เสียงจากลำน้ำโขง ในวันที่สายน้ำและชีวิต ถูกเขื่อนใหญ่พรากไปอย่างไม่มีวันหวนคืน

แม่น้ำโขง เส้นเลือดใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าสู่ภาวะวิกฤติ จากการกักน้ำของเขื่อนประเทศต้น ระดับน้ำลดต่ำจนแห้งขอด พรากวิถีชีวิตและระบบนิเวศจากไปไม่มีวันหวนคืน

แม่โขง คือสายน้ำที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 10 และเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดสายหนึ่งของโลก 1 ใน 4 ของชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตน้ำจืดถูกค้นพบได้ที่นี่

กำเนิดจากเทือกเขาในทิเบต ผ่านจีน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ที่เวียดนาม แม่น้ำโขงมีความยาวทั้งสิ้นเกือบ 5,000 กิโลเมตร ตลอดแม่น้ำประธานและแม่น้ำสาขาที่แตกแขนงออกไปอีกมากมาย ผู้คนกว่า 60 ล้านชีวิตหาเลี้ยงชีพจากการประมงและทำไร่นา

ปัจจุบัน แม่น้ำโขง เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงอารยธรรมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานับพันปีกำลังเหือดแห้ง การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่และระเบิดทำลายแก่งแม่น้ำอย่างบ้าคลั่ง ขวางกั้นสายน้ำจากการไหลเวียนตามปกติ สร้างผลกระทบเรื้อรังทั้งด้านระบบนิเวศ เศรษฐกิจ วัฒนธรรมไปจนถึงสังคม

แม่น้ำโขงจากผาตากเสื้อ จังหวัดหนองคาย บริเวณท้ายเขื่อนไซยะบุรี น้ำแห้งจนเห็นดอนทรายยาว และน้ำโขงสีครามจากภาวะไร้ตะกอน
ภาพถ่ายโดย กรรณิการ์ วงษ์ศิริ/Mekong Voice เสียงจากลำน้ำโขง

เราชวนคุณไปพูดคุยกับ ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม ผู้ทำงานอนุรักษ์แม่น้ำโขงมานานนับสิบปี และก่อตั้ง ‘Mekong Voice เสียงจากลำน้ำโขง’ เครือข่ายข่าวชาวบ้านที่สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น ผ่านมุมมองของคนในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจริง ซึ่งแน่นอนว่าจะตกทอดไปยังคนรุ่นหลังตลอดกาล หากเรายังไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดภัยคุกคามนี้

เริ่มต้นที่การพัฒนาเศรษฐกิจ

ดร.ไชยณรงค์เล่าย้อนกลับไปในศตวรรษ 1980 หลังจากที่ปัญหาชายแดนระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและลาวยุติลง จีนได้วางแผนโครงการ Lancang-Mekong Economic Belt ขึ้น โดยจะมีการสร้างเขื่อนชุดกั้นเม่น้ำโขงตอนบนหรือที่เรียกกันว่าแม่น้ำล้านช้าง เพื่อเป็นแหล่งผลิตพลังงาน

ประเทศจีนเริ่มต้นสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงครั้งแรกเมื่อปี 1990 แต่บริเวณแม่น้ำสายหลักยังคงปราศจากการรบกวน ส่วนหนึ่งมาจากความร่วมมือของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือ Mekong River Commission (MRC) ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสี่ประเทศคือลาว กัมพูชา ไทย และเวียดนาม ในปี 1995

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ Greater Mekong Subregion (GMS) ก็ถูกตั้งขึ้นในปี 1992 โดยสมาชิก 6 ประเทศ คือลาว กัมพูชา ไทย เวียดนาม พม่า และจีน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยมุ่งไปที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและพลังงานเป็นหลัก

เขื่อน
เขื่อน Xiaowan ที่มีความสูงราว 291 เมตร ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2010 เป็นแหล่งพลังงานให้กับบรรดาเมืองและอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศจีน การสร้างเขื่อนนี้ทำให้ชาวบ้านกว่า 38,000 คน ต้องอพยพ
ภาพถ่ายโดย DAVID GUTTENFELDER, AP/NAT GEO IMAGE COLLECTION

