เต่ามะเฟือง เต่าทะเลที่ใหญ่ที่สุด ดำน้ำได้ลึกที่สุดและหายากที่สุดในประเทศไทย

เต่ามะเฟือง เต่าทะเลที่ใหญ่ที่สุด ดำน้ำได้ลึกที่สุดและหายากที่สุดในประเทศไทย

เต่ามะเฟือง ถูกประกาศเป็นสัตว์สงวนชนิดใหม่ของไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ร่วมกับวาฬบรูด้า วาฬโอมูระ และฉลามวาฬ ถือเป็นการประกาศรายชื่อสัตว์ป่าสงวนเพิ่มเติมเป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปี

เต่ามะเฟือง (Dermochelys coriacea) หรือ Leatherback turtle เต่ามะเฟืองคือเต่าทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตัวที่โตเต็มวันอาจยาวได้มากกว่า 2 เมตร มีชีวิตอยู่รอดมามาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่สืบสายพันธุ์มากว่า 100 ล้านปี แต่ทุกวันนี้ประชากรเต่ามะเฟืองในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียจัดอยู่ในขั้นใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (critically endangered)

อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง และชายหาดบริเวณใกล้เคียง ตั้งแต่เขาหลักในจังหวัดพังงา ลงไปถึงหาดไม้ขาวในจังหวัดภูเก็ต ที่ยังเงียบสงบ คือแหล่งวางไข่แห่งสุดท้ายของเต่ามะเฟืองในประเทศไทย ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางข่าวร้ายเรื่องสถานการณ์โควิด-19 กลับมีข่าวสำคัญของการอนุรักษ์ทะเลไทย จากเหตุการณ์แม่เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่มากสุดในรอบ 20 ปี เนื่องจากก่อนหน้านี้ ไม่มีการพบรังเต่ามะเฟืองมากว่า 5 ปีแล้ว

การประกาศเป็นสัตว์สงวนของเต่ามะเฟืองนับเป็นข่าวดีที่สุด เพราะการมีกฎหมายคุ้มครองเป็นรูปธรรม ถือเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของเต่าในระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับงานอนุรักษ์ ตั้งแต่เรื่องนโยบายไปจนถึงกลับมาขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยว

เต่ามะเฟือง
รังที่สองของเต่ามะเฟืองที่พบบนแนวหาดทรายหน้าวัดท่าไทรของถูกห้อมล้อมไปด้วยเขตรั้วไม้เพื่อป้องกันการรบกวน แนวชายหาดที่ทอดยาวตลอดชายฝั่งทะเลอันดามันของจังหวัดพังงาเป็นพื้นที่วางไข่หลักของสัตว์ทะเลหายากที่ถูกคุกคามชนิดนี้ ซึ่งไม่มีการพบเห็นการวางไข่ของเต่ามะเฟืองมานานกว่า 5 ปี แต่ตั้งแต่ช่วงท้ายปี 2018 มีการพบรังของเต่ามะเฟืองถึง 3 รัง ซึ่งสร้างความหวังถึงการอยู่รอดของสายพันธุ์เต่ามะเฟืองในน่านน้ำไทย
เต่ามะเฟือง
ลูกเต่ามะเฟืองที่เพิ่งฟักออกจากรังว่ายน้ำฝ่าเกลียวคลื่นที่ซัดสาดใส่แนวชายหาด เพื่อเดินทางไกลออกไปเติบโตกลางทะเลเปิดในยามค่ำคืน ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลทางชีววิทยาถึงวัยเจริญพันธุ์ของเต่ามะเฟืองที่ชัดเจน แต่มีการคาดคะเนว่าอยู่ที่ประมาณ 15 ปี เราได้แต่คาดหวังว่า ลูกเต่าเหล่านี้จะมีชีวิตรอดและกลับมาวางไข่บนชายหาดนี้อีกครั้งเมื่อถึงเวลา (ภาพถ่าย ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย)

ขณะที่เต่าทะเลชนิดอื่นๆมักยึดติดกับชายหาดวางไข่และแหล่งหากินเดิมๆ ทำให้พวกมันตกอยู่ในภาวะหล่อแหลมเมื่อกิจกรรมต่างๆของมนุษย์รุกล้ำถิ่นอาศัยมากขึ้น แต่เต่ามะเฟืองกลับยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีกว่า โดยฉกฉวยประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยซึ่งพวกมันไปพบเข้า ไม่ว่าจะเป็นชายหาดวางไข่ที่ยังไม่ถูกรุกล้ำหรือแหล่งที่มีแมงกะพรุนซึ่งเป็นอาหารหลักชุกชุม

