เมื่อไต้หวันเปลี่ยนจักรยานยนต์นับแสนคันเป็น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน

 Gogoro สตาร์ทอัพ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่ทำให้ชาวไต้หวันเปลี่ยนมาใช้ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แทนจักรยานยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยการสร้างสถานีสลับแบตเตอรี เกือบ 2,000 แห่งทั่วประเทศ

ไต้หวันมีประชากรเพียง 23 ล้านคน ในขณะที่มีจำนวนสกู๊ตเตอร์ทั่วประเทศอยู่ถึง 14 ล้านคัน เท่ากับว่าในประชากร 2 คน หนึ่งคนเป็นเจ้าของสกู๊ตเตอร์ สกู๊ตเตอร์คือมอเตอร์ไซต์ขนาดเบา ที่มีล้อเล็ก ทำให้สามารถใช้งานในเมืองได้สะดวกกว่ามอเตอร์ไซต์ขนาดปกติ แต่อย่างไรก็ตามสกู๊ตเตอร์เหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันปิโตรเลียม เชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ต่างกัน

ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ระบุออกมานานนับศตวรรษแล้วว่า สภาวะเรือนกระจกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภูมิอากาศโลก ด้วยการเข้าไปปกคลุมชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิสูงโลกขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ ฝุ่นพิษ PM 2.5 ความเลวร้ายทางสภาพอากาศล่าสุดที่คนไทยส่วนใหญ่เพิ่งทำความรู้จักและตระหนักเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก็มีสาเหตุหนึ่งมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบคมนาคมเช่นกัน ดังนั้นประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าไทยถึง 14 เท่าอย่างไต้หวัน แต่มีจำนวนจักรยานยนต์น้อยกว่าเพียงไม่กี่ล้านคัน (ประเทศไทยมีจำนวนจักรยานประมาณ 20 ล้านคัน) จึงประสบปัญหาภาวะทางอากาศอย่างรุนแรงเช่นกัน

มีการคาดการณ์ว่ามลพิษ PM 2.5 ของไต้หวันกว่า 20 เปอร์เซ็นต์มาจากจักรยานยนต์ แม้โดยทั่วไปแล้วพวกมันจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่ารถยนต์และประหยัดน้ำมันมากกว่า แต่ก็ปล่อยไฮโดรคาร์บอนมากกว่าซึ่งจะสร้างหมอกควันไนโตรเจนออกไซด์และคาร์บอนมอนอกไซด์

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, Gogoro, ไต้หวัน, มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า

แต่นั่นคืออดีต…

ผู้คนเดินเท้าบนบาทวิถีกว้างขวางร่วมรื่นในกรุงไทเป ท้องถนนไร้ซึ่งจักรยานยนต์ที่สร้างมลภาวะทางเสียงและมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เสียงโดยรอบที่ได้ยินคือบทสนทนาของผู้คน นกร้องเพลงเจื้อยแจ้วและยานยนต์ไฟฟ้าเสียงแผ่วเบา แม้แต่รถขนส่งมวลชนสาธารณะ ก็ล้วนขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า คุณมีทางเลือกในการเดินทางในเมือง จะเดินสูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด หรือถ้ารีบหน่อย จะเช่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีบริการอยู่ทุกมุมเมืองก็ได้

คือวิสัยทัศน์ที่หลายภาคส่วนในไต้หวันเห็นเมืองของพวกเขาในอนาคตร่วมกัน ทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไต้หวันเริ่มออกนโยบายส่งเสริมการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะเดียวกันก็เกิดการขานรับอย่างคึกคักของเหล่าผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจสตาร์ทอัพที่เปลี่ยนโฉมการคมนาคม จากการสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดบนท้องถนนในชีวิตประจำวันได้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

การสร้างภาพฝันและแผนนโยบายบนแผ่นกระดาษ เป็นเรื่องง่ายที่รัฐบาลประเทศไหนก็ทำได้ แต่อะไรคือหัวใจที่ทำให้ไต้หวันสามารถเปลี่ยนมอเตอร์ไซต์ที่ใช้น้ำมันนับแสนคัน เป็นมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าได้สำเร็จ นี่คือ 4 บทเรียนที่เราควรเรียนรู้จากกรณีศึกษานี้

