ภารกิจพิทักษ์ ปากแม่น้ำโอกาวางโก - National Geographic Thailand

ภารกิจพิทักษ์ ปากแม่น้ำโอกาวางโก

เรื่อง เดวิด ควาเมน

ภาพถ่าย คอรี ริชาร์ดส์ 

เมื่อมองจากอวกาศ ดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโกแผ่กว้างอยู่บนภูมิประเทศทางเหนือของบอตสวานา นี่คือพื้นที่ชุ่มน้ำอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งบนพื้นพิภพ กอปรด้วยทางน้ำและลากูนหลายหลากที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต อีกทั้งหนองบึงที่เกิดตามฤดูกาลในภูมิภาคที่มีความแห้งแล้งรุนแรงของแอฟริกา

ดินดอนสามเหลี่ยมแห่งนี้ไม่ได้ไหลออกสู่ทะเล หากอยู่เฉพาะในแอ่งคาลาฮารีเท่านั้น โดยสิ้นสุดลงตามแนวตะเข็บด้านตะวันออกเฉียงใต้แล้วกลืนหายไปใต้ผืนทรายของทะเลทรายคาลาฮารี  ที่นี่อาจถือเป็นโอเอซิสขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่พักพิงอันชุ่มเย็นของช้าง ฮิปโป จระเข้ และหมาในแอฟริกา  เรื่อยไปจนถึงแอนทิโลปเขตชุ่มน้ำ หมูป่า ควายป่า สิงโต ม้าลาย และนกที่มีอยู่อย่างหลากหลายน่าอัศจรรย์  ไม่ต้องพูดถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี

น้ำเกือบทั้งหมดมาจากแองโกลา เพื่อนบ้านของบอตสวานาซึ่งอยู่ห่างออกไปสองประเทศ  ต้นน้ำมาจากเขตที่สูงชุ่มชื้นซึ่งมีฝนตกชุกบริเวณตอนกลางของแองโกลาไหลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ โดยไหลเชี่ยวในแม่น้ำสายหลักอย่างคูบังโก และไหลช้ากว่าในแม่น้ำคูอิโต ก่อนจะมารวมกันเป็นทะเลสาบต้นน้ำ และไหลซึมช้าๆ ผ่านที่ราบน้ำท่วมถึงที่เป็นทุ่งหญ้า ชั้นดินที่มีพีตทับถม และชั้นทรายเบื้องล่าง ลงสู่ลำน้ำสาขาต่างๆ แม่น้ำคูอิโตและคูบังโกบรรจบกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ขึ้นที่ชายแดนทางใต้ของแองโกลา นี่คือแม่น้ำโอกาวางโกซึ่งไหลผ่านฉนวนคาพริวี (ผืนดินแคบๆ ในนามีเบีย) เข้าสู่บอตสวานา โดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีมวลน้ำไหลเข้ามา 9.4 ล้านล้านลิตรต่อปี หากปราศจากน้ำที่แองโกลามอบเป็นของขวัญให้บอตสวานานี้ ดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโกจะสิ้นสูญ

“โครงการพื้นที่ธรรมชาติโอกาวางโก” ของเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก คือความพยายามในการสำรวจ และช่วยปกป้อง ต้นน้ำของดินดอนสามเหลี่ยมแห่งนี้ โครงการเริ่มต้นเมื่อปี 2015 โดยการสำรวจแม่น้ำคูอิโตในแองโกลาซึ่งช่วงที่อยู่ใกล้ต้นน้ำเล็กและแคบจนทีมงานต้องลากเรือที่บรรทุกของเต็มลำอยู่นานถึงแปดวัน

การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นหรือในอนาคตอันใกล้ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแองโกลา ทั้งการใช้ที่ดิน การผันน้ำ ความหนาแน่นของประชากร และการค้าขาย ทำให้การคาดการณ์อันมืดมนนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้คนบางกลุ่มให้ความสนใจแม่น้ำคูอิโตและคูบังโกอยู่เงียบๆ และเพราะเหตุใดกลุ่มนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ เจ้าหน้าที่รัฐบาล นักวางแผนทรัพยากร และนักสำรวจหนุ่มสาวจอมทรหด ซึ่งรวมตัวกันได้เพราะการชักจูงจากนักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ชาวแอฟริกาใต้ผู้มีความมุ่งมั่นแรงกล้าชื่อ สตีฟ บอยส์ และทุนสนับสนุนจากสมาคมเนชั่นแนลจีโอกราฟิก เริ่มความพยายามใหญ่หลวงในโครงการสำรวจ เก็บข้อมูล และส่งเสริมการอนุรักษ์ ที่ชื่อ “โครงการพื้นที่ธรรมชาติโอกาวางโก” (Okavango Wilderness Project) ผู้ร่วมโครงการเหล่านี้รับรู้ว่า สุขภาวะและอนาคตของดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง เช่นเดียวกับสุขภาวะและอนาคตของพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแองโกลา

