เต่ามะเฟือง เต่าทะเลที่ใหญ่ที่สุด ดำน้ำได้ลึกที่สุดและหายากที่สุดในประเทศไทย

เต่ามะเฟือง ถูกประกาศเป็นสัตว์สงวนชนิดใหม่ของไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ร่วมกับวาฬบรูด้า วาฬโอมูระ และฉลามวาฬ ถือเป็นการประกาศรายชื่อสัตว์ป่าสงวนเพิ่มเติมเป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปี

เต่ามะเฟือง (Dermochelys coriacea) หรือ Leatherback turtle เต่ามะเฟืองคือเต่าทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตัวที่โตเต็มวันอาจยาวได้มากกว่า 2 เมตร มีชีวิตอยู่รอดมามาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่สืบสายพันธุ์มากว่า 100 ล้านปี แต่ทุกวันนี้ประชากรเต่ามะเฟืองในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียจัดอยู่ในขั้นใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (critically endangered)

อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง และชายหาดบริเวณใกล้เคียง ตั้งแต่เขาหลักในจังหวัดพังงา ลงไปถึงหาดไม้ขาวในจังหวัดภูเก็ต ที่ยังเงียบสงบ คือแหล่งวางไข่แห่งสุดท้ายของเต่ามะเฟืองในประเทศไทย ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางข่าวร้ายเรื่องสถานการณ์โควิด-19 กลับมีข่าวสำคัญของการอนุรักษ์ทะเลไทย จากเหตุการณ์แม่เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่มากสุดในรอบ 20 ปี เนื่องจากก่อนหน้านี้ ไม่มีการพบรังเต่ามะเฟืองมากว่า 5 ปีแล้ว

การประกาศเป็นสัตว์สงวนของเต่ามะเฟืองนับเป็นข่าวดีที่สุด เพราะการมีกฎหมายคุ้มครองเป็นรูปธรรม ถือเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของเต่าในระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับงานอนุรักษ์ ตั้งแต่เรื่องนโยบายไปจนถึงกลับมาขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยว

เต่ามะเฟือง
รังที่สองของเต่ามะเฟืองที่พบบนแนวหาดทรายหน้าวัดท่าไทรของถูกห้อมล้อมไปด้วยเขตรั้วไม้เพื่อป้องกันการรบกวน แนวชายหาดที่ทอดยาวตลอดชายฝั่งทะเลอันดามันของจังหวัดพังงาเป็นพื้นที่วางไข่หลักของสัตว์ทะเลหายากที่ถูกคุกคามชนิดนี้ ซึ่งไม่มีการพบเห็นการวางไข่ของเต่ามะเฟืองมานานกว่า 5 ปี แต่ตั้งแต่ช่วงท้ายปี 2018 มีการพบรังของเต่ามะเฟืองถึง 3 รัง ซึ่งสร้างความหวังถึงการอยู่รอดของสายพันธุ์เต่ามะเฟืองในน่านน้ำไทย
เต่ามะเฟือง
ลูกเต่ามะเฟืองที่เพิ่งฟักออกจากรังว่ายน้ำฝ่าเกลียวคลื่นที่ซัดสาดใส่แนวชายหาด เพื่อเดินทางไกลออกไปเติบโตกลางทะเลเปิดในยามค่ำคืน ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลทางชีววิทยาถึงวัยเจริญพันธุ์ของเต่ามะเฟืองที่ชัดเจน แต่มีการคาดคะเนว่าอยู่ที่ประมาณ 15 ปี เราได้แต่คาดหวังว่า ลูกเต่าเหล่านี้จะมีชีวิตรอดและกลับมาวางไข่บนชายหาดนี้อีกครั้งเมื่อถึงเวลา (ภาพถ่าย ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย)

