น้ำ: วิกฤตที่กำลังมาเยือน - National Geographic Thailand

น้ำ: วิกฤตที่กำลังมาเยือน

มองอนาคตของ แม่น้ำสินธุ สายเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน 270 ล้านคน แต่เมื่อภาวะธารน้ำแข็งถอยร่น กระแสน้ำเริ่มอ่อนแรง ส่งผลให้ผู้คนหลายล้านตกอยู่ในความเสี่ยง

ใกล้กับยอดเขากังหรินโปเฉหรือเขาไกรลาสในทิเบต คือต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญสี่สายที่ทอดแผ่ไปทางตะวันออกและตะวันตกผ่านเทือกเขาหิมาลัย และไหลลงสู่ทะเลดุจดั่งพระกรของพระแม่คงคาผู้ศักดิ์สิทธิ์

ตลอดทางที่สายน้ำเหล่านี้ไหลผ่าน อารยธรรมและรัฐชาติต่างๆ ถือกำเนิดขึ้น ตั้งแต่ทิเบต ปากีสถาน อินเดียตอนเหนือ เนปาล และบังกลาเทศ น้ำจากแม่น้ำจะถูกใช้อย่างไรขึ้นอยู่กับผู้คนที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำมาเนิ่นนาน ส่วนแม่น้ำจะมีน้ำมาเติมอย่างไรขึ้นอยู่กับสองปัจจัย ได้แก่ ฝนในฤดูมรสุมและน้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็ง ปรากฏการณ์ทั้งสองซึ่งอยู่ใต้ การปกปักรักษาของทวยเทพมานับพันปี บัดนี้อยู่ในมือของมนุษย์ด้วย

แม่น้ำสายต่างๆ ที่มีต้นน้ำอยู่ในแถบตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยอย่างแม่น้ำพรหมบุตรได้รับน้ำส่วนใหญ่จากมรสุมฤดูร้อน แม่น้ำเหล่านี้อาจได้รับน้ำมากขึ้นเมื่ออากาศที่ร้อนขึ้นเติมความชื้นให้บรรยากาศมากขึ้น แต่น้ำส่วนใหญ่ในแม่น้ำสินธุซึ่งไหลไปทางตะวันตกจากยอดเขากังหรินโปเฉ ได้รับน้ำจากหิมะและธารน้ำแข็งของเทือกเขาหิมาลัย การาโกรัม และฮินดูกูช โดยเฉพาะธารน้ำแข็งซึ่งเป็น “หอเก็บน้ำ” ที่กักเก็บหิมะในฤดูหนาวไว้ในรูปน้ำแข็ง บนเขาสูง แล้วปล่อยลงมาในรูปน้ำที่ละลายจากน้ำแข็งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน

แม่น้ำสินธุ
ปากีสถาน: ในเขตเทือกเขาทางตอนเหนือ ธารน้ำแข็งชีชเปอร์ที่กลายเป็นสีดำเพราะเศษหิน ไหลทะลักเข้าท่อส่ง และอาคารโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในปี 2018 การไหลทะลักดังกล่าวอาจถูกกระตุ้นจากการละลายที่เร็วขึ้น

กระบวนการนี้ทำให้มีน้ำไหลมาหล่อเลี้ยงทั้งมนุษย์และระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ระหว่างเส้นทางในเขตที่ราบของปากีสถานและภาคเหนือของอินเดีย มีระบบเกษตรชลประทานอันกว้างใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกพึ่งพาแม่น้ำสินธุอยู่ บรรดาธารน้ำแข็งที่ส่งน้ำลงสู่แม่น้ำสินธุเปรียบได้กับเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนราว 270 ล้านคน

ธารน้ำแข็งเหล่านี้ส่วนใหญ่กำลังหดเล็กลง ปรากฏการณ์นี้จะทำให้แม่น้ำสินธุมีน้ำหลากมากขึ้นในระยะแรก แต่หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นดังที่คาดการณ์ และธารน้ำแข็งยังละลายถอยร่นต่อไปอีก แม่น้ำสินธุจะไปถึงจุดที่มี “ระดับน้ำสูงสุด” ภายในปี 2050 แล้วกระแสน้ำจะเริ่มลดลงหลังจากนั้น