“ประเทศจีนมองว่าแม่น้ำล้านช้างเป็นเพียงสาขาหนึ่งของแม่น้ำโขง ดังนั้นในการสร้างเขื่อนใด ๆ ก็ตาม จึงไม่ต้องทำการตกลงกับประเทศอื่น เนื่องจากถือว่าเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านแค่ประเทศตนเองประเทศเดียว ทั้งที่จริงแล้วแม่น้ำล้านช้างคือต้นน้ำที่สำคัญที่สุดของแม่น้ำโขง”

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว การก่อสร้างเขื่อนเริ่มขยับขยายจากแม่น้ำสาขามาสู่แม่น้ำโขงสายหลัก โดยเฉพาะในประเทศลาว ที่อนุญาตให้ทุนข้ามชาติเข้าไปสร้างเขื่อนจำนวนมหาศาลทั้งในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา

ดร.ไชยณรงค์อธิบายว่า วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงในขณะนี้มาจากการสร้างเขื่อน 3 กลุ่มด้วยกัน

เขื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กราฟิกแสดงตำแหน่งที่ตั้งของเขื่อนในแม่น้ำโขง ส่วนหนึ่งของสารคดี “สยบมหานทีนามแม่น้ำโขง” ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ภาษาไทย ฉบับเดือนพฤษภาคม 2558
ศิลปกรรมโดย ไรอัน มอร์ริส

กลุ่มแรกคือเขื่อนในประเทศจีน 11 แห่ง ซึ่งกั้นแม่น้ำโขงตอนบน และจีนเองก็มีทิศทางจะสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ

กลุ่มที่สอง เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนล่าง โดยเขื่อนที่มีผลกระทบรุนแรงที่สุดตอนนี้ คือเขื่อนไซยะบุรีบริเวณใต้เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว ซึ่งทุนไทยไปลงทุนสร้างทั้งที่ MRC เคยเสนอให้ชะลอการก่อสร้างออกไปอีก 10 ปี แต่ไม่ได้รับการรับฟัง ตอนนี้ที่เขื่อนสร้างเสร็จ จะเห็นว่ากระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อนแห่งนี้ ส่วนใหญ่ขายกลับมายังประเทศไทย

และกลุ่มที่สาม เขื่อนกั้นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงเกือบร้อยแห่งทั้งในลาว ไทย และเวียดนาม อย่างเขื่อนปากมูล ซึ่งเกิดผลกระทบมากมาย นำมาซึ่งความเดือดร้อนอาจเยียวยาได้ของชาวบ้าน รวมถึงชนิดพันธุ์ปลาระหว่างแม่น้ำมูลและโขงที่สูญหายไป ทุกวันนี้ชาวบ้านจึงต้องกินปลานิลแทนปลาน้ำจืดธรรมชาติ

แม่น้ำโขง
ภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2019 แสดงให้เห็นถึงแม่น้ำโขงในจุดที่ห่างจากเขื่อนไซยะบุรีในประเทศลาวประมาณ 297 กิโลเมตร กระแสน้ำร่องสายน้ำที่แห้งขอดที่มาจากเขื่อนก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงจากบรรดานักอนุรักษ์และชาวบ้านที่พึ่งพาความหลากหลายของระบบนิเวศเพื่อผลิตอาหารและดำรงวิถีชีวิต
ภาพถ่ายโดย SUCHIWA PANYA, AFP/GETTY IMAGES

ผลกระทบจากวิกฤตลำน้ำโขง

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์น่าสะเทือนใจในแม่น้ำโขงอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่โครงการระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขง เพื่อให้เรือเชิงพานิชย์ขนาดใหญ่ สามารถแล่นผ่านแม่น้ำโขง เพื่อเป็นทางระบายสินค้าไปสู่ทะเลจีนใต้

ระดับน้ำในแม่น้ำลดต่ำที่สุดในรอบร้อยปี ทำให้หลายส่วนของพื้นที่น้ำโขงกลายเป็นหาดทรายและพื้นดินแตกระแหง กระทบต่อไปยังลำน้ำสาขาที่แห้งขอด จนแทบไม่น่าเชื่อว่า บริเวณนี้เคยเป็นสายน้ำแห่งชีวิตมาก่อน