ขณะที่เต่าทะเลชนิดอื่นๆมักยึดติดกับชายหาดวางไข่และแหล่งหากินเดิมๆ ทำให้พวกมันตกอยู่ในภาวะหล่อแหลมเมื่อกิจกรรมต่างๆของมนุษย์รุกล้ำถิ่นอาศัยมากขึ้น แต่เต่ามะเฟืองกลับยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีกว่า โดยฉกฉวยประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยซึ่งพวกมันไปพบเข้า ไม่ว่าจะเป็นชายหาดวางไข่ที่ยังไม่ถูกรุกล้ำหรือแหล่งที่มีแมงกะพรุนซึ่งเป็นอาหารหลักชุกชุม

เต่ามะเฟืองขึ้นชื่อว่าเป็นยอดนักเอาตัวรอด พวกมันสามารถดำน้ำได้ลึกกว่าหนึ่งกิโลเมตร ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร และทำให้ร่างกายอบอุ่นยามอยู่ในน้ำที่เย็นจนเกือบเป็นน้ำแข็ง มันยังชีพด้วยอาหารซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นๆเพียงไม่กี่ชนิดจะทนกินได้ ที่สำคัญที่สุดคือมันสามารถปรับตัวได้เสมอ

เต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่ได้รับการออกแบบเชิงอุทกพลศาสตร์อย่างดีที่สุดชนิดหนึ่งของโลก พวกมันสามารถว่ายน้ำได้อย่างง่ายดายไม่ต่างอะไรกับการพักผ่อน เต่ามะเฟืองแตกต่างจากเต่าทะเลชนิดอื่นซึ่งมีกระดองใหญ่โตยื่นออกมานอกลำตัว กระดองของเต่ามะเฟืองนั้นยืดหยุ่นและพอดีกับลำตัว รวมทั้งผสานจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกับลำคอหนาหนั่นและไหล่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ สันนูนตามแนวยาวของกระดองทั้งเจ็ดสันอาจช่วยในการปรับตัวเพื่อบังคับทิศทางและแหวกว่ายไปตามกระแสน้ำได้อย่างราบรื่น ส่วนหัวของเต่าเปรียบได้กับหัวเรือ ขณะที่กระดองเรียวเล็กลงทางด้านหลังดูคล้ายกับรูปหยดน้ำ

เต่ามะเฟือง
ตอนที่นักอนุรักษ์และทีมงานช่วยกันชักรอกเต่าเพศเมียตัวนี้ขึ้นชั่งน้ำหนักและถ่ายภาพด้วยกล้องอินฟราเรดนั้น มันเพิ่งวางไข่บนชายหาดมืดมิดแห่งหนึ่งในตรินิแดด ร่างกายกำยำน้ำหนักถึง 493 กิโลกรัมของแม่เต่าแสดงให้เห็นว่า เต่ามะเฟืองในมหาสมุทรแอตแลนติกกำลังอยู่ดีกินดี ซึ่งเป็นผลมาจากแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์นอกชายฝั่งแคนาดา

นอกจากนี้พวกมันยังมีสิ่งที่เรียกว่า ระบบควบคุมการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิภายในร่างกายของสัตว์ขนาดใหญ่ (gigantothermy) ซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษที่อาจช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายของเต่ามะเฟืองให้สูงกว่าอุณหภูมิน้ำที่พวกมันแหวกว่ายอยู่หลายองศา พวกมันจึงสามารถเดินทางในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะกับวาฬและแมวน้ำมากกว่าเต่าทะเลได้

แม้ว่าพวกมันจะมีความสามารถทางร่างกายที่สูงยิ่ง ซึ่งช่วยให้เอาชีวิตรอดและสืบทอดวงศ์วานมาได้นานร่วม ร้อยล้านปี แต่ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา จำนวนเต่ามะเฟืองที่คลานขึ้นไปวางไข่บนชายหาดเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนที่นักวิจัยนับได้เป็นสัญญาณเตือนภัยถึงจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างฮวบฮาบจากที่เคยมีอยู่หลายหมื่นหรือแม้กระทั่งหลายแสนตัวตลอดแนวชายหาดมหาสมุทรแปซิฟิกของเม็กซิโกและอเมริกากลาง ปัจจุบันกลับเหลือเพียงไม่กี่ร้อยตัว และจากหลายพันตัวในมาเลเซียก็เหลือเพียงแค่หยิบมือเดียว

