นี่เห็ดหรือไข่เอเลี่ยนฟักเป็นตัวกันแน่ - National Geographic Thailand

นี่เห็ดหรือไข่เอเลี่ยนฟักเป็นตัวกันแน่

“เห็ดนิ้วมือปีศาจ”  (Devil’s Fingers Fungus) จะตามหลอกหลอนคุณ…เพราะนี่คือเห็ดหน้าตาพิลึกพิลั่นที่สุดเท่าที่รู้จักกัน

ใครจะไปรู้ว่า บางทีสัตว์ประหลาดหน้าตาขยะแขยงที่เห็นในภาพยนตร์สยองขวัญอาจได้แรงบันดาลใจมาจากโลกธรรมชาตินี่เอง

ลองนึกภาพว่า คุณกำลังมะงุมมะงาหราคลำทางอยู่กลางป่ามืดๆ แล้วจู่ๆก็พบก้อนอะไรสักอย่างโผล่ขึ้นมาจากพื้นป่าบ้างมีหนวดคล้ายหมึกยักษ์โผล่ออกมาพร้อมกลิ่นเหม็นๆ และเมือกลื่นๆ

นี่คือเห็ดที่มีชื่อคล้ายหมึกยักษ์ว่า Octopus Stinkhorn หรืออีกชื่อหนึ่งคือ นิ้วมือปีศาจ (devil’s fingers)

แคที ฮอดจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดราจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ อธิบายว่า “เห็ดเหล่านี้จะแทงหนวดสีแดงสดปกคลุมด้วยเมือกสีเขียวอมดำเป็นหย่อมๆ ออกมาเปลือกบางๆ ของฐานรูปทรงคล้ายไข่ พวกมันน่าดูมาก”

เห็ดเหล่านี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน อาศัยกินเศษไม้ เมื่อถึงเวลาขยายพันธุ์ พวกมันจะเติบโตขึ้นจนมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ หรือหนวดหมึกยักษ์ พร้อมกับเริ่มปล่อยเมือกเหนียวๆ ที่มีกลิ่นคล้ายปลาเน่าออกมา เมือกนี้เต็มไปด้วยสปอร์ของเห็ด

ฮอดจ์บอกว่า “พวกมันไม่ได้ตั้งใจหรือพยายามจะมีหน้าตาเหมือนนิ้วมือเราหรอกค่ะ พวกมันหวังให้มีแมลงวันบินผ่านมาและถ้าให้ดีก็มาเกาะบนเมือกเหล่านี้ ก่อนบินจากไปพร้อมสปอร์” ถ้าลูกๆของพวกมันโชคดีพอ แมลงวันเหล่านั้นอาจจะไป เกาะบนไม้สักท่อนซึ่งจะกลายเป็นอาหารให้เห็ดหน้าตาประหลาดรุ่นต่อไป

 

อ่านเพิ่มเติม : ดื่มด่ำไปกับการผลิบานของหมู่มวลดอกไม้ ผ่านวิดีโอไทม์แลปส์, หลบหนีความวุ่นวายไปกับภาพความมหัศจรรย์แห่งแอนตาร์กติกา

เรื่องแนะนำ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ฝุ่น PM 2.5 (ตอนที่ 1)

ภาพถ่ายโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ฝุ่น PM 2.5 (ตอนที่ 1) ทำความรู้จัก PM 2.5 PM ย่อมาจาก Particulate Matter หรืออนุภาคใดๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร (ไมครอน) ซึ่งขนจมูกไม่ดักจับได้ โดยเป็นสารแขวนลอยที่ฟุ้งกระจายในชั้นบรรยากาศ อาจอยู่ในสภาพของเหลวหรือของแข็งขนาดเล็ก เช่น อนุภาคต่างๆ เชื้อโรค หรือฝุ่นละออง จนทำให้เรามองเห็นในภาพกว้างเป็นลักษณะคล้ายหมอกหรือควัน ในประเทศไทยเริ่มตรวจวัดค่า PM 2.5 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ก่อนที่กรมควบคุมมลพิษจะมอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องฝุ่นละอองและข้อมูลอื่นๆ หลังจากนั้นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจึงออกประกาศการกำหนดมาตรฐานฝุ่น PM 2.5 ใน พ.ศ. 2553 ในสถานการณ์ปัจจุบันนิยมใช้การวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index, AQI) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้ระบุคุณภาพอากาศของสถานที่นั้นๆ โดยตัวเลขบอกปริมาณ PM 2.5 เป็นหน่วย ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (μg/m3) ค่าเฉลี่ย […]

