วัตถุที่มนุษย์สร้าง มีน้ำหนักเท่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกแล้ว

วัตถุที่มนุษย์สร้างมีน้ำหนักเท่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกแล้ว

น้ำหนักของคอนกรีต ยางมะตอย เหล็ก และพลาสติกบนโลกกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปีนี้อาจจะเป็นจุดที่ วัตถุที่มนุษย์สร้าง กำลังมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งมีชีวิต

ในขณะที่มวลของสิ่งชีวิตบนโลกอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านเมตริกตัน และไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่เรียกว่ามวลที่เกิดจากมนุษย์ (anthropogenic mass) หรือ วัตถุที่มนุษย์สร้าง กำลังเติบโตอย่างพุ่งทะยาน มวลที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง ไม่ว่าจะเป็นทางเท้าคอนกรีต ตึกสูงที่เต็มไปด้วยเหล็กและกระจก รวมไปถึงขวดพลาสติก เสื้อผ้า คอมพิวเตอร์ ตอนนี้มีจำนวนเท่ากับน้ำหนักของสิ่งมีชีวิตบนโลก และอาจมีน้ำหนักมากกว่าในปีนี้ ตามงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Nature

ผลการสำรวจได้สนับสนุนข้อเสนอที่ว่า โลกได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Anthropocene หรือจุดช่วงเวลาทางธรณีวิทยาที่มนุษย์เป็นฝ่ายสร้างแรงที่ครอบงำการก่อตัวของโลก Ron Milo นักวิจัยอาวุโสผู้เขียนบทความ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ Weizmann Institute of Science ประเทศอิสราเอล กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านทางวัตถุ (material transition) ที่ “ไมเพียงแค่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเรา แต่เป็นในยุคสมัย (era) ของเราเลย”

วัตถุที่มนุษย์สร้าง
น้ำหนักรวมของทุกสิ่งที่สร้างโดยมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสะพานคอนกรีต ตึกกระจก คอมพิวเตอร์ หรือเสื้อผ้า กำลังมีมากกว่าน้ำหนักรวมของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก ภาพถ่ายโดย MCNAIR EVANS/REDUX

การระเบิดของมวลที่มนุษย์สร้างขึ้น

Milo และทีมงานของเขาได้รวบรวมข้อมูลที่ได้รับการเผยแพร่เกี่ยวกับจำนวนของวัสดุสังเคราะห์และสิ่งมีชีวิตว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรนับตั้งแต่ปี 1900 มาจนถึงปัจจุบัน โดยข้อมูลในรอบ 120 ปีนี้มาจากส่วนของระบบนิเวศอุตสาหกรรม (industrial ecology) ข้อมูลดาวเทียม และแบบจำลองพืชพันธุ์บนโลก (global vegetation models) ซึ่งให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของชีวมวลในระดับโลก

โดยในช่วงเริ่มต้นศตวรรษที่ 20 จำนวนมวลของสิ่งที่มนุษย์สร้างมีน้ำหนัก 3.5 หมื่นล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 3 ของจำนวนชีวมวล (biomass) ที่เกิดขึ้นบนโลก นับตั้งแต่นั้น มวลที่เกิดจากมนุษย์ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านเมตริกตันในทุกวันนี้ ในอัตราการเพิ่มขึ้นที่ 3 หมื่นล้านตันต่อปี

มวลส่วนใหญ่นั้นคือคอนกรีต ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในสิ่งก่อสร้าง ตามมาด้วยหินกรวด อิฐ ยางมะตอย และเหล็ก ซึ่งถ้าแนวโน้มเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป วัตถุที่มนุษย์สร้างเหล่านี้จะมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกถึง 2 เท่าภายในปี 2040 หรือราว 2.2 ล้านล้านตัน

ภัยพิบัติ
ภาพถ่ายของถนนที่ได้รับความเสียหายแจกแผ่นดินไหว ภาพถ่ายโดย SPIRIT OF AMERICA, SHUTTERSTOCK

สิ่งมีชีวิตบนโลก ซึ่งประกอบไปด้วยพืช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นไม้หรือไม้พุ่มอาศัยอยู่บนโลกถึงร้อยละ 90 แต่ขณะอุตสาหกรรมของมนุษย์ได้ผลิตวัตถุต่างๆ เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี น้ำหนักของพืชบนโลกกลับค่อนข้างคงที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิจัยอธิบายว่าเป็นปรากฏการณ์ Complex interplay เช่นการตัดไม้ทำลายป่า แต่ก็มีการปลูกป่าขึ้นมาใหม่ และการเติบโตของพืชที่มากขึ้นซึ่งถูกกระตุ้นจากระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นบนชั้นบรรยากาศ

