จากเชี่ยวหลานถึงแม่วงก์ : การลุกฮือเพื่อปกป้องป่า - National Geographic Thailand

จากเชี่ยวหลานถึงแม่วงก์ : การลุกฮือเพื่อปกป้องป่า

“ในความรู้สึกของผม เราไม่ต้องมาเถียงกันหรอกว่า เราจะใช้ป่าไม้อย่างไร เพราะมันเหลือน้อยมากจนไม่ควรใช้ จึงควรจะรักษาส่วนนี้เอาไว้” – สืบ นาคะเสถียร

ไม้ใหญ่ยืนต้นตายเป็นหย่อม ๆ ท่ามกลางผืนนํ้าสีดำเวิ้งว้างในหุบเขา คือภาพจำของผมเกี่ยวกับเขื่อนเชี่ยวหลาน (หรือชื่อทางการคือเขื่อนรัชชประภา) ผมมีโอกาสเดินทางไปที่นั่นครั้งแรกในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของมูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร เมื่อปี พ.ศ. 2539 พร้อมกับวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งในเวลานั้นเป็นบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี โดยควบตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรด้วย ครั้งนั้น เราเดินทางไปมอบเงินช่วยเหลือให้ครอบครัวเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เพิ่งถูกยิงเสียชีวิต หลังจากที่มูลนิธิตั้งกองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า

10 ปีก่อนหน้านั้น ตอนที่ยังไม่มีเขื่อนกั้นขวางลำนํ้า “เชี่ยวหลาน” เป็นชื่อแก่งกลางนํ้าบริเวณคลองแสงที่มีนํ้าไหลเชี่ยว ตั้งอยู่ระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงและอุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นป่าดิบที่ราบตํ่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด พอมีการสร้างเขื่อนและกักเก็บนํ้าเมื่อ พ.ศ. 2529 ป่าสมบูรณ์ผืนนี้จึงจมอยู่ใต้บาดาลตลอดกาล และทิ้งให้สัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 338 ชนิดต้องติดอยู่ตามเกาะแก่งน้อยใหญ่ภายในอ่างเก็บนํ้า

ในตอนนั้น สืบ นาคะเสถียร ต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าจากโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ครั้งแรกของเมืองไทย พูดได้ว่าการทำงานในคราวนั้นเป็นครั้งแรก ๆ ที่สังคมไทยเห็นสืบ นาคะเสถียร ในฐานะข้าราชการนํ้าดีที่ทำงานแบบถวายชีวิตช่วยเหลือสัตว์ป่า ผ่านทางรายการ ส่องโลก สารคดีโทรทัศน์ของสันติธร หุตาคม หรือ “โจ๋ย บางจาก” ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในเวลานั้น ภาพสืบทุ่มเทออกแรงปั๊มหัวใจกวางที่เขาช่วยไว้ไม่สำเร็จ จนต้องหลั่งนํ้าตาให้กับมัน เป็นภาพติดตาของผู้ชมทั่วประเทศที่เห็นสืบทำงานอย่างจริงจังโดยไม่คิดถึงตัวเอง

สืบ นาคะเสถียร, วันสืบ, งานอนุรักษ์. สารคดีสืบนาคะเสถียร
ภาพถ่าย มูลนิธิสืบนาคเสถียร

 

“เป็นโครงการที่โหดมาก อุปกรณ์อะไรก็ไม่พร้อมสักอย่าง พี่สืบทำงานหนักมาก เรียกว่าทำทั้งวันทั้งคืน เหมือนแข่งกับเวลา เพราะแกรู้ว่า ถ้าช้าไปวันเดียวก็จะมีสัตว์อีกมากต้องตาย” วันชัย หรือ “พี่จอบ” ตอบเมื่อผมถามถึงการอพยพสัตว์ป่าให้พ้นจากนํ้าท่วมในครั้งนั้น “จริง ๆ แกไม่มีประสบการณ์จับสัตว์แบบนี้หรอก แต่อาศัยว่าเป็นนักวิชาการ พยายามเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ แต่ที่ไม่มีใครคาดคิดจริง ๆ คือตอนที่แกใช้สวิงจับงูจงอางขึ้นมาจากนํ้า แล้วใช้มือเปล่าจับยัดเข้ากระสอบ ถ้าพลาดถูกกัดก็ตายแน่ ๆ แกพิสูจน์ความเชื่อของแกให้ทุกคนเห็นว่าสัตว์ทุกตัวมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่จริง ๆ” พี่จอบเล่า

