พิทักษ์สรวงสวรรค์ทางธรรมชาติแห่ง คอสตาริกา - National Geographic Thailand

พิทักษ์สรวงสวรรค์ทางธรรมชาติแห่งคอสตาริกา

คาบสมุทรโอซาของ คอสตาริกา เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์ แต่ตอนนี้โควิด-19 กำลังทดสอบการปกป้องอัศจรรย์ทางธรรมชาตินี้

เซเลโดเนีย เตเยส จำไม่ได้แล้วว่า เธอย้ายมายังคาบสมุทรโอซาปีไหน หรือตอนอายุเท่าไรแน่ แต่เธอจำได้แม่นว่า เธอมาทำไม ในเมื่อที่ดินผืนนี้จับจองได้ไม่ต้องซื้อหา ในตอนนั้น คาบสมุทร ขนาด 1,800 ตารางกิโลเมตรที่โค้งไปตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ของ คอสตาริกา เป็นเขตแดนป่า ตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่ด้วยคอคอดที่เป็นป่าชายเลนรกทึบผ่านแทบไม่ได้ และเข้าถึงได้ก็โดยทางเรือเป็นหลัก

เซเลโดเนียกำลังตั้งครรภ์ตอนที่เธอมาถึงพร้อมกับลูกห้าคน ไก่หกตัว สุนัขหนึ่งตัว และเงิน 700 โคโลนหรือประมาณหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ เธอยังพาแฟนมาด้วย แต่เขา “เกลียดธรรมชาติและวิ่งหนีแมลง” เธอเท้าความหลัง ดังนั้นเธอจึงคว้าขวานขึ้นมาแผ้วถางที่ดิน ด้วยตัวเอง

ราว 40 ปีต่อมา ดอญญาเซเลโดเนีย ดังที่ทุกคนเรียกขานด้วยความเคารพนับถือ ยังคงอาศัย อยู่บนที่ดินผืนเดิมในเมืองที่ชื่อ ลาปัลมา วันหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2019 ตอนที่ผมไปหา เธอพาผมชมบ้านชมสวน และจากย่างก้าวที่สาวฉับๆ นั้น ดูไม่ออกเลยว่า ตาของเธอเกือบบอดแล้ว

คอสตาริกา, นักพฤกษศาสตร์, ป่าไม้
นักพฤกษศาสตร์ รูทเมรี พิลล์โค อัวร์กายา เก็บ เมล็ดจากต้นวิโรลาใน ผืนป่าโบราณที่ยังเหลือ อยู่ของโอซา ต้นไม้ต้น ใหม่ที่เพาะจากเมล็ดจะ ถูกนำ ไปปลูกในพื้นที่ เสื่อมโทรมด้วยความหวัง ว่าจะล่อลิงแมงมุมและ สัตว์นักกระจายเมล็ดพืช อื่นๆ “ต้นไม้ที่เราปลูก อาจตาย” อัวร์กายาบอก “แต่ต้นไม้ที่สัตว์ปลูก จะสร้างป่าสมบูรณ์ ขึ้นมาใหม่ค่ะ”

สำหรับดอญญาเซเลโดเนีย วันนี้เป็นวันไถ่บาป แทนที่จะโค่นป่า เธอคืนพื้นที่ส่วนเล็กๆ แก่ผืนป่า จากการเชื้อเชิญของเธอ องค์กรไม่แสวงกำไรชื่อ โอซาคอนเซอร์เวชัน (Osa Consevation) ได้เข้ามาสร้างเครือข่ายกลุ่มคนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อปลูกกล้าพันธุ์ไม้พื้นเมือง 1,700 ต้น ในไร่ขนาด 56 ไร่ซึ่งส่วนใหญ่อยู่เลียบลำธารตามแนวเขตที่ดินฝั่งหนึ่งของเธอ

ในวันปลูกต้นไม้ประจำปีของ คอสตาริกา ลูกๆหลายคนจากหกคน หลาน 16 คน และเหลน 14 คนของเธอมาชุมนุมกันเพื่อ เฉลิมฉลอง รวมทั้งคนอีกมากมายจากชุมชนโดยรอบ มีนิทรรศการ ปาฐกถา การละเล่น และการเต้นรำโดยเด็กๆที่สวมชุดพื้นเมืองสีสันสดใส

