จากเชี่ยวหลานถึงแม่วงก์ : การลุกฮือเพื่อปกป้องป่า - National Geographic Thailand

จากเชี่ยวหลานถึงแม่วงก์ : การลุกฮือเพื่อปกป้องป่า

“ในความรู้สึกของผม เราไม่ต้องมาเถียงกันหรอกว่า เราจะใช้ป่าไม้อย่างไร เพราะมันเหลือน้อยมากจนไม่ควรใช้ จึงควรจะรักษาส่วนนี้เอาไว้” – สืบ นาคะเสถียร

ไม้ใหญ่ยืนต้นตายเป็นหย่อม ๆ ท่ามกลางผืนนํ้าสีดำเวิ้งว้างในหุบเขา คือภาพจำของผมเกี่ยวกับเขื่อนเชี่ยวหลาน (หรือชื่อทางการคือเขื่อนรัชชประภา) ผมมีโอกาสเดินทางไปที่นั่นครั้งแรกในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของมูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร เมื่อปี พ.ศ. 2539 พร้อมกับวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งในเวลานั้นเป็นบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี โดยควบตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรด้วย ครั้งนั้น เราเดินทางไปมอบเงินช่วยเหลือให้ครอบครัวเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เพิ่งถูกยิงเสียชีวิต หลังจากที่มูลนิธิตั้งกองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า

10 ปีก่อนหน้านั้น ตอนที่ยังไม่มีเขื่อนกั้นขวางลำนํ้า “เชี่ยวหลาน” เป็นชื่อแก่งกลางนํ้าบริเวณคลองแสงที่มีนํ้าไหลเชี่ยว ตั้งอยู่ระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงและอุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นป่าดิบที่ราบตํ่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด พอมีการสร้างเขื่อนและกักเก็บนํ้าเมื่อ พ.ศ. 2529 ป่าสมบูรณ์ผืนนี้จึงจมอยู่ใต้บาดาลตลอดกาล และทิ้งให้สัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 338 ชนิดต้องติดอยู่ตามเกาะแก่งน้อยใหญ่ภายในอ่างเก็บนํ้า

ในตอนนั้น สืบ นาคะเสถียร ต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าจากโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ครั้งแรกของเมืองไทย พูดได้ว่าการทำงานในคราวนั้นเป็นครั้งแรก ๆ ที่สังคมไทยเห็นสืบ นาคะเสถียร ในฐานะข้าราชการนํ้าดีที่ทำงานแบบถวายชีวิตช่วยเหลือสัตว์ป่า ผ่านทางรายการ ส่องโลก สารคดีโทรทัศน์ของสันติธร หุตาคม หรือ “โจ๋ย บางจาก” ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในเวลานั้น ภาพสืบทุ่มเทออกแรงปั๊มหัวใจกวางที่เขาช่วยไว้ไม่สำเร็จ จนต้องหลั่งนํ้าตาให้กับมัน เป็นภาพติดตาของผู้ชมทั่วประเทศที่เห็นสืบทำงานอย่างจริงจังโดยไม่คิดถึงตัวเอง

สืบ นาคะเสถียร, วันสืบ, งานอนุรักษ์. สารคดีสืบนาคะเสถียร
ภาพถ่าย มูลนิธิสืบนาคเสถียร

 

“เป็นโครงการที่โหดมาก อุปกรณ์อะไรก็ไม่พร้อมสักอย่าง พี่สืบทำงานหนักมาก เรียกว่าทำทั้งวันทั้งคืน เหมือนแข่งกับเวลา เพราะแกรู้ว่า ถ้าช้าไปวันเดียวก็จะมีสัตว์อีกมากต้องตาย” วันชัย หรือ “พี่จอบ” ตอบเมื่อผมถามถึงการอพยพสัตว์ป่าให้พ้นจากนํ้าท่วมในครั้งนั้น “จริง ๆ แกไม่มีประสบการณ์จับสัตว์แบบนี้หรอก แต่อาศัยว่าเป็นนักวิชาการ พยายามเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ แต่ที่ไม่มีใครคาดคิดจริง ๆ คือตอนที่แกใช้สวิงจับงูจงอางขึ้นมาจากนํ้า แล้วใช้มือเปล่าจับยัดเข้ากระสอบ ถ้าพลาดถูกกัดก็ตายแน่ ๆ แกพิสูจน์ความเชื่อของแกให้ทุกคนเห็นว่าสัตว์ทุกตัวมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่จริง ๆ” พี่จอบเล่า