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, Gogoro, ไต้หวัน, มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า

01 ความจริงจังของรัฐบาลเรื่องสิ่งแวดล้อม

ไต้หวันนับหนึ่งในประเทศผู้นำของภูมิภาคเอเชียที่มีการผลักดันนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ภายใน ค.ศ. 2050 โดยมีการประกาศใช้นโยบายสีเขียว (Green Policy) ที่มีเป้าหมายในการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะทำให้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ภายใน ค.ศ. 2025 ไต้หวันจะยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงรัฐบาลยังประกาศอย่างชัดเจนถึงความพร้อมในการสนับสนุนให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เฉพาะจากหน่วยงานหรือองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่รัฐบาลพร้อมโอบอุ้มนวัตกรรายย่อยและสตาร์ทอัพรายใหม่ ๆ อย่างเต็มกำลัง

02 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและคำถามที่ต้องตอบ

ไต้หวันมีอัตราส่วนประชากรต่อจักรยานยนต์สูงที่สุดในโลก แม้มีระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่แข็งแรง แต่ด้วยวัฒนธรรมการใช้ชีวิต สกู๊ตเตอร์คือพาหนะอำนวยความสะดวกในเมืองที่แทบทุกบ้านจำเป็นต้องมี ดังนั้นถ้าสามารถเปลี่ยนการใช้งานสกู๊ตเตอร์เชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนหลายล้านคัน ไปเป็นยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ จะเป็นก้าวกระโดดสำคัญที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน การสร้างสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้านั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่คำถามคือ ทั่วโลกมียานยนต์ไฟฟ้าถูกผลิตและปล่อยสู่ท้องตลอดมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ทำไมจึงยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร นั่นแบตเตอรีในยานยนต์ไฟฟ้าใช้เวลานานกว่าจะชาร์จไฟเต็ม และบรรจุกลับลงไปได้

เท่ากับว่าถ้าคุณขับรถอยู่และยังไม่ถึงที่หมาย แต่แบตเตอรีหมดเสียก่อน การเดินทางจะต้องชะงักไปหลายชั่วโมง ประกอบกับหลาย ๆ พื้นที่ยังไม่มีสถานีชาร์จไฟที่แพร่หลายพอ จนผู้ใช้รู้สึกสะดวกสบาย เมื่อเทียบกับปั๊มน้ำมันปิโตรเลียมที่มีอยู่ทั่วไป และผู้ใช้ไม่ต้องกังวลว่าแหล่งพลังงานยานยนต์จะหมดกลางทาง

ใน ค.ศ. 2011 Gogoro สตาร์ทอัพเล็ก ๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ระบบคมนาคมไต้หวันไปตลอดกาล เมื่อพวกเขาหาคำตอบให้คำถามนี้ได้ ผ่านการสร้าง Gogoro GoStation หรือเครือข่ายสถานีสลับแบตเตอรี ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เมื่อแบตเตอรีหมดระหว่างทาง ไม่ต้องรอชาร์จ เพียงเข้ามาสลับเอาแบตเตอรีลูกใหม่ที่ไฟเต็มไปได้เลย

นี่คือจุดเปลี่ยนเกมส์ที่ทำให้คนไต้หวันทยอยหันมาใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากันมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, Gogoro, ไต้หวัน, มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, Gogoro, ไต้หวัน, มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า

03 รัฐบาลร่วมลงทุนสร้างสถานีแบตเตอรีไฟฟ้า

ทุกวันนี้ถ้าเดินไปบนถนนของกรุงไทเปและหลาย ๆ เมืองใหญ่ในไต้หวัน คุณจะพบ Gogoro GoStation กว่า 1,820 สถานี ตั้งอยู่ทุก 5 กิโลเมตร