คอสตาริกา, ชายหาด, คาบสมุทรโอซา
ป่ารกครึ้มบนชายหาดที่ กาโบมาตาปาโลซึ่งเป็น จุดเล่นกระดานโต้คลื่น ชื่อดังบนปลายใต้สุดของ คาบสมุทรโอซา ความ พยายามในการอนุรักษ์ ผูกโยงกับรายได้จากการ ท่องเที่ยวที่ไหลเข้ามา ซึ่งลดลงจนแทบไม่เหลือ เพราะการระบาดใหญ่ ทั่วโลกของโควิด-19

ทุกตารางเมตรของโอซาจัดเป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แม้จะมีเนื้อที่ไม่ถึง 0.001 ของร้อยละหนึ่งของพื้นผิวโลก แต่ที่นี่เป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตร้อยละ 2.5 ของโลก ถิ่นอาศัย อันหลากหลายในคาบสมุทรแห่งนี้ ตั้งแต่ป่าเมฆ ป่าดิบชื้นที่ราบต่ำ หนองบึง และป่าชายเลน ไปจนถึง ลากูนทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม เป็นที่พักพิงของสิ่งมีชีวิตหลายพันชนิด รวมถึงฝูงนกมาคอว์แดงที่ส่งเสียง อื้ออึง ลิงแมงมุม และสัตว์อื่นที่หมดไปหรือลดลงอย่างฮวบฮาบจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตกระจายพันธุ์ในอดีต แมวป่าห้าชนิดหากินอยู่ในป่า ทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เต่าทะเลสี่ชนิดคลานขึ้นมาวางไข่ บนชายหาด ส่วนทางด้านตะวันออก ปลาฉลามหัวค้อนและวาฬหลังค่อมว่ายน้ำเข้าไปในฟยอร์ด กอลโฟดุลเซเพื่อตกลูก

กระนั้น ระบบนิเวศของโอซาก็เปราะบาง ในอดีต ที่นี่รอดพ้นจากการถูกทำลายล้างอย่าง ฉิวเฉียดมาแล้วถึงสองครั้ง สาเหตุไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ทางการค้าขนาดใหญ่มากเท่ากับผลกระทบเล็กๆ น้อยๆ อันเกิดจากการที่ชาวบ้านโค่นป่าเพื่อทำมาหากิน หรือร่อนหาทองคำไม่กี่สตางค์ในแม่น้ำสายต่างๆ ของโอซา

เสือพูม่า, อนุรักษ์ป่า
เสือพูม่าจับจ้องกล้องดักถ่ายภาพ มันอาจตื่นตัวจากเสียงชัตเตอร์ลั่น เครือข่ายกล้องดักถ่ายภาพที่กลุ่มนักอนุรักษ์ ที่พักเชิงนิเวศ และคนท้องถิ่นติดตั้งไว้เผยว่า ประชากรเสือพูม่าและแมวป่าอื่นอีกสามชนิดฟื้นตัวบนคาบสมุทรนี้ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 แต่เสือจากัวร์ยังคงหายาก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายชุมชนในโอซาหันมาคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาเคยหาประโยชน์อย่างกระตือรือร้น แทนที่จะโค่นต้นไม้เก่าแก่เพื่อเอาซุง พวกเขาแผ้วถางเส้นทางไว้รองรับนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และแกะรอยพรานลักลอบล่าสัตว์ แทนที่จะลักลอบแกะรอยสัตว์ป่าเสียเอง

แอนดี วิตเวิร์ท ผู้อำนวยการบริหารวัย 37 ปีของโอซาคอนเซอร์เวชัน ร่วมงานกับองค์กรนี้ เมื่อปี 2017 หลังจากต่อสู้ในสงครามที่สิ้นหวังเพื่อการอนุรักษ์ป่าแอมะซอนในเปรูอยู่หกปี

“ตอนมาถึงโอซา ผมรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งในทันทีครับ” วิตเวิร์ทบอกผมระหว่างร่วมโต๊ะอาหารเช้าที่สถานีวิจัยชีววิทยาของโอซาคอนเซอร์เวชันทางตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทร “ในแอมะซอน ปีหนึ่งผมอาจได้เห็นลิงแมงมุมครั้งหรือสองครั้ง ที่นี่ผมเห็นวันละครั้งหรือสองครั้ง มันเปลี่ยนไปอย่างน่าประทับใจเลยครับ”