น้ำประปาเค็ม จากผลกระทบของน้ำทะเลหนุน

ในช่วงนี้ การประปานครหลวงเปิดเผยว่า เกิดสถานการณ์ น้ำประปาเค็ม ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกมีค่าความเข้มข้นของคลอไรด์สูงกว่าค่ามาตรฐานน้ำประปาดื่มได้ ซึ่งกำหนดให้น้ำประปามีปริมาณคลอไรด์ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีช่วงเวลาเกิดน้ำประปาเค็ม 6-12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากนำไปบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีอาการบางประการ เช่น โรคไต หรือความดันโลหิตสูง น้ำประปาเค็ม มีสาเหตุมาจากแหล่งน้ำดิบที่นำมาใช้ผลิตน้ำประปาถูกน้ำทะเลรุกล้ำ เนื่องจากภาวะภัยแล้งที่ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำมีไม่เพียงพอในการผลักดันน้ำเค็ม เมื่อน้ำทะเลรุกล้ำขึ้นมาถึงจุดที่มีการผันน้ำเข้าคลองประปา จึงทำให้น้ำดิบที่เข้าสู่ระบบผลิตน้ำประปามีค่าความเข้มข้นของคลอไรด์สูงกว่าปกติ ซึ่งระบบการผลิตน้ำประปาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปนั้นไม่สามารถกำจัดคลอไรด์ในน้ำได้ จึงทำให้เกิดภาวะ “น้ำประปาเค็ม” น้ำประปาเค็มจะพบได้บ่อยครั้งในช่วงฤดูแล้ง และจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงเวลาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเขตศูนย์สูตรมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติตั้งแต่ 0.5 ºC ขึ้นไป ส่งผลให้เกิดพายุฝนที่รุนแรงบริเวณชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ ในขณะที่ประเทศที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก อาทิ ประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ไทย จะเกิดความแห้งแล้งมากผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ภาวะน้ำประปาเค็มมักพบได้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่นี้รับน้ำประปาจากโรงงานผลิตน้ำประปา 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตน้ำสามเสน โรงงานผลิตน้ำบางเขน และโรงงานผลิตน้ำธนบุรี ภายใต้การดูแลของการประปานครหลวง […]

ความสำเร็จของชุมชนเล็กแห่งเม็กซิโก ในการฟื้นฟูท้องทะเลหลังการประมงล่มสลาย

กุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ของชุมชนเล็ก ๆ แห่งท้องทะเลเม็กซิโก ที่เคยประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮา กาลีฟอร์เนีย (Baja California) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ […]

น้ำมันดีเซล กว่า 20,000 ตันรั่วปนเปื้อนในอาร์กติก

รัสเซียประกาศภาวะฉุกเฉิน กรณี น้ำมันดีเซล รั่วไหลในภูมิภาคอาร์กติกไซบีเรีย จนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประธานาธิบดีของรัสเซีย วลาดีเมียร์ ปูติน ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับประเทศ เมื่อเกิดเหตุการณ์ น้ำมันดีเซล รั่วไหลบนเปื้อนลงสู่แม่น้ำตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อระบบนิเวศท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ โดยเฉพาะในภูมิประเทศที่เปราะบาง อย่างอาร์กติก เจ้าหน้าที่ชาวไซบีเรีย ในเมืองนอริลสก์ รายงานว่า ทางการรัฐออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่หลังจากเกิดเหตุน้ำมันดีเซลปริมาณกว่า 20,000 ตัน รั่วไหลออกจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2020 ใกล้กับเขตอุตสาหกรรมในเมืองนอริลสก์ ซึ่งตั้งอยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล จากการหารือกับปูตินเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี Yevgeny Zinichev ประกาศว่า เหตุรั่วไหลดังกล่าวเป็นภัยฉุกเฉินระดับประเทศ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลกลางของรัสเซียสามารถเข้าไปจัดการแก้ปัญหาในพื้นที่ดังกล่าวได้ “ผมเห็นด้วยกับการเสนอวาระนี้เป็นภาวะฉุกเฉินระดับประเทศ” ประธานาธิบดีรัสเซียแสดงปฏิกิริยาเห็นด้วยกับข้อเสนอของรัฐมนตรี นอกจากนี้ ประธานาธิบดีปูตินยังแนะนำรัฐมนตรีว่า “เร่งแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม” ระหว่างการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ปูตินกล่าวตำหนิหัวหน้าบริษัท NTEK ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน หลังจากที่ได้รับรายงานความผิดพลาดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น State of emergency in Norilsk after […]