เต่ามะเฟือง
ลูกเต่ามะเฟืองตัวนี้ได้ลิ้มรสน้ำเค็มเป็นครั้งแรกบนชายหาดมาตูราในตรินิแดด เต่าเพศเมียจะขึ้นมาจากทะเลหลังเวลาผ่านไปหลายสิบปี เมื่อมันโตเต็มวัยด้วยน้ำหนักตัวถึง 270 กิโลกรัม และพร้อมจะวางไข่เป็นครั้งแรก โดยมักจะวางไข่ในจุดที่ พวกมันฟักเป็นตัวหรือบริเวณใกล้เคียง แต่เต่าเพศผู้ไม่เคยหวนกลับขึ้นฝั่งอีกเลย

สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for the Conservation of Nature: IUCN) จึงขึ้นบัญชีเต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง และเมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้เต่าเสียชีวิตแล้วก็ช่างน่าสิ้นหวัง ไม่ว่าจะเป็นการจมน้ำตายเพราะติดเครื่องมือประมง กลืนกินถุงพลาสติกที่ลอยอยู่ในทะเลจนหายใจไม่ออก ถูกเรือชน ถูกล่าเพื่อเอาเนื้อ หรือแม้กระทั่งพบจุดจบก่อนที่จะฟักออกจากไข่เสียอีก เมื่อรังถูกขุดขึ้นมาและไข่ถูกนำไปขายเป็นอาหารหรือยากระตุ้นความต้องการทางเพศ

แต่ขณะเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของโลก ประชากรเต่ามะเฟืองกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่แห่งนั้นคือ ชายหาดมาตูรา ชายฝั่งทางด้านตะวันออกของตรินิแดด เต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่ที่ชายหาดแห่งนี้มาเนิ่นนานจนแทบไม่มี ใครจำได้ ไม่เว้นแม่แต่ช่วงเวลาเลวร้ายในทศวรรษ 1970 และ 1980 เมื่อชายหาดเหม็นคลุ้งไปด้วยซากเต่าที่ถูกชำแหละ เน่าเปื่อยอยู่กลางแดด และหาดทรายพรุนไปด้วยหลุมที่คนหาไข่เต่าขุดทิ้งไว้

แต่ทุกวันนี้รังเต่าไม่ถูกคุกคามแล้วเพราะ อาณาเขตของมันได้รับการตรวจตราจากกลุ่มเนเจอร์ ซีเกอร์ส (Nature Seekers) ซึ่งเป็นองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติในท้องถิ่น จำนวนรังเต่าจึงเพิ่มจำนวนขึ้นมาก จากปีละไม่กี่ร้อยรังเมื่อสิบปีก่อน ปัจจุบันอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 3,000 รัง และคาดว่าเมื่อปีที่แล้ว น่าจะมีเต่ามะเฟืองร่วม 8,000 ตัวมาวางไข่ที่ตรินิแดด

เต่ามะเฟือง
ทุกปีเต่ามะเฟืองนับพันๆตัวเสียชีวิตเนื่องจากติดอวนที่ชาวประมงในแถบทะเลแคริบเบียนขึงไว้ราวกับผ้าม่าน นอกชายฝั่งตรินิแดด นักวิจัยทดสอบอวนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษซึ่งทำให้เต่าติดอวนน้อยลงโดยไม่กระทบต่อปริมาณปลาที่จับได้

แต่จำนวนเต่าที่มีอยู่อย่างชุกชุมนี้กลับสร้างปัญหาให้กับชาวประมงในท้องถิ่น เนื่องจากฤดูวางไข่ของเต่ามะเฟืองเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวประมงหลายร้อยชีวิตทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของตรินิแดดขึงอวนเป็นระยะทางยาวสองสามกิโลเมตรไว้นอกชายฝั่ง เพื่อดักจับปลาแมกเคอเรล หรือปลาอินทรีให้ได้เป็นกอบเป็นกำ

