สามีภรรยาบริจาคที่ดิน 6 ล้านไร่ เพื่อพลิกฟื้นผืนป่าเป็นอุทยานแห่งชาติทั่วอเมริกาใต้

สามีภรรยาบริจาคที่ดิน 6 ล้านไร่ เพื่อพลิกฟื้นผืนป่าเป็นอุทยานแห่งชาติทั่วอเมริกาใต้

สองสามีภรรยานักวิสาหกิจชาวอเมริกันมีความฝันอย่างหนึ่ง นั่นคือ พวกเขาจะซื้อที่ดินหกล้านไร่ในชิลีและอาร์เจนตินา แล้วบริจาคให้เป็น อุทยานแห่งชาติ ใหม่ๆ

ย้อนหลังไปเมื่อปี 1991 ดั๊ก ทอมป์กินส์ ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ ซื้อบ้านไร่ผุพังในภูมิภาคทะเลสาบของชิลี ประเทศที่เขามาเยือนสมัยยังหนุ่มในฐานะนักสกีและนักปีนเขาพเนจรช่วงต้นทศวรรษ 1960 ต่อมาในทศวรรษเดียวกัน เขากับภรรยาคนแรกเปิดบริษัทนอร์ทเฟซ (The North Face) ซึ่งขายอุปกรณ์กลางแจ้ง ก่อนจะขายกิจการไปในราคาไม่เท่าไร

จากนั้นก็เปิดบริษัทเสื้อผ้าที่ประสบความสำเร็จอย่างเอสปรีต์ (Esprit) พอถึงต้นทศวรรษ 1990 เขาก็จัดว่ามีฐานะ หย่ากับภรรยา และเอือมระอากับลัทธิบริโภคนิยมที่ตะกรุมตะกราม ทอมป์กินส์ขายหุ้นที่ถือครองในส่วนของเขาและอำลาโลกธุรกิจ อุทิศชีวิตให้กีฬาสมบุกสมบันอย่างการปีนเขา เล่นสกี และพายเรือคายัก ที่นำพาเขาลงใต้ตั้งแต่ต้น รวมถึงการอนุรักษ์ด้วย

กวานาโกแวะดื่มน้ำที่ลากูนาเซกาในอุทยานแห่งชาติปาตาโกเนียของชิลี อุทยานเนื้อที่ 1.8 ล้านไร่แห่งนี้ประกอบด้วยที่ดินสาธารณะและที่ดินเอกชนที่องค์กรอนุรักษ์ทอมป์กินส์บริจาคให้

แผนการฟื้นฟูพืชพันธุ์พื้นถิ่นในไร่ของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความคิดที่ใหญ่โตและบรรเจิดกว่า เขาก่อตั้งมูลนิธิส่วนบุคคลชื่อกองทุนอนุรักษ์ที่ดิน (Conservation Land Trust) และจัดซื้อที่ดินผ่านมูลนิธิเพื่อผนวกที่ผืนใหญ่สองผืนซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าบริสุทธิ์ นั่นคือปูมาลินเหนือและปูมาลินใต้ โดยมีพื้นที่คั่นกลางอย่างอุยเนย์ที่มหาวิทยาลัยคาทอลิกบัลปาไรโซเป็นเจ้าของและยินดีขายให้

อ่านเเพิ่มเติม: อุทยานแห่งชาติทางทะเล ณ สุดขอบโลก

แต่ผลประโยชน์ทางการเมืองที่เข้มข้น รวมทั้งเอดัวร์โด เฟร รูอิซ-ตาเกล ประธานาธิบดีชิลีในขณะนั้น ทำให้การซื้อขายหยุดชะงัก นั่นคือจุดที่คริส แม็กดิวิตต์ เข้ามา เธอเพิ่งเกษียณจากตำแหน่งซีอีโอของบริษัทเสื้อผ้าปาตาโกเนีย และมาที่นี่พร้อมเงินกับแนวคิดของตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของดั๊ก ทอมป์กินส์ ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อปี 1994

นักชีววิทยา จูเลียโน เปสซี สำรวจสมเสร็จเพศเมียสวมปลอกคอวิทยุและลูกของมัน ที่ปล่อยสู่ป่าในอุทยานอีเบรา โครงการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติหยุดชะงักลงในเวลาต่อมา หลังสมเสร็จห้าตัวตายจากปรสิตภายนอก สมเสร็จหกตัวที่เหลือของอุทยานอยู่ศูนย์กักกันโรค

