สามีภรรยาบริจาคที่ดิน 6 ล้านไร่ เพื่อพลิกฟื้นผืนป่าเป็นอุทยานแห่งชาติทั่วอเมริกาใต้

สามีภรรยาบริจาคที่ดิน 6 ล้านไร่ เพื่อพลิกฟื้นผืนป่าเป็นอุทยานแห่งชาติทั่วอเมริกาใต้

สองสามีภรรยานักวิสาหกิจชาวอเมริกันมีความฝันอย่างหนึ่ง นั่นคือ พวกเขาจะซื้อที่ดินหกล้านไร่ในชิลีและอาร์เจนตินา แล้วบริจาคให้เป็น อุทยานแห่งชาติ ใหม่ๆ

ย้อนหลังไปเมื่อปี 1991 ดั๊ก ทอมป์กินส์ ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ ซื้อบ้านไร่ผุพังในภูมิภาคทะเลสาบของชิลี ประเทศที่เขามาเยือนสมัยยังหนุ่มในฐานะนักสกีและนักปีนเขาพเนจรช่วงต้นทศวรรษ 1960 ต่อมาในทศวรรษเดียวกัน เขากับภรรยาคนแรกเปิดบริษัทนอร์ทเฟซ (The North Face) ซึ่งขายอุปกรณ์กลางแจ้ง ก่อนจะขายกิจการไปในราคาไม่เท่าไร

จากนั้นก็เปิดบริษัทเสื้อผ้าที่ประสบความสำเร็จอย่างเอสปรีต์ (Esprit) พอถึงต้นทศวรรษ 1990 เขาก็จัดว่ามีฐานะ หย่ากับภรรยา และเอือมระอากับลัทธิบริโภคนิยมที่ตะกรุมตะกราม ทอมป์กินส์ขายหุ้นที่ถือครองในส่วนของเขาและอำลาโลกธุรกิจ อุทิศชีวิตให้กีฬาสมบุกสมบันอย่างการปีนเขา เล่นสกี และพายเรือคายัก ที่นำพาเขาลงใต้ตั้งแต่ต้น รวมถึงการอนุรักษ์ด้วย

กวานาโกแวะดื่มน้ำที่ลากูนาเซกาในอุทยานแห่งชาติปาตาโกเนียของชิลี อุทยานเนื้อที่ 1.8 ล้านไร่แห่งนี้ประกอบด้วยที่ดินสาธารณะและที่ดินเอกชนที่องค์กรอนุรักษ์ทอมป์กินส์บริจาคให้

แผนการฟื้นฟูพืชพันธุ์พื้นถิ่นในไร่ของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความคิดที่ใหญ่โตและบรรเจิดกว่า เขาก่อตั้งมูลนิธิส่วนบุคคลชื่อกองทุนอนุรักษ์ที่ดิน (Conservation Land Trust) และจัดซื้อที่ดินผ่านมูลนิธิเพื่อผนวกที่ผืนใหญ่สองผืนซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าบริสุทธิ์ นั่นคือปูมาลินเหนือและปูมาลินใต้ โดยมีพื้นที่คั่นกลางอย่างอุยเนย์ที่มหาวิทยาลัยคาทอลิกบัลปาไรโซเป็นเจ้าของและยินดีขายให้

อ่านเเพิ่มเติม: อุทยานแห่งชาติทางทะเล ณ สุดขอบโลก

แต่ผลประโยชน์ทางการเมืองที่เข้มข้น รวมทั้งเอดัวร์โด เฟร รูอิซ-ตาเกล ประธานาธิบดีชิลีในขณะนั้น ทำให้การซื้อขายหยุดชะงัก นั่นคือจุดที่คริส แม็กดิวิตต์ เข้ามา เธอเพิ่งเกษียณจากตำแหน่งซีอีโอของบริษัทเสื้อผ้าปาตาโกเนีย และมาที่นี่พร้อมเงินกับแนวคิดของตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของดั๊ก ทอมป์กินส์ ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อปี 1994

นักชีววิทยา จูเลียโน เปสซี สำรวจสมเสร็จเพศเมียสวมปลอกคอวิทยุและลูกของมัน ที่ปล่อยสู่ป่าในอุทยานอีเบรา โครงการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติหยุดชะงักลงในเวลาต่อมา หลังสมเสร็จห้าตัวตายจากปรสิตภายนอก สมเสร็จหกตัวที่เหลือของอุทยานอยู่ศูนย์กักกันโรค