ปริมาณน้ำน้อยนิดส่งผลให้กระแสน้ำหยุดนิ่งไม่ไหลเชี่ยวอย่างที่ควรจะเป็น เกิดการตกตะกอนจนสีของแม่น้ำที่เปลี่ยนจากสีน้ำตาลเข้มเป็นสีฟ้าสว่างเนื่องจากระดับน้ำที่ตื้นและขาดแคลนตะกอนที่พัดมากับแม่น้ำ นักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลกันมาชมและเข้าใจว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่งดงาม ทั้งที่จริงแล้วนี่คือสัญญาณอันตรายของการพังทลายของระบบนิเวศแม่น้ำโขง

นอกจากนั้นยังคาดการณ์ว่าเขื่อนจะไปลดปริมาณตะกอนที่ไหลมากับน้ำ ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และส่งผลต่อภาคเกษตรได้ ภัยแล้งในปีที่แล้วได้ส่งผลให้ทั้งชาวนาและชาวประมงในพื้นที่ปลายน้ำเห็นการลดลงของระดับน้ำจนเห็นสันดอนทรายไปตลอดแนวแม่น้ำ

ภาวะไร้ตะกอนส่งผลกระทบต่อปริมาณปลาในแม่น้ำโขง ชาวประมงอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ประสบปัญหาในการยังชีพเนื่องจากทำมาหากินด้วยการประมง
ภาพถ่ายโดย Holl Ptong/Mekong Voice เสียงจากลำน้ำโขง

เมื่อน้ำขาดแคลนตกตะกอน แพลงตอนและพืชน้ำก็ตาย ส่งผลให้ปลาน้ำโขงไม่มีอาหารและตาย ถึงปัจจุบัน พบว่าปลาน้ำโขงเดิมมีอยู่นับพันชนิด เริ่มสูญพันธุ์หายากกว่ากว่าร้อยชนิด

เขื่อนทั้ง 11 แห่งในประเทศจีนและเขื่อนไซยะบุรีเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้า ดังนั้นน้ำจะถูกปล่อยออกมาตามจังหวะของการผลิตกระแสไฟฟ้า ถ้าไม่มีการต้องการไฟฟ้า น้ำก็ถูกกักไว้ ในตอนนี้ที่เขื่อนเหล่านี้กั้นน้ำมากกว่า 12 ล้านล้านแกลลอน นับเป็นปัจจัยขัดขวางการไหลของน้ำไปยังพื้นที่เบื้องล่างอย่างรุนแรง

“จุดที่ชาวไทยได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือแถบจังหวัดเชียงรายจากเขื่อนจิ่งหง ซึ่งเป็นเขื่อนตอนล่างสุดของจีน และแถบอีสานแถบพรมแดนไทย-ลาว จากเขื่อนไซยะบุรี” ดร.ไชยณรงค์อธิบาย

ทั้งชาวประมงและชาวนาในภาคเหนือของประเทศไทยต้องจัดการกับความผันผวนของกระแสน้ำอย่างรุนแรงเนื่องจากเขื่อนเหล่านี้เป็นผู้กำหนดในการกักเก็บหรือปล่อยน้ำ นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของน้ำอย่างรวดเร็วมักกวาดเอาพืช สัตว์ อุปกรณ์และขัดขวางเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบท

เด็ก ๆ บ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เรียนรู้วิกฤตแม่น้ำโขงด้วยการวัดตะกอนในน้ำโขงสีคราม จากภาวะไร้ตะกอน
ภาพโดย ผู้ช่วยดาว/Mekong Voice เสียงจากลำน้ำโขง

ระบบนิเวศที่ล่มสลาย

ธรรมชาติของระดับน้ำในแม่น้ำโขง ปกติจะสูงขึ้นในฤดูฝนและลดต่ำลงในฤดูแล้ง การสร้างเขื่อนทำให้น้ำอยู่ในระดับกลาง ๆ หรือลดต่ำลงแล้วแต่การควบคุมของเขื่อนต้นน้ำ ระบบนิเวศของแม่น้ำโขงนั้นไม่ได้มีเพียงแม่น้ำหลักสายเดียว แต่รวมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำโดยรอบที่ขอบแม่น้ำด้วย

ดังนั้นหากระดับน้ำโขงไม่ขึ้นสูงอย่างเคยในฤดูฝน สิ่งมีชีวิตในพื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านั้นก็จะถูกตัดออกจากระบบนิเวศ ในขณะเดียวกันสันดอนแม่น้ำโขงก็เป็นแหล่งหากินและวางไข่ของนกสำคัญหลายชนิด หากระดับน้ำไม่ลดต่ำลงเพียงพอ นกที่เกิดใหม่จะตายหมดและในไม่ถึงสิบปี นกเหล่านั้นจะสูญพันธุ์