จากการทำงานหนักร่วมสองปี แม้โครงการอพยพสัตว์ป่าจะสามารถช่วยเหลือสัตว์ป่าได้ถึง 1,364 ตัว แต่สืบประเมินว่า โครงการนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ความพยายามทั้งหมดที่ลงแรงไปแทบจะสูญเปล่า เมื่อเทียบกับผลกระทบของการสร้างเขื่อนที่มีต่อระบบนิเวศป่าไม้และสัตว์ป่าซึ่งมีถิ่นอาศัยอยู่ที่นั่น ความสะเทือนใจและประสบการณ์ตรงจากเขื่อนเชี่ยวหลานทำให้สืบผันตัวเองจากนักวิจัยสัตว์ป่ามาเป็นนักอนุรักษ์เต็มตัว และมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างเขื่อนนํ้าโจนซึ่งเป็นโครงการเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่กั้นลำนํ้าแควตอนบนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรีเมื่อ พ.ศ. 2531 จนกระทั่งโครงการล้มพับไป กลายเป็นชัยชนะสำคัญของขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติในยุคนั้นที่มีนิสิตนักศึกษาร่วมเป็นแกนนำสำคัญ

สืบ นาคะเสถียร, วันสืบ, งานอนุรักษ์. สารคดีสืบนาคะเสถียร
ภาพถ่าย มูลนิธิสืบนาคเสถียร

งานอพยพสัตว์ป่าจากเขื่อนเชี่ยวหลาน ทำให้ผมมองเขื่อนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ผมตระหนักว่า เขื่อนไม่ได้มีแต่ประโยชน์อย่างที่เรียนมาตั้งแต่ประถม ภาพของสัตว์ป่าที่ต้องหนีตาย และหลายตัวเอาชีวิตไม่รอดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของบ้านที่พวกมันอยู่มาก่อนทำให้ผมและคนทั่วไปในสังคมไทยเริ่มตั้งคำถามถึงข้อดีข้อเสียของเขื่อน และผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งที่เกิดขึ้นทันทีและในระยะยาว

หลายปีต่อมา ผมได้มีโอกาสทำงานกับ ดร.โทนี ไลนัม นักวิทยาศาสตร์อาวุโสชาวออสเตรเลียของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society: WCS) โทนีเคยทำงานวิจัยที่เขื่อนเชี่ยวหลานหลังจากที่เขื่อนสร้างเสร็จไม่นาน โดยศึกษาประชากรสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กตามเกาะแก่งเพื่อติดตามผลกระทบของการที่ป่าถูกแบ่งแยกออกเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อย (fragmentation) อันเนื่องจากการสร้างเขื่อน งานวิจัยชิ้นนั้นเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของเขา โทนีเขียนคำอุทิศวิทยานิพนธ์ฉบับนั้นให้กับสืบ นาคะเสถียร โดยระบุว่าเป็นนักอนุรักษ์คนไทยที่จากไปเพื่อปลุกสำนึกเรื่องการอนุรักษ์

อ่านเพิ่มเติม : สืบสานงานอนุรักษ์ของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ สืบ นาคะเสถียร

25 ปีหลังจากการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน ดร.ลุค กิ๊บสัน ซึ่งในเวลานั้นเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ได้ลงพื้นที่ศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศในระยะยาว ผลสรุปสั้น ๆ คือการพังทลายอย่างสิ้นเชิงของระบบนิเวศ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กสูญพันธุ์เกือบทั้งหมด ส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะหมดไปนานแล้วตั้งแต่สมัยสร้างเขื่อนเสร็จใหม่ ๆ ลุคและนักวิจัยคนอื่น ๆ เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า “ความล่มสลายเชิงระบบนิเวศ” (ecological armageddon) โดยระบุว่า กระบวนการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เกิดขึ้นเร็วมากอย่างไม่น่าเชื่อ งานวิจัยชิ้นนั้นตีพิมพ์ใน Science วารสารวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดฉบับหนึ่ง และกลายเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลก

งานวิจัยดังกล่าวสรุปเอาไว้ว่า เราต้องอนุรักษ์ป่าขนาดใหญ่ไว้ให้ได้ และหลีกเลี่ยงการพัฒนาที่จะนำไปสู่การแบ่งแยกป่าออกเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อย เป็นบทสรุปเดียวกับแนวคิดที่สืบ นาคะเสถียร ยึดมั่นตอนที่ยังมีชีวิตอยู่และกลายเป็นแนวทางสำคัญในการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร คือการรักษาป่าผืนใหญ่ ซึ่งเป็นหลักประกันในการอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพโดยรวม

สืบ นาคะเสถียร, วันสืบ, งานอนุรักษ์. สารคดีสืบนาคะเสถียร
ภาพถ่าย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

เมื่อมาถึงการเคลื่อนไหวคัดค้านเขื่อนนํ้าโจนเมื่อ พ.ศ. 2531 สังคมไทยหันมาฉุกคิดถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมของการสร้างเขื่อน พอ ๆ กับได้เห็นความกล้าหาญทางจริยธรรมของข้าราชการและนักวิชาการกรมป่าไม้หลายคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้าน จนกระทั่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวในที่สุด