คริส ทอมป์กินส์ เป็นหญิงร่างเล็กที่ดุดันและชาญฉลาด เธอพูดถึงเรื่องในอดีตได้โดยไม่ฟูมฟาย แน่นอนว่าอุยเนย์จะเชื่อมปูมาลินเป็นผืนเดียว เธอบอก พื้นที่ราวสองแสนไร่นั้นไม่ถือว่าใหญ่เมื่อเทียบกับปูมาลินเหนือหรือใต้ แต่มันคือจุดเชื่อมพื้นที่บนแผ่นดินใหญ่ของชิลีในจุดที่แคบที่สุดจุดหนึ่งของประเทศ จากอ่าวอังกุดถึงเทือกเขาแอนดีส ความพยายามซื้อที่ดินของพวกเขาทำให้เกิดความกังขา การต่อต้าน และความขุ่นเคือง บางคนบอกว่า การกว้านซื้อที่ดินและการปกป้องทั้งหมดนี้ไม่เพียงทำให้พื้นที่เกษตรกรรมเสียไปเปล่าๆ แต่ยังทำให้คนตกงาน และสร้าง “ระบอบศักดินา” ขึ้นในชิลี

ปฏิกิริยาเหล่านี้ดำเนินไปตลอดทศวรรษ 1990 และในช่วงปีแรกๆของศตวรรษนี้ ขณะที่ทั้งคู่ขยายการซื้อที่ดินและการอนุรักษ์ไปยังพื้นที่ส่วนอื่นๆของชิลี (รวมถึงหุบเขาชากาบูโกที่ผมนั่งอยู่กับเธอตอนนี้ด้วย) คนขาวจอมละโมบเหล่านี้เป็นใครกัน พวกเขามีแผนร้ายอะไร พวกเขาคิดจะสร้างที่ทิ้งกากนิวเคลียร์หรือแค่อยากมีที่ดินผืนใหญ่ในชิลีเป็นที่พักผ่อนส่วนตัวเท่านั้น

ลูกนกเรียดาร์วินคู่หนึ่งซึ่งเกิดในศูนย์เพาะพันธุ์ ได้รับอิสระในเขตปรับสภาพที่มันจะพักอยู่ราวหนึ่งถึงสองเดือนก่อนปล่อยสู่อุทยานแห่งชาติปาตาโกเนียในชิลี โครงการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติตั้งเป้าปล่อยนกบินไม่ได้ชนิดนี้ 10 ถึง 20 ตัวต่อปี

อันที่จริง เป้าหมายในปูมาลินของทั้งคู่คือการซื้อที่ดิน ก่อตั้งอุทยาน และคืนให้ชิลี แต่ชิลีไม่มีขนบการบริจาคของเอกชนที่ไม่ใช่โครงการศาสนาและการศึกษา ความใจกว้างเกินหยั่งของคู่สามีภรรยาอเมริกันนี้อย่างดีที่สุดก็ดูเหมือนความพยายายามของคนมักใหญ่ใฝ่สูง หรือแย่ที่สุดก็คือเจตนาร้าย อุยเนย์นั้นอ่อนไหวเป็นพิเศษเพราะแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็แผ่ยาวตลอดแนวชายแดน นักวิจารณ์บอกว่า ถ้าคนขาวเงินหนาได้ที่ดินผืนนี้ไป ประเทศจะถูกแบ่งครึ่ง

“เราถูกคนจงเกลียดจงชังอยู่สี่หรือห้าปีเลยค่ะ” คริส ทอมป์กินส์ บอก “คนคิดว่าเราเป็นพวกลัทธิอะไรสักอย่าง”

ภูเขาไฟกอร์โกบาโดตระหง่านเหนืออุทยานแห่งชาติกอร์โกบาโดในชิลี ดั๊ก ทอมป์กินส์ นักผจญภัยและนักอนุรักษ์ผู้ล่วงลับ พิชิตยอดเขานี้ในทศวรรษ 1990 อุทยานก่อตั้งเมื่อปี 2005 โดยผนวกที่ดินของรัฐเข้ากับที่ดินซึ่งองค์กรอนุรักษ์ทอมป์กินส์และเศรษฐีใจบุญ ปีเตอร์ บั๊กลีย์ บริจาคให้