จากการทำงานหนักร่วมสองปี แม้โครงการอพยพสัตว์ป่าจะสามารถช่วยเหลือสัตว์ป่าได้ถึง 1,364 ตัว แต่สืบประเมินว่า โครงการนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ความพยายามทั้งหมดที่ลงแรงไปแทบจะสูญเปล่า เมื่อเทียบกับผลกระทบของการสร้างเขื่อนที่มีต่อระบบนิเวศป่าไม้และสัตว์ป่าซึ่งมีถิ่นอาศัยอยู่ที่นั่น ความสะเทือนใจและประสบการณ์ตรงจากเขื่อนเชี่ยวหลานทำให้สืบผันตัวเองจากนักวิจัยสัตว์ป่ามาเป็นนักอนุรักษ์เต็มตัว และมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างเขื่อนนํ้าโจนซึ่งเป็นโครงการเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่กั้นลำนํ้าแควตอนบนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรีเมื่อ พ.ศ. 2531 จนกระทั่งโครงการล้มพับไป กลายเป็นชัยชนะสำคัญของขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติในยุคนั้นที่มีนิสิตนักศึกษาร่วมเป็นแกนนำสำคัญ

สืบ นาคะเสถียร, วันสืบ, งานอนุรักษ์. สารคดีสืบนาคะเสถียร
ภาพถ่าย มูลนิธิสืบนาคเสถียร

งานอพยพสัตว์ป่าจากเขื่อนเชี่ยวหลาน ทำให้ผมมองเขื่อนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ผมตระหนักว่า เขื่อนไม่ได้มีแต่ประโยชน์อย่างที่เรียนมาตั้งแต่ประถม ภาพของสัตว์ป่าที่ต้องหนีตาย และหลายตัวเอาชีวิตไม่รอดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของบ้านที่พวกมันอยู่มาก่อนทำให้ผมและคนทั่วไปในสังคมไทยเริ่มตั้งคำถามถึงข้อดีข้อเสียของเขื่อน และผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งที่เกิดขึ้นทันทีและในระยะยาว

หลายปีต่อมา ผมได้มีโอกาสทำงานกับ ดร.โทนี ไลนัม นักวิทยาศาสตร์อาวุโสชาวออสเตรเลียของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society: WCS) โทนีเคยทำงานวิจัยที่เขื่อนเชี่ยวหลานหลังจากที่เขื่อนสร้างเสร็จไม่นาน โดยศึกษาประชากรสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กตามเกาะแก่งเพื่อติดตามผลกระทบของการที่ป่าถูกแบ่งแยกออกเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อย (fragmentation) อันเนื่องจากการสร้างเขื่อน งานวิจัยชิ้นนั้นเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของเขา โทนีเขียนคำอุทิศวิทยานิพนธ์ฉบับนั้นให้กับสืบ นาคะเสถียร โดยระบุว่าเป็นนักอนุรักษ์คนไทยที่จากไปเพื่อปลุกสำนึกเรื่องการอนุรักษ์

อ่านเพิ่มเติม : สืบสานงานอนุรักษ์ของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ สืบ นาคะเสถียร

25 ปีหลังจากการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน ดร.ลุค กิ๊บสัน ซึ่งในเวลานั้นเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ได้ลงพื้นที่ศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศในระยะยาว ผลสรุปสั้น ๆ คือการพังทลายอย่างสิ้นเชิงของระบบนิเวศ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กสูญพันธุ์เกือบทั้งหมด ส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะหมดไปนานแล้วตั้งแต่สมัยสร้างเขื่อนเสร็จใหม่ ๆ ลุคและนักวิจัยคนอื่น ๆ เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า “ความล่มสลายเชิงระบบนิเวศ” (ecological armageddon) โดยระบุว่า กระบวนการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เกิดขึ้นเร็วมากอย่างไม่น่าเชื่อ งานวิจัยชิ้นนั้นตีพิมพ์ใน Science วารสารวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดฉบับหนึ่ง และกลายเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลก

งานวิจัยดังกล่าวสรุปเอาไว้ว่า เราต้องอนุรักษ์ป่าขนาดใหญ่ไว้ให้ได้ และหลีกเลี่ยงการพัฒนาที่จะนำไปสู่การแบ่งแยกป่าออกเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อย เป็นบทสรุปเดียวกับแนวคิดที่สืบ นาคะเสถียร ยึดมั่นตอนที่ยังมีชีวิตอยู่และกลายเป็นแนวทางสำคัญในการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร คือการรักษาป่าผืนใหญ่ ซึ่งเป็นหลักประกันในการอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพโดยรวม

สืบ นาคะเสถียร, วันสืบ, งานอนุรักษ์. สารคดีสืบนาคะเสถียร
ภาพถ่าย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

เมื่อมาถึงการเคลื่อนไหวคัดค้านเขื่อนนํ้าโจนเมื่อ พ.ศ. 2531 สังคมไทยหันมาฉุกคิดถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมของการสร้างเขื่อน พอ ๆ กับได้เห็นความกล้าหาญทางจริยธรรมของข้าราชการและนักวิชาการกรมป่าไม้หลายคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้าน จนกระทั่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวในที่สุด

ตั้งแต่นั้นมา ผมรู้สึกว่าความคิดที่จะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในผืนป่าอนุรักษ์น่าจะหมดไปแล้ว แต่หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2554 โครงการเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ก็ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันนํ้าท่วมพื้นที่ภาคกลาง เก็บนํ้าไว้ใช้หน้าแล้งและขยายพื้นที่ชลประทาน โดยแลกกับการทำลายป่าที่ราบริมนํ้าภายในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ทางตอนเหนือของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งอันเป็นหัวใจของผืนป่าตะวันตก ซึ่งจะถูกนํ้าท่วมทั้งหมดและกลายเป็นอ่างเก็บนํ้าขนาดกว่าหมื่นไร่

ทุกวันนี้ ข้อมูลทางวิชาการต่างยืนยันตรงกันว่า สัตว์ป่าในแม่วงก์กำลังฟื้นตัวจากสภาพที่เคยถูกคุกคามอย่างรวดเร็วสัตว์ป่าเริ่มกลับมาชุกชุมอีกครั้งและกระจายออกไปทั่วผืนป่าอนุรักษ์โดยรอบ ปัจจุบัน สัตว์ป่าหายากอย่างเสือโคร่ง สมเสร็จ เก้งหม้อ และนกยูง กลับมาใช้ป่าแม่วงก์เป็นบ้านของพวกมันแล้ว ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เกิดจากการทำงานหนักปีแล้วปีเล่าของนักอนุรักษ์ นักวิชาการ และข้าราชการในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นการทำงานหนักที่ทำให้เริ่มเห็นดอกผลน่าชื่นใจ

ภาพถ่าย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

การหมกเม็ดอนุมัติการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 ทั้ง ๆ ที่รายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่ผ่านความเห็นชอบ กลับทำให้ผมได้เห็นความเข้มแข็งของขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติในเมืองไทย เมื่อศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในขณะนั้น เริ่มออกเดินเท้าจากแม่วงก์ถึงกรุงเทพมหานคร เป็นระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตร ตลอดการเดินทาง ศศินสื่อสารความเคลื่อนไหวในแคมเปญ “กอดแม่วงก์” ผ่านทางโซเชียลมีเดียทั้งวันและทุกวัน จนได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างคึกคักและทรงพลัง เกิดเป็นปรากฏการณ์การชุมนุมใหญ่เพื่อสิ่งแวดล้อม ณ ใจกลางกรุงในวันที่ศศินเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ อย่างที่ผมไม่เคยคิดฝันมาก่อน

ปรากฏการณ์เขื่อนแม่วงก์ในเวลานั้นย่อมแยกไม่ออกจากการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-นเรศวรที่ปะทะกับพรานล่าเสือ กับข่าวโครงการตัดถนนผ่ากลางป่าคลองลาน-อุ้มผางที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน รวมไปถึงการเผยแพร่งานวิจัยจากเขื่อนเชี่ยวหลานที่พบว่า การสร้างเขื่อนและการแบ่งผืนป่าออกเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อยนำไปสู่การล่มสลายของชนิดพันธุ์อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

เขื่อนแม่วงก์จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของขบวนการสิ่งแวดล้อมเมืองไทย เป็นบททดสอบสังคมไทยว่า มีวุฒิภาวะกับเรื่องของการอนุรักษ์มากน้อยเพียงใด มีฉันทามติเกี่ยวกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในทิศทางไหน และเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะหาทางออกในเรื่องนี้ด้วยกันอย่างมีเหตุมีผล

วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560 กรมชลประทานได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอถอนรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเขื่อนแม่วงก์ ออกจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ เป็นการปิดฉากความพยายามผลักดันการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ครั้งล่าสุด