ทีมของบอยส์ได้รับความเห็นชอบจากทางการแองโกลาและได้รับการสนับสนุนจากนานาประเทศให้ศึกษาวิจัยแม่น้ำคูอิโตและคูบังโก ซึ่งถือเป็นโครงการอันทะเยอทะยานอย่างยิ่ง โดยจะสำรวจทุกตารางกิโลเมตรของแม่น้ำสองสาย รวมลำน้ำสาขาบางสาย สำรวจประชากรสัตว์ป่า สุ่มตรวจคุณภาพน้ำ ศึกษาการใช้ประโยชน์ของมนุษย์และผลกระทบตามแนวตลิ่ง จัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สาธารณชนเข้าถึงได้ และพยายามทำความเข้าใจว่าน้ำสะอาดจากแถบตะวันออกเฉียงใต้ของแองโกลามอบชีวิตให้แก่ดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโกในบอตสวานาอย่างไร

การสำรวจซึ่งเสร็จสิ้นไปแล้วแปดครั้งทั้งยากลำบากและละเอียดถี่ถ้วน การสำรวจครั้งแรกเริ่มเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ปี 2015 บอยส์กับทีมสำรวจซึ่งเดินทางโดยมีขบวนรถแลนด์โรเวอร์ของฮาโลทรัสต์ (HALO Trust) ซึ่งเป็นองค์กรเก็บกู้กับระเบิดนานาชาตอคอยคุ้มกันไปถึงทะเลสาบต้นน้ำคูอิโต พวกเขานำเครื่องมือน้ำหนักรวมกันหลายตันและเรือโมโคโรเจ็ดลำไปเพื่อขนคนและสัมภาระล่องแม่น้ำ หลังพายเรือไปสุดความยาวของทะเลสาบในวันแรก ทีมสำรวจพบว่า ทางออกของแม่น้ำคูอิโตคือลำธารสายเล็กที่มีน้ำลึกแค่เอวและกว้างราวหนึ่งเมตรเท่านั้น เรือโมโคโรที่ยาวหกเมตรไม่สามารถแล่นผ่านได้  พวกเขาต้องลากเรือที่มีของเพียบแปล้ ฝ่าดงหญ้าสูงริมธารน้ำแคบๆ และเก็บข้อมูลระหว่างทางไปด้วย เรือโมโคโรพวกนี้ทำจากไม้และไฟเบอร์กลาส ไม่ได้ขุดจากไม้มะเกลือหรือไม้อื่นๆ แบบดั้งเดิม แต่ก็ยังหนักมากเมื่อบรรทุกของเต็มลำ พวกเขาลากเรือไปทุกวันนานกว่าหนึ่งสัปดาห์กว่าจะถึงจุดที่แม่น้ำคูอิโตกว้างพอให้สัญจรได้ จากนั้นพวกเขาก็ขึ้นเรือพร้อมไม้พายและถ่อ แต่ก็ต้องเผชิญสิ่งท้าทายรูปแบบใหม่ นั่นคือจระเข้กับฮิปโป

สตีฟ บอยส์ หัวหน้าโครงการ (ขวา) นั่งพักกับนีล กาลีนัส ผู้สร้างภาพยนตร์ของเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ในบรรดา สิ่งท้าทายทั้งหมดที่บอยส์เผชิญในช่วงเวลากว่าสิบปีของงานวิทยาศาสตร์ภาคสนามที่มีเป้าหมายเพื่อพิทักษ์โอกาวางโก เช่น การเจรจาต่อรอง เรือที่พลิกคว่ำ และทุ่นระเบิด การถูกฝูงผึ้งหยาดน้ำโจมตีเป็นเพียงอีกเรื่องเท่านั้น

