โรคระบาดเกิดจาก การทำลายธรรมชาติ ของมนุษย์-National Geographic Thailand

โรคระบาดเกิดจากการทำลายธรรมชาติของมนุษย์

จุดแบ่งเขตระหว่างพื้นที่การเกษตรกับป่าฝนในอุทยานแห่งชาติอีกวาซูในบราซิล ซึ่งได้สูญเสียพื้นที่ป่าไปจำนวนมากในรายงานสถานการณ์การตัดไม้ทำลายป่ารอบโลก ภาพถ่ายโดย FRANS LANTING, NATIONAL GEOGRAPHIC


รายงานฉบับใหม่ของ WWF เรียกร้องให้มีมาตรการระดับนานาชาติในเรื่องของการค้าสัตว์ป่า การทำลายธรรมชาติ และการทำฟาร์มแบบอุตสาหกรรม

บรรดาผู้นำจากทั้งองค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก และกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เห็นตรงกันว่า โรคระบาดเช่นไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้เป็นผลมาจาก การทำลายธรรมชาติ ของมนุษยชาติ และมนุษย์เองก็ละเลยความจริงนี้เป็นระยะเวลาหลายทศวรรษ

ทั้งการค้าสัตว์ป่าในรูปแบบที่ไม่ยั่งยืนและผิดกฎหมาย รวมไปถึงการทำตัดไม้ทำลายป่ายังคงเป็นสาเหตุเบื้องหลังของโรคระบาดที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน
รายงานจาก WWF ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเตือนว่า ความเสี่ยงที่โรคระบาดชนิดใหม่ๆ จะเกิดขึ้นในอนาคตมีสูงมากกว่าที่เคยเป็นมา และจะมีความวุ่นวายในเรื่องของสาธารณสุข เศรษฐกิจ และความมั่นคงปลอดภัยระดับโลก

โดยบรรดาผู้นำจากหน่วยงานเหล่านี้ได้ออกชุดคำเตือนในประเด็นนี้นับตั้งแต่ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพกล่าวว่าในอนาคตอาจจะมีการระบาดของโรคที่อันตรายมากขึ้นหากไม่มีการหยุดการทำลายธรรมชาติอย่างเร่งด่วน

โรคระบาด, ป่าฝน, การตัดไม้ทำลายป่า
พื้นที่ป่าฝนที่ถูกทำลายเพื่อการทำฟาร์มตามเส้นทางไฮเวย์ ทรานส์-แอมะซอน การทำลายพื้นที่เช่นนี้มีส่วนในการแพร่กระจายโรคระบาดเช่นมาลาเรีย ภาพถ่ายโดย RICHARD BARNES, NAT GEO IMAGE COLLECTION

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ประธานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำกล่าวว่าโควิด-19 นั้นเหมือนเป็นสัญญาณ S.O.S สำหรับการประกอบกิจการของมนุษย์ว่าแนวคิดทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้ตระหนักว่าความมั่งคั่งของมนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติเช่นกัน

“เราได้เห็นโรคภัยหลายชนิดเกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้ง ไวรัสซิกา, เอดส์, ซาร์ส และอีโบลา ซึ่งทั้งหมดเริ่มมาจากประชากรสัตว์ป่าที่ตกอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ถูกกดดัน” อลิซาเบธ มารูนา เมรมา หัวหน้าด้านความหลากหลายทางชีวภาพขององค์กรสหประชาชาติ, มาเรีย เนย์รา ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และ มาร์โก แลมเบอร์ตินี หัวหน้า WWF international กล่าวว่าในบทความของสำนักข่าว เดอะการ์เดียนของอังกฤษ

พื้นที่ป่า, ป่าแอมะซอน, เปรู
พื้นที่อนุรักษ์ Comunal Amarakaeri ได้รับการจัดการโดยรัฐบาลประเทศเปรูร่วมกับคนในพื้นที่ ภาพถ่ายโดย DIEGO PEREZ ROMERO

เนื่องจากไวรัสโคโรนา ‘การระบาดของไวรัสแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันไม่สมดุลที่อันตรายระหว่างเรากับธรรมชาติ’ พวกเขากล่าวและเสริมว่า “สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการทำลายล้างที่มีต่อธรรมชาตินั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราเอง ซึ่งถือเป็นความจริงที่เราละเลยมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ”

“เราจะต้องมีการฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติ และเริ่มต้นให้คุณค่ากับธรรมชาติในฐานะรากฐานของสุขภาพที่ดีในสังคม การที่ไม่ทำเช่นนั้น หรืออีกนัยหนึ่งคือความพยายามหาเงินโดยละเลยการปกป้องสิ่งแวดล้อม ระบบสุขภาพ และเครือข่ายความปลอดภัยของสังคม อาจจะนำมาซึ่งความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ และมีค่าความเสียหายที่ต้องจ่ายตามมาอีกหลายระลอก”

