ขาลงของน้ำมัน ขาขึ้นของ พลังงานหมุนเวียน : COVID-19 กับผลต่อพลังงานโลก

ขาลงของน้ำมัน ขาขึ้นของ พลังงานหมุนเวียน : COVID-19 กับผลต่อการใช้พลังงานโลก

พลังงานหมุนเวียน จะเป็นพลังงานที่ยืนหยัดท่ามกลางภาวะช็อกของพลังงานโลกในรอบ 70 ปีที่เกิดขึ้นเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา

ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency : IEA) กล่าวว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 อาจเป็นสิ่งที่กำจัดความต้องการพลังงานฟอสซิลของโลก เนื่องจากมันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความต้องการพลังงานลดลงถึง 7 เท่า เมื่อเทียบกับตอนวิกฤติการเงินระดับโลก

โดยการเพิ่มขึ้นของ พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการลดลงของความต้องการพลังงานฟอสซิล หมายความว่าพลังงานไฟฟ้าสะอาดจะมีบทบาทมากที่สุดในระบบพลังงานโลกของปีนี้ และจะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของการปล่อนคาร์บอนในระดับโลกในรอบทศวรรษ

Fatih Birol ผู้อำนวยการบริหารของ IEA กล่าวว่า การลดลงของความต้องการในพลังงานหลัก (major fuels) นั้นน่าประหลาดใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ โดยมีแต่พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่การใช้ไฟฟ้าลดลงอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน

มีการคาดการณ์ว่าพลังงานหมุนเวียนจะเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ในปีนี้ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30 ของความต้องการพลังงานไฟฟ้าของโลกที่ลดลง โดยการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนท่ามกลางวิกฤตนี้อาจทำให้บริษัทพลังงานฟอสซิลเปลี่ยนเป้าหมายไปยังพลังงานสะอาดมากขึ้น Birol กล่าว แต่บรรดารัฐบาลต้องรวมเอานโยบายพลังงานสะอาดเป็นหัวใจหลักในแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อการฟื้นฟูที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

“มันยังเร็วไปที่จะตัดสินถึงผลกระทบในระยะยาว” Birol กล่าวและเสริมว่า “แต่อุตสาหกรรมพลังงานที่อยู่มาได้ในวิกฤตนี้จะเปลี่ยนแปลงจากที่เคยเป็นอย่างยิ่ง”

ความสำเร็จของพลังงานหมุนเวียนท่ามกลางความต้องการพลังงานที่ลดลงเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ซึ่งรวมไปถึงต้นทุนการจัดการที่ต่ำ รวมไปถึงโครงการการใช้พลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปี 2019 และต้นปี 2020

นอกจากนี้ ผลกระทบที่เกิดจากไวรัสโคโรนากระตุ้นให้เกิดวิกฤตสินค้าพลังงานฟอสซิลซึ่งรวมไปถึงปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำด้วยเช่นกัน

ความพยายามในหลายแห่งของโลกที่ต้องการงับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้นำมาซึ่งมาตรการจำกัดการเดินทาง และเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้จะทำให้ความเกิดต้องการน้ำมันที่ลดลงในรอบ 25 ปี

“อุตสาหกรรมพลังงานไม่เคยพบเจอสิ่งที่เกิดเช่นในปี 2020 มาก่อน” IEA กล่าว โดยรายงานที่ออกมาเมื่อต้นเดือนเมษายนระบุว่า ราคาน้ำมันลดลงถึงร้อยละ 75 นับตั้งแต่ช่วงต้นปี และผู้บริษัทน้ำมันต้องสูญเงินไปในทุกบาร์เรลที่พวกเขาผลิต

ในส่วนของความต้องการใช้แก๊ส ก็มีการคาดว่าจะลดลงร้อยละ 5 เป็นการดิ่งลงของความต้องการแก๊สนับตั้งแต่ที่แก๊สเริ่มมีการใช้ในฐานะแหล่งพลังงานชนิดหนึ่งในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ผ่านมา

ด้านความต้องการถ่านหินก็ลดลงไปร้อยละ 8 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2019 ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

โดย IEA ได้ใช้ข้อมูลทุกประเทศในทุกหน่วยพลังงานเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของโรคระบาดที่มีต่อโลก

และพบว่าความต้องการพลังงานโลกลดลงไปร้อยละ 6 ในปีนี้ ซึ่งเท่ากับการสูญเสียความต้องการพลังงานทั้งหมดในอินเดีย ประเทศที่บริโภคพลังงานมากเป็นอันดับ 3 ของโลก หรือความต้องการพลังงานของฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสหราชอาณาจักรรวมกัน

พลังงานหมุนเวียน, โซลาร์เซลล์ผลกระทบจากโรคระบาดได้ส่งผลต่อการใช้พลังงานในเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งคาดว่าความต้องการจะลดลงร้อยละ 11 ทั่วสหภาพยุโรป และร้อยละ 9 ทั่วสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดการลดลงของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 3 พันล้านตัน ซึ่งเป็นการลดลงที่มากที่สุดในทุกวิกฤตทางการเงินที่เกิดรวมกันนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม IEA กล่าวว่าการลดลงครั้งใหญ่นี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้คงอยู่ตลอดไป

Birol กล่าวว่า “อันเนื่องมาจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของผู้คน และบาดแผลทางวิกฤตเศรษฐกิจ การลดลงของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าดีใจเลย”