นกแก้วมาคอว์, คอสตาริกา
คู่นกมาคอว์แดงแต่งเติมชีวิตชีวาให้ต้นกรดในคาบสมุทรโอซา ประเทศคอสตาริกา นกชนิดนี้ถูกคุกคามจากการสูญเสียถิ่นอาศัยและการค้าสัตว์เลี้ยงทั่วทั้งเขตการกระจายพันธุ์ แต่ประชากรที่โอซากำลังฟื้นตัว เป็นสัญลักษณ์อันเจิดจ้าในเรื่องราวความสำเร็จของการอนุรักษ์

วิตเวิร์ทรีบยกความดีความชอบในความสำเร็จของโอซาให้แก่นโยบายริเริ่มการฟื้นฟูสภาพป่า ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ยี่สิบ ป่าที่เคยครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 75 ของประเทศ ถูกโค่นอย่างเป็นระบบเพื่อทำไม้ เลี้ยงปศุสัตว์ และปลูกพืชผล เช่น กล้วยและสับปะรด ไม่ถึงหนึ่ง ชั่วอายุคน ผืนดินที่ยังคงมีต้นไม้ปกคลุมเหลืออยู่แทบไม่ถึงหนึ่งในห้า

แต่ในกลางทศวรรษ 1990 รัฐบาลลงมือแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่เพียงหยุดยั้ง แต่ยังพลิกสถานการณ์ด้วย เริ่มจากการผ่านกฎหมายห้ามการตัดต้นไม้ใดๆโดยไร้แผนการจัดการอย่างละเอียด และริเริ่มโครงการจ่ายเงินให้เจ้าของที่ดินดูแลพื้นที่ป่าและปลูกต้นไม้ต้นใหม่ๆ โดยใช้งบประมาณจากภาษีที่เรียกเก็บจากน้ำมันเชื้อเพลิง ในระยะเวลาเพียว 25 ปี คอสตาริกามีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า และกำลังจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ นั่ นคือมีป่าครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 60 ของประเทศเมื่อถึงปี 2030

ทว่าปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้กำลังเผชิญภัยคุกคามอย่างใหม่ การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทำลายเศรษฐกิจของคอสตาริกาจนย่อยยับ หยุดยั้งเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวที่เคยหลั่งไหลเข้ามาหนุนการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเลี้ยงชีพที่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน หัวใจและความคิดของชาวโอซากำลังโอบรับจริยธรรมด้านการอนุรักษ์ แต่พวกเขาก็ยังต้องกินต้องอยู่

“ผู้คนที่นี่ใกล้ชิดธรรมชาติค่ะ” ฮิลารี บรัมเบิร์ก เจ้าหน้าที่ของโอซาคอนเซอร์เวชันซึ่งดำเนินโครงการปลูกป่าในไร่ของดอญญาเซเลโดเนีย กล่าว “แต่พอพูดถึงเรื่องการหาเลี้ยงครอบครัวหรือการปกป้องธรรมชาติ ครอบครัวย่อมต้องมาก่อน”

โลมา, คาบสมุทรโอซา
ฝูงโลมากระโดดว่ายน้ำอยู่นอกชายฝั่งเกาะอิสลาเดลกัญโญ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากอ่าวเดรกไปทางตะวันตกประมาณ 24 กิโลเมตร ฝูงโลมาขนาดใหญ่จำนวนนับพันตัวรวมตัวกันตามแนวชายฝั่งของโอซา โดยมีเหยื่ออันอุดมสมบูรณ์ที่คาดเดาได้เป็นแรงดึงดูด

ฤดูใบไม้ผลิปี 2020 ไม่มีนักท่องเที่ยวให้ปรุงอาหารให้ ไม่มีงานให้ไกด์ในโดสบราโซสหรือรันโชเกมาโดทำและที่โอซาคอนเซอร์เวชันก็ไม่มีอาสาสมัครคอยดูแลต้นไม้หรือป้องกันลูกเต่าทะเลจากสัตว์ผู้ล่าบนชายหาดริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกแห่งนี้เลย คอสตาริกาตอบสนองต่อการคุกคามของโควิด-19 อย่างเข้มงวดด้วยการระงับการเดินทางระหว่างประเทศทั้งหมด พอถึงปลายเดือนพฤศจิกายนเมื่อสหรัฐอเมริกามีผู้เสียชีวิต 264,808 คน  ตัวเลขของคอสตาริกาอยู่ที่ 1,690 คน