เต่ามะเฟืองขึ้นชื่อว่าเป็นยอดนักเอาตัวรอด พวกมันสามารถดำน้ำได้ลึกกว่าหนึ่งกิโลเมตร ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร และทำให้ร่างกายอบอุ่นยามอยู่ในน้ำที่เย็นจนเกือบเป็นน้ำแข็ง มันยังชีพด้วยอาหารซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นๆเพียงไม่กี่ชนิดจะทนกินได้ ที่สำคัญที่สุดคือมันสามารถปรับตัวได้เสมอ

เต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่ได้รับการออกแบบเชิงอุทกพลศาสตร์อย่างดีที่สุดชนิดหนึ่งของโลก พวกมันสามารถว่ายน้ำได้อย่างง่ายดายไม่ต่างอะไรกับการพักผ่อน เต่ามะเฟืองแตกต่างจากเต่าทะเลชนิดอื่นซึ่งมีกระดองใหญ่โตยื่นออกมานอกลำตัว กระดองของเต่ามะเฟืองนั้นยืดหยุ่นและพอดีกับลำตัว รวมทั้งผสานจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกับลำคอหนาหนั่นและไหล่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ สันนูนตามแนวยาวของกระดองทั้งเจ็ดสันอาจช่วยในการปรับตัวเพื่อบังคับทิศทางและแหวกว่ายไปตามกระแสน้ำได้อย่างราบรื่น ส่วนหัวของเต่าเปรียบได้กับหัวเรือ ขณะที่กระดองเรียวเล็กลงทางด้านหลังดูคล้ายกับรูปหยดน้ำ

เต่ามะเฟือง
ตอนที่นักอนุรักษ์และทีมงานช่วยกันชักรอกเต่าเพศเมียตัวนี้ขึ้นชั่งน้ำหนักและถ่ายภาพด้วยกล้องอินฟราเรดนั้น มันเพิ่งวางไข่บนชายหาดมืดมิดแห่งหนึ่งในตรินิแดด ร่างกายกำยำน้ำหนักถึง 493 กิโลกรัมของแม่เต่าแสดงให้เห็นว่า เต่ามะเฟืองในมหาสมุทรแอตแลนติกกำลังอยู่ดีกินดี ซึ่งเป็นผลมาจากแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์นอกชายฝั่งแคนาดา

นอกจากนี้พวกมันยังมีสิ่งที่เรียกว่า ระบบควบคุมการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิภายในร่างกายของสัตว์ขนาดใหญ่ (gigantothermy) ซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษที่อาจช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายของเต่ามะเฟืองให้สูงกว่าอุณหภูมิน้ำที่พวกมันแหวกว่ายอยู่หลายองศา พวกมันจึงสามารถเดินทางในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะกับวาฬและแมวน้ำมากกว่าเต่าทะเลได้

แม้ว่าพวกมันจะมีความสามารถทางร่างกายที่สูงยิ่ง ซึ่งช่วยให้เอาชีวิตรอดและสืบทอดวงศ์วานมาได้นานร่วม ร้อยล้านปี แต่ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา จำนวนเต่ามะเฟืองที่คลานขึ้นไปวางไข่บนชายหาดเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนที่นักวิจัยนับได้เป็นสัญญาณเตือนภัยถึงจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างฮวบฮาบจากที่เคยมีอยู่หลายหมื่นหรือแม้กระทั่งหลายแสนตัวตลอดแนวชายหาดมหาสมุทรแปซิฟิกของเม็กซิโกและอเมริกากลาง ปัจจุบันกลับเหลือเพียงไม่กี่ร้อยตัว และจากหลายพันตัวในมาเลเซียก็เหลือเพียงแค่หยิบมือเดียว

เต่ามะเฟือง
ลูกเต่ามะเฟืองตัวนี้ได้ลิ้มรสน้ำเค็มเป็นครั้งแรกบนชายหาดมาตูราในตรินิแดด เต่าเพศเมียจะขึ้นมาจากทะเลหลังเวลาผ่านไปหลายสิบปี เมื่อมันโตเต็มวัยด้วยน้ำหนักตัวถึง 270 กิโลกรัม และพร้อมจะวางไข่เป็นครั้งแรก โดยมักจะวางไข่ในจุดที่ พวกมันฟักเป็นตัวหรือบริเวณใกล้เคียง แต่เต่าเพศผู้ไม่เคยหวนกลับขึ้นฝั่งอีกเลย

สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for the Conservation of Nature: IUCN) จึงขึ้นบัญชีเต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง และเมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้เต่าเสียชีวิตแล้วก็ช่างน่าสิ้นหวัง ไม่ว่าจะเป็นการจมน้ำตายเพราะติดเครื่องมือประมง กลืนกินถุงพลาสติกที่ลอยอยู่ในทะเลจนหายใจไม่ออก ถูกเรือชน ถูกล่าเพื่อเอาเนื้อ หรือแม้กระทั่งพบจุดจบก่อนที่จะฟักออกจากไข่เสียอีก เมื่อรังถูกขุดขึ้นมาและไข่ถูกนำไปขายเป็นอาหารหรือยากระตุ้นความต้องการทางเพศ

แต่ขณะเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของโลก ประชากรเต่ามะเฟืองกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่แห่งนั้นคือ ชายหาดมาตูรา ชายฝั่งทางด้านตะวันออกของตรินิแดด เต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่ที่ชายหาดแห่งนี้มาเนิ่นนานจนแทบไม่มี ใครจำได้ ไม่เว้นแม่แต่ช่วงเวลาเลวร้ายในทศวรรษ 1970 และ 1980 เมื่อชายหาดเหม็นคลุ้งไปด้วยซากเต่าที่ถูกชำแหละ เน่าเปื่อยอยู่กลางแดด และหาดทรายพรุนไปด้วยหลุมที่คนหาไข่เต่าขุดทิ้งไว้

แต่ทุกวันนี้รังเต่าไม่ถูกคุกคามแล้วเพราะ อาณาเขตของมันได้รับการตรวจตราจากกลุ่มเนเจอร์ ซีเกอร์ส (Nature Seekers) ซึ่งเป็นองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติในท้องถิ่น จำนวนรังเต่าจึงเพิ่มจำนวนขึ้นมาก จากปีละไม่กี่ร้อยรังเมื่อสิบปีก่อน ปัจจุบันอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 3,000 รัง และคาดว่าเมื่อปีที่แล้ว น่าจะมีเต่ามะเฟืองร่วม 8,000 ตัวมาวางไข่ที่ตรินิแดด

เต่ามะเฟือง
ทุกปีเต่ามะเฟืองนับพันๆตัวเสียชีวิตเนื่องจากติดอวนที่ชาวประมงในแถบทะเลแคริบเบียนขึงไว้ราวกับผ้าม่าน นอกชายฝั่งตรินิแดด นักวิจัยทดสอบอวนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษซึ่งทำให้เต่าติดอวนน้อยลงโดยไม่กระทบต่อปริมาณปลาที่จับได้

แต่จำนวนเต่าที่มีอยู่อย่างชุกชุมนี้กลับสร้างปัญหาให้กับชาวประมงในท้องถิ่น เนื่องจากฤดูวางไข่ของเต่ามะเฟืองเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวประมงหลายร้อยชีวิตทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของตรินิแดดขึงอวนเป็นระยะทางยาวสองสามกิโลเมตรไว้นอกชายฝั่ง เพื่อดักจับปลาแมกเคอเรล หรือปลาอินทรีให้ได้เป็นกอบเป็นกำ

แต่แทนที่จะจับปลาได้ พวกเขากลับจับเต่าหนัก 450 กิโลกรัมได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ชาวประมงหลายคนต้องลงทุนตัดอวนของตัวเองเพื่อนำเต่ามะเฟืองที่หลงเข้าไปติดออกมา นี่เป็นปัญหาที่สร้างความโกรธเกรี้ยวให้พวกเขามาก บางคนถึงกับลงมือฆ่าเต่าเพื่อระบายความแค้น อย่างไรก็ตาม จำนวนเต่าที่มาวางไข่ที่นี่ยังคงเพิ่ม มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ในตรินิแดดเท่านั้น แต่รวมถึงรอบๆทะเลแคริบเบียนด้วย เช่นที่เกาะเซนต์ครอย ตลอดแนวชายฝั่งด้านเหนือของอเมริกาใต้หรือแม้กระทั่งในฟลอริดา

ห่างไกลออกไปจากหาดทรายอันอบอุ่นของตรินิแดดไปหลายพันกิโลเมตร ประชากรเต่ามะเฟืองในมหาสมุทรแอตแลนติกก็กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเช่นกัน บางทีสาเหตุที่ทำให้เต่ามะเฟืองเพิ่มจำนวนขึ้นอาจเป็นเพราะแมงกะพรุน อาหารโปรดของพวกมัน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลต่อกระบวนการขับเคลื่อนของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ เช่น สารอาหารถูกพัดพาเข้ามามากขึ้น ส่งผลให้แมงกะพรุนแพร่พันธุ์มากขึ้น จึงเป็นสาเหตุให้เต่าเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย

เต่ามะเฟือง
ลูกเต่าตะเกียกตะกายขึ้นจากรังหลังฟักออกจากไข่ นี่คือก้าวแรกของการเดินทางที่เต็มไปด้วยภยันตรายสู่การเติบใหญ่ เพื่อเป็นการชดเชย ทุกฤดูวางไข่ เต่าเพศเมียจึงวางไข่หลายร้อยฟองไว้ในรังหลายรัง

แต่เมื่อมาดูที่น่านน้ำฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งแนวโน้มกลับเป็นไปในทางร้ายต่อจำนวนประชากรเต่ามะเฟือง ไม่ว่าจะมาจากการรุกล้ำชายหาดของนักพัฒนา พวกลักลอบล่า การทำประมงแบบอวนลอยและเบ็ดราวในทะเล หรือแม้กระทั่งตัวมหาสมุทรเอง รวมไปถึงปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งอาจเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เรือนกระจก ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การลอยตัวขึ้นของสารอาหารหยุดชะงักลง พวกมันจึงขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้น จนในปัจจุบันประชากรเต่าเหล่านี้ใกล้ภาวะสูญพันธุ์เข้าไปทุกที

การที่จำนวนเต่ามะเฟืองลดลงอย่างฮวบฮาบนี้อาจช่วยเตือนสติเราว่า การกระทำของมนุษย์นั้นส่งผลกระทบต่อมหาสมุทรได้รวดเร็วเพียงไร และเมื่อผนวกกับปัจจัยทางธรรมชาติด้วยแล้วจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงเช่นไร

เป็นเวลาร่วมร้อยล้านปีมาแล้วที่เต่ามะเฟืองสามารถผ่านพ้นอุปสรรคนานัปการมาได้ทั้งๆที่มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดมหึมาตกจากฟากฟ้า พืดน้ำแข็งแผ่ขยายและพังทลาย หรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นและดับสูญไป แต่เต่ามะเฟืองยังคงท่องมหาสมุทรและปีนขึ้นไปวางไข่บนชายหาด เมื่อมองใน ระยะยาวซึ่งดูจะเป็นวลีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสิ่งมีชีวิตเก่าแก่ชนิดนี้ มนุษย์เราอาจกลายเป็นเพียงอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งของพวกมันเท่านั้น

เรื่อง ทิม แอปเพนเซลเลอร์

ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : เต่ามะเฟือง : บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์

 

เรื่องแนะนำ

พลังบำบัดของธรรมชาติ

ธรรมชาติบำบัด: ธรรมชาติส่งผลต่อร่างกายและสมองของเราอย่างไร เมื่อเราพาตัวเข้าใกล้ธรรมชาติขึ้นอีกอีกนิด ไม่วาจะเป็นผืนป่าบริสุทธิ์ หรือต้นไม้ในสวนหลังบ้าน เรากำลังช่วยให้สมองที่ตึงเครียดได้ผ่อนคลาย “เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าการดื่มด่ำกับทิวทัศน์ทางธรรมชาติอันตระการตาเป็นครั้งคราว…ส่งผลดีต่อสุขภาพและกำลังวังชาของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสุขภาพและกำลังของสติปัญญา” เฟรเดอริก ลอว์ โอล์มสเตด ภูมิสถาปนิก เรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียปกป้องป่าในหุบเขาโยเซมิทีจากการโหมพัฒนาเมื่อปี 1865  ตลอดเวลาที่ผ่านมา การศึกษามากมายที่ชี้ชัดว่าคำพูดของโอล์มสนั้น เป็นจริง เดวิด เสตรเยอร์ นักจิตวิทยากลุ่มการรู้คิด มหาวิทยาลัยยูทาห์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสนใจของมนุษย์เป็นพิเศษ และเป็นนักท่องไพร ไม่คุยโทรศัพท์หรือส่งข้อความขณะขับรถเพราะเขารู้ว่าสมองมีแนวโน้มจะทำผิดพลาดเมื่อทำหลายอย่างพร้อมกัน  เขาวิจับพบว่าการใช้โทรศัพท์มือถือทำให้คนส่วนใหญ่ขับรถแย่ลงไม่ต่างจากการดื่มแอลกอฮอล์  เขารู้ว่าชีวิตสมัยใหม่ส่งผลกระทบกับผู้คนอย่างไร และรู้ด้วยว่ายาถอนพิษที่ได้ผลชะงัดคือ “ธรรมชาติ” สมองมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรกลหนัก 1.4 กิโลกรัมที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  สมองเหนื่อยง่ายมาก  เมื่อคนเราใช้ชีวิตช้าลง  วางมือจากงานอันยุ่งเหยิงและดื่มด่ำกับธรรมชาติงดงามรอบตัว ไม่เพียงแต่ร่างกายที่ฟื้นตัว แต่สมองก็สดชื่นด้วย  เสตรเยอร์พบว่านักศึกษาที่ออกตั้งแคมป์ท่องป่านานสามวัน แก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นร้อยละ 50  สามวันในป่าจึงเป็นการทำความสะอาดสมองลักษณะหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราอยู่กับธรรมชาตินานพอ  “ในวันที่สาม ประสาทสัมผัสของผมปรับตัวดีขึ้น ผมได้ยินเสียงและได้กลิ่นที่ไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน  ผมรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติมากขึ้น” ปัญหาสาธารณสุขระดับมหัพภาค เช่น โรคอ้วน ภาวะซึมเศร้า และสายตาสั้นที่เป็นกันอย่างแพร่หลายล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการใช้เวลาในร่มอย่างชัดเจน ผลักดันให้สเตรเยอร์และนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆกลับมาให้ความสนใจกันอีกครั้งว่า ธรรมชาติส่งผลต่อร่างกายและสมองของเราอย่างไร ความก้าวหน้าทางประสาทวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาทำให้พวกเขาเริ่มตรวจวัดสิ่งที่เคยเป็นปริศนามืดมนได้ และผลการตรวจวัดสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ฮอร์โมนเครียด อัตราการเต้นของหัวใจ […]

