น้ำ: วิกฤตที่กำลังมาเยือน - National Geographic Thailand

น้ำ: วิกฤตที่กำลังมาเยือน

มองอนาคตของ แม่น้ำสินธุ สายเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน 270 ล้านคน แต่เมื่อภาวะธารน้ำแข็งถอยร่น กระแสน้ำเริ่มอ่อนแรง ส่งผลให้ผู้คนหลายล้านตกอยู่ในความเสี่ยง

ใกล้กับยอดเขากังหรินโปเฉหรือเขาไกรลาสในทิเบต คือต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญสี่สายที่ทอดแผ่ไปทางตะวันออกและตะวันตกผ่านเทือกเขาหิมาลัย และไหลลงสู่ทะเลดุจดั่งพระกรของพระแม่คงคาผู้ศักดิ์สิทธิ์

ตลอดทางที่สายน้ำเหล่านี้ไหลผ่าน อารยธรรมและรัฐชาติต่างๆ ถือกำเนิดขึ้น ตั้งแต่ทิเบต ปากีสถาน อินเดียตอนเหนือ เนปาล และบังกลาเทศ น้ำจากแม่น้ำจะถูกใช้อย่างไรขึ้นอยู่กับผู้คนที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำมาเนิ่นนาน ส่วนแม่น้ำจะมีน้ำมาเติมอย่างไรขึ้นอยู่กับสองปัจจัย ได้แก่ ฝนในฤดูมรสุมและน้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็ง ปรากฏการณ์ทั้งสองซึ่งอยู่ใต้ การปกปักรักษาของทวยเทพมานับพันปี บัดนี้อยู่ในมือของมนุษย์ด้วย

แม่น้ำสายต่างๆ ที่มีต้นน้ำอยู่ในแถบตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยอย่างแม่น้ำพรหมบุตรได้รับน้ำส่วนใหญ่จากมรสุมฤดูร้อน แม่น้ำเหล่านี้อาจได้รับน้ำมากขึ้นเมื่ออากาศที่ร้อนขึ้นเติมความชื้นให้บรรยากาศมากขึ้น แต่น้ำส่วนใหญ่ในแม่น้ำสินธุซึ่งไหลไปทางตะวันตกจากยอดเขากังหรินโปเฉ ได้รับน้ำจากหิมะและธารน้ำแข็งของเทือกเขาหิมาลัย การาโกรัม และฮินดูกูช โดยเฉพาะธารน้ำแข็งซึ่งเป็น “หอเก็บน้ำ” ที่กักเก็บหิมะในฤดูหนาวไว้ในรูปน้ำแข็ง บนเขาสูง แล้วปล่อยลงมาในรูปน้ำที่ละลายจากน้ำแข็งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน

แม่น้ำสินธุ
ปากีสถาน: ในเขตเทือกเขาทางตอนเหนือ ธารน้ำแข็งชีชเปอร์ที่กลายเป็นสีดำเพราะเศษหิน ไหลทะลักเข้าท่อส่ง และอาคารโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในปี 2018 การไหลทะลักดังกล่าวอาจถูกกระตุ้นจากการละลายที่เร็วขึ้น

กระบวนการนี้ทำให้มีน้ำไหลมาหล่อเลี้ยงทั้งมนุษย์และระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ระหว่างเส้นทางในเขตที่ราบของปากีสถานและภาคเหนือของอินเดีย มีระบบเกษตรชลประทานอันกว้างใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกพึ่งพาแม่น้ำสินธุอยู่ บรรดาธารน้ำแข็งที่ส่งน้ำลงสู่แม่น้ำสินธุเปรียบได้กับเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนราว 270 ล้านคน

ธารน้ำแข็งเหล่านี้ส่วนใหญ่กำลังหดเล็กลง ปรากฏการณ์นี้จะทำให้แม่น้ำสินธุมีน้ำหลากมากขึ้นในระยะแรก แต่หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นดังที่คาดการณ์ และธารน้ำแข็งยังละลายถอยร่นต่อไปอีก แม่น้ำสินธุจะไปถึงจุดที่มี “ระดับน้ำสูงสุด” ภายในปี 2050 แล้วกระแสน้ำจะเริ่มลดลงหลังจากนั้น