ในรายงานของ WWF ได้กล่าวถึงสาเหตุที่เชื้อไวรัสแพร่กระจายจากสัตว์สู่คนคือการทำลายธรรมชาติ การทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับการค้าและบริโภคสัตว์ป่าที่มีความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรค

ป่าแอมะซอน
เขื่อนบัลบินา เป็นเชื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำ Uatumã ในพื้นที่ป่าฝนแอมะซอนของประเทศบราซิล เชื่อนแห่งนี้ทำให้เกิดเกาะ 3,546 แห่ง หลายเกาะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ และแยกจากกันในบริเวณที่ครั้งนี้เคยเป็นพื้นที่ป่าฝนที่เชื่อมต่อกัน ภาพถ่ายโดย EDUARDO M. VENTICINQUE

อย่างไรก็ตาม การห้ามค้าสัตว์ป่าที่มีความเสี่ยงนั้นยังไม่เพียงพอ หากต้องมีการจัดการในเรื่องของการทำฟาร์มในรูปแบบอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้เราต้องเข้าไปแทรกแซงธรรมชาติ ทำให้ทั้งมนุษย์ สัตว์ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ และสัตว์ป่าใกล้ชิดกันจนเสี่ยงในการติดโรคมากขึ้น นอกจากนี้ ทั้งการผลิตน้ำมันปาล์ม และถั่วเหลืองต่างมีส่วนที่ทำให้เกิดการทำลายป่า และบรรดานักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมถือเป็นวิธีการที่สำคัญที่ช่วยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

รายงานของ WWF กล่าวว่า ร้อยละ 60-70 ของโรคใหม่ๆ ที่อุบัติขึ้นของมนุษย์นับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมาเกิดจากสัตว์ป่า และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ พื้นที่ป่ากว่า 1780000 ตารางกิโลเมตรถูกทำลายไป ซึ่งคิดเป็นพื้นที่มากกว่าเจ็ดเท่าของสหราชอาณาจักร ทั้งหมดล้วนเกิดจากการทำลายพื้นที่เพื่อการเกษตรกรรมและการทำปศุสัตว์ การเปลี่ยนแปลงที่ดินเพื่อกิจกรรมการเกษตรก่อให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของโลกมากถึงร้อยละ 70

มาร์โก แลมเบอร์ตินี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า บรรดาผู้นำโลกต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติ และเราต้องมีสร้างแนวทางใหม่ระหว่างคนกับธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัวภายใน 2030 ซึ่งจะเป็นการปกป้องสุขภาพและวิถีชีวิตของมนุษย์ในระยะยาว

แหล่งข้อมูล

Pandemics result from destruction of nature, say UN and WHO

Human exploitation of nature is driving pandemics like coronavirus, say UN and WHO


อ่านเพิ่มเติม โอกาสการแพร่ระบาดใหญ่ระลอกสองของ COVID-19

COVID-19

เรื่องแนะนำ

เราจะรักษาแม่น้ำและแหล่งน้ำจืดที่กำลังเสื่อมโทรมทั่วโลกได้หรือไม่

เราต่างพึ่งพาน้ำสะอาดเพื่อดื่ม ทำอาหาร และสุขอนามัย และ แหล่งน้ำจืด บนโลกกำลังประสบปัญหา อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องน้ำสะอาดกำลังได้รับความสำคัญมากขึ้นจากบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แม่น้ำ ทะเลสาบ แหล่งน้ำจืด และพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลก กำลังอยู่ในภาวะถูกคุกคามเนื่องจากการสร้างเขื่อนที่ขาดการวางแผนที่ดี มลพิษ การสูญเสียที่อยู่อาศัย การทำเหมืองทราย การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และปัญหาการบุกรุกของสัตว์สายพันธุ์ต่างถิ่นในแหล่งน้ำ ดังผลการศึกษาจากในรายงานซึ่งจัดทำโดยองค์กรอนุรักษ์ 16 แห่ง ระบุว่า ระบบนิเวศ แหล่งน้ำจืด กลายเป็นระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมมากที่สุดในโลก ซึ่งทำให้ประชากรปลากว่า 18,075 สายพันธุ์หรือมากกว่านั้นกำลังตกอยู่ในอันภาวะยากลำบาก อันเป็นจำนวนที่มากกว่าปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลและมหาสมุทร ซึ่งจำนวนสัตว์น้ำจืดที่มีกระดูกสันหลังมีจำนวนลดลงร้อยละ 86 นับตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา และกว่าหนึ่งในสามของสายพันธุ์ปลาน้ำจืดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม วิกฤติการณ์นี้กำลังได้รับสนใจจากสังคมน้อยว่าภาวะฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า หรือปัญหามลภาวะจากพลาสติก แม้ว่ามนุษย์จะต้องพึ่งพาระบบนิเวศน้ำจืดเพื่อดื่ม ทำอาหาร หรือเพื่อสุขอนามัยก็ตาม “มนุษยชาตินั้นมีความผูกผันใกล้ชิดกับความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน้ำจืดอย่างยิ่ง” เคที ฮิวจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำจืดขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wildlife Fund) ในสหราชอาณาจักร และผู้เขียนนำรายงานฉบับนี้ กล่าวและเสริมว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของน้ำจืดถือเป็นสัญญาณเตือนเล็กๆ ที่สำคัญว่าหากระบบนิเวศน้ำจืดไม่สามารถรองรับความหลากหลายทางชีวภาพอันหลากหลายๆได้ ก็จะเป็นสัญญาณอันชัดแจ้งว่า […]