การสร้างเขื่อนส่งผลกระทบต่อประชากรสัตว์น้ำ ทำหน้าดินสึกกร่อน เปลี่ยนทิศทางการไหลตามธรรมชาติของน้ำ ทั้งนี้เป็นเพราะเขื่อนไปขวางกั้นการอพยพของปลาจากถิ่นที่เกิดไปยังถิ่นหากิน รวมถึงไม่สามารถขึ้นไปวางไข่ตามฤดูกาลได้ และเขื่อนยังเปลี่ยนแนวทางการไหลของน้ำที่ไหลอยู่เช่นนั้นมานานนับพันปี

สัตว์น้ำขาดน้ำและเสียชีวิต จากระดับน้ำที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการควบคุมของเขื่อนต้นน้ำ ตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
ภาพถ่ายโดย ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

เดิมปลาในแม่น้ำโขงปรับตัวให้เข้ากับระบบการไหลของแม่น้ำ หากปลาชนิดนั้น ๆ ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับแนวการไหลใหม่ พวกมันจะล้มตายและอาจถึงขั้นสูญพันธุ์ไปในที่สุด

แม่น้ำแห่งนี้เป็นบ้านของปลานับพันสายพันธุ์ สายน้ำที่ไหลในช่วงฤดูน้ำหลากก่อให้เกิดแหล่งที่อยู่อาศัยสมบูรณ์แบบของบรรดาปลาและนกน้ำ และพัดพาตะกอนที่สำคัญไปตามพื้นที่เกษตรกรรมตามแม่น้ำ แต่การไหลของแม่น้ำตามธรรมชาติดังกล่าวกำลังถูกขัดขวาง

สถานการณ์ล่าสุดที่เครือข่าย ‘เสียงจากลำน้ำโขง’ รายงานคือปรากฏการณ์ระดับน้ำโขงท้ายเขื่อนไซยะบุรีแห้งขอด จนทำให้ไกหรือเทา ซึ่งเป็นชนิดสาหร่ายในแม่น้ำโขงแห้งตายเป็นบริเวณกว้าง สาหร่ายเหล่านี้คือที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เป็นที่วางไข่และเป็นที่อนุบาลสัตว์น้ำ นี่คือหายนะต่อระบบนิเวศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ระดับน้ำโขงท้ายเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนไทยสัญชาติลาว ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไก อาหารและแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำแห้งตาย
ภาพโดย ชาญชัย ตาจันทร์ Mekong Voice เสียงจากลำน้ำโขง

หนทางแก้ไขก่อนสายน้ำไม่ไหลกลับคืน

“การเป็นประเทศเล็กกว่า อำนาจต่อรองไม่มี ไม่มีรัฐบาลประเทศไหน กล้าที่จะต่อรองกับจีน กัมพูชารับผลกระทบหนักที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็รับความช่วยเหลือจากจีนในหลาย ๆ ด้าน หรือลาว การพัฒนา การลงทุนต่าง ๆ ล้วนเป็นนักลงทุนจีน ตอนที่ผมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยต่อรองกับจีน ก็เกือบ 20 ปีมาแล้ว ก็ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่จะต่อรองเรื่องแม่น้ำโขงกับจีน”

ดร.ไชยณรงค์บอธิบายว่า สัปดาห์ก่อน MRC ส่งจดหมายเตือนประเทศจีนเรื่องการปล่อยน้ำจากเขื่อนจิ่งหงมายังลุ่มน้ำโขงตอนล่าง นับว่าเป็นข้อดีที่ในที่สุดก็เห็นว่ารัฐบาลของสมาชิก MRC ทั้ง 4 ประเทศ กล้าคุยเรื่องนี้กับจีนได้เสียที จะต่อรองสำเร็จหรือไม่คงต้องดูกันต่อไป

“การสร้างเขื่อนคือธุรกิจของอุตสาหกรรมพลังงาน ธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ได้ตระหนักถึงหายนะที่เกิดกับแม่น้ำโขงที่เป็นมรดกของคน 60 ล้านคน สังคมต้องผลักดันให้รัฐบังคับให้การทำธุรกิจของกลุ่มนี้ต้องยึดหลักธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights)

