Cowspiracy สารคดีที่บอกว่ากินเนื้อหนึ่งชิ้นสะเทือนถึงป่า มหาสมุทร และชั้นบรรยากาศ

Cowspiracy สารคดีที่บอกว่ากินเนื้อหนึ่งชิ้นสะเทือนถึงป่า มหาสมุทร และชั้นบรรยากาศ

Cowspiracy ภาพยนตร์สารคดีที่เสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ที่เกี่ยวโยงกับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และธุรกิจผลิตอาหารป้อนคนทั้งโลก

Cowspiracy หรือชื่อไทย ‘กุญแจลับสู่ความยั่งยืน’  ดำเนินเรื่องผ่านการสืบค้น สัมภาษณ์ รวบรวม และเปรียบเทียบข้อมูลของ คิป แอนเดอสัน (Kip Anderson) ชายหนุ่มชาวแคลิฟอร์เนียผู้รักษ์โลกตามแบบฉบับนักอนุรักษ์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการแยกขยะ เปลี่ยนหลอดไฟ ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ หรือแม้กระทั่งการหันมาขี่จักรยานแทนการขับรถ แต่แม้จะเคร่งครัดต่อวิถีชีวิตรักษ์โลกแค่ไหน แต่ข่าวการทำลายสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติกลับเกิดขึ้นต่อเนื่องและมากขึ้นเรื่อย ๆ

วันหนึ่งคิป ได้อ่านรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food Agriculture Organization: FAO) ที่ระบุว่าอุตสาหกรรมปศุสัตว์ เป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก มากกว่าการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการคมนาคม

เขาจึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมองค์กรสิ่งแวดล้อมหลายแห่งต่างเลือกที่จะไม่พูดถึงและมองข้ามความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ และนั่นคือที่มาของแนวคิดของคิป ที่เชื่อว่านี่อาจเป็นการสมคบคิด (Conspiracy) ขององค์กร ธุรกิจและการเมือง ที่ตั้งใจบิดเบือนไม่ให้คนทั่วไปรู้ผลกระทบจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์

01 สิ่งที่อยู่เบื้องหลัง

คิปติดต่อขอสัมภาษณ์หน่วยงานรัฐและองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในประเทศสหรัฐอเมริกา หลายแห่ง เช่น Oceana, Sierra club, Climate Reality, Amazon Watch และ Rainforce Action Network ในช่วงต้นของการสัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เหล่าผู้ถูกสัมภาษณ์ต่างสามารถให้คำตอบได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ รวมไปถึงข้อมูลซึ่งอัดแน่นไปด้วยความรู้ที่ถูกต้องแม่นยำ

แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อพวกเขาถูกถามถึงข้อมูลและสาเหตุที่เกิดขึ้นจากการทำปศุสัตว์ สิ่งที่ได้รับกลับมาคือท่าทีเฉไฉ อ้ำอึ้ง และความตะกุกตะกักเมื่อถูกถามย้ำ หลายครั้งที่เหล่าผู้ถูกสัมภาษณ์แสดงท่าทีไม่ปกติ ขณะที่หน่วยงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติอย่างกรีนพีช (Green Peace) ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์แก่ภาพยนตร์เรื่องนี้

เมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไปจนถึงระยะเวลาหนึ่ง สาเหตุในการไม่เอ่ยถึงความร้ายแรงผลกระทบจากการทำปศุสัตว์ ซึ่งมีผลต่อความยั่งยืนของโลก ค่อยๆ ทยอยเผยออกมาให้คนดูได้รับรู้ว่า นี่เป็นเรื่องที่มีกฎหมาย ผลประโยชน์ทางธุรกิจ การเมือง และที่สำคัญที่สุดคือ “ความปลอดภัยในชีวิตของผู้พูด” เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

นอกจากองค์กรข้างต้น คิปยังได้สัมภาษณ์นักวิจัย นักเขียน กลุ่มธุรกิจและนักกิจกรรมที่มีบทบาทในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น Kirk R. Smith ศาสตราจารย์ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมโลก University of California Berkeley, Demosthenes Maratos สถาบันด้านความยั่งยืน Molloy College และ Dr.Will Tuttl นักเขียนด้านจริยธรรมสิ่งแวดล้อม

02 ความสูญเสียที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง

“มนุษย์ขโมยโลกใบนี้ไปจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ”

ข้อความตอนหนึ่งของสารคดีอธิบายว่า มนุษย์เห็นแก่ตัว เพราะนอกจากการสร้างอาหารสักจานของมนุษย์จะใช้ทรัพยากรมหาศาลโดยไม่จำเป็นแล้ว เรายังกินทิ้งกินข้วางอย่างสิ้นเปลือง การผลิตเนื้อ นม ชีส ไข่ ในธุรกิจอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงมนุษย์บนโลก คือหนึ่งในสาเหตุใหญ่ในการล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติ

ความโดดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจประเด็นได้อย่างรวดเร็ว คือการเปรียบเทียบให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสูญเสียและสิ้นเปลืองอันมากโขจากการทำปศุสัตว์ รวมถึงการคำนวณตัวเลขออกมาให้สามารถคิดตามไปได้อย่างไม่ซับซ้อน เช่น

เบอร์เกอร์ 1 ชิ้น จำเป็นต้องใช้ปริมาณน้ำในการผลิตถึง 660 แกลลอน

อุตสาหกรรมโคเนื้อและโคนม ในสหรัฐฯ มีผลต่อการเพิ่มก๊าซเรือนกระจก 18 เปอร์เซ็นต์ มากกว่ามลพิษจากพาหนะทั้งหมดที่รวมกันแล้วเพิ่มก๊าซเรือนกระจกเพียง 13 เปอร์เซ็นต์

อุตสาหกรรมปศุสัตว์ ใช้น้ำระหว่างกระบวนการราว 34 ล้านล้านแกลลอนต่อปี เท่ากับว่าคนธรรมดาใช้น้ำราว 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ปศุสัตว์ใช้น้ำถึง 55 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

เมื่อ 1,000 ปีก่อน โลกประกอบไปด้วยสัตว์ที่อาชีพอ่างอิสระอยู่ตามธรรมชาติถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ปัจจุบัน สัตว์ตามธรรมชาติ (จากมวลชีวภาพ) มีเหลือเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และอีก 98 เปอร์เซ็นต์บนโลกคือ มนุษย์และสัตว์ภายใต้การควบคุมของมนุษย์

03 ปกป้องโลกในแบบตัวเอง

ในเมื่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์สร้างผลกระทบต่อโลกขนาดนี้ คิปนำเสนอว่าผู้บริโภคควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เพื่อให้การแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนเป็นไปได้อย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นเหตุ

นั่นคือการลดปริมาณการบริโภคเนื้อ นม และไข่ หรือเลิกบริโภคไปเลย หันมาเป็น “วีแกน” (Vegan วิถีการใช้ชีวิตโดยไม่บริโภคหรือใช้ผลิตภัณ์ที่ทำจากสัตว์) หากสามารถทำได้ เพื่อช่วยโลกของเราจากผลกระทบอันรุนแรงซึ่งกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านการทำปศุสัตว์ รวมถึงสัมภาษณ์ Dr.Michael A. Klaper นักกายภาพจาก True North Health Center ผู้เลิกบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์มานานกว่า 30 ปี และยังมีสุขภาพแข็งแรงดีพร้อม

อย่างไรก็ตาม หนทางสู่ความยั่งยืนและการปกป้องสิ่งแวดล้อมโลก คงต้องขึ้นอยู่กับกำลังและความสามารถของแต่ละบุคคล แต่ Cowspiracy ก็ไม่วายทิ้งวลีเด็ดช่วงท้ายภาพยนตร์สารคดี ด้วยคำพูดของ Howard Lyman เกษตรกรและนักกิจกรรมด้านสิทธิสัตว์ชาวอเมริกัน ผู้มีชื่อเสียงจากการรณรงค์เรื่องการกินแบบละเว้นสัตว์ และการทำเกษตรกรรมออแกนิก

You can’t be an environmentalist and eat animal products.

คุณไม่สามารถเป็นนักสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ยังบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์อยู่

เรื่อง พัทธนันท์ สวนมะลิ

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : มิติความจริงที่หายไปจาก Seaspiracy สารคดีโด่งดังที่บอกให้มนุษย์เลิกกินปลา

เรื่องแนะนำ

Explorer Awards 2018: ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพสายอนุรักษ์และนักวิจัยฉลาม ผู้บอกเล่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการประมงเกินขนาด ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศผ่านภาพถ่าย

งูหลามบอล เมื่อสัตว์ป่ากลายเป็นสัตว์เลี้ยง

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เผยวงจรค้าสัตว์เลื้อยคลานระดับโลก เต็มไปด้วยความทารุณและเป็นแหล่งเพาะโรคร้าย ปัจจุบัน สัตว์ป่านานาชนิดจำนวนนับล้านตัว กำลังถูกคุกคามและตกเป็นเหยื่อในธุรกิจค้าสัตว์แปลกทั่วโลกที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการลดจำนวนลงของประชากรสัตว์ป่าทั่วโลก ล่าสุด องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ได้จัดทำสารคดีชื่อว่า “Ball pythons are wildlife #NotPets” เพื่อแจ้งเตือนเกี่ยวกับการค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสัตว์เลื้อยคลาน คือ งูหลามบอล แอฟริกา (African Ball Pythons) งูหลามบอลแอฟริกามีการซื้อขายเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงมากที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยในสารคดีได้เปิดเผยความน่าตกใจของอุตสาหกรรมลักลอบจับสัตว์ป่าพบว่าในช่วงระยะเวลา 45 ปีที่ผ่านมา งูหลามบอลมากกว่า 3 ล้านตัวถูกส่งออกจากแอฟริกาตะวันตก เพื่อนำไปขายเป็นสัตว์เลี้ยงยัง 3 ทวีป ได้แก่ ยุโรป เอเชีย และอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสัตว์เลื้อยคลานรายใหญ่ที่สุดของโลก องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเผยว่า “การค้าสัตว์ป่าเป็นเสมือนระเบิดเวลาสำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อโรคต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์” เนื่องจากสัตว์ที่ถูกจับมาจากป่าธรรมชาติ หรือถูกเพาะพันธุ์ในกรงขังแคบๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมสกปรก เสื่อมโทรม อาจกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต และในขณะเดียวกันก็สร้างความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานอย่างโหดร้ายต่อสัตว์ป่าเช่นกัน อ่านเพิ่มเติม: เสือโคร่ง ข้างบ้าน : ตีแผ่ขบวนการค้าสัตว์ป่าในสหรัฐฯ […]