แต่แทนที่จะจับปลาได้ พวกเขากลับจับเต่าหนัก 450 กิโลกรัมได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ชาวประมงหลายคนต้องลงทุนตัดอวนของตัวเองเพื่อนำเต่ามะเฟืองที่หลงเข้าไปติดออกมา นี่เป็นปัญหาที่สร้างความโกรธเกรี้ยวให้พวกเขามาก บางคนถึงกับลงมือฆ่าเต่าเพื่อระบายความแค้น อย่างไรก็ตาม จำนวนเต่าที่มาวางไข่ที่นี่ยังคงเพิ่ม มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ในตรินิแดดเท่านั้น แต่รวมถึงรอบๆทะเลแคริบเบียนด้วย เช่นที่เกาะเซนต์ครอย ตลอดแนวชายฝั่งด้านเหนือของอเมริกาใต้หรือแม้กระทั่งในฟลอริดา

ห่างไกลออกไปจากหาดทรายอันอบอุ่นของตรินิแดดไปหลายพันกิโลเมตร ประชากรเต่ามะเฟืองในมหาสมุทรแอตแลนติกก็กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเช่นกัน บางทีสาเหตุที่ทำให้เต่ามะเฟืองเพิ่มจำนวนขึ้นอาจเป็นเพราะแมงกะพรุน อาหารโปรดของพวกมัน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลต่อกระบวนการขับเคลื่อนของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ เช่น สารอาหารถูกพัดพาเข้ามามากขึ้น ส่งผลให้แมงกะพรุนแพร่พันธุ์มากขึ้น จึงเป็นสาเหตุให้เต่าเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย

เต่ามะเฟือง
ลูกเต่าตะเกียกตะกายขึ้นจากรังหลังฟักออกจากไข่ นี่คือก้าวแรกของการเดินทางที่เต็มไปด้วยภยันตรายสู่การเติบใหญ่ เพื่อเป็นการชดเชย ทุกฤดูวางไข่ เต่าเพศเมียจึงวางไข่หลายร้อยฟองไว้ในรังหลายรัง

แต่เมื่อมาดูที่น่านน้ำฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งแนวโน้มกลับเป็นไปในทางร้ายต่อจำนวนประชากรเต่ามะเฟือง ไม่ว่าจะมาจากการรุกล้ำชายหาดของนักพัฒนา พวกลักลอบล่า การทำประมงแบบอวนลอยและเบ็ดราวในทะเล หรือแม้กระทั่งตัวมหาสมุทรเอง รวมไปถึงปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งอาจเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เรือนกระจก ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การลอยตัวขึ้นของสารอาหารหยุดชะงักลง พวกมันจึงขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้น จนในปัจจุบันประชากรเต่าเหล่านี้ใกล้ภาวะสูญพันธุ์เข้าไปทุกที

การที่จำนวนเต่ามะเฟืองลดลงอย่างฮวบฮาบนี้อาจช่วยเตือนสติเราว่า การกระทำของมนุษย์นั้นส่งผลกระทบต่อมหาสมุทรได้รวดเร็วเพียงไร และเมื่อผนวกกับปัจจัยทางธรรมชาติด้วยแล้วจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงเช่นไร

เป็นเวลาร่วมร้อยล้านปีมาแล้วที่เต่ามะเฟืองสามารถผ่านพ้นอุปสรรคนานัปการมาได้ทั้งๆที่มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดมหึมาตกจากฟากฟ้า พืดน้ำแข็งแผ่ขยายและพังทลาย หรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นและดับสูญไป แต่เต่ามะเฟืองยังคงท่องมหาสมุทรและปีนขึ้นไปวางไข่บนชายหาด เมื่อมองใน ระยะยาวซึ่งดูจะเป็นวลีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสิ่งมีชีวิตเก่าแก่ชนิดนี้ มนุษย์เราอาจกลายเป็นเพียงอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งของพวกมันเท่านั้น