มนุษย์ใช้น้ำมากกว่าร้อยละ 60 ของแม่น้ำสินธุแล้ว และประชากรในเขตลุ่มน้ำสินธุก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร เนเจอร์ เมื่อไม่นานมานี้ คณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติรายงานการวิเคราะห์อ่างเก็บน้ำจากธารน้ำแข็งทั่วโลก โดยระบุว่าแม่น้ำสินธุวิกฤติที่สุดเมื่อพิจารณาจาก “ความตึงเครียดของระบบแม่น้ำอันเกิดจากการดึงน้ำไปใช้ในระดับสูงและการขาดการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาลในภูมิภาคแล้ว มีโอกาสน้อยมากที่แม่น้ำสินธุ…จะทนต่อแรงกดดันนี้ได้” ปากีสถานจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

แม่น้ำสินธุ, ปากีสถาน, เขื่อน
ปากีสถาน: กระแสน้ำเชี่ยวกรากจากน้ำแข็งละลายไหลหลากลงมาจากเทือกเขาเข้าท่วมที่ราบสินธ์ทางตอนใต้ของปากีสถาน เขื่อนทดน้ำที่สุกกุระที่เห็นอยู่ไกลๆ สร้างขึ้นในสมัยอาณานิคม เขื่อนนี้ผันน้ำจากแม่น้ำสินธุไปลงเครือข่ายคลองชลประทานเพื่อส่งน้ำให้พืชเศรษฐกิจ เช่น ฝ้าย ข้าวสาลี และข้าวในทะเลทราย อังกฤษสร้างสิ่งที่ยังคงเป็นระบบชลประทานขนาดใหญ่ที่สุดในโลกตลอดลำน้ำสินธุ

จากปี 2003 ถึง 2006 ฉันเดินทางไปตามแม่น้ำที่ยาว 3,200 กิโลเมตรสายนี้ จากทะเลอาหรับขึ้นไปจนถึง ต้นน้ำในทิเบต เพื่อเก็บข้อมูลเขียนหนังสือ จักรวรรดิลุ่มน้ำสินธุ (Empires of the Indus) สถานการณ์ของแม่น้ำ ตึงเครียดอย่างชัดเจนตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว สินธุเปลี่ยนไปไม่เหลือเค้าแม่น้ำผู้ทรงพลังดังที่ข้าราชการยุคอาณานิคมอังกฤษเคยพรรณนาเอาไว้เลย น้ำในแม่น้ำลดลงเพราะความต้องการใช้น้ำเพื่อการชลประทาน อุตสาหกรรม และชีวิตประจำวัน การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำและเขื่อนทดน้ำทำให้แม่น้ำสินธุไหลไปไม่ถึงทะเล และปากแม่น้ำที่มีป่าชายเลนปกคลุมก็กำลังจะตาย ทะเลสาบต่างๆ ของสินธุก็ปนเปื้อนมลพิษจากน้ำทิ้งและน้ำเสีย

ฉันถึงกับอึ้งที่แม่น้ำสินธุซึ่งเคยได้รับการสดุดีมาแต่โบราณกาลในบทสรรเสริญภาษาสันสฤตอันศักดิ์สิทธิ์ มาวันนี้กลับได้รับการปฏิบัติเยี่ยงทรัพยากรอย่างหนึ่ง มิได้เป็นที่เคารพบูชาอีกต่อไป ทุกคนที่ฉันพบเจอ ตั้งแต่ชาวไร่ชาวนาจนถึงนักการเมืองต่างคิดว่าแม่น้ำสายนี้ได้รับการบริหารจัดการอย่างผิดพลาด พวกเขาพูดถึงโครงการวิศวกรรมที่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือไม่ก็ไร้ประสิทธิภาพ การปันส่วนน้ำอย่างไม่เป็นธรรม และระบบนิเวศที่ถูกทำลายในนามของผลกำไร

