World Update: ความโลภของมนุษย์ทำ ดินเสื่อมโทรม ร้อยละ 40

World Update: ความโลภของมนุษย์ทำ ดินเสื่อมโทรม ร้อยละ 40

รายงานยูเอ็นเผย มนุษย์ทำให้ ดินเสื่อมโทรม ลงอย่างที่สุดถึงร้อยละ 40 ทั่วโลกเนื่องจาก ‘ความโลภที่ไม่รู้จักพอ’ 

ตามรายงาน Global Land Outlook ฉบับที่ 2 จากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD) ระบุว่าผืนดินทั่วโลกมีคุณค่าลดลงกว่าร้อยละ 40 นั่นหมายความว่าแผ่น ดินเสื่อมโทรม ลง มีความอุดมสมบูรณ์ลดลง เก็บคาร์บอนได้น้อยลง สุขภาพโดยรวมลดลง และรองรับการเพาะปลูกหรือสิ่งมีชีวิตได้น้อยลง

คณะทำงานใช้เวลากว่า 5 ปีในการสำรวจภูมิประเทศต่างๆ โดยรายงานระบุว่าการเพาะปลูกเป็นสาเหตุใหญ่และใช้พื้นที่มากที่สุดของปัจจัยทั้งหมด ผืนดินกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่เกษตรกรรมของโลกถูกควบคุมโดย ’ธุรกิจ’ ทำฟาร์มเพียงร้อยละ 1 ในขณะที่ฟาร์มกว่าร้อยละ 80 ที่เหลือ ถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่เพียง 0.02 ตารางกิโลเมตร 

การผลิตอาหารบนผืน ดินเสื่อมโทรม ลงจะยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากดินจะหมดสภาพอย่างรวดเร็วและจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไม่ว่าจะพืชหรือสัตว์ และทำให้วิกฤตสภาพอากาศรุนแรงขึ้นเนื่องจากโลกถูกลดการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนลง หากปราศจากการแก้ไข ภายในปี 2050 พื้นที่รวมขนาด 16 ล้านตารางกิโลเมตรหรือมีขนาดเท่าทวีปอเมริกาใต้จะกลายเป็นผืนดินที่เสื่อมโทรม

นอกจากนี้การบริโภคอื่นๆ เช่นเสื้อผ้าก็มีส่วนในการสร้างความเสื่อมโทรมเช่นกันเพราะผืนดินถูกใช้ไปกับการปลูกพืชเพื่อเอาเส้นใยไปทอผ้าเป็นแฟชั่นที่ใส่ครู่เดียวแล้วโยนทิ้ง ความต้องการที่ไม่เคยถูกเติมเต็มทำให้โลกยากจะแบกรับไหว ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

“เราไม่สามารถคิดถึงที่ดินแบบสมมติได้อีกต่อไป” อิบราฮิม เธียว (Ibrahim Thiaw) เลขาธิการของ UNCCD กล่าว “เราไม่สามารถคิดต่อไปได้ว่าจะมีที่ดินเพียงพอ มีน้ำ มีป่าไม้ และพื้นที่ชุ่มน้ำเพียงพอ เพียงพอที่จะถูกทำลายต่อไป เพียงพอที่จะตอบสนองต่อความโลภที่ไม่รู้จักพอของเรา นั่นก็คือการใช้ผืนดินสำหรับอาหาร เส้นใย และอาหารสัตว์” 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความหวังในการฟื้นฟู หากมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจังจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและผู้คนทั่วไป “ความเสื่อมโทรมของที่ดินส่งผลกระทบต่ออาหาร น้ำ คาร์บอน และความหลากหลายทางชีวภาพ มันคือการลดจีดีพี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ลดการเข้าถึงน้ำสะอาด และเป็นความแห้งแล้งที่เลวร้าย” เธียวกล่าว