คริส ทอมป์กินส์ เป็นหญิงร่างเล็กที่ดุดันและชาญฉลาด เธอพูดถึงเรื่องในอดีตได้โดยไม่ฟูมฟาย แน่นอนว่าอุยเนย์จะเชื่อมปูมาลินเป็นผืนเดียว เธอบอก พื้นที่ราวสองแสนไร่นั้นไม่ถือว่าใหญ่เมื่อเทียบกับปูมาลินเหนือหรือใต้ แต่มันคือจุดเชื่อมพื้นที่บนแผ่นดินใหญ่ของชิลีในจุดที่แคบที่สุดจุดหนึ่งของประเทศ จากอ่าวอังกุดถึงเทือกเขาแอนดีส ความพยายามซื้อที่ดินของพวกเขาทำให้เกิดความกังขา การต่อต้าน และความขุ่นเคือง บางคนบอกว่า การกว้านซื้อที่ดินและการปกป้องทั้งหมดนี้ไม่เพียงทำให้พื้นที่เกษตรกรรมเสียไปเปล่าๆ แต่ยังทำให้คนตกงาน และสร้าง “ระบอบศักดินา” ขึ้นในชิลี

ปฏิกิริยาเหล่านี้ดำเนินไปตลอดทศวรรษ 1990 และในช่วงปีแรกๆของศตวรรษนี้ ขณะที่ทั้งคู่ขยายการซื้อที่ดินและการอนุรักษ์ไปยังพื้นที่ส่วนอื่นๆของชิลี (รวมถึงหุบเขาชากาบูโกที่ผมนั่งอยู่กับเธอตอนนี้ด้วย) คนขาวจอมละโมบเหล่านี้เป็นใครกัน พวกเขามีแผนร้ายอะไร พวกเขาคิดจะสร้างที่ทิ้งกากนิวเคลียร์หรือแค่อยากมีที่ดินผืนใหญ่ในชิลีเป็นที่พักผ่อนส่วนตัวเท่านั้น

ลูกนกเรียดาร์วินคู่หนึ่งซึ่งเกิดในศูนย์เพาะพันธุ์ ได้รับอิสระในเขตปรับสภาพที่มันจะพักอยู่ราวหนึ่งถึงสองเดือนก่อนปล่อยสู่อุทยานแห่งชาติปาตาโกเนียในชิลี โครงการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติตั้งเป้าปล่อยนกบินไม่ได้ชนิดนี้ 10 ถึง 20 ตัวต่อปี

อันที่จริง เป้าหมายในปูมาลินของทั้งคู่คือการซื้อที่ดิน ก่อตั้งอุทยาน และคืนให้ชิลี แต่ชิลีไม่มีขนบการบริจาคของเอกชนที่ไม่ใช่โครงการศาสนาและการศึกษา ความใจกว้างเกินหยั่งของคู่สามีภรรยาอเมริกันนี้อย่างดีที่สุดก็ดูเหมือนความพยายายามของคนมักใหญ่ใฝ่สูง หรือแย่ที่สุดก็คือเจตนาร้าย อุยเนย์นั้นอ่อนไหวเป็นพิเศษเพราะแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็แผ่ยาวตลอดแนวชายแดน นักวิจารณ์บอกว่า ถ้าคนขาวเงินหนาได้ที่ดินผืนนี้ไป ประเทศจะถูกแบ่งครึ่ง

“เราถูกคนจงเกลียดจงชังอยู่สี่หรือห้าปีเลยค่ะ” คริส ทอมป์กินส์ บอก “คนคิดว่าเราเป็นพวกลัทธิอะไรสักอย่าง”

ภูเขาไฟกอร์โกบาโดตระหง่านเหนืออุทยานแห่งชาติกอร์โกบาโดในชิลี ดั๊ก ทอมป์กินส์ นักผจญภัยและนักอนุรักษ์ผู้ล่วงลับ พิชิตยอดเขานี้ในทศวรรษ 1990 อุทยานก่อตั้งเมื่อปี 2005 โดยผนวกที่ดินของรัฐเข้ากับที่ดินซึ่งองค์กรอนุรักษ์ทอมป์กินส์และเศรษฐีใจบุญ ปีเตอร์ บั๊กลีย์ บริจาคให้