แม่น้ำสินธุ
จีน: นักแสวงบุญถ่ายภาพเซลฟีที่โดรลมาลา จุดสูงสุดในระยะทาง 52 กิโลเมตรของเส้นทาง โกราหรือการเดินจงกรมรอบยอดเขากังหรินโปเฉ (ไกรลาส) ในทิเบต เขาลูกนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของสี่ศาสนา และแม่น้ำสี่สายของเอเชียใต้ ก็มีต้นน้ำใกล้กับจุดหลักตามทิศทั้งสี่ที่เชิงเขา ต้นน้ำของแม่น้ำสินธุอยู่ทางทิศเหนือของภูเขาใช้เวลาเดินสี่วัน

ตอนนั้นยังมีไม่กี่คนที่พูดถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อต่อแม่น้ำสินธุ จนล่วงถึงปี 2010 ความใหญ่หลวงของปัญหาปรากฏในรูปของอุทกภัยร้ายแรงหลายครั้ง แทนที่จะเป็นปัญหาขาดแคลนน้ำ ปริมาณน้ำฝนรวมในเขตเทือกเขาหิมาลัยจะเป็นเท่าใดในอนาคตยังไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆ คือมีฝนตกหนักและรุนแรงบ่อยขึ้น

เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2010 ขณะที่แม่น้ำปริ่มด้วยน้ำจากน้ำแข็งละลายในฤดูร้อนอยู่แล้ว สินธุก็ถูกซ้ำเติมจากพายุมรสุมรุนแรงผิดปกติ ฝนตกหนักมากจนบางพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนสูงเท่ากับของทั้งปีภายในไม่กี่ชั่วโมง ทำให้น้ำ เอ่อท้นล้นตลิ่งตลอดลำน้ำด้านใต้ คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 1,600 คน สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“น้ำท่วมร้ายแรงขนาดนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนครับ” อุสมาน คาซี ผู้เชี่ยวชาญการบรรเทาสาธารณภัยในสังกัดโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ สำนักงานอิสลามาบัด กล่าวและเสริมว่า “แต่มันจะเกิดบ่อยจนเป็นปกติ น้ำท่วมสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่งในปากีสถาน”

อินเดีย, ไฟฟ้า
อินเดีย: ช่างไฟฟ้าเชื่อมต่อบ้านหลังหนึ่งเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าในเมืองซาบู แคว้นลาดัก รัฐบาลอินเดียส่งเสริม การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มน้ำสินธุด้วยทุนมหาศาลและผลกระทบใหญ่หลวงต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็ได้ประโยชน์ด้วย เมื่อปี 2013 เลห์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของลาดักเปลี่ยนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้ดีเซลมาเป็นไฟฟ้าพลังน้ำที่สะอาดกว่า

ความแตกต่างชัดเจนที่สุดเมื่อเทียบกับสมัยที่ฉันเขียนหนังสือเล่มนั้นก็คือ ปัจจุบันภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นส่วนหนึ่งของทุกการอภิปรายที่ว่าด้วยอนาคตแม่น้ำสินธุ และความท้าทายดังกล่าวยังซับซ้อนขึ้นชนิดไม่รู้จบ เพราะแม่น้ำสินธุกับแม่น้ำสาขาทั้งห้าสายถูกใช้ร่วมกันระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอริกัน มาตั้งแต่ปี 1947 ขณะที่จีนคุมต้นน้ำเอาไว้ ตอนไปถึงทิเบตเมื่อปี 2006 ฉันตกใจมากเมื่อเห็นแม่น้ำสินธุในสภาพเหือดแห้งไร้น้ำ เพราะจีนเพิ่งสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำตอนบนหลายช่วง

ทั้งอินเดีย ปากีสถาน และจีน ต่างมีประชากรจำนวนมหาศาล และมีเหตุผลนับไม่ถ้วนรองรับการปกป้องทรัพยากรของตน ทั้งสามประเทศยังครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เรามองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นทีละน้อยจนแทบไม่รู้สึก แต่ตลอดเส้นทางของแม่น้ำสินธุ ปรากฏการณ์นี้อาจกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งที่เปลี่ยนโลกได้ในชั่วข้ามคืน

