World Update: ภาวะโลกร้อนเปลี่ยนเทือกเขาแอลป์สีขาวให้กลายเป็นสีเขียว

World Update: ภาวะโลกร้อนเปลี่ยนเทือกเขาแอลป์สีขาวให้กลายเป็นสีเขียว

ภาวะโลกร้อนเปลี่ยนเทือกเขาแอลป์สีขาวให้กลายเป็นสีเขียว หิมะละลายเร็ว เร่งสร้างความเสียหายทั่วโลก

เทือกเขาแอลป์เป็นเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป โดยคำว่าแอลป์ (Alps) แปลว่า ‘สีขาว’ ในภาษาละติน (Albus) เทือกเขาแอลป์จึงมีความหมายว่า ‘เทือกเขาสีขาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ’ แต่ปัจจุบันสีขาวเหล่านั้นกลายเป็นสีเขียวเนื่องจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น และสามารถมองเห็นได้จากอวกาศ

รายงานล่าสุดศาสตราจารย์ซาบีน รัมฟ์ (Prof. Sabine Rumpf) และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโลซานน์(University of Lausanne) ได้แผยแพร่ภาพความละเอียดสูงจากดาวเทียมที่บ่งบอกว่าพื้นที่ของต้นไม้และพืชพรรณสีเขียวในเทือกเขาแอลป์เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 77 นับตั้งแต่ปี 1984 อันเป็นผลมาจากความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

“ขนาดของการเปลี่ยนแปลงนั้นใหญ่มากในเทือกเขาแอลป์” ศ.รัมฟ์กล่าวและเสริมว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของเทือกเขาแอลป์จึงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมหาศาล” พวกเขาคาดการณ์ว่าเทือกเขาแอลป์จะสูญเสียมวลหิมะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 25 ในช่วง 10 ถึง 30 ปีข้างหน้าหากอุณหภูมิยังคงมีแนวโน้มเช่นนี้ต่อไป

การศึกษาเมื่อปี 2021 แสดงให้ว่ามีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นร้อยละ 56 แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 77 การเพิ่มขึ้นของพืชพรรณจะยิ่งเร่งการละลายของหิมะ ส่งผลให้โลกสะท้อนแสงอาทิตย์ได้น้อยลง วงจรนี้จะไปเร่งกระบวนการโลกร้อนให้มากขึ้นยิ่งไปอีก และเร่งการละลายน้ำแข็งจนสร้างความเสียหายไปทั่วโลก

“ภูเขาที่เขียวกว่าจะสะท้อนแสงอาทิตย์ได้น้อยลง จึงนำไปสู่ภาวะโลกร้อน และในทางเดียวกัน หิมะที่สะท้อนแสงอาทิตย์ได้ก็จะหดตัวมีน้อยลงไปอีก” รัมฟ์กล่าว ในขณะที่แอนเดรียน์ มาร์แชลล์ (Adrienne Marshall) นักอุทกวิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่องหิมะเสริมว่าปริมาณหิมะที่ปกคลุมตลอดทั้งปียังมีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญราวร้อยละ 10 อาจจะดูจำนวนไม่มากนัก แต่มาร์แชลล์ระบุว่าการสูญเสียนี้บ่งบอกถึงปัญหาสภาพอากาศที่อาจตามมา

พื้นที่ที่เคยมีหิมะตกตลอดทั้งปีมีแนวโน้มจะมีหิมะปกคลุมในฤดูร้อนสั้นและน้อยลงไปอีก ซึ่งจะสร้างผลกระทบต่อพลวัตอากาศทั่วโลก และอากาศก็เชื่อมโยงกับระบบนิเวศ ความหลากลายทางชีวภาพและพื้นที่สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต

“ข้อมูลดังกล่าวนี้ช่วยให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงระหว่างหิมะกับความเขียวขจี ซึ่งจะช่วยให้เราคาดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น คุณจะได้รับการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่” มาร์แชลล์กล่าว

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

ที่มา

https://www.science.org/doi/10.1126/science.abn6697
https://www.theguardian.com/environment/2022/jun/02/global-heating-is-turning-white-alps-green-study-finds
https://www.popsci.com/environment/climate-change/climate-change-impact-alps/