เรื่อง ดร.เพชร มโนปวิตร
ภาพถ่าย เอกรัตน์ ปัญญะธารา


ตั้งแต่วันที่ 1-5 กันยายน พ.ศ. 2563 National Geographic Thailand จะนำเสนอสารคดีชุด “รำลึก 30 ปี สืบ นาคะเสถียร สืบสานงานอนุรักษ์ในโลกยุคใหม่” ยาว 5 ตอน โดย ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์และนักเขียนสารคดีสิ่งแวดล้อม และถ่ายภาพโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

โปรดติดตาม “รำลึก 30 ปี สืบ นาคะเสถียร สืบสานงานอนุรักษ์ในโลกยุคใหม่” ตอน “รักษาผืนป่าตะวันตกด้วย ความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศ” ในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563


สามารถติดตามเรื่องราวฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2563 

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2

เรื่องแนะนำ

อุทยานแห่งอนาคต

เรื่อง มิเชลล์ ไนฮัส ภาพถ่าย คีท แลดซินสกี บนผืนดินแคบๆยาว 60 กิโลเมตรนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์และเวอร์จิเนีย อุทยานชายฝั่งแห่งชาติเกาะแอสซาทีก (Assateague Island National Seashore) ค่อยๆเคลื่อนไปทางตะวันตกทีละน้อย ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เฮอร์ริเคนและพายุน้อยใหญ่พัดพาทรายจากชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามเกาะไปถมหนองน้ำที่อยู่ริมชายฝั่งอีกด้านหนึ่ง ส่งผลให้เกาะขยับเข้าใกล้ฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ “เจ๋งใช่ไหมล่ะครับ” อิชเมล เอนนิส พูดขึ้น “วิวัฒนาการไงครับ!” เขายิ้มให้ชายหาดเบื้องหน้าที่มีตอไม้ กิ่งก้านหงิกงอ และเศษพีตกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งหมดนี้คือร่องรอยของหนองน้ำซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะ ก่อนพายุจะพัดทรายมาทับถม บัดนี้หนองน้ำปรากฏให้เห็นอีกครั้งทางตะวันออกเมื่อเกาะเคลื่อนขยับไปเรื่อยๆ เอนนิสผู้เพิ่งเกษียณจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงประจำอุทยาน เผชิญพายุที่นี่มานักต่อนัก จะว่าไปแล้ว อุทยานชายฝั่งแห่งนี้ก่อตัวขึ้นจากพายุน้อยใหญ่ที่พัดในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ย้อนหลังไปเมื่อเดือนมีนาคม ปี 1962 พายุใหญ่พัดถล่มแอสซาทีกพร้อมกับลบชื่อของโอเชียนบีช รีสอร์ตตากอากาศใหม่เอี่ยม โดยทำลายถนนและอาคาร 30 หลังแรก รวมทั้งความฝันของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าของโครงการให้พังภินท์ นักอนุรักษ์อาศัยโอกาสนี้เสนอให้รัฐสภาออกกฎหมายปกป้องพื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะในฐานะส่วนหนึ่งของระบบอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1965 ทุกวันนี้ แอสซาทีกคือเกาะสันดอนปลอดโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวที่สุดริมชายฝั่งของรัฐแถบแอตแลนติกตอนกลาง โด่งดังเรื่องม้าแคระป่าแหล่งดูดาวโล่งไร้สิ่งกีดขวาง และทัศนียภาพเงียบสงบของมหาสมุทร นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะทำให้พายุรุนแรงขึ้น ระดับทะเลสูงขึ้น และการเคลื่อนสู่ตะวันตกอย่างเนิบช้าของเกาะแอสซาทีกอาจเร็วขึ้น เอนนิสรู้จักเกาะนี้ดีพอที่จะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเริ่มขึ้นแล้ว ที่ปลายเกาะด้านใต้ […]

ชมคลิปวิดีโอที่ช่วยไขปริศนาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร

เรื่อง    ซาราห์ กิบเบนส์ ในคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากโดรนเหนือน่านน้ำนอกชายฝั่งดินแดนนูนาวุตของแคนาดา นาร์วาฬตัวหนึ่งใช้งาของมันฟาดปลาค้อดอาร์กติกก่อนจับกินเป็นอาหาร แรงกระแทกอาจทำให้ปลามึนงงและกลายเป็นเหยื่อที่จับได้ง่ายของนาร์วาฬ แท้จริงแล้ว งาของนาร์วาฬคือฟันที่บิดเกลียวยื่นออกมาจากส่วนหัว และสามารถยาวได้เกือบถึงสามเมตร นอกจากนั้นงาของนาร์วาฬยังปกคลุมไปด้วยปลายประสาทนับพันๆ ที่ช่วยให้พวกมันรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว นาร์วาฬอาศัยอยู่ในน่านน้ำห่างไกล และเรายังรู้จักพฤติกรรมของพวกมันน้อยมาก ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้แต่คาดเดาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร  พฤติกรรมที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกนี้จึงช่วยไขปริศนาที่มีมาช้านานได้ แบรนดอน ลาฟอเรสต์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านชนิดพันธุ์และระบบนิเวศแถบอาร์กติกจากกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประจำแคนาดา อธิบายว่า เพราะเหตุใดนาร์วาฬจึงเป็นชนิดพันธุ์ที่เรารู้จักน้อยมาก “พวกมันไม่กระโดดทิ้งตัวเหมือนวาฬชนิดอื่นๆ และค่อนข้างขี้อายครับ คลิปวิดีโอนี้จึงให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้งาของมัน” ลาฟอเรสต์บอก ที่ผ่านมา ลาฟอเรสต์ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลแคนาดา ใช้เวลาศึกษานาร์วาฬในถิ่นอาศัยฤดูหนาวของพวกมัน แต่ความที่ถิ่นอาศัยของพวกมันอยู่ห่างไกล การสังเกตพฤติกรรมด้วยสายตาจึงทำได้ค่อนข้างยาก มารีอาน มาร์กู นักวิจัยจากกรมประมงและมหาสมุทรของแคนาดา บอกว่า การใช้โดรนเป็นวิธีใหม่ที่ช่วยให้เราศึกษาสัตว์ผู้ลึกลับเหล่านี้ได้ เธอบอกว่า “โดรนเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เราสามารถเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ที่ผ่านมา การใช้เครื่องบินเล็กให้ภาพได้ไม่ชัดเจน และบ่อยครั้งทำให้สัตว์ที่เป็นเป้าหมายตื่นตกใจ ขณะที่คลิปวิดีโอนี้ช่วยยืนยันทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับการใช้งาของนาร์วาฬ  พวกมันยังอาจใช้งาเพื่อการอื่นด้วย เช่น เจาะน้ำแข็ง ใช้เป็นอาวุธต่อสู่กัน ช่วยเรื่องการคัดเลือกทางเพศ (sexual selection) หรือเป็นเครื่องมือเกี่ยวข้องกับการใช้เสียงสะท้อน เพื่อนำทางหรือระบุตำแหน่ง (echolocation) คล้ายโซนาร์  […]

เต่าทะเลกว่าพันตัว ได้รับผลกระทบจากอากาศหนาวเย็นผิดปกติ

สภาพอากาศหนาวเย็นในเท็กซัสทำให้ชีวิตของเต่าทะเลหลายพันตัวตกอยู่ในอันตราย อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยชีวิต เต่าทะเล กว่าหนึ่งพันตัวจากสภาพอากาศอันเลวร้าย อาสาสมัครกลุ่มหนึ่ง และประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับเกาะปาเดรทางตอนใต้ของรัฐเทกซัส ออกช่วยเหลือ เต่าทะเล ที่เผชิญกับอากาศหนาวเย็นผิดปกติ อันเกิดจากสภาพกระแสลมวนขั้วโลก หรือ Arctic Outbreak “เต่าเป็นสัตว์เลือดเย็น เมื่ออุณหภูมิต่ำเกินไป จะเกิดภาวะ cold stun คล้ายๆ เข้าสู่ภาวะจำศีล ส่งผลให้เต่าขยับครีบไม่ได้ ว่ายน้ำไม่ได้ และลอยไปตามผิวน้ำ” ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์คณะประมง มหววิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวและเสริมว่า “บางที เต่าทะเลถึงขั้นเงยหน้าหายใจไม่ได้ เพราะเต่าทะเลหายใจด้วยปอด จึงสามารถจมน้ำได้ ภาวะนี้จึงอันตรายอย่างยิ่ง” Sea Turtle, Inc. องค์กรไม่แสวงหากำไร ที่ทำงานศึกษาการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ในเกาะปาเดรทางตอนใต้ เข้าดำเนินการช่วยเหลือเต่าทะเลเกือบ 4,500 ตัว ตั้งแต่วันอาทิตย์ ที่ผ่านมา ตามรายงานของสำนักข่าว NPR โดยผู้อำนวยการบริหาร Wendy Knight กล่าวกับ NPR ว่า อาสาสมัครในพื้นที่ได้ลงช่วยเหลือเต่าทั้งที่อยู่ในทะเลและตามชายหาด “หลังจากข่าวนี้แพร่สะพัดอออกไป เราได้รับทั้งการสนับสนุนและความรักอย่างท่วมท้น […]