และในขณะที่การเปรียบเทียบระหว่างมวลของวัตถุตามธรรมชาติและมวลที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นสามารถเป็นตัวชี้วัดผลกระทบที่ได้กล่าวมา ก็มีส่วนที่เราต้องพิจารณาด้วยเช่นกันว่าชีวมวลของโลกได้เปลี่ยนรูปแบบไปเนื่องจากมนุษยชาติด้วยเช่นกัน ตามที่งานศึกษาได้ระบุไว้ พืชในฐานะชีวภาพของโลกได้มีการเปลี่ยนสภาพมากถึงสองเท่าเมื่อเริ่มเปรียบเทียบจากยุคปฏิวัติทางการเกษตรเมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว ก่อนที่มนุษย์จะมีวัฒนธรรมการปรับปรุงพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก ในขณะเดียวกัน มนุษย์และสิ่งมีชีวิตในกระบวนการปศุสัตว์กลับมีน้ำหนักมากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในป่าและนก

ในสิงคโปร์ซึ่งหมายจะเป็น “นครกลางสวน” สีเขียวของหมู่ไม้ที่หลั่นลดเป็นช่อชั้นลงมาจากโรงแรมหรูแห่งหนึ่งสร้างความผ่อนคลายให้แขกผู้แหวกว่ายอยู่ในสระว่ายน้ำและผู้คนบนท้องถนนเบื้องล่าง “ป่าคอนกรีตทำลายจิตวิญญาณมนุษย์” ลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรี เคยกล่าวไว้

นอกจากนี้ มวลของสรรพสัตว์โลกทุกตัวรวมกัน ซึ่งอยู่ที่ 4 พันล้านตัน กลับมีน้ำหนักเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนพลาสติกที่มนุษย์ได้ผลิตมาทั้งหมด (มากกว่า 8 พันล้านตัน)

โดย Milo กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงในมวลของโลกชีวมณฑล (biosphere) ที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นนั้นเป็น “อีกแง่มุมของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อมนุษยชาติ” ซึ่งแสดงให้เราได้เห็นถึง “ผลกระทบอันรุนแรง” ที่จะมีต่อพวกเรา

ผู้เขียนงานวิจัยได้ยอมรับเช่นกันว่า อาจจะมีความไม่แน่นอนของข้อมูลที่ทำให้ยากที่จะกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อใดที่โลกของเราจะมีจำนวนมวลของวัตถุสังเคราะห์มากกว่าชีวมวล โดย Emily Elhacham ผู้เขียนหลักงานวิจัย กล่าวว่า ความไม่แน่นอนของข้อมูลผูกติดอยู่กับการคาดการณ์จำนวนของชีวมวลของพืชในขณะนี้ และงานศึกษานี้ได้สรุปเช่นกันว่าจำนวนที่น้อยลงของสัตว์และมวลชีวภาพจุลินทรีย์ (microbial biomass) จะยังคงดำเนินต่อไป ทว่าข้อสรุปนี้อาจถูกหักล้างได้โดยการค้นคว้าใหม่ๆ ในอนาคต