แต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจใหญ่หลวงถึงขั้นหายนะเมื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวล่มสลาย ก็ไม่มีเงินทุนไหลมาหล่อเลี้ยงระบบอุทยานแห่งชาติของประเทศ บีบให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องปิดกอร์โกวาโดในเดือนมีนาคม และถอนกำลังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าออกจากอุทยาน ทุกอย่างเงียบสงบอยู่สองสามสัปดาห์  จากนั้นไกด์ทัวร์ของโอซาก็กระจายข่าวไปตามแชตในสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีคนฉวยโอกาสจากการไม่มีนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่จัดทัวร์ล่าสัตว์ในอุทยาน

พรานสองคนฆ่าเพ็กคารีปากขาวไปเก้าตัว  ซึ่งไม่ได้ฆ่าไปเป็นอาหาร  แต่เพื่อเป็นเกมกีฬา  เมื่อผมโทรศัพท์ไปคุยกับดิโอนิซีโอ  ปาเนียกัว  คาสโตร  ไกด์ที่ทำงานมานานและเป็นนักอนุรักษ์ในคาบสมุทรตั้งแต่โควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก ผมได้ยินความเจ็บปวดรวดร้าวของเขาทางโทรศัพท์บรรดาไกด์แจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งส่งตำรวจมาและจับกุมผู้ต้องหาบางคนได้ แต่อุทยานมีขนาดใหญ่ อีกทั้งการ บังคับใช้กฎหมายก็เบาเกินไปและทำเป็นครั้งคราว เกินกว่าจะรับมือกับความเสียหายที่รุนแรงขึ้นได้อย่างทันท่วงที

ร่อนทอง, คอสตาริกา
นักร่อนทองสองคนหาทองคำในลำธารใกล้อุทยานแห่งชาติกอร์โกวาโด การร่อนหาทองคำซึ่งเป็นวิถีชีวิตในโอซา มาหลายทศวรรษ เป็นสิ่งผิดกฎหมายในคอสตาริกาเพราะสร้างมลพิษแก่สิ่งแวดล้อม แต่รัฐบาลผ่อนปรนให้ นักร่อนทองที่เป็นช่างฝีมือไม่กี่คนบางชุมชนที่เคยพึ่งพาการร่อนทองคำประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนมาหารายได้จากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ไม่ใช่แต่พวกพราน ทั้งการว่างงานและราคาทองคำที่สูงขึ้นทั่วโลกซึ่งเป็นผลจากการระบาดใหญ่  ทำให้นักร่อนทองจำนวนมากหลั่งไหลกลับสู่อุทยานอย่างที่ไม่เคยเห็นกันมานานหลายทศวรรษ  นักค้ายาเสพติดกับพวกคนตัดไม้ก็ฉวยโอกาสจากความปั่นป่วนคราวนี้ด้วยเช่นกัน

แต่ยังมีแนวปราการป้องกันอีกทางหนึ่งด้วย นั่นคือชาวโอซาเอง ในการตอบโต้วิกฤติการณ์นี้  คาร์โลส  มานูเอล โรดริเกซ  รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของคอสตาริกาในเวลานั้นรื้อฟื้นแนวคิดเรื่องกลุ่มเจ้าหน้าที่อาสาสมัครแกนนำ 52 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไกด์และผู้นำชุมชนต่างๆรวมถึง รันโช เกมาโดและลาปัลมาซึ่งได้รับการอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเฝ้าระวังและออกปฏิบัติหน้าที่เพื่อสร้างแนวกันชนรอบอุทยาน

พวกเขาไม่มีอาวุธ แต่มีโทรศัพท์ กล้องถ่ายภาพ และสายสัมพันธ์กับชุมชนต่างๆ  พวกเขาสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายได้อย่างรวดเร็วเมื่อพบกิจกรรมผิดกฎหมาย ดูเหมือนว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มจัดตั้งจากนอกคาบสมุทร เมื่อเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวพังทลายจึงเลี่ยงไม่ได้ที่คนท้องถิ่นบางส่วนจะเหลือทางเลือกน้อย นอกจากหยิบกระทะร่อนและพลั่วอันเก่าเข้าไปร่วมลักลอบร่อนทองคำในอุทยาน