ตลอดชีวิตแต่งงาน 21 ปี การมีที่ดินกระจายไปทั่ว สารพัดโครงการในชิลีและอาร์เจนตินา  รวมถึงความสนใจอันไม่เคยหยุดหย่อนต่อภูมิทัศน์  ทำให้สองสามีภรรยาใช้เวลามหาศาลบนเครื่องบินส่วนตัวลำเล็กๆ เขาเป็นนักบินที่มีชั่วโมงบิน 15,000 ชั่วโมง เธอเองก็บังคับเครื่องบินบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยมีใบอนุญาตทั้งการนำเครื่องขึ้นหรือลง “นั่นคือตอนที่ฉันมีความสุขที่สุดเวลาบินค่ะ” เธอบอกและเสริมว่า ทั้งคู่มักคิดว่าจะตายด้วยกัน เพราะการกระเด้งกระดอนไปด้วยกันในเครื่องบินเซสนาหรือฮัสกี ท่ามกลางหุบผาชันและยอดเขาต่างๆ ของเทือกเขาแอนดีส

บารูกี เปเรซ ผู้จัดการไร่ หยุดพักหลังล่าสุนัขจิ้งจอกไม่สำเร็จในที่ดินของครอบครัวที่จังหวัดซานตากรูซ สุนัขของเขาเลือดออกเพราะวื่งบนหินคมๆ สุนัขจิ้งจอกและเสือพูม่าเป็นภัยคุกคามแกะ 6,000 ตัวในที่ดินของเขาซึ่งขณะนี้ถูกอุทยานสองแห่งขนาบไว้

แต่การณ์ไม่เป็นแบบนั้น ดั๊กเสียชีวิตจากภาวะตัวเย็นเกินเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปี 2015 โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกอยไอเก เมืองหลวงของภูมิภาค หลังแช่น้ำในทะเลสาบอันเย็นเยียบของชิลีเป็นเวลานาน ในวันโชคร้ายหายนะวันหนึ่งที่คลื่นสูง ลมแรง และหางเสือเรือคายักขัดข้อง เรือคว่ำ คลื่นลมที่แรงจัดทำให้เขากับคู่หู ริก ริดจ์เวย์ นักปีนเขาชื่อดัง เข้าฝั่งไม่ได้ ริดจ์เวย์ได้รับการช่วยเหลือหลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมงและปลอดภัย แต่ดั๊ก ทอมป์กินส์ ไม่โชคดีเช่นนั้น

คริส ทอมป์กินส์ รู้ข่าวทางโทรศัพท์ เป็นข้อความกว้างๆ ว่าเกิดอุบัติเหตุ และอาจมีผู้เสียชีวิต จากนั้น เธอขับรถหกชั่วโมงไปยังโรงพยาบาลที่ยืนยันว่า สามีของเธอเสียชีวิตแล้ว “การที่เขาจากไปเร็วขนาดนั้นก็เหมือนการแต่งงานของเรานั่นละค่ะ” เธอบอก “ความเศร้าโศกเสียใจก็เป็นแค่ความต่อเนื่องของสายสัมพันธ์ที่เรามี” ชีวิตที่ยิ่งแบ่งปันกันมากเท่าไร ก็ยิ่งยังความเสียใจมากเท่านั้น เป็นอย่างนั้นเอง

เพนกวินมาเจลลันยืนมองฝูงกวานาโกเดินผ่านโดยไม่สะทกสะท้านในเขตสงวนปุนตาตมโบริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของอาร์เจนตินา องค์กรอนุรักษ์ทอมป์กินส์เริ่มซื้อที่ดินริมชายฝั่งทางใต้ของเขตสงวนเพื่อทำโครงการอุทยานแห่งชาติทางทะเลชื่อ ปาตาโกเนียอาซูล

หลายปีที่อยู่ด้วยกัน เธอมีชื่อเล่นในการบินสำหรับการสื่อสารทางวิทยุว่า “ปีกาฟลอร์” หรือ “ฮัมมิงเบิร์ด” ในภาษาสเปน ดั๊ก ทอมป์กินส์ ใช้ชื่อ “อากีลา” ที่แปลว่า “เหยี่ยว” แต่ชื่อที่ใกล้ชิดกว่านั้นคือ “โลโล” สำหรับเขาและ “เบิร์ดดี” สำหรับเธอ แต่ถ้าเป็นนก เธอก็เป็นนกโต้คลื่นที่ทนทรหด ไม่ใช่ฮัมมิงเบิร์ด ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอสานต่องานที่ทั้งคู่เริ่มต้นด้วยกันตามลำพังด้วยความมุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิม

“นี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันไม่ตามดั๊กไปค่ะ” เธอบอก โดยหมายถึงการยอมแพ้ หรือการเดินลุยไฟตามสามีที่เสียชีวิต “ฉันนึกภาพชีวิตที่ไม่มีเขาไม่ออกเลย”

แทนที่จะยอมแพ้ คริสกลับทุ่มเทความพยายามในการทำตามเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนที่ดินของทอมป์กินส์ให้เป็น อุทยานแห่งชาติ ที่งดงามน่าทึ่งในชิลีและอาร์เจนตินา นั่นใช้เวลาสามปี แต่จังหวะก้าวเร่งเร็วขึ้นมาก

ภายในสองสัปดาห์หลังฝังศพสามี เธอก็บรรลุข้อตกลงที่จะปกป้องระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่รู้จักกันในชื่ออีเบราทางเหนือของอาร์เจนตินา และพอสิ้นเดือนมีนาคม ปี 2019 เธอก็ทำความตกลงขั้นสุดท้ายกับรัฐบาลชิลีในอันที่จะผนวกที่ดินกว่า 2.5 ล้านไร่ของทอมป์กินส์ เข้ากับที่ดินของรัฐบาลอีก 25 ล้านไร่ เพื่อก่อตั้ง อุทยานแห่งชาติ ขึ้นใหม่ห้าแห่งกับขยายพื้นที่อุทยานอีกสามแห่ง

ตอนนี้สิ่งที่เคยเป็นเขตสงวนเอกชนปูมาลินได้กลายเป็นสมบัติสาธารณะแล้ว นั่นคือ อุทยานแห่งชาติ ปูมาลินดักลาสทอมป์กินส์

คริส ทอมป์กินส์ จากองค์กรอนุรักษ์ทอมป์กินส์ หยุดพักใกล้ลาเปปาลากูนในอุทยานแห่งชาติปาตาโกเนียของชิลี ผืนป่าที่ฟื้นตัวขึ้นช่วยโอบอุ้มประชากรกวางเวมูลหรือกวางพื้นเมืองแถบแอนดีส ที่ใกล้สูญพันธุ์ให้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างช้าๆ “ภูมิทัศน์ที่ไม่มีสัตว์ป่าเป็นได้แค่จุดชมวิว”

อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนพฤษภาคม 2563 

สั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/503828

เรื่องแนะนำ

ตามหาต้นไม้ ณ ปลาย ใต้สุดของโลก

ในบรรดาไม้ยืนต้นนับล้านล้านต้นในโลกที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ นี้ ชนิดใดกันที่เติบโตอยู่ ใต้สุดของโลก ทีมของเราฟันฝ่ากระแสลม เกรี้ยวกราดของแหลมฮอร์นเพื่อค้นหามัน ต้นไม้ทั้งเจ็ดงอกและเติบโตอยู่บนไหล่เขาใกล้ปลายติ่งใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ เหนือคลื่นที่ซัดบ้าคลั่งตรงบริเวณที่มหาสมุทรแปซิฟิกบรรจบกับมหาสมุทรแอตแลนติก พวกมันไม่ได้น่าประทับใจอะไรนัก เป็นเพียงกิ่งก้านหงิกงอพันกันยุ่งเหยิง มีเปลือกสีเงินยวงซุกซ่อนอยู่ในพงหญ้าสูงมีอยู่สองสามต้นที่ตายไปแล้ว แต่ไม่มีต้นไหนเลยที่สูงเกินกว่าต้นขาของผม พวกที่ยังมีชีวิตอยู่เอนลู่และทอดยาว ไม่กี่เมตรไปตามพื้นดิน กระแสลมกราดเกรี้ยวกำราบให้ลำต้นของไม้พวกนั้นทอดยาวในแนวราบอย่างสิ้นเชิง เป็นเรื่องยากที่จะเห็นดีเห็นงามตามว่า ต้นไม้หงิกงอเหล่านี้คุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงของพวกเราที่ดั้นด้น ตามหาพวกมัน เราบินข้ามมหาสมุทร โดยสารเรือเฟอร์รี 32 ชั่วโมง นั่งเรือไม้เหมาลำอีกกว่า 10 ชั่วโมง ซึ่งขับโดยกะลาสีผู้สารภาพเอาตอนมาถึงครึ่งทางแล้วว่า ไม่เคยเดินเรือในท้องทะเลอันตรายแถบนี้เลย ตอนนั้นเองที่เรามาถึง จุดหมายปลายทาง คือ อิสลาออร์นอส เกาะตรงปลายแหลมฮอร์น ผืนแผ่นดินสุดท้ายในเตียร์ราเดลฟวยโก ที่นั่นเราปีนเขาฝ่าลมที่พัดแรงจนเราถึงกับหกคะเมน ลื่นล้มบนขี้นกเพนกวิน และผลุบหายไปท่ามกลางพุ่มบาร์แบร์รีที่สูงท่วมอก เราดั้นด้นมาถึงที่นี่เพื่อทำแผนที่พรมแดนที่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดทำมาก่อน เรามาเพื่อค้นหาไม้ยืนต้นที่อยู่ทาง ใต้สุดของโลก “ต้นนี้แหละ” ไบรอัน บิวมา นักนิเวศวิทยาป่าไม้จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดเดนเวอร์ กล่าว เขาสวมเสื้อกันฝนคลุมตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า ยืนกางขาคร่อมเนินดิน ดูเข็มทิศอีกครั้งแล้วพึมพำว่า “เยี่ยม” บิวมาบอกผมว่า ในโลกธรรมชาติมีไม่กี่สิ่งที่สามารถระบุได้ว่าเป็นจุดจบที่แท้จริง เป็นตัวสุดท้าย ของชนิดพันธุ์ หรือไม่ก็เป็นตัวชายขอบ เขาล้วงสายวัดออกมาจากเป้ แล้วเริ่มวัดลำต้นที่เอนราบ […]

การอนุรักษ์ : ความหวังใหม่ในโกรองกอซา

การอนุรักษ์: ความหวังใหม่ในโกรองกอซา สัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติโกรองกอซาซึ่งล้มตายไปมากในช่วงสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อนานหลายปี กำลังฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง อนาคตของสัตว์ป่าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพยายามใน การอนุรักษ์ ที่หยิบยื่นความหวังแก่ผู้คนในชุมชมที่อยู่รอบๆ ยามเช้าที่อบอุ่นปลายฤดูแล้งช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเหนือดงปาล์มในอุทยานแห่งชาติโกรองกอซา ประเทศโมซัมบิก ไมก์ พิงโก นักบินผู้ช่ำชองซึ่งพื้นเพ เป็นคนซิมบับเว ควบคุมคันบังคับ  ลูอิส แวนวิก ผู้เชี่ยวชาญด้านการจับสัตว์ป่าจากแอฟริกาใต้ โน้มตัวออกไปทางขวาด้านท้ายของตัวเครื่อง ในมือถือปืนยาวบรรจุลูกดอกยาสลบ  คนที่นั่งข้างพิงโกคือ โดมินิก กอนซาลเวซ นักนิเวศวิทยาสาวชาวโมซัมบิกซึ่งทำงานเป็นผู้จัดการช้างป่าของอุทยาน ปัจจุบัน โกรองกอซามีช้างป่าอาศัยอยู่กว่า 650 ตัวซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ยุคสงครากลางเมืองในโมซัมบิก (ระหว่างปี 1977-1992) ซึ่งเป็นช่วงที่ช้างป่าถูกฆ่าเอางาและเนื้อเพื่อขายนำเงินไปซื้อปืนและเครื่องกระสุน เมื่อประชากรช้างฟื้นตัวขึ้น กอนซาลเวซจึงต้องการสวมปลอกคอจีพีเอสให้ช้างพังหรือช้างเพศเมียโตเต็มวัยตัวหนึ่งในแต่ละโขลงที่มีช้างพังเป็นจ่าโขลง กอนซาลเวซเลือกช้างเป้าหมายจากโขลงที่วิ่งอยู่ในดงปาล์ม พิงโกลดเพดานบินของเฮลิคอปเตอร์ลงเท่าที่จะไม่ชนต้นไม้  ช้างสิบตัวซึ่งประกอบด้วยเพศเมียโตเต็มวัย ลูกเล็กๆอยู่ข้างตัว และช้างวัยรุ่นที่อยู่ไม่ห่างพากันวิ่งเตลิดหนีเสียงอึกทึกของใบพัด แวนวิกซึ่งถูกบีบให้ยิงจากระยะไกลกว่าปกติ ยิงลูกดอกใส่ก้นขวาของตัวเมียที่เลือกไว้จนได้ พิงโกนำเครื่องลงจอด แล้วอีกสองคนก็ปีนลงจากเครื่อง ลุยฝ่ากอหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำไปยังช้างพังที่นอนสลบไสล ครู่ต่อมา ทีมงานภาคพื้นดินมาถึงพร้อมอุปกรณ์ขนาดใหญ่ขึ้น ผู้ช่วยเทคนิค และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าติดอาวุธ  กอนซาลเวซแยงแท่งไม้เล็กๆ เข้าไปถ่างปลายงวงไว้เพื่อให้ช้างหายใจสะดวก ช้างนอนตะแคงขวา  เริ่มกรนเสียงดัง  เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเก็บตัวอย่างเลือดจากเส้นเลือดบนใบหูซ้าย  ขณะที่อีกคนหนึ่งช่วยแวนวิกคล้องปลอกคอลอดใต้คอ กอนซาลเวซใช้ก้านไม้พันสำลีเก็บตัวอย่างน้ำลายจากปากช้างและจากทวารหนัก  แล้วใส่ลงในขวดปิดฝาสองใบ  […]