UNCCD ระบุว่างบประมาณเพียง 1.6 ล้านดอลลาร์ (52.8 ล้านบาท) ก็จะสามารถฟื้นฟูพื้นที่ที่มีขนาดเท่าสหรัฐอเมริกาได้แล้ว ซึ่งเป็นเงินเพียงเล็กน้อยของงบประมาณ 7 แสนล้านดอลลาร์ที่หลายรัฐบาลใช้ไปกับการอุดหนุนการเกษตรแบบเดิมๆ ที่ถางป่าเพื่อเพาะปลูกและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แน่นอนว่ารัฐบาลต้องจัดการอย่างแข็งขัน ไม่ใช่แค่เพียงการให้คำมั่นสัญญา และผู้คนทั่วไปก็สามารถสร้างความแตกต่างได้เช่นกัน

“เราทุกคนในฐานะผู้บริโภคจะต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่า เราสามารถทำอะไรได้บ้าง” เธียวระบุ “ไม่ใช่แค่การซื้อเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับสิ่งที่เรากินด้วย เมื่อคุณนึกถึงความจริงที่ว่าผู้คนในประเทศร่ำรวยทิ้งอาหารมากกว่า 100 กิโลกรัมต่อคน คุณก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณได้” เขาเสริมพร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “มันเป็นเรื่องของสิ่งที่เราสวมใส่ด้วยเช่นกัน การตัดสินใจในแต่ละวันของล้วนมีผลกับผืนแผ่นดิน”

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

อ่านรายงาน Global Land Outlook ฉบับเต็มได้ที่ https://www.unccd.int/resources/global-land-outlook/glo2

ที่มา

https://www.bbc.com/news/science-environment-61221666?fbclid=IwAR2LxWv0lfsYaGZY829kMt9QmZdfUvn_nkwR1tFgQnxDgINuAc8U9ftj5J0

https://www.theguardian.com/environment/2022/apr/27/united-nations-40-per-cent-planet-land-degraded

https://earth.org/human-activities-have-degraded-40-of-land-on-earth-un-reports/


อ่านเพิ่มเติม วัตถุที่มนุษย์สร้างมีน้ำหนักเท่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกแล้ว

วัตถุที่มนุษย์สร้าง

เรื่องแนะนำ

กว่าจะมาเป็นเจน กูดดอลล์

เรื่อง โทนี เกอร์เบอร์ ภาพถ่าย ฮูโก ฟาน ลาวิค “ฉันต้องขอโทษด้วย ถ้าใครเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว” เจน กูดดอลล์ บอกผู้ฟังในห้องบรรยายเมื่อปี 2015 แต่บางครั้ง “เรื่องบางเรื่องได้ยินซ้ำก็เข้าท่านะคะ” เธอเสริม ผู้คนจำเรื่องเล่าทั่วๆไปเกี่ยวกับชีวิตของเจน กูดดอลล์ ได้แทบจะในทันที เพราะความถี่ที่มีคนเขียนถึง แพร่ภาพออกอากาศ หรือเปิดเผยต่อโลกด้วยวิธีการอื่นๆ เรื่องมีประมาณว่า หญิงสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งทำวิจัยชิมแปนซีในแอฟริกาและกลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการไพรเมตวิทยา แต่เธอทำได้อย่างไร ผู้หญิงที่มีความหลงใหลในสิงสาราสัตว์ แต่ไม่มีพื้นฐานการทำงานวิจัยอย่างเป็นทางการใดๆ สามารถโลดแล่นในโลกวิทยาศาสตร์และโลกของสื่อที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เพื่อสร้างการค้นพบมากมายในสายงานของเธอ และกลายเป็นคนดังระดับโลกในขบวนการเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ได้อย่างไร ต่อไปนี้คือคำตอบ เจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพราะภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิสกูดดอลล์กับชิมแปนซีป่า (Miss Goodall and the Wild Chimpanzees) ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 1965 เธอไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้นานมากแล้ว แต่ผมกำลังเปิดให้เธอดูบนแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ นักไพรเมตวิทยาวัย 83 ปีในปีนี้ กำลังพินิจพิจารณาตัวเธอเองตอนอายุ 28 ปี สาวน้อยเจนในจอภาพกำลังเดินป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่ากอมเบสตรีม (Gombe Stream Game […]