ความท้าทายใหญ่หลวงที่สุดที่โครงการพื้นที่ธรรมชาติโอกาวางโกเผชิญ ไม่ใช่ลำพังแค่การทำความเข้าใจระบบอันซับซ้อนนี้ แต่ยังต้องโน้มน้าวทางการแองโกลาและชาวแองโกลา ให้ช่วยกันอนุรักษ์แม่น้ำคูอิโตและคูบังโกให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงกับที่เป็นอยู่ นั่นคือไหลอย่างเสรีและสะอาดไม่มีมลพิษหรือการผันน้ำมากเกินไป ผ่านภูมิประเทศที่ส่วนใหญ่ยังไม่เสียหายจากการทำไม้ การเผาถ่าน การเผาป่าเพื่อไล่ต้อนล่าสัตว์ การล่าและขายเนื้อสัตว์ป่า โครงการเกษตรต่างๆ ที่ต้องใช้ปุ๋ยปริมาณมาก การทำเหมือง หรือการใช้ประโยชน์เชิงทำลายอื่นๆ นี่คือภารกิจเร่งด่วนที่ไม่ใช่งานง่ายเลย

แม่น้ำโอกาวางโก
กิจกรรมประมงเพื่อยังชีพมีความสำคัญต่อชาวบ้านในลุ่มน้ำคูอิโตและคูบังโกมาช้านาน เมื่อมีอุปกรณ์จับปลาที่ดีขึ้น พวกเขาก็จับปลาได้มากขึ้น มีปลาให้รมควันและขนใส่จักรยานยนต์หรือเรือขุดไปยังตลาดในพื้นที่ได้มากขึ้น บอยส์และคนอื่นๆ กังวลว่า การจับปลาลักษณะนี้อาจไม่ยั่งยืน

ผู้มองโลกแง่ดีบางคนเสนอว่า ภูมิประเทศริมฝั่งแม่น้ำคูอิโตและคูบังโกเหมาะจะพัฒนาให้เป็นจุดหมายทางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ที่ตั้งกระท่อมพักแรมระดับไฮเอนด์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชมสัตว์ป่าที่ประชากรฟื้นคืนกลับมา พวกเขาเสนอให้รวมจุดท่องเที่ยวลักษณะนี้ไว้ในเส้นทางท่องเที่ยวท้องถิ่น ควบคู่กับค่ายพักแรมในโอกาวางโกซึ่งเป็นที่รู้จักมากกว่า อีกความหวังหนึ่งคือ รัฐบาลบอตสวานาและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่นั่นอาจเล็งเห็นถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับดินแดนมหัศจรรย์ของตน กล่าวคือหากปราศจากแม่น้ำคูอิโตและคูบังโก ก็จะไม่มีดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโก และดำเนินการอย่างมองการณ์ไกล ด้วยการเสนอข้อตกลงร่วมกันที่จะจ่ายเงินให้แองโกลาเป็นค่าจัดส่งน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยจะเรียกว่าค่าไถ่น้ำ หรือ “พันธบัตรน้ำ” แบบที่บอยส์เสนอ ก็ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ความสมเหตุสมผลและการมองการณ์ไกลอาจเป็นความคาดหวังที่ยากจะเกิด เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลว่าด้วยปัญหาทรัพยากร ทว่าดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโกนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดได้ยาก คู่ควรจะได้รับความห่วงกังวลจินตนาการ และการทุ่มเทความพยายามมากเป็นพิเศษ

ระหว่างนี้ การเปลี่ยนแปลงในแองโกลา ตามที่บอยส์บอกผม กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ถ้าเราเริ่มงานนี้ในอีกสามปีข้างหน้า คงไม่เหลืออะไรให้คุ้มครองแล้วครับ” อนาคตเคลื่อนมาดั่งแม่น้ำที่หลากไหลผ่านชีวิตผู้คน

แอ่งมักกาดิกกาดีเป็นทะเลเกลือราบเรียบที่หลงเหลือจากทะเลสาบยุคโบราณ ซึ่งครั้งหนึ่งอุดมไปด้วยสรรพชีวิต และปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของบอตสวานาตอนเหนือ จนการขยับของรอยเลื่อนเปลี่ยนทิศทางการไหล ของแม่น้ำที่เป็นต้นน้ำไป ปัจจุบัน ชนเผ่าคอยซันจะพานักท่องเที่ยวมาชมความเวิ้งว้างอันงดงาม และอนาคตที่อาจเกิดขึ้นกับดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโกหากขาดน้ำ