มลพิษทางอากาศมีผลต่ออาการไบโพลาร์และโรคซึมเศร้า

ชายคนหนึ่งตกปลาที่โรงงานถ่านหินในเมืองดีทรอยต์ ภาพถ่ายโดย AMI VITALE, NAT GEO IMAGE COLLECTION นี่คืองานวิจัยใหม่ที่เพิ่มเติมข้อมูลในเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง มลพิษทางอากาศ และสุขภาพจิตอันย่ำแย่ มลพิษทางอากาศส่งผลให้ร่างกายเราย่ำแย่ องค์การอนามัยโลกเชื่อมโยงเรื่องนี้กับโรคร้ายต่างๆ เช่น มะเร็งปอดและโรคหลอดเลือดสมอง งานวิจัยชิ้นใหม่เผยว่า ภูมิภาคที่มีมลพิษมักพบผู้ป่วยมีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น โรคซึมเศร้าหรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว (ไบโพบาร์) ในประเทศสหรัฐอเมริกา นักวิทยาศาสตร์พบว่า ประเทศที่มีคุณภาพอากาศย่ำแย่ ตามตัวชี้วัดของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency -EPA) ของสหรัฐอเมริกา มีการเพิ่มขึ้นของโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วอยู่ที่ร้อยละ 27 และร้อยละ 6 ในโรคซึมเศร้า เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยระดับประเทศ Andrey Rzhetsky ผู้เขียนงานวิจัยและนักพันธุศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก กล่าวอย่างระมัดระวังว่า งานศึกษาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า มลพิษทางอากาศก่อให้เกิดอาการป่วยทางจิตใจ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าสถานที่ที่ผู้คนอยู่อาศัยอาจเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องนี้เล็กน้อย เช่นเดียวกับการศึกษาที่คล้ายกันในกรุงลอนดอน ประเทศจีน และเกาหลีใต้ ซึ่งพบความเชื่อมโยงระหว่างสถานที่ที่มีมลพิษกับสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ Rzhetsky กล่าวว่า งานศึกษาจากประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สถานที่ไหนในสหรัฐอเมริกาที่มีมลพิษ ความผิดปกติทางระบบประสาทก็จะเพิ่มจำนวนขึ้น (เชิญรับชมวิดีโออธิบายเรื่องของมลพิษทางอากาศจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก) ร่างแผนที่แห่งมลพิษ […]

โลกของ Aquaman กำลังจมขยะพลาสติก

ลองจินตนาการดูว่าบ้านของคุณถูกใครก็ไม่ทราบนำขยะมาถมทิ้งเพิ่มพูนขึ้นทุกวันๆ นี่คือความรู้สึกของชาวแอตแลนติส และไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะแค้นเคืองมนุษย์