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เศษซากจากความเจริญรุ่งเรือง

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-Waste) หรือซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่าง ๆ ทั้งที่ใกล้หมดอายุการใช้งาน ล้าสมัย ในยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้พัฒนาระบบการสื่อสาร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Waste หรือ E-waste) คือ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่าง ๆ ทั้งที่ใกล้หมดอายุการใช้งาน ล้าสมัย และไม่เป็นที่ต้องการของเจ้าของอีกต่อไป ซึ่งกลายเป็นขยะถูกทิ้งหรือถูกส่งต่อไปยังสถานีรีไซเคิล ซาเล้ง หรือร้านรับซื้อของเก่า เพื่อนำไปคัดแยกชิ้นส่วนและกำจัดเศษซากของอุปกรณ์ที่เหลือ ในยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้พัฒนาระบบการสื่อสาร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะการเปลี่ยนถ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งยิ่งกว่าที่เคย ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขยะอิเล็กทรอนิกส์สามารถจำแนกออกเป็น 10 ประเภท ตามระเบียบ WEEE (Waste from Electronic and Electronic Equipment) ของสหภาพยุโรป ดังนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ภายในครัวเรือน เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องล้างจาน เป็นต้น เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กภายในครัวเรือน เช่น […]

ก๊าซธรรมชาติ พระเอกหรือวายร้าย

ก๊าซธรรมชาติ ทำให้บ้านเรือนอบอุ่น แต่หากปล่อยให้รั่วไหล จากบ่อขุดเจาะ หรือทวีปอาร์กติก ที่กำลังละลาย โลกทั้งใบคงร้อนขึ้น แสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงลอดผ่านดงสนสปรูซที่มีหิมะปกคลุมตามริมฝั่งทะเลสาบโกลด์สตรีมนอกเมืองแฟร์แบงส์ รัฐอะแลสกา เหนือท้องทะเลสาบ  แคทีย์  วอลเตอร์  แอนโทนี  นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยอะแลสกาแฟร์แบงส์  เพ่งมองแผ่นนํ้าแข็งสีดำคลํ้าใต้เท้าของเธอ  และพรายฟองสีขาวที่ถูกกักอยู่ข้างในซึ่งมีทั้งเล็กและใหญ่ซ้อนกันหลายชั้นแผ่ออกไปทุกทิศทาง  วอลเตอร์  แอนโทนีคว้าเหล็กเจาะนํ้าแข็งหนักอึ้ง  ขณะที่นักศึกษาปริญญาโทอีกคนจุดไม้ขีดรอไว้เหนือฟองอากาศขนาดใหญ่ฟองหนึ่ง  วอลเตอร์  แอนโทนีกระแทกเหล็กเจาะนํ้าแข็งลงไป ก๊าซที่พุ่งออกมาติดไฟพึ่บจนเธอผงะถอยหลัง “งานของฉันต้องบอกว่าเป็นเผือกร้อนดีๆ นี่เอง ก็เล่นกับไฟตลอดเวลานี่คะ” วอลเตอร์  แอนโทนีบอกทั้งรอยยิ้ม เปลวไฟยืนยันว่าพรายฟองเหล่านั้นคือมีเทน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของก๊าซธรรมชาติ  วอลเตอร์  แอนโทนี ใช้การนับและวัดเพื่อคะเนปริมาณก๊าซมีเทนที่ผุดขึ้นมาจากทะเลสาบนับล้านแห่งที่ตอนนี้กินพื้นที่เกือบหนึ่งในสามของภูมิภาคอาร์กติก  ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาทวีปอาร์กติกอบอุ่นขึ้นเร็วกว่าพื้นที่ส่วนอื่นของโลกอย่างมาก และเมื่อชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) ละลาย ทะเลสาบเดิมก็ขยายตัว  ขณะที่ทะเลสาบใหม่ๆก่อตัวขึ้น ฟองมีเทนผุดจากพื้นเลนก้นทะเลสาบในลักษณะที่ยากจะ ระบุปริมาณได้  ต้องรอให้นํ้าในทะเลสาบเริ่มจับตัวแข็งในฤดูใบไม้ร่วง  จึงพอจะเห็นภาพคร่าวๆของการปล่อยมีเทนจากทะเลสาบแต่ละแห่งได้ วอลเตอร์  แอนโทนีเดินบนนํ้าแข็งเหล่านั้น ไม่ว่าจะ เป็นในอะแลสกา  กรีนแลนด์  หรือไซบีเรีย  เธอเล่าว่า ทะเลสาบบางแห่งมี “จุดร้อน” ที่ฟองมีเทนหนาแน่นจนนํ้าไม่สามารถจับตัวแข็งได้  ทำให้เกิดเป็นโพรงเปิดขนาดใหญ่ “แต่ละวันโพรงเล็กๆ โพรงหนึ่งอาจปล่อยมีเทนมากถึง […]