 

อ่านเพิ่มเติม : 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในแอฟริกาการล่าจะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ

เรื่องแนะนำ

Explorer Awards 2019 : ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์

"เมื่อสำรวจ เราจะได้รู้แจ้งเห็นจริง รู้ว่าสิ่งไหนเป็นอันตรายหรือน่าเป็นห่วง เราจะรู้จากการสำรวจ จากการศึกษาเรียนรู้ ซึ่งจะพัฒนาให้เราได้องค์ความรู้และนำไปสู่การอนุรักษ์ได้” คมความคิดจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้อุทิศชีวิตให้กับการศึกษาวิจัยนกเงือก จนเป็นที่ยกย่องและยอมรับในระดับนานาชาติ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ขอร่วมแสดงมุทิตาจิตกับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ ในโอกาสที่ได้รับรางวัล National Geographic Thailand Explorer Awards 2019

ไอศกรีมจากขยะพลาสติก

ไอศกรีมจากขยะพลาสติก ใครๆ ก็ชื่นชอบไอศกรีม แต่หากมาได้เห็น ไอศกรีมจากขยะพลาสติก เหล่านี้คงกินไม่ลง อันที่จริงมันกินไม่ได้ด้วย แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาขยะล้นเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญหาขยะพลาสติก ผลงานไอศกรีมที่กินไม่ได้เหล่านี้เป็นฝีมือของนักศึกษาศิลปะชาวไต้หวัน พวกเขาตระเวนรวบรวมตัวอย่างของน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ กว่าร้อยแห่งทั่วประเทศ จากนั้นนำมาแช่แข็งเอาไว้ในแม่พิมพ์ และเคลือบด้วยเรซิ่นเพื่อให้คงรูปถาวร แน่นอนว่าดูด้วยตาก็พอจะรู้ว่าของหวานเหล่านี้ไม่น่าลิ้มลอง แต่พึงระวังไว้ให้ดี หากมนุษย์เรายังคงไม่เปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคที่มากเกินจำเป็นกันตั้งแต่ตอนนี้ นี่อาจเป็นอนาคตของไอศกรีมที่ลูกหลานเราจะได้กินก็เป็นได้ ชมวิดีโอ ไอศกรีมจากขยะพลาสติก ได้ที่นี่   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

เกาะยาวน้อยและเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ใช้พลังงานแสงอาทิตย์หล่อเลี้ยงผู้คนได้อย่างไร

ชาวบ้าน เกาะยาว หันมาใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แผงโซลาร์เซลล์จึงพบเห็นได้ทั่วไป ทั้งที่มัสยิด โรงเรียน พื้นที่เกษตรกรรมและกระชังปลากลางทะเล ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย สปีดโบ๊ทของเราฝ่าเกลียวคลื่นมุ่งหน้าสู่ เกาะยาว น้อยและ เกาะยาว ใหญ่ จังหวัดพังงา พื้นที่ต้นแบบโครงการ ‘เกาะพลังงานสะอาด’ ที่ชาวบ้านกำลังช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยการหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) พลังงานหมุนเวียน คือพลังงานที่นำมาใช้ทดแทนพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งทั่วโลกกำลังเร่งผลักดัน และหลายประเทศมีการตั้งเป้าหมายในการเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างอย่างจริงจัง เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบใด ๆ ต่อสภาพภูมิอากาศของโลก และที่สำคัญคือสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่จำกัด ความยากลำบากในการใช้ชีวิตของชาวเกาะ คือแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าไม่มีเสถียรภาพ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เห็นได้จากหลาย ๆ เกาะขนาดเล็กในทะเลไทย ต่างยังต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งมีทั้งควัน เขม่า และคราบน้ำมันที่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อย ขณะที่เกาะขนาดใหญ่ก็ใช้ไฟฟ้าจากการส่งกระแสไฟฟ้ามาจากแผ่นดินใหญ่ด้วยสายเคเบิ้ลใต้ทะเล ซึ่งตามมาด้วยต้นทุนที่สูงและการซ่อมบำรุงที่ยุ่งยาก เกาะพลังงานสะอาด คือโมเดลพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเกาะ ด้วยการลดต้นทุน ลดมลภาวะด้วยการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทดแทนที่หาได้จากทรัพยากรธรรมชาติรอบเกาะ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เกาะยาวทั้งสองแห่งนี้พิเศษด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ แม้จะเพิ่งเปิดรับการท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว หลังเป็นหนึ่งในไม่กี่เกาะชายฝั่งทะเลอันดามันที่รอดพ้นภัยพิบัติจากคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อ พ.ศ. 2547 ด้วยความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นทำให้เกิดการรวมตัวกันสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยววิถีชุมชน ที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการและดูแลการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด ฝนเริ่มซาลง แดดยามบ่ายส่องกระทบผิวน้ำระยิบระยับ […]