เรื่อง MADDIE STONE 


อ่านเพิ่มเติม ลมฟ้าอากาศสุดขั้ว กำลังเกิด ต้องรับมือ และอยู่ให้ได้

เรื่องแนะนำ

เหตุใด งูน้ำในโตนเลสาบ จึงมีจำนวนลดลง

งูน้ำในโตนเลสาบ กำลังลดจำนวนลงจนน่าใจหาย ประชากรของ งูน้ำในโตนเลสาบ รวมถึงสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด ถูกคุกคามอย่างหนักจากธุรกิจการทำประมงน้ำจืดในทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โตนเลสาบ เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ในประเทศกัมพูชา และมีความหลากหลายทางชีวภาพของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เซบ โฮแกน นักชีววิทยาและนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กำลังศึกษาผลกระทบจากการทำประมงในโตนเลสาบต่อชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาจำนวนปลาในทะเลสาบลดลงอย่างน่าใจหาย กิจกรรมประมงเพื่อการค้าในทะเลสาบ มีการควบคุมโดยตรงจากรัฐบาล แต่ก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผล มีชาวประมงกว่าร้อยคนที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่คอยจัดการธุรกิจประมงในทะเลาสาบ สัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างปลาบึกถูกคุกคามอย่างหนักจากการประมงเกินขนาดจนกลายเป็นสัตว์หายาก ชาวประมงจึงหันไปจับปลาที่มีขนาดตัวเล็กลง (อ่านเพิ่มเติม: Rare Giant Catfish Signals Hope for Species) จากการสำรวจเมื่อปี 2000 พบว่า งูน้ำในโตนเลสาบ กว่าเจ็ดล้านตัวถูกจับเพราะการประมงในทะเลสาบทุกๆ ปี จำนวนประชากรของงูน้ำ ซึ่งบางชนิดเป็นชนิดพันธุ์ที่เกือบอยู่ในข่ายใกล้การสูญพันธุ์ ลดจำนวนลงเรื่อยมาตั้งแต่ปี 1990 งูน้ำที่ไม่มีพิษจะถูกนำไปปรุงเป็นอาหาร หรือใช้หนังเพื่อทำเป็นสินค้า รวมถึงใช้ทำยารักษาโรค งูน้ำเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศในทะเลสาบ พวกมันเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อาหาร คอยกินปลาและกบ และเป็นอาหารของนก การศึกษาผลกระทบจากการลดจำนวนลงของจำนวนประชากรงูน้ำและสัตว์น้ำอื่นๆ ยังไม่มีรายงานที่ชัดเจน   อ่านสารคดีไทยเกี่ยวกับ โตนเลสาบ เพิ่มได้ที่ โตนเลสาบ ชีวิตลอยน้ำที่กำลังสูญสิ้น

หิมาลัย : เมื่อหลังคาโลกกลายเป็นสายน้ำ

หากนั่งเครื่องบินผ่านเมานต์เอเวอเรสต์  คุณจะทะยานอยู่เหนือยอดเขาขรุขระห่มหิมะขาวโพลนของเทือกเขาหิมาลัยทอดไกลไม่สิ้นสุดไปจรดเส้นขอบฟ้า ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งมหึมาแห่งหิมาลัยรับหิมะใหม่เข้ามาเติมจากมรสุมที่พัดผ่านทุกฤดูร้อน กลายเป็นลักษณะโดดเด่นของเทือกเขาในแถบเอเชียใต้ ทว่าในขณะที่โลกร้อนขึ้นทุกขณะ ธารน้ำแข็งเหล่านี้กำลังละลายอย่างรวดเร็ว และสร้างทะเลสาบขนาดใหญ่แห่งใหม่ๆ ขึ้น พร้อมกับเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอุทกภัยระดับทำลายล้าง แต่หากนั่งเครื่องบินลำเดิมในอีก 80 ปีนับจากนี้  ภูผาน้ำแข็งยักษ์ใหญ่อันแวววามเหล่านั้นอาจไม่เหลืออีกแล้ว

ถุงพลาสติกชนิดย่อยสลายได้ทางชีวภาพยังใช้งานได้หลังจากถูกฝังในดินกว่าสามปี

งานวิจัยชิ้นใหม่ตั้งข้อสงสัยว่าถุง พลาสติก ชนิดย่อยสลายทางได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) เป็นวิธีแก้ปัญหามลพิษจากพลาสติกที่มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ริชาร์ด ทอมป์สัน (Richard Thompson) นักชีววิทยาทางทะเลผู้ทุ่มเทศึกษาขยะ พลาสติก สงสัยมานานว่า แท้จริงแล้ว ถุง พลาสติก ที่เสื่อมสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) จะเสื่อมสภาพได้มากเพียงใด เพราะเหตุนี้ เขาและนักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยพลิมัทจึงทดลองว่า ถุงหูหิ้วที่พบได้บ่อยในพลิมัทนั้นจะเสื่อมสภาพได้มากเพียงใด โดยเขาใช้ถุง 5 ประเภทในการทดสอบ ซึ่งรวมถุงชนิดเสื่อมสลายได้ทางชีวภาพอีก 3 ประเภท และทำการทดลองด้วยการฝังถุงไว้ในดิน แช่ในน้ำ และทิ้งไว้นอกอาคาร สิ่งที่เขาค้นพบคือ เมื่อเขาขุดถุงเหล่านั้นเมื่อเวลาผ่านไปสามปี ถุงย่อยสลายได้ทางชีวภาพไม่เพียงแต่คงสภาพเดิม แต่ยังบรรจุสิ่งของเกือบ 2 กิโลกรัมได้อยู่ ไม่มีถุงชนิดใดเลยที่เปลี่ยนสภาพไปจนเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมดีไปกว่าถุงพลาสติกธรรมดา “มันทำให้ผมประหลาดใจที่ถุงพวกนี้ยังใช้บรรจุสิ่งของได้ แม้เวลาจะผ่านไปสามปี” ทอมป์สันให้สัมภาษณ์กับ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “พวกมันไม่ได้ทนทานเหมือนถุงใหม่หรอก แต่ก็ไม่ได้เสื่อมสภาพอย่างชัดเจน” นอกจากเรื่องความทนทานของถุงพลาสติก งานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Science & Technology ยังเน้นย้ำว่าคำว่า “ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable)” ทำให้ผู้บริโภคสับสนและสร้างปัญหาในการทิ้งลงถังขยะสำหรับรีไซเคิล เนื่องจากคำดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคคิดว่าถุงเหล่านี้ย่อยสลายได้อย่างง่ายดายเมื่อถูกทิ้ง […]