เรื่อง ทิม แอปเพนเซลเลอร์

ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : เต่ามะเฟือง : บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์

 

เรื่องแนะนำ

ก๊าซธรรมชาติ: ขุมทรัพย์รัสเซีย

ประมาณกันว่าบนโลกใบนี้มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยังไม่ได้สำรวจกว่าหนึ่งในห้าของโลกอยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล นับเป็นโชคของรัสเซียที่อาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ในครอบครองของพวกเขา

นักวิทยาศาสตร์พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ภายใน 60 วัน

บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ผลิตมาจากไม้ไผ่และ ชานอ้อย ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ด้วยการฝังกลบ และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหาร ภายใต้แนวคิด “Green” ซึ่งผลิตมาจาก ชานอ้อย และไม้ไผ่ โดยลดการออกแบบเรื่องความสะดวกสบายของการใช้งาน หวังให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางเลือกแทนพลาสติก และบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งรูปแบบต่างๆ ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้แตกต่างจากพลาสติกแบบดั้งเดิมหรือโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 450 ปีหรือต้องใช้อุณหภูมิสูง วัสดุที่ไม่เป็นพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้ ใช้เวลาเพียง 60 วันสำหรับการย่อยสลาย นอกจากนี้ยังสะอาดเพียงพอที่คุณจะนำไปใส่กาแฟร้อนแล้วหยิบออกจากบ้านก่อนไปทำงาน ผลงานการวิจัยฉบับนี้พิมพ์ลงในวารสาร Matter เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “บอกตามตรงว่า ครั้งแรกที่ฉันมาสหรัฐอเมริกาในปี 2550 ฉันรู้สึกตกใจกับภาชนะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่มีอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต” Hongli (Julie) Zhu หนึ่งในทีมวิจัยจากจากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น กล่าวและเสริมว่า “มันทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายในสิ่งแวดล้อมได้” ต่อมาเธอเห็นชามจานและช้อนส้อมพลาสติกจำนวนมากถูกโยนลงถังขยะในงานสัมมนาและงานปาร์ตี้และคิดว่า “เราจะใช้วัสดุที่ยั่งยืนกว่านี้ได้ไหม” เพื่อหาทางเลือกอื่นสำหรับภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากพลาสติก Zhu และคณะวิจัยของเธอ หันมาใช้ไม้ไผ่ และหนึ่งในผลิตภัณฑ์เหลือใช้จากอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ ชานอ้อย หรือที่เรียกว่า เยื่ออ้อย ด้วยคุณสมบัติของเส้นใยไม้ไผ่ที่ยาวและบาง เกี่ยวพันเข้ากับใยชานอ้อยที่สั้นและหนา จึงได้เนื้อวัสดุแน่นหนาจนสามารถนำมาขึ้นรูปเพื่อสร้างภาชนะจากวัสดุทั้งสองที่มีความเสถียรและย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารภายใต้แนวคิด “Green” […]