ตั้งแต่นั้นมา ผมรู้สึกว่าความคิดที่จะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในผืนป่าอนุรักษ์น่าจะหมดไปแล้ว แต่หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2554 โครงการเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ก็ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันนํ้าท่วมพื้นที่ภาคกลาง เก็บนํ้าไว้ใช้หน้าแล้งและขยายพื้นที่ชลประทาน โดยแลกกับการทำลายป่าที่ราบริมนํ้าภายในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ทางตอนเหนือของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งอันเป็นหัวใจของผืนป่าตะวันตก ซึ่งจะถูกนํ้าท่วมทั้งหมดและกลายเป็นอ่างเก็บนํ้าขนาดกว่าหมื่นไร่

ทุกวันนี้ ข้อมูลทางวิชาการต่างยืนยันตรงกันว่า สัตว์ป่าในแม่วงก์กำลังฟื้นตัวจากสภาพที่เคยถูกคุกคามอย่างรวดเร็วสัตว์ป่าเริ่มกลับมาชุกชุมอีกครั้งและกระจายออกไปทั่วผืนป่าอนุรักษ์โดยรอบ ปัจจุบัน สัตว์ป่าหายากอย่างเสือโคร่ง สมเสร็จ เก้งหม้อ และนกยูง กลับมาใช้ป่าแม่วงก์เป็นบ้านของพวกมันแล้ว ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เกิดจากการทำงานหนักปีแล้วปีเล่าของนักอนุรักษ์ นักวิชาการ และข้าราชการในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นการทำงานหนักที่ทำให้เริ่มเห็นดอกผลน่าชื่นใจ

ภาพถ่าย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

การหมกเม็ดอนุมัติการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 ทั้ง ๆ ที่รายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่ผ่านความเห็นชอบ กลับทำให้ผมได้เห็นความเข้มแข็งของขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติในเมืองไทย เมื่อศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในขณะนั้น เริ่มออกเดินเท้าจากแม่วงก์ถึงกรุงเทพมหานคร เป็นระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตร ตลอดการเดินทาง ศศินสื่อสารความเคลื่อนไหวในแคมเปญ “กอดแม่วงก์” ผ่านทางโซเชียลมีเดียทั้งวันและทุกวัน จนได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างคึกคักและทรงพลัง เกิดเป็นปรากฏการณ์การชุมนุมใหญ่เพื่อสิ่งแวดล้อม ณ ใจกลางกรุงในวันที่ศศินเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ อย่างที่ผมไม่เคยคิดฝันมาก่อน

ปรากฏการณ์เขื่อนแม่วงก์ในเวลานั้นย่อมแยกไม่ออกจากการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-นเรศวรที่ปะทะกับพรานล่าเสือ กับข่าวโครงการตัดถนนผ่ากลางป่าคลองลาน-อุ้มผางที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน รวมไปถึงการเผยแพร่งานวิจัยจากเขื่อนเชี่ยวหลานที่พบว่า การสร้างเขื่อนและการแบ่งผืนป่าออกเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อยนำไปสู่การล่มสลายของชนิดพันธุ์อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

เขื่อนแม่วงก์จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของขบวนการสิ่งแวดล้อมเมืองไทย เป็นบททดสอบสังคมไทยว่า มีวุฒิภาวะกับเรื่องของการอนุรักษ์มากน้อยเพียงใด มีฉันทามติเกี่ยวกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในทิศทางไหน และเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะหาทางออกในเรื่องนี้ด้วยกันอย่างมีเหตุมีผล

วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560 กรมชลประทานได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอถอนรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเขื่อนแม่วงก์ ออกจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ เป็นการปิดฉากความพยายามผลักดันการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ครั้งล่าสุด

เรื่อง ดร.เพชร มโนปวิตร
ภาพถ่าย เอกรัตน์ ปัญญะธารา


ตั้งแต่วันที่ 1-5 กันยายน พ.ศ. 2563 National Geographic Thailand จะนำเสนอสารคดีชุด “รำลึก 30 ปี สืบ นาคะเสถียร สืบสานงานอนุรักษ์ในโลกยุคใหม่” ยาว 5 ตอน โดย ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์และนักเขียนสารคดีสิ่งแวดล้อม และถ่ายภาพโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

โปรดติดตาม “รำลึก 30 ปี สืบ นาคะเสถียร สืบสานงานอนุรักษ์ในโลกยุคใหม่” ตอน “รักษาผืนป่าตะวันตกด้วย ความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศ” ในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563


