การผลิตอาหารจากสัตว์ มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร

การผลิตอาหารจากสัตว์มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร

ความท้าทายสำหรับประชากรโลก เมื่อผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า การผลิตอาหารจากปศุสัตว์ และประมง กำลังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การผลิตอาหารจากสัตว์

รายงานการประเมินประจำปีของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ได้สร้างกระแสกการอภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวงกว้าง โดย IPCC เชื่อว่า หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับมหัพภาคให้ทันท่วงที การจำกัดอุณหภูมิไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส หรือแม้แต่ 2 องศาเซลเซียส จะเป็นไปไม่ได้เลย การผลิตอาหารจากสัตว์

การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างของสภาพภูมิอากาศไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายพันปี และการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสร้างผลกระทบที่ไม่อาจแก้ไข่ได้ ผานเหมา ไจ่ ประธานร่วมของคณะกรรมการ IPCC กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อทุกภูมิภาคบนโลกแล้วในหลายๆ ด้าน และการเปลี่ยนแปลงก็มีแต่จะเกิดบ่อยขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น”

การผลิตอาหารจากสัตว์
ภาพถ่่าย Monika Kubala
การผลิตอาหารจากสัตว์
ภาพถ่าย Donald Giannatt

เนื้อหาบางส่วนในรายงานชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้น ฤดูร้อนยาวนานขึ้น และฤดูหนาวสั้นลง ฝนตกอย่างหนักและเกิดอุทกภัย ในขณะที่หลายๆ ภูมิภาคจะประสบภัยแล้งรุนแรง ในรายงานได้เตือนถึงระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิของนำทะเลจะสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในมหาสมุทร การกลายเป็นกรดของน้ำทะเล และระดับออกซิเจนที่ลดลง

“การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อาจนำไปสู่หายนะซึ่งคาดว่าเกิดจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเกิดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ เช่น น้ำท่วมในเยอรมนีและเบลเยียมที่คร่าชีวิตผู้คนไป 209 คน และในจีนอีก 33 คน ภัยแล้งครั้งรุนแรงที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และคลื่นความร้อนที่คร่าชีวิตผู้คน 815 คนในแคนาดา” กล่าวโดย ชิสากัญญ์ อารีพิพัฒน์ จากซิเนอร์เจียแอนิมอล องค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ ซึ่งทำงานในลาตินอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อส่งเสริมการเลือกอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การผลิตอาหารจากสัตว์มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด โจเซฟ พูร์ และโทมัส เนเมเซ็ค ได้เผยแพร่รายงานในปี 2018 ซึ่งสรุปว่า การผลิตอาหารมีส่วนรับผิดชอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกถึงร้อยละ 26 โดยมีสัดส่วนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ ​13.5 ล้านตัน

การปศุสัตว์และการประมงเป็นกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันร้อยละ 31 โดยกิจกรรมการปศุสัตว์ได้นับรวมทั้งการเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาเนื้อ และผลิตภัณพ์อื่นๆ จากสัตว์ เช่น นม ไข่ และอาหารทะเลในบ่อเลี้ยง โดยตัวเลขที่คำนวนออกมานี้เกิดจากการคำนวนการปล่อยก๊าซมีเทนในฟาร์มปศุสัตว์ และการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอุตสาหกรรมประมง

การผลิตอาหารจากสัตว์
ภาพถ่าย Duangphorn Wiriya

 

นอกจกากนี้รายงานของพูร์และเนมเซ็คอธิบายว่า เนื้อวัวที่ผลิตได้แต่ละกิโลกรัมปล่อยก๊าซเรือนกระจก 60 กิโลกรัม ชีสหนึ่งกิโลกรัมปล่อยก๊าซเรือนกระจก 21 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับการผลิตเต้าหู้ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชในน้ำหนักที่เท่ากันแล้ว การผลิตเนื้อวัวปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าเต้าหู้ 20 เท่า ส่วนชีสปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าเต้าหู้ 7 เท่า การผลิตนมวัว 1 กิโลกรัมปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 2.8 กิโลกรัม ในขณะที่นมถั่วเหลืองปริมาณเท่ากันปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 1 กิโลกรัมเท่านั้น โดยข้อมูลที่ใช้ถูกอ้างอิงมาจากฟาร์มปศุสัตว์ทั้งหมด 38,700 ฟาร์มใน 119 ประเทศ และผลิตภัณฑ์บริโภค 40 ผลิตภัณฑ์ที่นับว่าเป็นร้อยละ 90 ของแหล่งโปรตีนและแคลลอรี่ทั่วโลก

หากเป็นไปได้ การลดการผลิตและบริโภคอาหารที่ทำจากสัตว์จะช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้อย่างมาก ก๊าซมีเทนยังเป็นหนึ่งในข้อกังวลหลักซึ่งระบุไว้ในรายงานของ IPCC เนื่องจากมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลและภาคปศุสัตว์ นอกจากนี้ ก๊าซมีเทนยังส่งผลกระทบในระยะยาวมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า