ตลอดชีวิตแต่งงาน 21 ปี การมีที่ดินกระจายไปทั่ว สารพัดโครงการในชิลีและอาร์เจนตินา  รวมถึงความสนใจอันไม่เคยหยุดหย่อนต่อภูมิทัศน์  ทำให้สองสามีภรรยาใช้เวลามหาศาลบนเครื่องบินส่วนตัวลำเล็กๆ เขาเป็นนักบินที่มีชั่วโมงบิน 15,000 ชั่วโมง เธอเองก็บังคับเครื่องบินบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยมีใบอนุญาตทั้งการนำเครื่องขึ้นหรือลง “นั่นคือตอนที่ฉันมีความสุขที่สุดเวลาบินค่ะ” เธอบอกและเสริมว่า ทั้งคู่มักคิดว่าจะตายด้วยกัน เพราะการกระเด้งกระดอนไปด้วยกันในเครื่องบินเซสนาหรือฮัสกี ท่ามกลางหุบผาชันและยอดเขาต่างๆ ของเทือกเขาแอนดีส

บารูกี เปเรซ ผู้จัดการไร่ หยุดพักหลังล่าสุนัขจิ้งจอกไม่สำเร็จในที่ดินของครอบครัวที่จังหวัดซานตากรูซ สุนัขของเขาเลือดออกเพราะวื่งบนหินคมๆ สุนัขจิ้งจอกและเสือพูม่าเป็นภัยคุกคามแกะ 6,000 ตัวในที่ดินของเขาซึ่งขณะนี้ถูกอุทยานสองแห่งขนาบไว้

แต่การณ์ไม่เป็นแบบนั้น ดั๊กเสียชีวิตจากภาวะตัวเย็นเกินเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปี 2015 โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกอยไอเก เมืองหลวงของภูมิภาค หลังแช่น้ำในทะเลสาบอันเย็นเยียบของชิลีเป็นเวลานาน ในวันโชคร้ายหายนะวันหนึ่งที่คลื่นสูง ลมแรง และหางเสือเรือคายักขัดข้อง เรือคว่ำ คลื่นลมที่แรงจัดทำให้เขากับคู่หู ริก ริดจ์เวย์ นักปีนเขาชื่อดัง เข้าฝั่งไม่ได้ ริดจ์เวย์ได้รับการช่วยเหลือหลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมงและปลอดภัย แต่ดั๊ก ทอมป์กินส์ ไม่โชคดีเช่นนั้น

คริส ทอมป์กินส์ รู้ข่าวทางโทรศัพท์ เป็นข้อความกว้างๆ ว่าเกิดอุบัติเหตุ และอาจมีผู้เสียชีวิต จากนั้น เธอขับรถหกชั่วโมงไปยังโรงพยาบาลที่ยืนยันว่า สามีของเธอเสียชีวิตแล้ว “การที่เขาจากไปเร็วขนาดนั้นก็เหมือนการแต่งงานของเรานั่นละค่ะ” เธอบอก “ความเศร้าโศกเสียใจก็เป็นแค่ความต่อเนื่องของสายสัมพันธ์ที่เรามี” ชีวิตที่ยิ่งแบ่งปันกันมากเท่าไร ก็ยิ่งยังความเสียใจมากเท่านั้น เป็นอย่างนั้นเอง

เพนกวินมาเจลลันยืนมองฝูงกวานาโกเดินผ่านโดยไม่สะทกสะท้านในเขตสงวนปุนตาตมโบริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของอาร์เจนตินา องค์กรอนุรักษ์ทอมป์กินส์เริ่มซื้อที่ดินริมชายฝั่งทางใต้ของเขตสงวนเพื่อทำโครงการอุทยานแห่งชาติทางทะเลชื่อ ปาตาโกเนียอาซูล

หลายปีที่อยู่ด้วยกัน เธอมีชื่อเล่นในการบินสำหรับการสื่อสารทางวิทยุว่า “ปีกาฟลอร์” หรือ “ฮัมมิงเบิร์ด” ในภาษาสเปน ดั๊ก ทอมป์กินส์ ใช้ชื่อ “อากีลา” ที่แปลว่า “เหยี่ยว” แต่ชื่อที่ใกล้ชิดกว่านั้นคือ “โลโล” สำหรับเขาและ “เบิร์ดดี” สำหรับเธอ แต่ถ้าเป็นนก เธอก็เป็นนกโต้คลื่นที่ทนทรหด ไม่ใช่ฮัมมิงเบิร์ด ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอสานต่องานที่ทั้งคู่เริ่มต้นด้วยกันตามลำพังด้วยความมุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิม

“นี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันไม่ตามดั๊กไปค่ะ” เธอบอก โดยหมายถึงการยอมแพ้ หรือการเดินลุยไฟตามสามีที่เสียชีวิต “ฉันนึกภาพชีวิตที่ไม่มีเขาไม่ออกเลย”

แทนที่จะยอมแพ้ คริสกลับทุ่มเทความพยายามในการทำตามเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนที่ดินของทอมป์กินส์ให้เป็น อุทยานแห่งชาติ ที่งดงามน่าทึ่งในชิลีและอาร์เจนตินา นั่นใช้เวลาสามปี แต่จังหวะก้าวเร่งเร็วขึ้นมาก

ภายในสองสัปดาห์หลังฝังศพสามี เธอก็บรรลุข้อตกลงที่จะปกป้องระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่รู้จักกันในชื่ออีเบราทางเหนือของอาร์เจนตินา และพอสิ้นเดือนมีนาคม ปี 2019 เธอก็ทำความตกลงขั้นสุดท้ายกับรัฐบาลชิลีในอันที่จะผนวกที่ดินกว่า 2.5 ล้านไร่ของทอมป์กินส์ เข้ากับที่ดินของรัฐบาลอีก 25 ล้านไร่ เพื่อก่อตั้ง อุทยานแห่งชาติ ขึ้นใหม่ห้าแห่งกับขยายพื้นที่อุทยานอีกสามแห่ง

ตอนนี้สิ่งที่เคยเป็นเขตสงวนเอกชนปูมาลินได้กลายเป็นสมบัติสาธารณะแล้ว นั่นคือ อุทยานแห่งชาติ ปูมาลินดักลาสทอมป์กินส์

คริส ทอมป์กินส์ จากองค์กรอนุรักษ์ทอมป์กินส์ หยุดพักใกล้ลาเปปาลากูนในอุทยานแห่งชาติปาตาโกเนียของชิลี ผืนป่าที่ฟื้นตัวขึ้นช่วยโอบอุ้มประชากรกวางเวมูลหรือกวางพื้นเมืองแถบแอนดีส ที่ใกล้สูญพันธุ์ให้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างช้าๆ “ภูมิทัศน์ที่ไม่มีสัตว์ป่าเป็นได้แค่จุดชมวิว”

อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนพฤษภาคม 2563 

สั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/503828

เรื่องแนะนำ

5 ชัยชนะด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2021 ที่มอบความหวังให้มนุษยชาติ

ในปีที่ราวกับบรรดาข่าวร้ายถาโถมอย่างต่อเนื่อง หากแต่เรื่องราวสิ่งแวดล้อมยังคงมีความหวังให้กับผู้คน ไม่แปลกที่จะรู้สึกท้อแท้หมดหวังกับสภาพแวดล้อมโลกในปี 2021 มากกว่าหนึ่งล้านสปีชีส์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศยังคงเพิ่มขึ้น และโลกก็กำลังสั่นสะเทือนด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว พร้อมกันกับโรคระบาดที่ยังคงไม่จบสิ้น แต่เมื่อสิ้นปีกำลังมาถึง ก็พอจะมองเห็นถึงหนทางสู่ชัยชนะของสิ่งแวดล้อมในปีนี้อยู่บ้าง สิ่งหนึ่งที่ควรจดจำไว้คือ การพัฒนาที่มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นนี้ยังไม่ได้หมายถึงการประสบความสำเร็จอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังคงเป็นสัญญาณของความสำเร็จบนถนนที่ยาวและยากเช่นนี้ และนี่คือเหตุผล 5 ข้อที่ทำให้เรายังควรมีความหวัง   1. แรงผลักกลับของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การประชุม COP26 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองกลาสโกลว์ หลังจากล่าช้าจากกำหนดการจริงไปหนึ่งปีอันเนื่องมาจากโควิด-19 ได้ต้อนรับสหรัฐอเมริกา ประเทศผู้ปลดปล่อยเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นอันดับสองของโลกกลับมาสู่การเจรจาหลังห่างหายไปสี่ปี เมื่อการประชุมสุดยอดนี้สิ้นสุดลง สหรัฐอเมริกาและจีนสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการประกาศร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้อตกลงปารีส ในขณะที่การประชุมครั้งนี้ที่กลาสโกลว์ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์​มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการปกป้องประเทศกำลังพัฒนาจากผลกระทบของสภาพอากาศ พร้อมกับสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยเป้าหมายที่การรักษาอุณหภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นให้คงไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งน่าจะเป็นไปได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลายประเทศตกลงที่จะยุติการใช้ถ่านหิน และกว่าร้อยประเทศตกลงที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทน 30% ภายในปี 2030 ในระดับโลก การใช้พลังงานหมุนเวียนในปี 2021 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดเมื่อเทียบแบบปีต่อปีนับตั้งแต่ศตวรรษ 1970 ขณะที่ในสหรัฐฯ เอง รายงานฉบับใหม่พบว่ามีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ในประเทศเนเธอร์แลนด์​ ศาลสั่งให้ […]