สามารถติดตามเรื่องราวฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2563 

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2

เรื่องแนะนำ

วูลเวอรีน : ชีวิตที่ต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด

รู้จักกับวูลเวอรีน (wolverine) สัตว์กินเนื้อและนักล่าผู้ดุร้ายแห่งแดนเหนืออันห่างไกล แม้พวกมันจะขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกาจและความทรหดเป็นเลิศ ทว่าทุกวันนี้ วูลเวอรีนกำลังต่อสู้กับภัยคุกคามใหม่ๆ เพราะภูมิอากาศที่อบอุ่นขึ้นกำลังทำให้อาณาเขตของพวกมันหดหายไป

ชมการสอดประสานเต้นรำของหมู่แมลงและมวลบุปผา

ชมการสอดประสานเต้นรำของหมู่แมลงและมวลบุปผา จะมีอะไรให้เราชมอย่างพึงใจได้เทียบเท่ากับธรรมชาติ ในโลกยุคเทคโนโลยีที่ทุกอย่างหมุนเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านพักจากทุกสิ่งชั่วครู่ และปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความงดงามของดอกไม้และแมลง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งธรรมชาติที่ย่นย่อขนาดลง ผลงานการสื่อสารระหว่างดอกไม้และแมลงชิ้นนี้เป็นของ Yoshiyuki Katayama ได้บันทึกช่วงเวลาพิเศษของมิตรสหายผู้พึ่งพากันมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ “ดอกไม้และแมลง” จะน่าตื่นตาแค่ไหนลองไปชมกัน   อ่านเพิ่มเติม ดอกไม้เรืองแสง

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เศษซากจากความเจริญรุ่งเรือง

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-Waste) หรือซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่าง ๆ ทั้งที่ใกล้หมดอายุการใช้งาน ล้าสมัย ในยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้พัฒนาระบบการสื่อสาร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Waste หรือ E-waste) คือ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่าง ๆ ทั้งที่ใกล้หมดอายุการใช้งาน ล้าสมัย และไม่เป็นที่ต้องการของเจ้าของอีกต่อไป ซึ่งกลายเป็นขยะถูกทิ้งหรือถูกส่งต่อไปยังสถานีรีไซเคิล ซาเล้ง หรือร้านรับซื้อของเก่า เพื่อนำไปคัดแยกชิ้นส่วนและกำจัดเศษซากของอุปกรณ์ที่เหลือ ในยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้พัฒนาระบบการสื่อสาร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะการเปลี่ยนถ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งยิ่งกว่าที่เคย ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขยะอิเล็กทรอนิกส์สามารถจำแนกออกเป็น 10 ประเภท ตามระเบียบ WEEE (Waste from Electronic and Electronic Equipment) ของสหภาพยุโรป ดังนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ภายในครัวเรือน เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องล้างจาน เป็นต้น เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กภายในครัวเรือน เช่น […]

คดีอ่าวมาหยา ศาลไทยสั่ง 20th Century Fox จ่ายชดเชย 10 ล้านบาท หลังสู้นาน 24 ปี

สรุปคดีอ่าวมาหยา ศาลไทยสั่ง 20th Century Fox เตรียมจ่ายเงินชดเชย 10 ล้านบาท หลังสู้กันนานกว่า 20 ปี ในปี 2000 ภาพยนตร์ที่มีชื่อเรื่องว่า ‘The Beach’ ของลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (Leo DiCaprio) นักแสดงที่มีชื่อเสียงจาก ‘ไททานิค’ ในขณะนั้น ได้ออกฉายสู่สายตาชาวโลก ทำให้อ่าวมาหยา เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ในประเทศไทยโด่งดังขึ้นมา อย่างไรก็ตามความมีชื่อเสียงนั้นทำให้เกาะต้องรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเพื่อเยี่ยมชมเกาะที่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้กว่าวันละ 4,000 คน ส่งผลให้เกาะมีสภาพเสื่อมโทรมอย่างยิ่ง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังระบุว่าทางทีมถ่ายทำยังได้ทำการปรับเปลี่ยนพื้นที่ในบริเวณอ่าวมาหยา ไม่ว่าจะเป็นการตัดต้นไม้รอบๆ ก่อสร้างนั่งร้าน สร้างที่พักชั่วคราว นำเอาแพยานยนต์เพื่อขนย้ายเครื่องจักรขนาดใหญ่ รวมทั้งการนำพืชต่างถิ่นมาปลูก ส่งผลให้ระบบนิเวศปกติมีความเสียหายอย่างรุนแรง ชาวกระบี่และนักอนุรักษ์หลายคนจึงรวมตัวกันคัดค้าน และในที่สุดจึงได้ฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเอาผิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะที่เป็นผู้อนุญาตให้มีการถ่ายทำ และบริษัทผู้ผลิตภาพยนต์ 20th Century Fox ให้ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น กระนั้น ต้องใช้เวลากว่า 12 ปีนับตั้งแต่ภาพยนต์ออกฉาย ศาลแพ่ง แผนกคดีธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็รับคำฟ้องร้อง และสืบค้นหาหลักฐานด้วยตัวเอง […]