 

เรื่อง อลิซ อัลบีนียา

ภาพถ่าย เบรนดัน ฮอฟฟ์แมน

อ่านสารคดี น้ำ: วิกฤตที่กำลังมาเยือน ฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกรกฎาคม 2563 สั่งซื้อได้ที่ร้านหนังสือทั่วไป หรือทางเว็บไซต์  https://www.naiin.com/product/detail/506990 


อ่านเพิ่มเติม ปริศนาอันยืนยงของเอเวอเรสต์

เรื่องแนะนำ

มีเทน ความลับของฟองอากาศน้ำแข็ง (Ice bubbles) และก๊าซเรือนกระจก

มอง ฟองอากาศ อันงดงามใต้ผืนน้ำแข็งทะลุไปถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   กันยายน ปี ค.ศ. 2022  ทีมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเฝ้าจับตาดูธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก (Doomsday Glacier) หรือธารน้ำแข็งทเวตส์ (Thwaites Glacier) ประกาศให้โลกรู้ว่า ธารน้ำแข็งนี้ได้หลุดออกจากการเกาะเกี่ยวกับแผ่นทวีปแอนตาร์กติกเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นข่าวที่น่ากังวล เพราะความสำคัญของธารน้ำแข็งนี้คือพื้นที่กักเก็บน้ำแข็งขนาดใหญ่ขนาดเท่าสหราชอาณาจักร หากธารน้ำแข็งนี้ละลาย น้ำทะเลจะสูงขึ้นมากกว่าสองฟุต นี่เป็นประเด็นใหญ่ทางสิ่งแวดล้อมที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังวิตก เมื่อโลกร้อนขึ้น 1 องศาเซลเซียสจะกระตุ้นให้เกิดน้ำแข็งละลายเพิ่มขึ้น จึงมีคำเตือนจากนักวิทยาศาสตร์ว่าถึงเวลาต้องรักษาสภาวะแวดล้อมกันอย่างจริงจัง เราต้องลดอุณหภูมิของโลกลงหรืออย่างน้อยก็คงอุณหภูมิไว้เท่าเดิมเพื่อลดการละลายของธารน้ำแข็งทั่วโลก ตัวชี้วัดเรื่องอุณหภูมิอย่างหนึ่งคือแม่น้ำ ทะเลสาบ หรือแม้แต่พื้นที่ริมน้ำทะเลบางส่วนที่กลายเป็นน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาวในพื้นที่ต่างๆ ของโลก ล้วนบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ง่ายด้วยการสังเกต แต่นอกเหนือจากเป็นตัวติดตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ในบรรดาแม่น้ำ ทะเลสาบ หรือพื้นที่ชายฝั่งทะเลจำเป็นต้องคงสภาพเป็นน้ำแข็งในฤดูหนาวไว้ นั่นเพราะแหล่งน้ำบางแห่งเหล่านั้นกักเก็บหนึ่งในก๊าซที่ก่อภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect) เร่งให้เกิดโลกร้อนนั่นคือก๊าซมีเทน (Methane) มีเทน เป็น 1 ใน 6 ก๊าซก่อเรือนกระจก ซึ่งประกอบไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFC8) […]

ฤาตำนาน น้ำท่วมโลก จะมาจากน้ำท่วมใหญ่ในยุคน้ำแข็ง

เป็นไปได้ว่าระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากธารน้ำแข็งละลายเมื่อหมื่นปีก่อน คือจุดเริ่มต้นของตำนานน้ำท่วมโลกที่คล้ายคลึงกันในหลายวัฒนธรรม