พรุควนเคร็ง : พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญต่อชีวิต

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 สำนักข่าว ไทยพีบีเอส รายงานว่า กรมป่าไม้ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำเจ้าหน้าที่กว่า 200 คน ลงพื้นที่ดับไฟป่า พรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังพบว่า ระยะเวลาภายใน 7 เดือนเกิดไฟไหม้ในป่า พรุควนเคร็ง 88 ครั้ง สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ป่าจำนวน 4,968 ไร่ โดยระบุต้นเหตุชัดเจน คือ การเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่การเกษตร และหาปลาในป่าพรุ รู้จักกับพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าพรุ และไฟป่าพรุ พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) คำจำกัดความตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ กล่าวว่า พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) หมายถึง ที่ลุ่ม ที่ราบลุ่ม ที่ชื้นแฉะ พรุ แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีน้ำขังหรือ น้ำท่วมอยู่ถาวรและชั่วครั้งชั่วคราว ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล ทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม […]

พลังแห่งการคุ้มครอง

โครงการเพื่ออนุรักษ์ พื้นที่มหาสมุทร ขยายพันธกิจเพื่อช่วยเพิ่มประชากรปลาในท้องทะเลและรักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศ เอนริก ซาลา ลาออกจากงานในตำแหน่งศาสตราจารย์ที่สถาบันสมุทรศาสตร์สคริปส์เมื่อปี 2007 เพราะเหนื่อยหน่ายกับการเขียนข่าวมรณกรรมของชนิดพันธุ์ต่างๆ  ‘ผมรู้สึกว่าตัวเองเขียนคำไว้อาลัยให้มหาสมุทร ได้แม่นยำมากขึ้นทุกที’ เขาบอก แทนที่จะเสียเวลาของชีวิตไปกับการบันทึกสิ่งที่กำลังจะล้มหายตายจากไปอีกนั้น ซาลาตัดสินใจลองพิทักษ์สิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ใน พื้นที่มหาสมุทร ที่ยังเหลืออยู่ไม่กี่แห่ง พื้นที่ที่ยังเหลืออยู่กระจัดกระจายเหล่านี้  คือแดนธรรมชาติพิสุทธิ์แห่งท้ายๆ ของท้องทะเล หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่รกร้างห่างไกลที่สุดของผืนป่าดึกดำบรรพ์ในแอมะซอนภาคพื้นทะเล ซึ่งยังไม่เสียหายเพราะการทำประมงเกินขนาด มลพิษ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  “เป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องไปเยือนพื้นที่ต่างๆ ที่ยังมีสภาพเหมือนมหาสมุทรเมื่อ 500 ปีก่อน”  ซาลาอธิบายและเสริมว่า “เพื่อจะได้ย้อนกลับไปยังบรรทัดฐานที่ดีที่สุดที่เรามีอยู่เพื่อดูว่ามหาสมุทรที่อุดมสมบูรณ์เคยมีหน้าตาอย่างไร… เราอาจไม่สามารถทำให้มหาสมุทรฟื้นคืนสู่สภาพที่ว่านี้ได้ทั้งหมด แต่พื้นที่เหล่านี้แสดงให้เราเห็นถึงศักยภาพที่เป็นไปได้ เป็นพื้นที่ที่ทำให้เรามีความหวังครับ” เพื่อปกป้องท้องทะเลเหล่านี้ ซาลาร่วมกับสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เริ่มดำเนินโครงการทะเลพิสุทธิ์ (Pristine Seas Project) เมื่อปี 2008  ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวช่วยผลักดันให้มีการจัดตั้งเขตสงวนทางทะเล ตั้งแต่ป่าสาหร่ายเคลป์ผืนมหึมาทางตอนใต้ของแหลมฮอร์น ไปจนถึงเขตอนุบาลวาฬหลังค่อมวัยอ่อน ในประเทศกาบอง รวมแล้ว 22 แห่ง หรือเท่ากับสองในสามของพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเต็มรูปแบบทั้งหมดในโลก  ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร  ปัจจุบัน […]