เพียงแค่นำแบตเตอรีเข้าไปเสียบในแท่นของสถานี แบตเตอรีที่มีไฟฟ้าเต็มจะดีดตัวออกจากแท่นถัดไปให้สามารถนำไปใส่ในสกูตเตอร์ และแบตเตอรีที่ถูกเสียบไว้ที่ถูกชาร์จจนเต็ม และมีผู้ใช้รายอื่นเข้ามานำไปใช้ต่อ กระบวนการทั้งหมดนี้คือแนวคิดเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) นับตั้งแต่สร้างสถานี จนถึงทุกวันนี้มีการแลกแบตเตอรีของผู้ใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไปแล้วกว่า 22 ล้านครั้ง

ที่เป็นเช่นนี้ได้ เนื่องจากกองทุนพัฒนาแห่งชาติของรัฐบาลไต้หวัน เล็งเห็นว่าการขับเคลื่อนให้ตลาดสกูตเตอร์ไฟฟ้านั้นมีความจำเป็น จึงร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพ Gogoro ตั้งแต่ปีแรก ๆ ของการก่อตั้ง ในการสร้างสถานีสลับแบตเตอรรัฐบาลจึงเข้ามารับผิดชอบการจัดหาที่ดินและค่าใช้จ่ายด้วย

ไต้หวันยังประกาศว่าภายใน ค.ศ. 2035 พวกเขาจะยุติการซื้อขายจักรยานต์เชื้อเพลิงฟอสซิลให้ได้ถาวร นอกจากนี้ การไปรษณีย์ไต้หวันซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ยังดำเนินนโยบายสอดคล้องกับการขับเคลื่อนของภาครัฐ โดยประกาศปลดระวางจักรยานยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิลรุ่นเก่า จำนวนกว่า 9,000 คัน เพื่อเปลี่ยนมาใช้จักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ให้ภายใน ค.ศ. 2023

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, Gogoro, ไต้หวัน, มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า

04 คู่แข่งคือผู้ร่วมทางสู่เป้าหมาย

เมื่อ 3 ปีที่แล้วมีการก่อตั้งสมาพันธ์ยานยนต์ไฟฟ้าใต้หวัน (TEVA) ขึ้น จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผู้เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า และการผลิตสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าก็ไม่ได้ผูกขาดกับ Gogoro เพียงแห่งเดียว โดยแบตเตอรีของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าทุกรายสามารถมาสลับแบตเตอรีที่ Gogoro GoStation ได้ เพื่อเป็นการสนับสนุนความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้

แม้แต่ผู้ผลิตจักรยานยนต์รายใหญ่ของไต้หวันอย่าง KYMCO ก็กระโดดลงมาพัฒนาสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ แล้วเช่นกัน ยิ่งมีคู่แข่งในตลาดมาก ยิ่งมีทางเลือกให้ผู้ใช้มาก ยิ่งทำให้การใช้พลังงานสะอาดเป็นเรื่องใกล้ตัว และเป็นผลดีโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันจักนยานยนต์ไฟฟ้ามีส่วนแบ่งในตลาดยานยนต์ไต้หวันถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ในระดับโลก มีเพียงไม่กีประเทศที่พาหนะไฟฟ้ามีส่วนแบ่งขนาดใหญ่ในตลาดยานพาหนะ นอร์เวย์เป็นประเทศแรกที่ไปถึงจุดนั้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตามมาด้วยไอซ์แลนด์และสวีเดน

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, Gogoro, ไต้หวัน, มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า

สืบค้นและเรียบเรียง มิ่งขวัญ รัตนคช
ภาพ Amaris Woo


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : รถยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมแห่งวงการยานยนต์

รถยนต์ไฟฟ้า

เรื่องแนะนำ

แอนตาร์กติกา โลกที่อาจไม่มีวันหวนคืน

เมื่อภูมิภาคแอนตาร์กติกร้อนขึ้น กฎเกณฑ์ของชีวิตก็ถูกทำลายลง นักวิทยาศาสตร์ไม่แน่ใจว่าความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะส่งผลอย่างไรต่ออนาคต