มนุษย์ใช้น้ำมากกว่าร้อยละ 60 ของแม่น้ำสินธุแล้ว และประชากรในเขตลุ่มน้ำสินธุก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร เนเจอร์ เมื่อไม่นานมานี้ คณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติรายงานการวิเคราะห์อ่างเก็บน้ำจากธารน้ำแข็งทั่วโลก โดยระบุว่าแม่น้ำสินธุวิกฤติที่สุดเมื่อพิจารณาจาก “ความตึงเครียดของระบบแม่น้ำอันเกิดจากการดึงน้ำไปใช้ในระดับสูงและการขาดการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาลในภูมิภาคแล้ว มีโอกาสน้อยมากที่แม่น้ำสินธุ…จะทนต่อแรงกดดันนี้ได้” ปากีสถานจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

แม่น้ำสินธุ, ปากีสถาน, เขื่อน
ปากีสถาน: กระแสน้ำเชี่ยวกรากจากน้ำแข็งละลายไหลหลากลงมาจากเทือกเขาเข้าท่วมที่ราบสินธ์ทางตอนใต้ของปากีสถาน เขื่อนทดน้ำที่สุกกุระที่เห็นอยู่ไกลๆ สร้างขึ้นในสมัยอาณานิคม เขื่อนนี้ผันน้ำจากแม่น้ำสินธุไปลงเครือข่ายคลองชลประทานเพื่อส่งน้ำให้พืชเศรษฐกิจ เช่น ฝ้าย ข้าวสาลี และข้าวในทะเลทราย อังกฤษสร้างสิ่งที่ยังคงเป็นระบบชลประทานขนาดใหญ่ที่สุดในโลกตลอดลำน้ำสินธุ

จากปี 2003 ถึง 2006 ฉันเดินทางไปตามแม่น้ำที่ยาว 3,200 กิโลเมตรสายนี้ จากทะเลอาหรับขึ้นไปจนถึง ต้นน้ำในทิเบต เพื่อเก็บข้อมูลเขียนหนังสือ จักรวรรดิลุ่มน้ำสินธุ (Empires of the Indus) สถานการณ์ของแม่น้ำ ตึงเครียดอย่างชัดเจนตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว สินธุเปลี่ยนไปไม่เหลือเค้าแม่น้ำผู้ทรงพลังดังที่ข้าราชการยุคอาณานิคมอังกฤษเคยพรรณนาเอาไว้เลย น้ำในแม่น้ำลดลงเพราะความต้องการใช้น้ำเพื่อการชลประทาน อุตสาหกรรม และชีวิตประจำวัน การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำและเขื่อนทดน้ำทำให้แม่น้ำสินธุไหลไปไม่ถึงทะเล และปากแม่น้ำที่มีป่าชายเลนปกคลุมก็กำลังจะตาย ทะเลสาบต่างๆ ของสินธุก็ปนเปื้อนมลพิษจากน้ำทิ้งและน้ำเสีย

ฉันถึงกับอึ้งที่แม่น้ำสินธุซึ่งเคยได้รับการสดุดีมาแต่โบราณกาลในบทสรรเสริญภาษาสันสฤตอันศักดิ์สิทธิ์ มาวันนี้กลับได้รับการปฏิบัติเยี่ยงทรัพยากรอย่างหนึ่ง มิได้เป็นที่เคารพบูชาอีกต่อไป ทุกคนที่ฉันพบเจอ ตั้งแต่ชาวไร่ชาวนาจนถึงนักการเมืองต่างคิดว่าแม่น้ำสายนี้ได้รับการบริหารจัดการอย่างผิดพลาด พวกเขาพูดถึงโครงการวิศวกรรมที่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือไม่ก็ไร้ประสิทธิภาพ การปันส่วนน้ำอย่างไม่เป็นธรรม และระบบนิเวศที่ถูกทำลายในนามของผลกำไร

แม่น้ำสินธุ
จีน: นักแสวงบุญถ่ายภาพเซลฟีที่โดรลมาลา จุดสูงสุดในระยะทาง 52 กิโลเมตรของเส้นทาง โกราหรือการเดินจงกรมรอบยอดเขากังหรินโปเฉ (ไกรลาส) ในทิเบต เขาลูกนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของสี่ศาสนา และแม่น้ำสี่สายของเอเชียใต้ ก็มีต้นน้ำใกล้กับจุดหลักตามทิศทั้งสี่ที่เชิงเขา ต้นน้ำของแม่น้ำสินธุอยู่ทางทิศเหนือของภูเขาใช้เวลาเดินสี่วัน

ตอนนั้นยังมีไม่กี่คนที่พูดถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อต่อแม่น้ำสินธุ จนล่วงถึงปี 2010 ความใหญ่หลวงของปัญหาปรากฏในรูปของอุทกภัยร้ายแรงหลายครั้ง แทนที่จะเป็นปัญหาขาดแคลนน้ำ ปริมาณน้ำฝนรวมในเขตเทือกเขาหิมาลัยจะเป็นเท่าใดในอนาคตยังไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆ คือมีฝนตกหนักและรุนแรงบ่อยขึ้น

เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2010 ขณะที่แม่น้ำปริ่มด้วยน้ำจากน้ำแข็งละลายในฤดูร้อนอยู่แล้ว สินธุก็ถูกซ้ำเติมจากพายุมรสุมรุนแรงผิดปกติ ฝนตกหนักมากจนบางพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนสูงเท่ากับของทั้งปีภายในไม่กี่ชั่วโมง ทำให้น้ำ เอ่อท้นล้นตลิ่งตลอดลำน้ำด้านใต้ คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 1,600 คน สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“น้ำท่วมร้ายแรงขนาดนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนครับ” อุสมาน คาซี ผู้เชี่ยวชาญการบรรเทาสาธารณภัยในสังกัดโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ สำนักงานอิสลามาบัด กล่าวและเสริมว่า “แต่มันจะเกิดบ่อยจนเป็นปกติ น้ำท่วมสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่งในปากีสถาน”

อินเดีย, ไฟฟ้า
อินเดีย: ช่างไฟฟ้าเชื่อมต่อบ้านหลังหนึ่งเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าในเมืองซาบู แคว้นลาดัก รัฐบาลอินเดียส่งเสริม การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มน้ำสินธุด้วยทุนมหาศาลและผลกระทบใหญ่หลวงต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็ได้ประโยชน์ด้วย เมื่อปี 2013 เลห์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของลาดักเปลี่ยนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้ดีเซลมาเป็นไฟฟ้าพลังน้ำที่สะอาดกว่า

ความแตกต่างชัดเจนที่สุดเมื่อเทียบกับสมัยที่ฉันเขียนหนังสือเล่มนั้นก็คือ ปัจจุบันภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นส่วนหนึ่งของทุกการอภิปรายที่ว่าด้วยอนาคตแม่น้ำสินธุ และความท้าทายดังกล่าวยังซับซ้อนขึ้นชนิดไม่รู้จบ เพราะแม่น้ำสินธุกับแม่น้ำสาขาทั้งห้าสายถูกใช้ร่วมกันระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอริกัน มาตั้งแต่ปี 1947 ขณะที่จีนคุมต้นน้ำเอาไว้ ตอนไปถึงทิเบตเมื่อปี 2006 ฉันตกใจมากเมื่อเห็นแม่น้ำสินธุในสภาพเหือดแห้งไร้น้ำ เพราะจีนเพิ่งสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำตอนบนหลายช่วง

ทั้งอินเดีย ปากีสถาน และจีน ต่างมีประชากรจำนวนมหาศาล และมีเหตุผลนับไม่ถ้วนรองรับการปกป้องทรัพยากรของตน ทั้งสามประเทศยังครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เรามองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นทีละน้อยจนแทบไม่รู้สึก แต่ตลอดเส้นทางของแม่น้ำสินธุ ปรากฏการณ์นี้อาจกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งที่เปลี่ยนโลกได้ในชั่วข้ามคืน

 

เรื่อง อลิซ อัลบีนียา

ภาพถ่าย เบรนดัน ฮอฟฟ์แมน

อ่านสารคดี น้ำ: วิกฤตที่กำลังมาเยือน ฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกรกฎาคม 2563 สั่งซื้อได้ที่ร้านหนังสือทั่วไป หรือทางเว็บไซต์  https://www.naiin.com/product/detail/506990 