งูหลามบอล เมื่อสัตว์ป่ากลายเป็นสัตว์เลี้ยง

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เผยวงจรค้าสัตว์เลื้อยคลานระดับโลก เต็มไปด้วยความทารุณและเป็นแหล่งเพาะโรคร้าย ปัจจุบัน สัตว์ป่านานาชนิดจำนวนนับล้านตัว กำลังถูกคุกคามและตกเป็นเหยื่อในธุรกิจค้าสัตว์แปลกทั่วโลกที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการลดจำนวนลงของประชากรสัตว์ป่าทั่วโลก ล่าสุด องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ได้จัดทำสารคดีชื่อว่า “Ball pythons are wildlife #NotPets” เพื่อแจ้งเตือนเกี่ยวกับการค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสัตว์เลื้อยคลาน คือ งูหลามบอล แอฟริกา (African Ball Pythons) งูหลามบอลแอฟริกามีการซื้อขายเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงมากที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยในสารคดีได้เปิดเผยความน่าตกใจของอุตสาหกรรมลักลอบจับสัตว์ป่าพบว่าในช่วงระยะเวลา 45 ปีที่ผ่านมา งูหลามบอลมากกว่า 3 ล้านตัวถูกส่งออกจากแอฟริกาตะวันตก เพื่อนำไปขายเป็นสัตว์เลี้ยงยัง 3 ทวีป ได้แก่ ยุโรป เอเชีย และอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสัตว์เลื้อยคลานรายใหญ่ที่สุดของโลก องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเผยว่า “การค้าสัตว์ป่าเป็นเสมือนระเบิดเวลาสำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อโรคต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์” เนื่องจากสัตว์ที่ถูกจับมาจากป่าธรรมชาติ หรือถูกเพาะพันธุ์ในกรงขังแคบๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมสกปรก เสื่อมโทรม อาจกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต และในขณะเดียวกันก็สร้างความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานอย่างโหดร้ายต่อสัตว์ป่าเช่นกัน อ่านเพิ่มเติม: เสือโคร่ง ข้างบ้าน : ตีแผ่ขบวนการค้าสัตว์ป่าในสหรัฐฯ […]

มหานทีแห่งเอเชียอาคเนย์จะอยู่รอดหรือไม่ (ตอนที่ 1)

เรื่อง สตีเฟน โลฟเกร็น พนมเปญ ประเทศกัมพูชา – เซบ โฮแกน หวนรำลึกถึงช่วงเวลาที่เขารู้สึกประหลาดใจที่ได้มาเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกในฐานะนักมีนวิทยา และได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมเคียงกับแม่น้ำโขง ชายหนุ่มผู้เติบโตในทะเลทายแอริโซนา สถานที่ซึ่งแม่น้ำมักจะเหือดแห้ง มันเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเด็กจบใหม่อย่างเขาที่ได้มาเยือนแม่น้ำที่มีผลผลิตมากที่สุดในโลก “ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ดูสดใสและมีชีวิตชีวามากครับ” โฮแกนกล่าว “เหมือนผมกำลังมองดูโลกผ่านมุมมองใหม่ ความแตกต่างจากแอริโซนาอย่างสิ้นเชิง” แม้ว่าโครงการแลกเปลี่ยนของเขาจะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่โฮแกนยังกลับมาเยี่ยมเยียนนทีสายนี้อยู่เนืองๆ เมื่อปีที่ผ่านมา เขาใช้เวลาอยู่ในภูมิภาคนี้หลายครั้งหลายครา กลมกลืนตัวเองให้เข้ากับวัฒนธรรมทั้งไทยและกัมพูชา สองประเทศที่เป็นทางผ่านของแม่น้ำโขง ความสนใจเรื่องการอพยพของปลา ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลาบึก ซึ่งนับว่าเป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ปลาบึกขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่เคยพบมีน้ำหนักตัวถึง 293 กิโลกรัม ปัจจุบัน ล่วงผ่านไปสองทศวรรษ โฮแกนเป็นพันธมิตรกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และเจ้าของรายการ Monster Fish บนช่อง Nat Geo Wild ซึ่งเกิดจากโครงการวิจัยตลอดเวลาห้าปี และได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก USAID ในคณะวิจัยประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกันป้องกันระบบนิเวศวิทยาอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โครงการวิจัยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดในลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 60 ล้านคน กำลังเปลี่ยนไปจากหลายสาเหตุทั้งการสร้างเขื่อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียถิ่นอาศัย อันเป็นผลพวงมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและนโยบายทางการเมืองในภูมิภาคอันรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แห่งนี้ “ในความคิดของผม แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่สำคัญที่สุดในโลก” […]