เจาะเบื้องลึกวิกฤติหมอกควัน

เจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่าในอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติงานเสี่ยงภัยดับไฟป่าในเวลากลางคืน ด้วยการกวาดใบไม้สร้างเป็นแนวกันไฟ ไฟในป่าเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นเถ้าปลิวละล่องไปตามลมและหอบลอยขึ้นสู่ที่สูง นี่คือภาพของปัญหา หมอกควัน ในภาคเหนือที่เรื้อรังมานานหลายปี สาเหตุเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มาจากนํ้ามือคน เรื่อง ราชศักดิ์ นิลศิริ ภาพถ่าย จิตรภณ ไข่คำ ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนพฤษภาคม 2558 เกือบสิบปีมาแล้วที่ชาวบ้านนาก้า ตำบลยาบหัวนา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน เกือบทั้งหมู่บ้านผันตัวมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พวกเขาซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัท เช่นเดียวกับปุ๋ยและยาฆ่าแมลง และแปรสภาพสันเขาสลับซับซ้อนให้กลายเป็นทุ่งข้าวโพดเขียวชอุ่มในฤดูฝน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองตองแก่ยามเข้าสู่ฤดูหนาวพร้อมรอเก็บเกี่ยว ย้อนหลังไปสัก 30 ปีก่อนหน้านี้ ชาวบ้านนาก้ายังพึ่งพาการเก็บของป่า ปลูกข้าวและพืชไร่หลากหลายอย่างอิสระ ไม่มีใครคุยกันเรื่องโฉนดที่ดินหรือเอกสารทำกินใด ๆ บรรพบุรุษของพวกเขาฝากชีวิตไว้กับผืนป่าและธรรมชาติ ครั้นเข้าสู่ยุคของการพัฒนา หนุ่มสาวที่นี่พากันไปขายแรงงานยังต่างเมืองไม่ต่างจากชนบทอีกหลายแห่ง ระหว่างนั้นใน พ.ศ. 2536 ทางการประกาศให้ป่า (ป่าเพื่อการเศรษฐกิจ โซน E) ในละแวกหมู่บ้านแปรสภาพเป็นพื้นที่เกษตร แรงงานเหล่านั้นจึงกลับมาแผ้วถางป่าเป็นพื้นที่ทำกินลึกเข้าไปในป่าสงวนอีกหลายโซน และไม่มีเอกสารสิทธิครอบครอง แม้จะมีลำห้วยไหลผ่าน แต่เนินเขาแถบนี้ก็ร้อนแล้ง ชาวบ้านบ่นว่าพวกเขาไม่สามารถสูบนํ้าจากแหล่งนํ้าขึ้นที่สูงได้ ดังนั้นหลังจากลองผิดลองถูกมาหลายฤดูกาล ชาวบ้านจึงตัดสินใจฝากอนาคตไว้กับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีการส่งเสริมให้ปลูกอย่างแพร่หลาย ข้าวโพดทนแล้งและดูแลง่าย […]