“ถ้าผลกระทบหลังเหตุการณ์วิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2008 คือสิ่งที่เราต้องอยู่ร่วมกับมัน ในไม่ช้านี้เราก็จะได้เห็นผลสะท้อนกลับ (ในทางตรงกันข้าม) เมื่อสภาพเศรษฐกิจดีขึ้นหลังวิกฤต แต่บรรดารัฐบาลสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งนี้โดยการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี ไฮโดรเจน และการดักจับคาร์บอนเป็นหัวใจสำคัญในฟื้นฟูเศรษฐกิจ”

“การลงทุนในสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างงาน ทำให้เศรษฐกิจมีการแข่งขัน และทำให้อนาคตของโลกเป็นเรื่องของพลังงานสะอาดมากขึ้น” เขากล่าว

แหล่งข้อมูล

Climate crisis: Coronavirus causing collapse in demand for fossil fuels while renewables make major gains, according to major global report

Covid-19 crisis will wipe out demand for fossil fuels, says IEA


อ่านเพิ่มเติม เชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel)

เรื่องแนะนำ

ลูกเพนกวินนับพันตัวกำลังหายไปเพราะแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาละลาย

ลูก เพนกวินจักรพรรดิ นับพันตัวต้องจมน้ำไปหลังจากที่แผ่นน้ำแข็งที่พวกมันเติบโตมาละลายเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal Antarctic Science เปิดเผยว่า นิคมที่อยู่อาศัยของ เพนเกวินจักรพรรดิ ที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกกำลังละลาย พร้อมกับลูกนกเพนเกวินที่หายไปหลังจากแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาเริ่มแตกกระจาย หลังจากหายนะการพังทลายของแผ่นน้ำแข็ง Halley Bay ซึ่งเคยเป็นนิคมที่อยู่อาศัยของเพนกวินจักรพรรดิที่ใหญ่ที่สุดในปี 2016 ก็ไม่พบว่ามีนกเพนกวินขยายพันธุ์ในพื้นที่ตรงนั้นอีก นอกจากนี้ หลังจากผ่านมา 3 ปี นกเพนกวินเหล่านี้ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ในการสร้างประชากรขึ้นมาใหม่อีกครั้งเช่นกัน โดยปกติแล้ว เพนกวินจักรพรรดิ ราว 15,000-24,000 คู่ จะไปยังจุดผสมพันธุ์ที่ Halley Bay ซึ่งคิดเป็นจำนวนร้อยละ 5-9 ของจำนวนเพนกวินทั้งโลก แต่ทว่าในปัจจุบัน ไม่มีเพนกวินจักรพรรดิไปที่นั่นอีกแล้ว ตามคำกล่าวของนักเหล่าวิทยาศาสตร์จาก British Antarcic Survey ซึ่งพวกเขาค้นพบปรากฏการณ์น่าเศร้านี้จากภาพถ่ายทางอากาศเพื่อสำรวจประชากรเพนกวิน “ผมไม่เคยเห็นความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ของเพนกวินแบบนี้มา 60 ปีแล้ว” ฟิล ทราธาน หัวหน้านักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ (conservation biology) ของ British Antarcic Survey ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยนี้ […]

ทางแพร่งของปากบารา

ที่จังหวัดสตูล บริเวณปากแม่น้ำที่มีชื่อเรียกว่า "ปากบารา" หนึ่งในระบบนิเวศ และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย กำลังเผชิญกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึก ปากบารามีคุณค่ามากพอที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่สถานที่แห่งนี้กำลังอยู่ระหว่างทางแพร่งอันตราย ที่ซึ่งอนาคตยังเป็นเรื่องไม่แน่นอน

สัตว์ป่าในบางกอก

สัตว์ป่า ในบางกอก จากหลักฐานคำบอกเล่าและบันทึกของชาวต่างชาติ เช่น สังฆราชฌอง บัปติสตา ปาลเลอกัวซ์ บาทหลวงคาทอลิกชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามายังกรุงสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวถึงกรุงเทพฯ หรือบางกอกในยุคนั้นว่าเคยมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมและมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์  ภายในเวลาสองศตวรรษถึงราว 50 ปีที่ผ่านมา บริเวณที่เป็นเมืองหลวงของเรายังเคยมีจระเข้ชุกชุม มีโขลงช้างป่าออกมาหากินในทุ่งราบ ชาวบ้านยังล่ากวาง มีนกขนาดใหญ่อย่างกระเรียนพันธุ์ไทยและอีแร้ง เสือปลา นาก และอื่นๆ  ก่อนจะค่อยๆ หายไปในเวลาต่อมาจากเนื่องจากการล่าและการขยายตัวของชุมชน  ปัจจุบันเริ่มมีข่าวคราวการพบสัตว์บางชนิดตามธรรมชาติในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว เช่น นากใหญ่ขนเรียบ วาฬบรูด้า และลิงแสม ชมภาพจำลองของสัตว์ป่าในบางกอกเมื่อครั้งอดีตได้ ที่นี่    หมายเหตุ : ภาพสัตว์ป่าในบางกอกพัฒนาจากข้อมูลและภาพสไลด์ชุด “Rewilding Bangkok ฟื้นชีวิตป่าเมืองกรุง” โดย ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ มูลนิธิโลกสีเขียว   อ่านเพิ่มเติม : ไพร่ฟ้าสามัญชน, ย้อนรอยสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทย ใน National Geographic