“รัฐบาลลุ่มน้ำโขงตอนล่างต้องเรียกร้องต่อจีนให้หยุดเห็นแก่ตัว การใช้งานเขื่อนต้องตระหนักถึงคนท้ายน้ำ ตัวอย่างคือการที่รัฐบาลลุ่มน้ำโขงตอนล่างในนามของ MRC เรียกร้องต่อจีนในขณะนี้ เป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ก็ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลลุ่มน้ำโขงตอนล่างต้องส่งเสียงและวิพากษ์วิจารณ์จีนให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ร่วมมือกับจีนในด้านธุรกิจหรือรับความช่วยเหลือโดยไม่สนใจแม่น้ำโขงและคนในประเทศของตนที่ต้องแบกรับภาระ

วิถีชีวิตของผู้คนกว่า 60 ล้านคนตลอดฝั่งแม่น้ำโขง ที่ดำเนินตามการขึ้นลงของกระแสน้ำและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
ภาพถ่ายโดย ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

“ในขณะเดียวกัน รัฐบาลลุ่มน้ำโขงตอนล่างโดยเฉพาะไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ต้องมีมาตรการบังคับให้ทุนไทยที่เป็นเจ้าของเขื่อนไซยะบุรีแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงบริเวณท้ายเขื่อน รวมทั้งหยุดผลักดันโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงโดยทันที ทบทวนโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่นำสาขาและโครงการผันน้ำต่าง ๆ ในลุ่มน้ำโขงด้วย”

ในฐานะคนทั่วไป เราสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สนับสนุนชาวบ้าน ภาคประชาสังคมและนักวิชาการ ที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาของแม่น้ำสายนี้ได้อย่างไรบ้าง

“สังคมควรมีความคิดกับเขื่อนใหม่ เขื่อนไม่ใช่การพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่มีเขื่อนไหนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และงานศึกษาเขื่อนทั่วโลกของคณะกรรมาธิการเขื่อนโลก (World Commission on Dams) ก็ชี้ให้เห็นแล้วเขื่อนได้ไม่คุ้มเสีย

“หลายปีมานี้ ในยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่ญี่ปุ่นเริ่มทยอยรื้อเขื่อนหรือยกเลิกการใช้เขื่อน ในอนาคตเมื่อเขื่อนเริ่มหมดอายุ เขื่อนจะยิ่งอันตรายเพราะต้นทุนในการบำรุงรักษาให้เขื่อนปลอดภัย จะสูงมากจนอาจรับภาระไม่ไหว

ระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง ไม่ได้มีเพียงแม่น้ำเท่านั้น แต่รวมถึงระบบนิเวศชายฝั่งที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นโครงข่ายสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่
ภาพถ่ายโดย ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

“ในวันนี้ การปกป้องแม่น้ำโขงอาจไม่สำเร็จ แต่วันข้างหน้า ถ้าไม่รุ่นเราก็รุ่นลูกรุ่นหลานเรา หลีกไม่พ้นที่จะต้องมีการรื้อเขื่อนหรือยกเลิกการใช้เขื่อน ถ้ารอจนถึงอนาคตในวันที่สายน้ำไม่ไหลกลับคืนแล้วจะสายเกินไป เพราะไม่หลงเหลือชีวิตใด ๆ ให้ฟื้นคืน”

เรื่อง มิ่งขวัญ รัตนคช

ภาพ ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ และ Mekong Voice เสียงจากลำน้ำโขง


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : เขื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

เรื่องแนะนำ

ฟลายฟิชชิ่ง : เมื่อช่างภาพพบความสุขสงบจากสายน้ำ

พีต มัลเลอร์ ช่างภาพผู้ถ่ายทอดเรื่องราวความขัดแย้งและสงครามจากภูมิภาคอันปั่นป่วนที่สุดแห่งหนึ่งของแอฟริกา ค้นพบความสุขสงบ และเครื่องปลอบประโลมใจ ขณะตกปลาแบบฟลายฟิชชิ่งในพื้นที่สูงอันเขียวชอุ่มของเคนยา