การผลิตอาหารจากสัตว์
ภาพถ่าย Waldemar Brandt

เมื่อพูดถึงการปศุสัตว์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ตัวอย่างเช่น การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์  หรือปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ถั่วเหลือง ในขณะที่ก๊าซมีเทนส่วนใหญ่เกิดจากการย่อยอาหารของสัตว์ในการปศุสัตว์

โดยข้อมูลอิงจาก สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency) เผยว่า “ถึงแม้วงจรชีวิตของก๊าซมีเทนจะสั้นกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก แต่ก๊าซมีเทนดูดซับความร้อนได้ดีกว่าเมื่อเทียบกันในน้ำหนักที่เท่ากัน ดังนั้น ผลกระทบของก๊าซมีเทนจึงมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่าเมื่อเทียบกันในระยะ 100 ปี”

แต่เรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารยังติดข้อจำกัดหลายประการ

ในช่วงปี 2021 สื่อต่างๆ ได้นำเสนอวิถีชีวิตแบบใหม่ เนื่องจากการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ผู้คนสนใจประเด็นเรื่องสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงเรื่องพฤติกรรมการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวัน

ภาพถ่าย Ella Olsson

สืบเนื่องจากสถานการณ์ล็อกดาวน์ทำให้ผู้คนออกไปซื้ออาหารรับประทานได้ยากขึ้น ดังนั้น ผู้คนส่วนใหญ่จึงหันมาประกอบอาหารรับประทานเอง และกระแสเกี่ยวกับการปรุงอาหารจากวัตถุดิบทางเลือกก็เริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นเช่นกัน

การลดการบริโภคเนื้อสัตว์ด้วยการเปลี่ยนวัตถุดิบประเภทโปรตีนที่ผลิตจากพืช หรือ Plant base ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา ในสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทยได้เกิดกลุ่มึรที่สนใจเรื่องนี้รวมตัวกันเพื่อแบ่งปันสูตรอาหารที่ใช้วัตุดิบจากโปรตีนทางเลือก

อย่างไรก็ตาม อาหารที่มีส่วนประกอบของโปรตีนทางเลือกยังไม่ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง เนื่องจากหลายปัจจัย เช่น รสนิยมการรับประทาน วัฒนธรรมของอาหารประจำถิ่น ขาดการสนับสนุนในเชิงนโยบายจากภาครัฐ จึงทำให้วัตถุดิบโปรตีนทางเลือกมีราคาสูง ดังนั้น จึงมีประชาชนบางกลุ่มเท่านั้นที่เข้าถึงอาหารจากโปรตีนทางเลือก

ภาพถ่าย Vernon Raineil

พฤติกรรมการรับประทานอาหารและการเลือกใช้วัตถุดิบได้ฝังอยู่ในวัฒนธรรมของมนุษย์ทั่วโลก อาหารสะท้อนความเป็นมาเป็นไปของชุมชนนั้นๆ อาหารแสดงอัตลักษณ์และขนบของผู้คนที่อยูู่ร่วมกัน ดังนั้น อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะบอกให้ทุกคนลดการกินเนื้อสัตว์ แล้วเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพราะนั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงวัฒนธรรมไปด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในระดับนั้นอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคน

นอกจากนี้ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมยังส่งผลให้ผู้ผลิตเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์รายใหญ่ของโลกยังคงป้อนสินค้าสู่ตลาดอยู่เสมอ และเนื่องจากปัจจุบัน คนที่มีรายได้น้อยยังจำเป็นต้องพึ่งพาโปรตีนจากเนื้อสัตว์ การเลือกซื้อวัตุดิบประเภทโปรตีนทางเลือกที่มีราคาสูงในปัจจุบัน จึงเข้าถึงได้ยากสำหรับคนกลุ่มนี้

ภาพถ่าย Frederick Medina

แต่จะทำอย่างไร หากทุกวันนี้ เราเห็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจนแล้วว่า การผลิตอาหารที่เกี่ยวข้องกับปศุสัตว์และการประมงได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และผลกระทบที่เกิดขึ้นในด้านสิ่งแวดล้อมก็กำลังส่งผลถึงชีวิตของมนุษย์เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก ซิเนอร์เจีย แอนิมอล www.sinergiaanimalthailand.org 


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ลดผลกระทบจากความสุขชั่วมื้อ ด้วย 6 วิธีซื้ออาหารทะเลที่ดีตัวเราและโลก

