแตนนี้ ได้นำพามาซึ่งวิกฤตการขาดแคลนอาหารครั้งสำคัญ การมาถึงของพายุไซโคลนที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปีของอินเดียและบังคลาเทศ ซึ่งมีความเร็วลมสูงถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัดถล่มสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเรือนและผู้คนจำนวนมาก มาจนถึงไฟป่าในออสเตรเลียที่เผาผลาญผืนป่าไปกว่า 30 ล้านไร่ และไฟป่าในสหรัฐอเมริกาที่ลุกลามกินพื้นที่ไปกว่า 5 ล้านไร่ สัตว์ป่าหลายล้านตัวต้องสังเวยชีวิตไปในเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อม ๆ กับปัญหาเขม่าควันที่ปกคลุมท้องฟ้าจนเป็นม่านหมอกทึบ และล่าสุดกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน 11 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้ได้รับผลกระทบหลายแสนคน ซึ่งนับเป็นอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ทั้งหมดนี้คือตัวบ่งชี้ว่าโลกของเรามีสุขภาพที่แย่ลงจากการเสียสมดุลของสภาพแวดล้อม ภัยพิบัติที่เล่าไปข้างต้น เกิดขึ้นจากการสะสมต้นตอปัญหามาตลอดหลายศตวรรษ นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทุก ๆ ปีเราใช้ทรัพยากรบนโลกมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะสร้างทดแทนขึ้นมาใหม่ได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงเกินขนาด รวมถึงเปลี่ยนป่าทั่วโลกให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสาเหตุของการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าที่ระบบนิเวศจะดูดซับไหว ดังนั้นในการขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า เราจะใช้วิธีการแบบเดิม ๆ ที่เป็นมาไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเศรษฐกิจรูปแบบเดิมที่หัวใจหลักมุ่งเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรเพื่อผลิตสินค้า แล้วจบลงด้วยการสร้างขยะมหาศาล เห็นได้จากในแต่ละวัน เรามีขยะมูลฝอยมากกว่า 3.5 ล้านตัน […]

ฤดูหนาว : มนตร์สะกดแห่งแดนหนาวเหน็บ

ความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจมีอะไรน่าดึงดูดอย่างนั้นหรือ ต่อไปนี้คือเรื่องราวของนักเขียนผู้หลงใหลในแดนเหน็บหนาว "จากการฝ่าน้ำแข็งทะเลอาร์กติกในเรือตัดน้ำแข็ง ถึงการต้านพายุกระหน่ำในแอนตาร์กติกา จากการพักแรมในกระท่อมที่อะแลสกาถึงการไปยืนอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ  เหตุการณ์สำคัญส่วนใหญ่ในชีวิตผมล้วนเกี่ยวข้องกับความหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่ผมรู้สึกว่าเป็นบ้านมากที่สุด เป็นที่ที่ผมเลือกใช้ชีวิตและตั้งตาคอยที่จะได้ไปเยี่ยมเยือน และเป็นถิ่นที่ผมต้องกลับไปเสมอ"

ศศิน​ เฉลิมลาภ : Sixth Extinction หมุดหมายต่อไปของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

เรากำลังก้าวสู่การสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ 6 ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่โลกถือกำเนิดขึ้น และสาเหตุหลักมาจากร่องรอยการกระทำของมนุษย์ในช่วงไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมา ในช่วงที่โลกยังคงชะงักกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื่อโควิด-19 ที่ดูเหมือนจะยังไม่สิ้นสุดลงง่าย ๆ นักวิชาการ นักอนุรักษ์และนักกิจกรรมทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการ หาหนทางเตรียมรับมือกับคลื่นยักษ์ที่ใหญ่กว่าโควิด-19 ซึ่งก่อตัวมานานนับศตวรรษและเตรียมถาโถมสู่มนุษยชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่พ่วงมาพร้อมหายนะลูกโซ่อีกนับไม่ถ้วน และหนึ่งในมหันตภัยรุนแรงที่สุดที่มนุษย์จะต้องเผชิญในอนาคต คือการสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ 6 (Sixth Extinction) เมื่อพูดคำว่าสูญพันธุ์ ไม่แปลกหากคนเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้อย่างไม่ขาดพร่องจะรู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องที่ไกลตัว ทั้งที่จริงความหลากหลายทางชีวภาพ คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตรวมถึงมนุษย์ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกตั้งแต่พืชพรรณ สัตว์น้อยใหญ่ รวมไปจนถึงเชื้อรา ล้วนดำรงอยู่อย่างเกื้อกูลกันเป็นโครงข่ายห่วงโซ่อาหารที่ค้ำจุนกันเป็นระบบนิเวศ ดังนั้น แม้จะเป็นการหายไปของสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด ก็สามารถสร้างความล่มสลายให้กับระบบนิเวศได้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ชวนคุณอ่านบทสนทนาครั้งล่าสุดกับ ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ถึงความน่ากังวลของการสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ 6 และหมุดหมายใหม่ในฐานะองค์กรสื่อสารอนุรักษ์ ที่จะสร้างความตระหนักและการปฏิบัติเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเรื่องสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย 30 ปี มูลนิธิสืบฯ (บทสัมภาษณ์เมื่อปี 2020) ศศินอธิบายโดยอ้างอิงจากสถานการณ์ปัจจุบันว่า ก่อนการมาถึงของโควิด 19 วิกฤติการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดของคนรุ่นปัจจุบัน คือสงครามโลกครั้งที่  2 “คนรุ่นสุดท้ายที่ยังมีชีวิตและทันเห็นความแร้นแค้นของสภาวะหลังสงคราม […]

ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว : ระเบิดเวลาใต้แผ่นดินอาร์กติก

ในทางภูมิศาสตร์ อาร์กติกกำลังหลอมละลายชนิดชั่วข้ามคืน และยังปลดปล่อยคาร์บอนมหาศาลที่ถูกกักเก็บอยู่ใต้ดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) นานนับพันปีออกมา เมื่อก๊าซเข้าสู่บรรยากาศในรูปมีเทนหรือคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนจะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเร็วขึ้น