อากาศเป็นพิษ ชีวิตถึงตาย

มลพิษทางอากาศ อากาศเป็นพิษ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละเจ็ดล้านรายและอาจเป็นอันตรายได้แม้จะอยู่ในระดับต่ำ แต่เป็นปัญหาที่เราแก้ได้ ตอนที่โควิด-19 เริ่มระบาดไปทั่วโลก ฟรานเชสกา โดมินิซี สงสัยว่ามลพิษทางอากาศทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสูงขึ้น ผู้คน ในเขตที่มีมลพิษมีแนวโน้มจะเป็นโรคเรื้อรังมากกว่า และผู้ป่วยเหล่านั้นก็เสี่ยงต่อโควิด-19 มากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะ อากาศเป็นพิษ อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและทำให้ทางเดินหายใจอักเสบ ลดทอนความสามารถของร่างกายในการต้านทานไวรัสทางเดินหายใจ โดมินิซี อาจารย์ด้านชีวสถิติจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีความพร้อมเป็นพิเศษที่จะทดสอบเรื่องนี้ เธอกับเพื่อนร่วมงานใช้เวลาหลายปีสร้างฐานข้อมูลพิเศษ ซึ่งเปรียบเทียบข้อมูลสุขภาพของคนอเมริกันหลายสิบล้านคนกับข้อมูลของอากาศที่พวกเขาหายใจแบบวันต่อวันมาตั้งแต่ปี 2000 โดมินิซีซื้อข้อมูลที่ละเอียดยิบ (แต่นิรนาม) ของผู้สูงอายุชาวอเมริกันราว 60 ล้านคน นั่นเป็นครึ่งหนึ่งของฐานข้อมูล ส่วนอีกครึ่งเป็นความสำเร็จน่าทึ่งในตัวเอง นั่นคือนักวิทยาศาสตร์หลายสิบคน นำโดยโดมินิซีกับโจเอล ชวาร์ตซ์ นักระบาดวิทยาจากฮาร์วาร์ด ทำโครงการที่แบ่งประเทศสหรัฐฯออกเป็นตารางขนาดหนึ่งกิโลเมตรเป็นครั้งแรก จากนั้นก็ให้โปรแกรมคำนวณระดับสารก่อมลพิษประจำวันในตารางแต่ละช่องติดต่อกันนานกว่า 17 ปีแล้ว ข้อมูลสองส่วนนี้เอื้อให้โดมินิซีกับเพื่อนร่วมงานศึกษาผลกระทบของมลพิษทางอากาศในทุกซอกมุมของสหรัฐฯได้เป็นครั้งแรก และพวกเขาก็ได้ข้อสรุป ที่น่ากังวลบางประการ ในการศึกษาเมื่อปี 2017 พวกเขาพบว่า แม้กระทั่งในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศได้มาตรฐานระดับประเทศแล้ว มลภาวะยังเกี่ยวข้องกับอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น นั่นหมายความว่า “มาตรฐานก็ยังไม่ปลอดภัย” โดมินิซีอธิบาย สองปีต่อมา ทีมวิจัยรายงานว่า การเข้ารับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ พุ่งสูงเมื่อระดับมลพิษเพิ่มขึ้น ข้อค้นพบเหล่านี้สนับสนุนหลักฐานกองโตที่บ่งชี้ถึงอันตรายของพีเอ็ม […]

เมื่อชาว แม่แจ่ม เปลี่ยนเขาหัวโล้นจากไร่ข้าวโพด เป็นผืนป่าและสวนวนเกษตรด้วย ‘ต้นไผ่’

แม่แจ่ม โมเดลพลัส โมเดลแก้ปัญหาป่าไม้และที่ดินบนดอย แม่แจ่ม ที่ตั้งเป้าลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด คืนพื้นที่ป่าและสร้างเศรษฐกิจสีเขียว จากการปลูกพืชทดแทน ซึ่งในระยะแรกจะใช้ ‘ต้นไผ่’ เป็นไม้เบิกนำ ในอดีตพื้นที่อำเภอ แม่แจ่ม คือผืนป่าต้นน้ำขนาดใหญ่ สมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณ จากการไหลผ่านของแม่น้ำ แม่แจ่ม จากจังหวัดแม่ฮ่องสอนออกสู่แม่น้ำปิงที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น แม่แจ่ม มีพื้นที่ภูเขาอยู่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีเพียงพื้นที่ส่วนบนและล่างเท่านั้นที่มีน้ำอุดม ส่วนบริเวณตอนกลางที่เป็นภูเขา น้ำเข้าไปไม่ถึง ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่ดินในผืนป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่มซึ่งโดยพื้นฐานจัดเป็นป่าลุ่มน้ำ ถูกนำมาใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปี พ.ศ. 2556 อำเภอแม่แจ่มมีผลผลิตข้าวโพดรวมกว่า 100,000 ตัน กินพื้นที่ปลูกข้าวโพดเกือบ 150,000 ไร่ และส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิถือครองที่ดิน ในช่วง 10 ปีเดียวกันนี้เองที่หมอกควันจากการเผาซากไร่ในแม่แจ่ม อำเภอใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงหมอกควันจากไฟป่าในฤดูร้อน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวในเชียงใหม่ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค ลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ทุกคนจึงพุ่งเป้ามากล่าวโทษชาวไร่บนดอยอย่างไม่ต้องสงสัย ปัญหามีรากลึกกว่าแค่ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปัญหาเหล่านั้นคืออะไร และหนทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนที่กำลังเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่หน้าตาเป็นแบบไหน ถ้าพร้อมแล้ว […]