วิถีชาวลาวที่ (อาจ) สูญสลายไปกับการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง

สำรวจวิถีชีวิตชาวประมง ชาวลาว บนกระแสน้ำเชี่ยว น้ำตก และเกาะแก่งบนแม่น้ำโขงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม่น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความยาวกว่า 4,000 กิโลเมตรจากที่ราบสูงธิเบตไหลลงมาที่ทะเลจีนใต้ ชาวบ้านที่อยู่รอบแม่น้ำโขงนับพันนับหมื่นคนต่างพึ่งพาแม่น้ำสายนี้ในการหาอาหารเพื่อดำรงชีวิตซึ่งรวมไปถึง ชาวลาว จำนวนมาก และยังเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่สำคัญในอนาคต รัฐบาลของประเทศลาวได้สร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้าหลายแห่งบนแม่น้ำโขงซึ่งก่อให้เกิดความกังวลต่อชาวบ้านและนักสิ่งแวดล้อมที่กังวลว่าเขื่อนจะขัดขวางการอพยพของฝูงปลาและทำลายระบบนิเวศของแม่น้ำ ภาพถ่ายเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงภูมิทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของเกาะแก่งในแม่น้ำโขงกว่า 4,000 เกาะและบทบาทที่สำคัญของแม่น้ำโขงที่มีต่อ ชาวลาว ที่อยู่โดยรอบ เรื่อง ANNA LUKACS, DAVID GUTTENFELDER, SARAH LEEN ภาพ DAVID GUTTENFELDER  อ่านเพิ่มเติม เสียงจากลำน้ำโขง ในวันที่สายน้ำและชีวิต ถูกเขื่อนใหญ่พรากไปอย่างไม่มีวันหวนคืน