อ่านเพิ่มเติม ปริศนาอันยืนยงของเอเวอเรสต์

เรื่องแนะนำ

ชม ปะการังออกไข่ ความสวยงามของท้องทะเลไทยในช่วงเวลาสั้นๆ

เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ทีมนักวิจัยก็ดำดิ่งลงไปใต้ทะเลที่มืดมิดเพื่อเฝ้ารอ ปะการังออกไข่ ปะการังออกไข่ ปรากฏการณ์ที่พบดูได้ยากซึ่งเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่ครั้งต่อปี เมื่อปัจจัยสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่นอุณหภูมิ แสงจันทร์ การไหลของกระแสน้ำ เป็นใจและส่งสัญญาณแก่ปะการังให้ปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกมาในมวลน้ำพร้อมๆกันเพื่อผสมพันธุ์และให้กระแสน้ำพัดนำพาตัวอ่อนแพลงค์ตอนเล็กๆลอยออกไป โอกาสรอดชีวิตของแพลงก์ตอนนั้นไม่ได้มีเยอะในธรรมชาติจากสัตว์นักล่าเล็กใหญ่ที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ประจำปี ก้อนเซลล์สืบพันธุ์สีชมพูขนาดจิ๋วนับไม่ถ้วนที่ผุดลอยช้าๆ ตามมวลน้ำบางส่วนจึงถูกเก็บไปใช้ในโครงการวิจัยการเพาะพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศ ที่นำโดย ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ ก่อนที่จะถูกรีบนำส่งมาที่โรงเพาะปะการังบนเกาะแสมสารเพื่อทำการผสมในบ่อเพาะเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อดูแลให้เติบโตและนำคืนสู่ท้องทะเลเพื่อฟื้นฟูแนวปะการังธรรมชาติเมื่อถึงวัย หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพของงานเพาะพันธุ์ปะการังด้วยการหักกิ่งที่มักออกตามสื่อต่างๆ แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือการหักกิ่งเพาะชำที่สามารถสร้างปริมาณชิ้นปะการังได้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีการเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมเนื่องจากชิ้นปะการังเหล่านี้ก็ล้วนต่างเหมือนร่างโคลนจากโคโลนี่ที่ถูกนำมาหักกิ่ง แต่การเพาะพันธุ์แบบอาศัยเพศเช่นการออกไข่นี้ จะเสริมสร้างความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังได้มากกว่าซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) ของแนวปะการังในธรรมชาติจากภัยคุกคามต่างๆ การเลือกใช้แต่ละเทคนิคก็ควรถูกพิจารณาจากลักษณะพื้นที่ ภัยคุกคาม และงบประมาณ แต่จากสภาพแวดล้อมของมหาสมุทรภายใต้สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่สภาวะท้องทะเลเป็นกรด การระบาดของโรคปะการัง และความถี่ของการฟอกขาวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การเสริมสร้างความหลากหลายทางพันธุกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวก็เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้ระบบนิเวศที่สำคัญแต่เปราะบางของท้องทะเลอย่างแนวปะการังสามารถปรับตัวอยู่รอดต่อไปได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปของยุคปัจจุบัน เรื่องและภาพ ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ติดตามผลงานเพิ่มเติมของศิรชัยที่ https://www.instagram.com/shinalodon/ Curated by เอกรัตน์ ปัญญะธารา อ่านเพิ่มเติม ชมหิมะใต้ท้องทะเล เมื่อปะการังผสมพันธุ์

วิกฤติ น้ำ ในดินเดีย

การเดินเท้าผ่านอินเดียเป็นระยะทาง 3,900 กิโลเมตร เผยให้เห็นพลังดึงดูดลี้ลับของมหานทีศักดิ์สิทธิ์ และวิกฤติ น้ำ ที่คุกคามวิถีชีวิตของผู้คน ผมกำลังเดินเท้าท่องโลก ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ผมเดินทางย้อนรอยเส้นทางของ โฮโม เซเปียนส์ ที่รอนแรมจากแอฟริกาในยุคหินออกมาสำรวจโลกสมัยบรรพกาล ไม่มีที่แห่งใดในการเดินทางด้วยเท้าของผม ไม่ว่าจะในชาติหรือทวีปใด ที่ผมได้พบเห็นเคราะห์กรรมทางสิ่งแวดล้อมในระดับเดียวกับวิกฤติขาดแคลน น้ำ ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับอินเดีย ซึ่งร้ายแรงน่ากลัวจนแทบไม่อยากนึกถึง เรื่อง พอล ซาโลเพก ภาพถ่าย จอห์น สแตนเมเยอร์ ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก บ้านของผู้คนกว่า 1,300 ล้านคน และภูมิทัศน์ได้รับการสลักเสลาจากมหานทีศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสินธุ คงคา พรหมบุตร และลำน้ำสาขาอันทรงพลังทั้งปวง อินเดียกำลังยืนโงนเงนอยู่บนขอบผาแห่งภาวะฉุกเฉินทางน้ำโดยยังไม่ทราบผลพวงที่จะเกิดขึ้น ผู้คนราว 100 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในมหานคร 21 แห่งของอินเดีย รวมถึงกรุงเดลี เมืองเบงกาลูรู (บังคาลอร์) และไฮเดอราบาด อาจสูบน้ำบาดาลจนเหือดแห้งภายในสิ้นปีนี้ เกษตรกรในรัฐปัญจาบทางภาคเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของเอเชีย คร่ำครวญว่าระดับน้ำบาดาลที่ถูกสูบขึ้นมาใช้อย่างไม่หยุดหย่อนลดลง 12 ถึง 18 หรือกระทั่ง 30 เมตรภายในชั่วรุ่นเดียว และมลพิษในรูปกากของเสียอุตสาหกรรม […]