ชีวิตกลางดงไฟและแก๊สพิษ ของคนงานเหมือง กำมะถัน คาวาอีเจียน

นับจากอดีต มนุษย์ประดิษฐ์ล้อเพื่อช่วยในการขนส่ง ทว่าในคาวาอีเจียน คนงานเหมือง กำมะถัน ยังคงพึ่งพาสองบ่าของตนเอง… อากาศเช้านี้สดใสพอสมควร เหมาะแก่การไปเยือนคาวาอีเจียน (Kawah Ijen) ณ เวลานี้ เรามองเห็นปล่องภูเขาไฟได้อย่างแจ่มชัด มวลควันอวลกลิ่น กำมะถัน ที่ปกคลุมหาได้บดบังความงามของทัศนียภาพที่ปรากฏแก่สายตาผู้มาเยือน อันที่จริงทะเลสาบสีฟ้าสดเหนือปากปล่องบอกเล่าเรื่องราวได้มากมาย ไกลออกไป แคลดีรา (caldera) หรือแอ่งภูเขาไฟขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขา แอ่งภูเขาไฟและทะเลสาบที่งดงามจนทำให้ใครหลายคนแทบลืมหายใจนี้ก่อตัวขึ้นจากการปะทุครั้งใหญ่ในสมัยไพลสโตซีน ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาไฟอีเจียนอันเก่าแก่และสูงเสียดฟ้าด้วยความสูงกว่า 3,500 เมตร ทุกวันนี้ภูเขาไฟเก่าแก่ลูกนี้ก็ยังมีพลังอยู่ ทำให้คาวาอีเจียนเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่มีฤทธิ์เป็นกรดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คาวาอีเจียนตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของเกาะชวาอินโดนีเซีย ประเทศที่รุ่มรวยไปด้วยภูเขาไฟมีพลังมากกว่า 100 ลูกกระจายอยู่ตามเกาะสำคัญต่าง ๆ นักเดินทางสามารถมาเยือนคาวาอีเจียนได้จากเมืองบอนโดโวโซ (Bondowoso) หรือบันยูวังกี (Banyuwangi) ในชวาตะวันออก แต่ส่วนใหญ่มักเลือกเส้นทางจากทางบอนโดโวโซ เพราะถนนหนทางสะดวกกว่า และยังเห็นทัศนียภาพของแอ่งภูเขาไฟได้ตลอดทางจนถึงเบสแคมป์ อีเจียน (Ijen) ตามรูปศัพท์มีความหมายว่า สงบวิเวกกระนั้น ภูเขาไฟลูกนี้หาได้อยู่เพียงลำพังหรือโดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะ ณ ปากปล่องภูเขาไฟยังมีผู้คนอีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้อง พวกเขาคือคนงานเหมืองกำมะถันผู้เริ่มต้นชีวิตที่นี่ตั้งแต่รุ่งสาง รถบรรทุกคันแรกมาถึงเบสแคมป์พร้อมคนงานเหมืองหลายสิบคนจากหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไป พวกเขากระโดดลงจากรถอย่างกระปรี้กระเปร่า เป็นสัญญาณว่าพร้อมเริ่มงาน แต่ละคนเร่งรุดไปยังเพิงพักเพื่อหยิบตะกร้า ก่อนเดินเรียงแถวมุ่งหน้าสู่ปล่องภูเขาไฟ คนงานบางคนคุยกันไปพลาง […]