คิริบาตี กำลังทวนกระแสน้ำทะเลที่กำลังกลืนประเทศ

ระดับทะเลที่สูงขึ้นสร้างความหวั่นวิตกว่าน้ำจะท่วม คิริบาตี ทว่าจิตวิญญาณของชาวเกาะยังเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ขณะนี้ โลกของเรากำลังอยู่ในภาวะโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยสหประชาชาติเตือนว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลให้น้ำแข็งที่กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาละลายเร็วขึ้น ระดับน้ำทะเลของโลกเพิ่มขึ้นจากการณ์เป็น 2 เมตร และถ้ายังไม่มีมีการลดการปล่อยก๊าซสู่ชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100 ซึ่งเพิ่มจากการคาดการณ์เมื่อปี 2013 ที่ว่า สถานการณ์โลกร้อนดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจะส่งผลระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นระหว่าง 52 – 98 ซม. ในปี 2100 รายงานจาก คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ( The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ระบุว่า ปริมาณน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลในมีการสูญเสียที่ดินประมาณ 1.79 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเท่ากับขนาดประเทศลิเบีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ราว 187 ล้านคน บางส่วนของกรุงลอนดอน ลอสแอนเจลิส นครรีอูดี จาเนรู รวมไปถึงเซี่ยงไฮ้ จะจมอยู่ใต้น้ำ อย่างไรก็ตาม วิธีการบรรเทาปัญหาน้ำทะเลที่ขึ้นสูงอย่างเร่งด่วน คือการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องไปถึงหลายทศวรรษข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดความรุนแรงของสถานการณ์ลงได้ราว […]

ชมแผ่นน้ำแข็งทรงกลมค่อยๆ หมุนอยู่บนผิวน้ำ

โดย ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ ภาพที่เกิดขึ้นนี้ดูราวกับเป็นความสมบูรณ์แบบทางธรรมชาติ เมื่อแผ่นน้ำแข็งรูปทรงกลมกำลังหมุนอย่างช้าๆ บนผิวของแม่น้ำ คลิปวิดีโอนี้ถูกบันทึกไว้ในปี 2016 จากแม่น้ำใน Omsk Oblast ภูมิภาคทางตอนกลางของรัสเซีย และทางตอนเหนือของคาซัคสถาน เมื่อมองในแวบแรก แผ่นน้ำแข็งดูเหมือนว่ากำลังหยุดนิ่ง แต่หากดูให้ดีจะพบว่ามันกำลังหมุนอย่างช้าๆ และที่น่าทึ่งก็คือแผ่นน้ำแข็งรูปวงกลมนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างสมมาตร หรือเรียกได้ว่าเป็นวงกลมที่สมบูรณ์แบบ คำบอกเล่าจากผู้ถ่ายวิดีโอ (ที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) แผ่นน้ำแข็งแผ่นนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50 ฟุต ในรัสเซียแผ่นน้ำแข็งทรงกลมขนาดใหญ่เช่นนี้หาดูได้ยาก แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดธรรมชาติแต่อย่างใดและแผ่นน้ำแข็งลักษณะนี้ก็มีรายงานการพบใน รัฐนอร์ทดาโกตา, วอชิงตัน และมิชิแกนเช่นกัน ทฤษฎีแรกที่เกิดจากการสังเกตแผ่นน้ำแข็งในปี 1987 และ 1994 ที่อยู่ระหว่างการไหลของแม่น้ำ อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดลงใน Royal Meteorological Society ว่า การไหลของแม่น้ำทำให้เกิดกระแสน้ำวนขึ้น และส่งผลให้เกิดแผ่นน้ำแข็งเป็นรูปวงกลม แต่ผลการศึกษาเพิ่มเติม เมื่อเดือนมีนาคม ปีที่ผ่านมา ระบุว่าทฤษฎีนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้เท่าไหร่ ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Physical Review E นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลีแยฌ ในเบลเยียม พบว่า อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นตัวทำให้เกิดน้ำวนขึ้น โดยเกิดจากเมื่อน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้นจะมีความหนาแน่นน้อยลงในขณะที่พื้นผิวยังคงเย็นอยู่ด้วยน้ำแข็ง จึงเกิดเป็นน้ำวนขึ้นมา ทีมนักวิจัยทดลองทฤษฎีนี้ในห้องปฏิบัติการ […]