“ใครๆต่างก็ต้องดิ้นรนหาเงิน และการร่อนทองก็เป็น วิธีหนึ่งครับ” มูญโญซบอกผมทางโทรศัพท์ ผมถามว่าตัวเขาเองหวั่นไหวบ้างไหม เพราะเขาก็เป็นไกด์คนหนึ่งที่ ตกงาน นํ้าเสียงตอนที่เขาตอบนั้นมีความปวดร้าวเจืออยู่ “ผมพยายามไม่ไปที่นั่นครับ”

เรื่อง เจมี ชรีฟ
ภาพถ่าย ชาร์ลี แฮมิลตัน เจมส์

สามารถติดตามสารคดี ปกปักษ์พิทักษ์สรวงสววรค์ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2564
.
สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม ข้าคือแม่น้ำ… แม่น้ำคือข้า – นิวซีแลนด์มอบสถานะบุคคลให้แม่น้ำของ ชาวเมารี

ชาวเมารี

เรื่องแนะนำ

ไทย: งดถุงพลาสติก แต่ก็นำเข้าขยะ – เพราะการงดแจกถุงพลาสติกอย่างเดียวอาจไม่พอ

คนเก็บขยะแบกถุงวัสดุที่รีไซเคิลได้ ในภูเขาขยะ Dandora กรุงไนโรบี อันเป็น 1 ใน 4 ภูเขาขยะที่ใหญ่และเป็นพิษมากที่สุดในแอฟริกา ภาพถ่ายโดย BENEDICTE DESRUS, SIPA via AP แม้ประเทศไทยจะดำเนินนโยบายให้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ งดแจกถุงพลาสติก ให้กับประชาชน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องทำควบคู่ไปกับระบบคัดแยก รีไซเคิล และกำจัดขยะให้มีประสิทธิภาพ จึงจะแก้ปัญหาขยะพลาสติกได้ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยเริ่มดำเนินนโยบายให้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้องดแจกถุงพลาสติกให้กับลูกค้า และขอความร่วมมือให้ลูกค้านำถุงผ้าหรือภาชนะอื่นๆมาใส่สิ่งของเอง เพื่อตั้งเป้าลดปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทย สอดคล้องกับกระแสโลกที่กำลังเอาจริงเอาจังเรื่องการลดการใช้ถุงพลาสติก นโยบายดังกล่าวนี้ได้มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้ามานานนับแรมเดือน หลังวันเริ่มดำเนินนโยบายก็มีเสียงตอบรับทั้งในแง่บวกและแง่ลบ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมองในแง่บวกว่า หลังผ่านไปสักระยะ ประชาชนจะสามารถปรับตัวและให้ความร่วมมือกับนโยบายนี้ได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านโยบายนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบรรเทาปัญหาขยะพลาสติกได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะนอกจากการแจกถุงพลาสติกตามร้านค้ารายย่อยหรือตลาดสดที่ยังดำเนินอยู่เหมือนเดิมแล้ว ประเทศไทยยังต้องเผชิญปัญหาจากขยะพลาสติก (รวมไปถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นขยะอันตราย) องค์การกรีนพีซ องค์การทำงานด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ได้ออกรายงานระบุว่า ประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นแหล่งนำเข้าขยะพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วจากประเทศพัฒนาแล้วเป็นปริมาณมาก ซึ่งในปี 2561 กลุ่มประเทศอาเซียนนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 2,265,962 ตัน คิดเป็นร้อยละ 27 จากทั่วโลก โดยมาเลเซียนำเข้าขยะ 872,797 […]