เรื่องแนะนำ

ปฏิบัติการเจาะทะลวงแอนตาร์กติกา

ปฏิบัติการเจาะทะลวงแอนตาร์กติกา ณ หิ้งน้ำแข็ง Ross หิ้งน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของทวีปแอนตาร์กติกา ทั้งยังมีความสำคัญอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากหิ้งน้ำแข็งนี้เก็บกักน้ำแข็งปริมาณมหาศาลเอาไว้ ประมาณกันว่าหากหิ้งน้ำแข็งทางตะวันตกของแอนตาร์กติกาทั้งหมดเกิดพังถล่มและละลายลงสู่มหาสมุทรจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 10 ฟุต และบริเวณใต้หิ้งน้ำแข็ง Ross คือพื้นที่ที่ได้รับการสำรวจน้อยที่สุดบนโลก ทีมนักวิทยาศาสตร์จากนิวซีแลนด์ตัดสินใจใช้ท่อน้ำร้อนเจาะผืนน้ำแข็งลึกลงไปเรื่อยๆ เพื่อศึกษาสภาพและประวัติศาสตร์ของน้ำแข็ง แต่ผลการค้นพบเป็นที่น่าประหลาดใจอย่างมาก ในตอนแรกพวกเขาคาดการณ์ไว้ว่าน้ำแข็งที่อยู่ข้างใต้หิ้งน้ำแข็ง Ross น่าจะกำลังละลาย แต่ปรากฏว่าน้ำแข็งภายในยังคงถูกแช่แข็งไว้อย่างดี ทั้งนี้กระบวนการสำรวจจะยังคงดำเนินต่อไปในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า เพื่อหาคำตอบว่าการเปลี่ยยนแปลงของสภาพอากาศจะส่งผลต่อหิ้งน้ำแข็ง Ross อย่างไรบ้าง   อ่านเพิ่มเติม แอนตาร์กติกา ที่คุณไม่เคยเห็น: ภาพเก่าอายุร้อยปีของทวีปน้ำแข็ง

โรคระบาด : ราคาจากการทำร้ายธรรมชาติ

การระบาดใหญ่ ของ โรคระบาด ไปทั่วโลกครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่เราสร้างความเสียหายต่อโลกได้บั่นทอนพลังของธรรมชาติในการปกป้องเราจากโรคภัยไข้เจ็บ จากเมืองอู่ฮั่นในจีน “ตลาดสด” ที่เนื้อสัตว์ถูกชำแหละเดี๋ยวนั้น และสัตว์ป่าเป็น ๆ ถูกขายเป็นอาหารและยา ไวรัส อาจถูกส่งต่อผ่านทางสัตว์ป่าสู่มนุษย์ในช่วงปลายปี 2019 และภายในไม่กี่เดือน โรคระบาด อย่าง โควิด-19 ก็ทำให้ โฮโม เซเปียนส์ ผู้ล่าที่เหนือกว่าใคร ๆ พากันล้มตายเป็นเรือนแสน การระบาดใหญ่ทั่วโลกครั้งนี้คือข้อพิสูจน์สำหรับบางสิ่งที่ผมเชื่อมั่นอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นคือความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพของมนุษย์ และถึงที่สุดแล้ว คือความอยู่รอดของมนุษย์นั่นเอง ผู้คนรับไวรัสและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่าง ๆ จากการสัมผัสกับสัตว์ป่ามานานนับพัน ๆ ปี เมื่อมนุษย์รุกลํ้าเบียดเบียนถิ่นอาศัยในธรรมชาติ แย่งนํ้า อาหาร และดินแดนจากสัตว์ต่างๆ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสของการสัมผัสทางกายภาพ และนำไปสู่ความขัดแย้งมากกว่าเดิม เช่นเดียวกับการระบาด การศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2020 สำรวจความเกี่ยวข้องระหว่างความชุกชุม (abundance) ของชนิดพันธุ์ที่เป็นพาหะของไวรัสที่ทำให้เกิดโรครับจากสัตว์ (zoonotic disease) และความเป็นไปได้ที่จะแพร่กระจายสู่มนุษย์ นักวิจัยกลับไปค้นคว้าผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จนได้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน 142 ชนิด และพบว่าสัตว์จำพวกหนู ไพรเมตและค้างคาว เป็นพาหะของไวรัสเหล่านี้มากกว่าชนิดพันธุ์อื่น ๆ […]

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]

PM 2.5: มลพิษทางอากาศในไทย เหตุใดจึงยังไม่สิ้นสุด

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2020 ปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่เริ่มเกิดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาได้กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง อะไรคือสาเหตุของปัญหาฝุ่นที่ไม่อาจสิ้นสุดได้ง่ายๆ ในประเทศไทย ทำความรู้จัก PM 2.5 PM ย่อมาจาก Particulate Matter หรืออนุภาคใดๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร (ไมครอน) ซึ่งขนจมูกไม่ดักจับได้ โดยเป็นสารแขวนลอยที่ฟุ้งกระจายในชั้นบรรยากาศ อาจอยู่ในสภาพของเหลวหรือของแข็งขนาดเล็ก เช่น อนุภาคต่างๆ เชื้อโรค หรือฝุ่นละออง จนทำให้เรามองเห็นในภาพกว้างเป็นลักษณะคล้ายหมอกหรือควัน ในประเทศไทยเริ่มตรวจวัดค่า PM 2.5 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ก่อนที่กรมควบคุมมลพิษจะมอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องฝุ่นละอองและข้อมูลอื่นๆ หลังจากนั้นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจึงออกประกาศการกำหนดมาตรฐานฝุ่น PM 2.5 ใน พ.ศ. 2553 ในสถานการณ์ปัจจุบันนิยมใช้การวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index, AQI) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้ระบุคุณภาพอากาศของสถานที่นั้นๆ โดยตัวเลขบอกปริมาณ PM 2.5 เป็นหน่วย ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (μg/m3) ค่าเฉลี่ย AQI […]