พิทักษ์สรวงสวรรค์ทางธรรมชาติแห่งคอสตาริกา

คาบสมุทรโอซาของ คอสตาริกา เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์ แต่ตอนนี้โควิด-19 กำลังทดสอบการปกป้องอัศจรรย์ทางธรรมชาตินี้ เซเลโดเนีย เตเยส จำไม่ได้แล้วว่า เธอย้ายมายังคาบสมุทรโอซาปีไหน หรือตอนอายุเท่าไรแน่ แต่เธอจำได้แม่นว่า เธอมาทำไม ในเมื่อที่ดินผืนนี้จับจองได้ไม่ต้องซื้อหา ในตอนนั้น คาบสมุทร ขนาด 1,800 ตารางกิโลเมตรที่โค้งไปตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ของ คอสตาริกา เป็นเขตแดนป่า ตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่ด้วยคอคอดที่เป็นป่าชายเลนรกทึบผ่านแทบไม่ได้ และเข้าถึงได้ก็โดยทางเรือเป็นหลัก เซเลโดเนียกำลังตั้งครรภ์ตอนที่เธอมาถึงพร้อมกับลูกห้าคน ไก่หกตัว สุนัขหนึ่งตัว และเงิน 700 โคโลนหรือประมาณหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ เธอยังพาแฟนมาด้วย แต่เขา “เกลียดธรรมชาติและวิ่งหนีแมลง” เธอเท้าความหลัง ดังนั้นเธอจึงคว้าขวานขึ้นมาแผ้วถางที่ดิน ด้วยตัวเอง ราว 40 ปีต่อมา ดอญญาเซเลโดเนีย ดังที่ทุกคนเรียกขานด้วยความเคารพนับถือ ยังคงอาศัย อยู่บนที่ดินผืนเดิมในเมืองที่ชื่อ ลาปัลมา วันหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2019 ตอนที่ผมไปหา เธอพาผมชมบ้านชมสวน และจากย่างก้าวที่สาวฉับๆ นั้น ดูไม่ออกเลยว่า ตาของเธอเกือบบอดแล้ว สำหรับดอญญาเซเลโดเนีย วันนี้เป็นวันไถ่บาป แทนที่จะโค่นป่า เธอคืนพื้นที่ส่วนเล็กๆ แก่ผืนป่า […]

ยีราฟ : ความลับของสัตว์โลกผู้น่าทึ่ง

ยีราฟ : สัตว์โลกผู้น่าทึ่ง ทุกอย่างเกี่ยวกับลักษณะทางกายวิภาคของยีราฟดูจะแตกต่างอย่างสุดโต่ง ไม่ว่าจะคอยาวขึ้นชื่อ ขาเก้งก้าง (ยาวที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมด) ดวงตา (กว้างที่สุดในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) กะโหลกยืดยาว และลิ้นยาวเหมือนงวง หรือกระทั่งหัวใจที่สูบฉีดเลือดในแนวดิ่งได้มากกว่าสัตว์บกเลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