เรื่องแนะนำ

มิติความจริงที่หายไปจาก Seaspiracy สารคดีโด่งดังที่บอกให้มนุษย์เลิกกินปลา

ไม่ถึงเดือนนับจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Seaspiracy ออกสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกทาง Netflix ก็สร้างปรากฏการณ์หลายระลอก ทั้งติดอันดับยอดชมสูงสุดในหลายประเทศ และจุดประเด็นคำถามให้ผู้คนถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน ถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของท้องทะเล เนื้อเรื่องของ Seaspiracy ดำเนินผ่านการเดินทางของ Ali Tabrizi ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี ที่บอกเล่าทั้งปัญหาขยะพลาสติก อวนผีหรือซากอุปกรณ์ประมง การใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ทำลายระบบนิเวศและสร้างทั้งปัญหาจับสัตว์น้ำเกินขนาด ไปจนถึงสัตว์น้ำพลอยได้ที่คุกคามสัตว์หายากใกล้สูญพันธ์ การประมงไม่เป็นธรรมที่เรือประมงข้ามชาติไปแย่งชิงทรัพยากรอย่างผิดกฏหมาย ไปจนถึงการกดขี่แรงงานประมงอย่างทารุณกรรม เรียกได้ว่า มีการเอ่ยถึงแทบทุกประเด็นวิกฤตของท้องทะเลในปัจจุบัน จึงไม่น่าแปลกใจหากภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จะติดตลาด และสามารถสร้างปรากฏการณ์เป็นที่พูดถึงของคนทั่วไปได้ เพราะที่ผ่านมาผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย ไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าชีวิตประจำวันของตนเอง ไปสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร เมื่อได้เห็นชะตากรรมมหาสมุทรที่ตนเองมีส่วนกระทำ จากการใช้ชีวิต กิน ดื่ม เที่ยวทั่วไปในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ พร้อมอารมณ์ร่วมในการค่อย ๆ ค้นพบความจริงหลายอย่างไปพร้อมกับ Ali จากต้นจนจบเรื่อง จึงเกิดเป็นคลื่นแห่งความสะเทือนใจซัดกระเซ็นไปทั่วโลกอินเตอร์เน็ต ความสำเร็จลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นอย่างถล่มทลายมาแล้วกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Cowspiracy ที่บอกเล่าความเชื่อมโยงของสภาวะโลกร้อนกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ เขียนบทและกำกับโดย Kip Anderson นักกิจกรรมผู้สนับสนุนแนวคิดการกินแบบละเว้นเนื้อสัตว์ (Plant-Based Diet) ซึ่งผันตัวมาเป็นโปรดิวเซอร์ของ Seaspiracy ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฉุดรั้งไม่ให้ Seaspiracy […]

บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์: ชะตากรรมบนเส้นด้ายของปลาโรนัน

ปลาโรนันจุดขาวเป็นปลาหายากในวงศ์ปลากระเบนที่นักวิทยาศาสตร์ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับมันน้อยมาก และพวกมันกำลังถูกคุกคามเนื่องจากครีบของปลาโรนันขายได้ราคาสูงมาก ขณะนี้บรรดานักอนุรักษ์ทำได้เพียงซื้อคืนพวกมันจากชาวประมงและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

เทรนด์วัสดุทดแทนจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กที่ขับเคลื่อนโลกสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