นาทีชีวิต กู้ภัยช่วยชาวบ้านเผชิญน้ำท่วมหนักในจีน

อุทกภัยที่เกิดขึ้นล่าสุดในจีน ส่งผลให้ชาวบ้านหลายคนได้รับความเดือดร้อน และนำมาซึ่งภาพของความช่วยเหลืออันลุ้นระทึก จากคลิปวิดีโอ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสองนายพยายามช่วยชาวจีนคนหนึ่งขึ้นมาจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก น้ำท่วมรุนแรงครั้งนี้ทำเอาอาคารทั้งหลังพังถล่มลงมา และดูดเอารถบรรทุกคันใหญ่หายวับไปเพียงไม่กี่วินาที จากประวัติที่ผ่านๆมา อุทกภัยเป็ยภัยพิบัติที่พบได้ทั่วไป ในพื้นที่ทางตอนใต้และตอนกลางของจีน เนื่องจากช่วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกันยายนเป็นฤดูฝน ด้านทางรัฐบาลจีนระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่รุนแรงเช่น พายุฝนและพายุไต้ฝุ่น เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แค่น้ำท่วมที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ก็คร่าชีวิตชาวจีนไปแล้วหลายสิบคน และอีกหลายล้านคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย สื่อโทรทัศน์ของจีนรายงาน ทีมกู้ภัยพยายามอย่างเต็มที่เข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม ทางรัฐบาลจีนเองได้ออกมาแถลงว่า ทีมกู้ภัยจำต้องเตรียมพร้อมสำหรับน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นในฤดูฝนปีนี้ ตลอดช่วงฤดูฝนในปี 2016 น้ำท่วมเกิดขึ้นมากกว่าปกติ มีผู้เสียชีวิต 150 ราย และในปีนั้นมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่าปกติ 16% สำหรับน้ำท่วมรุนแรงในปีนี้เกิดขึ้นจากฝนที่ตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำเอ่อท่วม ผลการศึกษาหลายแห่งชี้ว่าภาวะโลกร้อนส่งผลให้เกิดพายุฝนที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ที่ผ่านมาประเทศจีนเองได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งสอดคล้องจากรายงานของนาซ่าเองที่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เป็นสาเหตุให้ปรากฎการณ์เอลนีโญรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามเป็นการยากที่จะสรุปว่าภูมิอากาศรุนแรงนั้นเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนเพียงปัจจัยเดียว นอกเหนือจากนั้น น้ำท่วมรุนแรงครั้งนี้ยังเป็นผลมาจาก การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกด้วย ทรัพยากรธรรมชาติอย่างป่าชายเลน และป่าไม้รอบๆแม่น้ำที่เคยทำหน้าที่ดูดซับปริมาณน้ำถูกโค่นออกไปเพื่อสร้างถนน และอาคารในหลายปีมานี้ ชาวจีนหลายคนย้ายมายังภูมิภาคนี้เป็นเวลาหลายปีแล้วเพื่อทำงานในโรงงานผลิตสินค้า นั่นหมายความว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังมีผลระยะยาวแก่หลายบริษัทที่ตั้งโรงงานในพื้นที่ดังกล่าวอีกด้วย เรื่อง ฮีทเลอร์ บราดี้   อ่านเพิ่มเติม : ชมรอยแตกของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี กันแบบชัดๆ, หิ้งน้ำแข็งกำลังแตกออกจากทวีปแอนตาร์กติกา […]