ช้อนกินได้ ทางเลือกใหม่ลดขยะพลาสติก

โลกใบนี้ บ้านเพียงหลังเดียวของเรากำลังเต็มไปด้วยขยะพลาสติก โดยเฉพาะขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง อย่างช้อนส้อมมีด, หลอดดูดน้ำ หรือแก้วพลาสติก ทุกคนรู้กันดีว่าขยะพลาสติกเหล่านี้เป็นอันตรายและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทีนี้ลองจินตนาการดูว่าจะดีแค่ไหน หากอุปกรณ์การกินหรือภาชนะของคุณสามารถรับประทานได้ด้วย ไม่หลงเหลือขยะใดๆ Narayana Peesapathy ได้สร้างสรรค์ช้อนกินได้ขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้บริโภคตัวช้อนถูกผลิตจากแป้งข้าวฟ่างและข้าวสาลี ไม่มีส่วนผสมทางเคมีใดๆ ทั้งสิ้น สามารถใช้ตักอาหารได้ไม่ต่างจากช้อนปกติ นอกจากนั้นยังมีหลายรสชาติให้เลือกอีกด้วย เช่นรสหวานและรสเผ็ด ลองชมกระบวนการผลิตและการทดลองใช้งานช้อนเหล่านี้จริง ว่าไอเดียของพวกเขานั้นเจ๋งและดีต่อโลกมากแค่ไหน   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก : ปลูกเพื่อสันติ, สำรวจโลก : สาหร่ายทะเลกำลังมาแรง

ชมวงจรขยะพลาสติกผ่านอนิเมชั่น

ชม วงจรขยะพลาสติก ผ่านอนิเมชั่น เมื่อต้นเดือนเมษายน 2018 ผลการผ่าพิสูจน์ซากของวาฬสเปิร์มที่ขึ้นมาเกยหาดเผยให้เห็นว่าในท้องของมันเต็มไปด้วยขยะพลาสติกถึง 29 กิโลกรัม และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บรรดาสัตว์ต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ เมื่อท้องทะเลทุกวันนี้กำลังเต็มไปด้วยขยะพลาสติกจากน้ำมือมนุษย์ อนิเมชั่นเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านไปชมวงจรของขยะพลาสติกที่สุดท้ายแล้วสิ่งที่มนุษย์กำลังก่อไว้กำลังวนกลับมายังบนจานอาหารของเราเอง นักวิทยาศาสตร์ประมาณขยะพลาสติกที่ล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรทุกวันนี้ว่าเมื่อรวมกันแล้วจะมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับทวีปยุโรป ดูเหมือนที่เคยคาดการณ์กันว่าในปี 2050 นี้ มหาสมุทรจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา จะไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

งูหลามบอล เมื่อสัตว์ป่ากลายเป็นสัตว์เลี้ยง

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เผยวงจรค้าสัตว์เลื้อยคลานระดับโลก เต็มไปด้วยความทารุณและเป็นแหล่งเพาะโรคร้าย ปัจจุบัน สัตว์ป่านานาชนิดจำนวนนับล้านตัว กำลังถูกคุกคามและตกเป็นเหยื่อในธุรกิจค้าสัตว์แปลกทั่วโลกที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการลดจำนวนลงของประชากรสัตว์ป่าทั่วโลก ล่าสุด องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ได้จัดทำสารคดีชื่อว่า “Ball pythons are wildlife #NotPets” เพื่อแจ้งเตือนเกี่ยวกับการค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสัตว์เลื้อยคลาน คือ งูหลามบอล แอฟริกา (African Ball Pythons) งูหลามบอลแอฟริกามีการซื้อขายเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงมากที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยในสารคดีได้เปิดเผยความน่าตกใจของอุตสาหกรรมลักลอบจับสัตว์ป่าพบว่าในช่วงระยะเวลา 45 ปีที่ผ่านมา งูหลามบอลมากกว่า 3 ล้านตัวถูกส่งออกจากแอฟริกาตะวันตก เพื่อนำไปขายเป็นสัตว์เลี้ยงยัง 3 ทวีป ได้แก่ ยุโรป เอเชีย และอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสัตว์เลื้อยคลานรายใหญ่ที่สุดของโลก องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเผยว่า “การค้าสัตว์ป่าเป็นเสมือนระเบิดเวลาสำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อโรคต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์” เนื่องจากสัตว์ที่ถูกจับมาจากป่าธรรมชาติ หรือถูกเพาะพันธุ์ในกรงขังแคบๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมสกปรก เสื่อมโทรม อาจกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต และในขณะเดียวกันก็สร้างความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานอย่างโหดร้ายต่อสัตว์ป่าเช่นกัน อ่านเพิ่มเติม: เสือโคร่ง ข้างบ้าน : ตีแผ่ขบวนการค้าสัตว์ป่าในสหรัฐฯ […]