Explorer Awards 2019 : ม.ล. ปริญญากร วรวรรณ

"ผมรู้สึกนับถือ เคารพสัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น  รู้สึกถึงความเป็นชีวิตของสัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น   ผมรู้ว่าที่ผมมีงานเกี่ยวกับสัตว์ป่าได้ ไม่ใช่เพราะความสามารถหรือทักษะใดๆ ของผมเลย แต่เป็นเพราะสัตว์ป่าอนุญาตให้ผมทำงานเท่านั้นเอง" รู้จักกับ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ ช่างภาพสัตว์ป่าและนักเขียนแนวธรรมชาติ ผู้คร่ำหวอด และผู้รับรางวัล National Geographic Thailand Explorer Awards ประจำปี 2019

ภารกิจพิทักษ์ ปากแม่น้ำโอกาวางโก

เรื่อง เดวิด ควาเมน ภาพถ่าย คอรี ริชาร์ดส์  เมื่อมองจากอวกาศ ดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโกแผ่กว้างอยู่บนภูมิประเทศทางเหนือของบอตสวานา นี่คือพื้นที่ชุ่มน้ำอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งบนพื้นพิภพ กอปรด้วยทางน้ำและลากูนหลายหลากที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต อีกทั้งหนองบึงที่เกิดตามฤดูกาลในภูมิภาคที่มีความแห้งแล้งรุนแรงของแอฟริกา ดินดอนสามเหลี่ยมแห่งนี้ไม่ได้ไหลออกสู่ทะเล หากอยู่เฉพาะในแอ่งคาลาฮารีเท่านั้น โดยสิ้นสุดลงตามแนวตะเข็บด้านตะวันออกเฉียงใต้แล้วกลืนหายไปใต้ผืนทรายของทะเลทรายคาลาฮารี  ที่นี่อาจถือเป็นโอเอซิสขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่พักพิงอันชุ่มเย็นของช้าง ฮิปโป จระเข้ และหมาในแอฟริกา  เรื่อยไปจนถึงแอนทิโลปเขตชุ่มน้ำ หมูป่า ควายป่า สิงโต ม้าลาย และนกที่มีอยู่อย่างหลากหลายน่าอัศจรรย์  ไม่ต้องพูดถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี น้ำเกือบทั้งหมดมาจากแองโกลา เพื่อนบ้านของบอตสวานาซึ่งอยู่ห่างออกไปสองประเทศ  ต้นน้ำมาจากเขตที่สูงชุ่มชื้นซึ่งมีฝนตกชุกบริเวณตอนกลางของแองโกลาไหลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ โดยไหลเชี่ยวในแม่น้ำสายหลักอย่างคูบังโก และไหลช้ากว่าในแม่น้ำคูอิโต ก่อนจะมารวมกันเป็นทะเลสาบต้นน้ำ และไหลซึมช้าๆ ผ่านที่ราบน้ำท่วมถึงที่เป็นทุ่งหญ้า ชั้นดินที่มีพีตทับถม และชั้นทรายเบื้องล่าง ลงสู่ลำน้ำสาขาต่างๆ แม่น้ำคูอิโตและคูบังโกบรรจบกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ขึ้นที่ชายแดนทางใต้ของแองโกลา นี่คือแม่น้ำโอกาวางโกซึ่งไหลผ่านฉนวนคาพริวี (ผืนดินแคบๆ ในนามีเบีย) เข้าสู่บอตสวานา โดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีมวลน้ำไหลเข้ามา 9.4 ล้านล้านลิตรต่อปี หากปราศจากน้ำที่แองโกลามอบเป็นของขวัญให้บอตสวานานี้ ดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโกจะสิ้นสูญ การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นหรือในอนาคตอันใกล้ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแองโกลา ทั้งการใช้ที่ดิน การผันน้ำ ความหนาแน่นของประชากร และการค้าขาย ทำให้การคาดการณ์อันมืดมนนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้คนบางกลุ่มให้ความสนใจแม่น้ำคูอิโตและคูบังโกอยู่เงียบๆ […]

วัตถุดิบน่าเกลียดเหล่านี้เป็นอาหารของคน 5,000 คน

ขยะอาหารคือขยะที่ควรเกิดขึ้นน้อยที่สุด วัตถุดิบเหล่านี้ถูกทิ้งเพียงเพราะรูปลักษณ์ของมันไม่สวยงาม แต่นอกซุปเปอร์มาร์เก็ต มันเป็นอาหารให้แก่ผู้คนมากถึง 5,000 คน