เสียงเพรียกจากมวลบุปผา

ความสร้างสรรค์ระหว่างธรรมชาติไม่มีที่สิ้นสุดดังจะเห็นได้จากกรณีของค้างคาวกินนํ้าต้อยและเถาไม้เลื้อยที่ผลิดอกยามคํ่าคืน ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันในป่าเขตร้อนลุ่มตํ่าของอเมริกากลาง ค้างคาวลิ้นยาวสีนํ้าตาล (Glossophaga commissarisi) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีปีกตัวเล็กจ้อยที่มีขนาดร่างกาย ไม่ใหญ่กว่านิ้วโป้ง และโผบินท่ามกลางมวลดอกหมามุ่ย (Mucuna holtonii) เพื่อลิ้มเลียนํ้าต้อยเฉกเช่นนกฮัมมิงเบิร์ดและแมลงภู่ โดยผสมเกสรเป็นการแลกเปลี่ยน ในเวลากลางวัน ดอกได้อวดสีสันสดใส แต่ในยามคํ่าคืน กระทั่งเฉดสีสุกสว่างที่สุดก็ยังซีดจางในแสงจันทร์ ดอกหมามุ่ยจึงต้องหันไปพึ่งเสียงเพื่อดึงดูดค้างคาว ที่สถานีชีววิทยาลาเซลวาทางเหนือของคอสตาริกา เถาหมามุ่ยเก่าแก่ที่ยังงอกงามเลื้อยกระหวัดถักทอเป็นเพดานใบไม้เหนือที่ว่างในป่า และทอดกิ่งเขียวยาวที่มี ดอกหมามุ่ยนับสิบ ๆ ดอกลงสู่เบื้องล่าง เมื่อสิ้นแสงอาทิตย์ ดอกตูมของเถาหมามุ่ยเตรียม แต่งองค์ทรงเครื่องรอรับค้างคาว เริ่มจากกลีบดอกสีเขียวอ่อนด้านบนสุดที่หุ้มดอกตูมอยู่ค่อย ๆ เปิดขึ้นในแนวตั้ง ราวกับไฟส่งสัญญาณวับวาม ถัดจากกลีบส่งสัญญาณนี้ ลงไปเป็นกลีบด้านข้างเล็ก ๆ สองกลีบที่สยายออกราวกับปีก เผยให้เห็นร่องด้านบนของฝักถั่วอันเป็นที่มาของกลิ่นคล้ายกระเทียมโชยอ่อนไปไกลเย้ายวนให้ทาสติดปีกรุดมาเยือน ค้างคาวใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นเครื่องมือในการระบุสิ่งกีดขวางหรือเป้าหมาย พวกมันใช้เส้นเสียงสร้างเสียงที่สั้น รัว ส่งผ่านรูจมูกหรือปาก และตีความรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมายังหูที่ไวต่อเสียง ข้อมูลที่กลับเข้ามาได้รับการประมวลอย่างรวดเร็วและ ต่อเนื่อง ช่วยให้ค้างคาวสามารถปรับเส้นทางการบินกลางอากาศได้อย่างคล่องแคล่ว ค้างคาวส่วนใหญ่กินแมลงเป็นอาหาร พวกมันมักส่งสัญญาณเสียงอันทรงพลัง ครอบคลุมระยะทางไกล ๆ ขณะที่ค้างคาวกินนํ้าต้อยส่งสัญญาณเสียงที่แผ่วเบา แต่ ซับซ้อนกว่า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า การกลํ้าความถี่ (frequency modulation) สัญญาณอย่างหลังนี้ชดเชย […]