พลังแห่งการคุ้มครอง

โครงการเพื่ออนุรักษ์ พื้นที่มหาสมุทร ขยายพันธกิจเพื่อช่วยเพิ่มประชากรปลาในท้องทะเลและรักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศ เอนริก ซาลา ลาออกจากงานในตำแหน่งศาสตราจารย์ที่สถาบันสมุทรศาสตร์สคริปส์เมื่อปี 2007 เพราะเหนื่อยหน่ายกับการเขียนข่าวมรณกรรมของชนิดพันธุ์ต่างๆ  ‘ผมรู้สึกว่าตัวเองเขียนคำไว้อาลัยให้มหาสมุทร ได้แม่นยำมากขึ้นทุกที’ เขาบอก แทนที่จะเสียเวลาของชีวิตไปกับการบันทึกสิ่งที่กำลังจะล้มหายตายจากไปอีกนั้น ซาลาตัดสินใจลองพิทักษ์สิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ใน พื้นที่มหาสมุทร ที่ยังเหลืออยู่ไม่กี่แห่ง พื้นที่ที่ยังเหลืออยู่กระจัดกระจายเหล่านี้  คือแดนธรรมชาติพิสุทธิ์แห่งท้ายๆ ของท้องทะเล หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่รกร้างห่างไกลที่สุดของผืนป่าดึกดำบรรพ์ในแอมะซอนภาคพื้นทะเล ซึ่งยังไม่เสียหายเพราะการทำประมงเกินขนาด มลพิษ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  “เป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องไปเยือนพื้นที่ต่างๆ ที่ยังมีสภาพเหมือนมหาสมุทรเมื่อ 500 ปีก่อน”  ซาลาอธิบายและเสริมว่า “เพื่อจะได้ย้อนกลับไปยังบรรทัดฐานที่ดีที่สุดที่เรามีอยู่เพื่อดูว่ามหาสมุทรที่อุดมสมบูรณ์เคยมีหน้าตาอย่างไร… เราอาจไม่สามารถทำให้มหาสมุทรฟื้นคืนสู่สภาพที่ว่านี้ได้ทั้งหมด แต่พื้นที่เหล่านี้แสดงให้เราเห็นถึงศักยภาพที่เป็นไปได้ เป็นพื้นที่ที่ทำให้เรามีความหวังครับ” เพื่อปกป้องท้องทะเลเหล่านี้ ซาลาร่วมกับสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เริ่มดำเนินโครงการทะเลพิสุทธิ์ (Pristine Seas Project) เมื่อปี 2008  ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวช่วยผลักดันให้มีการจัดตั้งเขตสงวนทางทะเล ตั้งแต่ป่าสาหร่ายเคลป์ผืนมหึมาทางตอนใต้ของแหลมฮอร์น ไปจนถึงเขตอนุบาลวาฬหลังค่อมวัยอ่อน ในประเทศกาบอง รวมแล้ว 22 แห่ง หรือเท่ากับสองในสามของพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเต็มรูปแบบทั้งหมดในโลก  ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร  ปัจจุบัน […]

เราจะรักษาแม่น้ำและแหล่งน้ำจืดที่กำลังเสื่อมโทรมทั่วโลกได้หรือไม่

เราต่างพึ่งพาน้ำสะอาดเพื่อดื่ม ทำอาหาร และสุขอนามัย และ แหล่งน้ำจืด บนโลกกำลังประสบปัญหา อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องน้ำสะอาดกำลังได้รับความสำคัญมากขึ้นจากบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แม่น้ำ ทะเลสาบ แหล่งน้ำจืด และพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลก กำลังอยู่ในภาวะถูกคุกคามเนื่องจากการสร้างเขื่อนที่ขาดการวางแผนที่ดี มลพิษ การสูญเสียที่อยู่อาศัย การทำเหมืองทราย การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และปัญหาการบุกรุกของสัตว์สายพันธุ์ต่างถิ่นในแหล่งน้ำ ดังผลการศึกษาจากในรายงานซึ่งจัดทำโดยองค์กรอนุรักษ์ 16 แห่ง ระบุว่า ระบบนิเวศ แหล่งน้ำจืด กลายเป็นระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมมากที่สุดในโลก ซึ่งทำให้ประชากรปลากว่า 18,075 สายพันธุ์หรือมากกว่านั้นกำลังตกอยู่ในอันภาวะยากลำบาก อันเป็นจำนวนที่มากกว่าปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลและมหาสมุทร ซึ่งจำนวนสัตว์น้ำจืดที่มีกระดูกสันหลังมีจำนวนลดลงร้อยละ 86 นับตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา และกว่าหนึ่งในสามของสายพันธุ์ปลาน้ำจืดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม วิกฤติการณ์นี้กำลังได้รับสนใจจากสังคมน้อยว่าภาวะฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า หรือปัญหามลภาวะจากพลาสติก แม้ว่ามนุษย์จะต้องพึ่งพาระบบนิเวศน้ำจืดเพื่อดื่ม ทำอาหาร หรือเพื่อสุขอนามัยก็ตาม “มนุษยชาตินั้นมีความผูกผันใกล้ชิดกับความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน้ำจืดอย่างยิ่ง” เคที ฮิวจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำจืดขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wildlife Fund) ในสหราชอาณาจักร และผู้เขียนนำรายงานฉบับนี้ กล่าวและเสริมว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของน้ำจืดถือเป็นสัญญาณเตือนเล็กๆ ที่สำคัญว่าหากระบบนิเวศน้ำจืดไม่สามารถรองรับความหลากหลายทางชีวภาพอันหลากหลายๆได้ ก็จะเป็นสัญญาณอันชัดแจ้งว่า […]