ชมการสอดประสานเต้นรำของหมู่แมลงและมวลบุปผา

ชมการสอดประสานเต้นรำของหมู่แมลงและมวลบุปผา จะมีอะไรให้เราชมอย่างพึงใจได้เทียบเท่ากับธรรมชาติ ในโลกยุคเทคโนโลยีที่ทุกอย่างหมุนเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านพักจากทุกสิ่งชั่วครู่ และปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความงดงามของดอกไม้และแมลง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งธรรมชาติที่ย่นย่อขนาดลง ผลงานการสื่อสารระหว่างดอกไม้และแมลงชิ้นนี้เป็นของ Yoshiyuki Katayama ได้บันทึกช่วงเวลาพิเศษของมิตรสหายผู้พึ่งพากันมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ “ดอกไม้และแมลง” จะน่าตื่นตาแค่ไหนลองไปชมกัน   อ่านเพิ่มเติม ดอกไม้เรืองแสง

บนน้ำแข็งที่เปราะบาง

เรื่อง แอนดี ไอแซกสัน ภาพถ่าย นิก คอบบิง น้ำแข็งทะเลเหนือมหาสมุทรอาร์กติกไม่ได้ราบเรียบไร้รอยต่ออย่างในแผนที่ แต่ประกอบขึ้นจากแพน้ำแข็งที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ทั้งชนกัน เปลี่ยนรูปร่าง ตลอดจนแตกร้าวเพราะแรงลมและกระแสน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 ผมยืนตัวสั่นอยู่บนดาดฟ้าเรือ แลนซ์  เรือวิจัยรุ่นเก่าของนอร์เวย์ซึ่งกำลังแล่นฝ่าไปตามรอยแตกอันซับซ้อนของผืนน้ำแข็ง รอบข้างมีเพียงที่ราบสีขาวอันเวิ้งว้างทอดไกลสุดสายตา  ตัวเรือเหล็กกล้าสั่นสะเทือนและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อลุยผ่านก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่  เรือ แลนซ์ กำลังมองหาแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ให้ยึดเกาะแทนน้ำแข็งแผ่นเก่าที่แตกไป เพื่อจะได้ลอยไปบนทะเลเยือกแข็งอีกครั้ง พร้อมกับบันทึกชะตากรรมของน้ำแข็งทะเลในอาร์กติกไปด้วย ทว่ามหาสมุทรอาร์กติกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อากาศเหนืออาร์กติกอุ่นขึ้นโดยเฉลี่ยราวสามองศาเซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ผืนน้ำแข็งที่เคยปกคลุมหายไปมาก และที่มีอยู่ก็บางลงกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นน้ำแข็งตามฤดูกาลมากกว่าจะเป็นแพน้ำแข็งเก่าแก่ที่สะสมตัวเป็นชั้นหนา วัฏจักรแห่งความหายนะที่ส่งผลสะท้อนกว้างไกลได้เกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือเมื่อน้ำแข็งสีขาวถูกแทนที่ด้วยผืนน้ำสีเข้มของมหาสมุทรในฤดูร้อน ย่อมเกิดการดูดซับแสงอาทิตย์ไว้มากขึ้น ส่งผลให้น้ำและอากาศยิ่งร้อนขึ้น และนั่นย่อมทำให้การละลายที่ดำเนินอยู่รุนแรงยิ่งขึ้นตามไปด้วย “มหาสมุทรอาร์กติกอุ่นขึ้นก่อนใคร แถมยังอุ่นขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย” คิม โฮลเมน อธิบาย เขาเป็นผู้อำนวยการนานาชาติของสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ หรือเอ็นพีไอ (Norwegian Polar Institute: NPI) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ แลนซ์ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศทำนายว่า เมื่อถึงปี 2040 เราจะสามารถเดินเรือข้ามน่านน้ำเปิดไปยังขั้วโลกเหนือได้ในฤดูร้อน ที่ผ่านมา  น้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกทำให้ทั้งโลกเย็นลงด้วยการสะท้อนแสงแดดกลับสู่อวกาศ การสูญเสียน้ำแข็งในภูมิภาคนี้จึงส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและลมฟ้าอากาศนอกแถบอาร์กติกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะส่งผลอย่างไรบ้างนั้นยังไม่มีคำตอบแน่ชัด การพยากรณ์ที่แม่นยำกว่านี้ต้องอาศัยข้อมูลที่ดีกว่าเกี่ยวกับน้ำแข็งทะเลและการเปลี่ยนแปลงของมัน […]