ภาวะโลกร้อนจะยิ่งทำให้วิกฤติผู้ลี้ภัยในยุโรปย่ำแย่ลง

ผลการศึกษาใหม่ระบุว่า หากในอนาคตการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทวีความรุนแรงขึ้น จะยิ่งขับเคลื่อนให้จำนวนของผู้ลี้ภัยเดินทางเข้าสู่ทวีปยุโรปมากขึ้นทบทวี

พลาสติกขนาดเล็กกลายเป็นขยะมหาสมุทร

พลาสติกขนาดเล็กกลายเป็นขยะเต็มมหาสมุทร ปลาแอนโชวี่เป็นที่รู้จักในฐานะส่วนประกอบของหน้าพิซซ่ามากยิ่งกว่าความสำคัญในฐานะบทบาทในห่วงโซ่อาหารทางทะเลเสียอีก และขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า พฤติกรรมการกินพลาสติกขนาดเล็กหรือไมโครพลาสติกของปลาเหล่านี้ กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ด้วย เมื่อปลาแอนโชวี่กินขยะพลาสติกขนาดเล็กที่กระจัดกระจายอยู่ในมหาสมุทรเข้าไป มันถูกกินต่อโดยปลาขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นสารพิษจากพลาสติกจึงถูกถ่ายทอดสู่ปลาตัวดังกล่าว รวมถึงผู้บริโภคอย่างเราด้วยเช่นกัน ความเข้าใจผิดว่าขยะพลาสติกคืออาหารเกิดขึ้นจากกลิ่นของมันที่คล้ายกับอาหารจริง รายงานใหม่จากวารสาร Proceedings of the Royal Society B. ที่ทำการทดลองเกี่ยวกับผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล และเพิ่งตีพิมพ์ในสัปดาห์นี้ นอกจากนั้นรายงานอื่นๆ ที่เผยแพร่ลงในวารสาร Science Advances ก็อธิบายถึงวิธีการที่ไมโครพลาสติกเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังมหาสมุทรลึกได้อย่างไร โดยสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่เรียกกันว่า Giant Larvaceans ไมโครพลาสติกเกิดขึ้นจากขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งลงในทะเลแตกหักจากผลกระทบของคลื่นและแสงอาทิตย์ พลาสติกขนาดเท่าเมล็ดข้าว หรือประมาณไม่เกิน 5 มิลลิเมตรนี้ ได้เปลี่ยนมหาสมุทรให้กลายเป็น ซุปพลาสติก แต่ผลกระทบของมันยังคงไม่อาจเข้าใจได้ครบทุกด้าน ในปี 2015 มีรายงานการวิจัยที่ช่วยยืนยันถึงปริมาณขยะพลาสติก และการนิยามว่ามหาสมุทรของเรากำลังกลายเป็นซุปพลาสติกนั้น นักวิทยาศาสตร์ไมได้พูดเกินจริง ประมาณปริมาณขยะไมโครพลาสติกในปี 2014 อยู่ที่ 15 – 51 ล้านล้านชิ้น คิดเป็นน้ำหนักประมาณ 93,000 – 236,000 เมตริกตัน (ภาพถ่ายภาพนี้สะท้อนปัญหาขยะในมหาสมุทรได้ชัดเจน) คำถามต่อมาคือ จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการกำจัดพลาสติกเหล่านี้ […]

ก่อนทะเลสาบเหือดแห้ง

สภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น ภัยแล้ง และการใช้ประโยชน์เกินขีดจำกัด กำลังทำให้ทะเลสาบขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งของโลกแห้งขอดลง คุกคามต่อทั้งถิ่นอาศัยและวัฒนธรรม