จากเทรนด์วัสดุทดแทน สู่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หนทางในการขับเคลื่อนโลกรูปแบบใหม่ที่มนุษยชาติกำลังมุ่งไป ปี 2020 โลกเผชิญภัยพิบัติที่รุนแรงที่สุด ตั้งแต่การตรวจพบคลื่นความร้อนในทวีปแอนตาร์กติกาพื้นที่ที่ควรจะหนาวเย็นที่สุดในโลก รวมถึงการถล่มลงของธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในกรีนแลนด์ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มระดับสูงขึ้นทั่วโลก การเพิ่มขึ้นของกองทัพตั๊กแตนที่บุกทำลายพื้นที่เกษตรกรรมในทวีปแอฟริกาตะวันออกและเอเชีย ซึ่งการระบาดครั้งใหญ่ของฝูงตั๊กแตนนี้ ได้นำพามาซึ่งวิกฤตการขาดแคลนอาหารครั้งสำคัญ การมาถึงของพายุไซโคลนที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปีของอินเดียและบังคลาเทศ ซึ่งมีความเร็วลมสูงถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัดถล่มสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเรือนและผู้คนจำนวนมาก มาจนถึงไฟป่าในออสเตรเลียที่เผาผลาญผืนป่าไปกว่า 30 ล้านไร่ และไฟป่าในสหรัฐอเมริกาที่ลุกลามกินพื้นที่ไปกว่า 5 ล้านไร่ สัตว์ป่าหลายล้านตัวต้องสังเวยชีวิตไปในเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อม ๆ กับปัญหาเขม่าควันที่ปกคลุมท้องฟ้าจนเป็นม่านหมอกทึบ และล่าสุดกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน 11 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้ได้รับผลกระทบหลายแสนคน ซึ่งนับเป็นอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ทั้งหมดนี้คือตัวบ่งชี้ว่าโลกของเรามีสุขภาพที่แย่ลงจากการเสียสมดุลของสภาพแวดล้อม ภัยพิบัติที่เล่าไปข้างต้น เกิดขึ้นจากการสะสมต้นตอปัญหามาตลอดหลายศตวรรษ นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทุก ๆ ปีเราใช้ทรัพยากรบนโลกมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะสร้างทดแทนขึ้นมาใหม่ได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงเกินขนาด รวมถึงเปลี่ยนป่าทั่วโลกให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสาเหตุของการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าที่ระบบนิเวศจะดูดซับไหว ดังนั้นในการขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า เราจะใช้วิธีการแบบเดิม ๆ ที่เป็นมาไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเศรษฐกิจรูปแบบเดิมที่หัวใจหลักมุ่งเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรเพื่อผลิตสินค้า แล้วจบลงด้วยการสร้างขยะมหาศาล เห็นได้จากในแต่ละวัน เรามีขยะมูลฝอยมากกว่า 3.5 ล้านตัน […]

โรคระบาดเกิดจากการทำลายธรรมชาติของมนุษย์

จุดแบ่งเขตระหว่างพื้นที่การเกษตรกับป่าฝนในอุทยานแห่งชาติอีกวาซูในบราซิล ซึ่งได้สูญเสียพื้นที่ป่าไปจำนวนมากในรายงานสถานการณ์การตัดไม้ทำลายป่ารอบโลก ภาพถ่ายโดย FRANS LANTING, NATIONAL GEOGRAPHIC รายงานฉบับใหม่ของ WWF เรียกร้องให้มีมาตรการระดับนานาชาติในเรื่องของการค้าสัตว์ป่า การทำลายธรรมชาติ และการทำฟาร์มแบบอุตสาหกรรม บรรดาผู้นำจากทั้งองค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก และกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เห็นตรงกันว่า โรคระบาดเช่นไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้เป็นผลมาจาก การทำลายธรรมชาติ ของมนุษยชาติ และมนุษย์เองก็ละเลยความจริงนี้เป็นระยะเวลาหลายทศวรรษ ทั้งการค้าสัตว์ป่าในรูปแบบที่ไม่ยั่งยืนและผิดกฎหมาย รวมไปถึงการทำตัดไม้ทำลายป่ายังคงเป็นสาเหตุเบื้องหลังของโรคระบาดที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน รายงานจาก WWF ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเตือนว่า ความเสี่ยงที่โรคระบาดชนิดใหม่ๆ จะเกิดขึ้นในอนาคตมีสูงมากกว่าที่เคยเป็นมา และจะมีความวุ่นวายในเรื่องของสาธารณสุข เศรษฐกิจ และความมั่นคงปลอดภัยระดับโลก โดยบรรดาผู้นำจากหน่วยงานเหล่านี้ได้ออกชุดคำเตือนในประเด็นนี้นับตั้งแต่ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพกล่าวว่าในอนาคตอาจจะมีการระบาดของโรคที่อันตรายมากขึ้นหากไม่มีการหยุดการทำลายธรรมชาติอย่างเร่งด่วน เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ประธานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำกล่าวว่าโควิด-19 นั้นเหมือนเป็นสัญญาณ S.O.S สำหรับการประกอบกิจการของมนุษย์ว่าแนวคิดทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้ตระหนักว่าความมั่งคั่งของมนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติเช่นกัน “เราได้เห็นโรคภัยหลายชนิดเกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้ง ไวรัสซิกา, เอดส์, ซาร์ส และอีโบลา ซึ่งทั้งหมดเริ่มมาจากประชากรสัตว์ป่าที่ตกอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ถูกกดดัน” อลิซาเบธ มารูนา เมรมา หัวหน้าด้านความหลากหลายทางชีวภาพขององค์กรสหประชาชาติ, มาเรีย เนย์รา ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และ มาร์โก แลมเบอร์ตินี […]