เกาะชวา อินโดนีเซีย ชะตากรรมแผ่นดินจมทะเล - National Geographic Thailand

เกาะชวา อินโดนีเซีย กับชะตากรรมแผ่นดินจมทะเล

ขณะที่ชายฝั่งทางเหนือของ เกาะชวา ในอินโดนีเซีย ค่อยๆ จมหาย ผู้คนต้องดิ้นรนเพื่อปกป้องบ้านเรือนและประวัติศาสตร์ของตนจากชะตากรรมเดียวกัน

เกาะชวา – เพื่อฝังศพให้แม่เฒ่ามุกมีนาห์ เมื่อปีที่แล้ว พวกเขาต้องใช้เรือพายขนดินเข้ามา สุสานจมอยู่ใต้นํ้าในหมู่บ้านติมบุลสโลโก  ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงจาการ์ตา  เมืองหลวงของอินโดนีเซีย  ไปทางตะวันออก ราว 400 กิโลเมตร  ในแผนที่ หมู่บ้านยังดูเหมือนอยู่บน ชายฝั่งทางเหนือของจังหวัดชวากลาง  แต่ในระยะหลัง  ผืนดินโดยรอบถูกทะเลชวากลืนกินไปแล้ว  และสุสานซึ่งอยู่นอกหมู่บ้านเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ก็จมอยู่ใต้นํ้า

นํ้าขึ้นพรวดๆ ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมานี่เอง ชายฝั่งทางเหนือของเกาะชวากำลังจมลง  ขณะที่ระดับทะเลสูงขึ้น  ในจาการ์ตา  ที่ดินมากถึงร้อยละ 40  อยู่ตํ่ากว่าระดับทะเล  แต่เดอมักรีเจนซี  หรืออำเภอเดอมัก ที่หมู่บ้านติมบุลสโลโกตั้งอยู่  เป็นพื้นที่หนึ่งที่เผชิญปัญหาหนักหนาที่สุด

ขณะที่ภาวะโลกร้อนทำให้ระดับทะเลทั่วโลก สูงขึ้นปีละประมาณ 3.5 มิลลิเมตร  ผืนดินที่นี่จมลงมากถึง 10 เซนติเมตร  ในแต่ละปี  เดอมักสูญเสียที่ดินกว่า 2,500 ไร่  หรือราวร้อยละ 0.5 ของที่ดินทั้งหมด

เกาะชวา
หลังนํ้าขึ้นเต็มที่เอ่อท่วม หมู่บ้านปูรโวซารีตีมูร์ เมื่อปี 2020  ตูราดี  วัย 54 ปี  ก็ถมดินเพื่อยกพื้นบ้านขึ้นสูง
ในหมู่บ้านเกษตรกรรมอย่างติมบุลสโลโกที่เคยมีทุ่งนาล้อมรอบ ชาวบ้านสร้างทางเดินไม้ยกพื้นไว้เดินตอนนํ้าขึ้น “เราไม่รู้ว่ามันจะอยู่ได้นานเท่าไรครับ”  อาชาร์ ผู้นำหมู่บ้าน  บอก  “ปีหน้ามันอาจพังก็ได้” ชายฝั่งแถบนี้ทรุดตัวลงถึงปีละ 10 เซนติเมตร  ส่วนหนึ่งเพราะการสูบนํ้าบาดาลขึ้นมาใช้

ตอนนี้ “แผ่นดินใหญ่” อยู่ห่างออกไปกว่า 1.5 กิโลเมตรและต้องพายเรือไป  ส่วนในบ้าน  พวกเขาต้องถมหรือยกพื้นสูงขึ้นมาถึง 180 เซนติเมตร  และเดินค้อมตัว ไปมาใต้เพดานที่ตํ่ากว่าปกติใน “บ้านคนแคระ”  ตามที่พวกเขาเรียก  ชาวบ้านราว 170 ครอบครัวจากทั้งหมดกว่า 400 ครอบครัวที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่พากันย้ายออกไปแล้ว สุสานเป็นหนึ่งในสิ่งท้ายๆ ที่เชื่อมโยงชาวบ้านเหล่านี้กับประวัติศาสตร์ของตน

ทุกวันนี้ เดอมักรีเจนซีมีผู้อยู่อาศัยราว 1.2 ล้านคน คิดเป็นเศษเสี้ยวของประชากรในจาการ์ตา  แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบห้า  ที่นี่เป็นรัฐสุลต่านอิสระหรือรัฐอิสลามแห่งแรกบนเกาะชวา  และครองอำนาจแถบชายฝั่งทางเหนือ

ถนนนอร์ทโคสต์  ซึ่งรัฐบาลอาณานิคมดัตช์สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบเก้าตามความยาวของเกาะชวา  ตัดผ่านเดอมัก และยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่มีรถบรรทุกแล่นผ่านชั่วโมงละ 400 คัน  แต่นํ้าที่เอ่อท่วมตามนํ้าขึ้นลงทำให้เกิดนํ้าท่วม ซํ้าซาก  สร้างความเสียหายมหาศาล

นํ้าท่วมมีสาเหตุหลายประการ  และข้อมูลดาวเทียมก็ชี้ว่า  ชวากลางสูญเสียที่ดินไปแล้วร่วม 50,000 ไร่  ในจำนวน นี้ 13,750 ไร่อยู่ในเดอมัก  ระดับทะเลสูงขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อนคือปัจจัยหนึ่ง  แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือแผ่นดินทรุด

สำหรับคนที่ไม่มีเงินสร้างบ้านใหม่  การยกของขึ้นสูงคืออีกทางหนึ่งในการอยู่กับนํ้าท่วมซํ้าซาก มาชูรี  วัย 52 ปี  เป็นคนรักดนตรีในติมบุลสโลโก ที่บางครั้งก็ช่วยสร้างความบันเทิงในงานฉลองของหมู่บ้าน
ถนนหลักนอกหมู่บ้าน เบอโดโนในเดอมักรีเจนซี มีนํ้าท่วมขังเวลานํ้าขึ้นเต็มที่  เด็กๆ ในหมู่บ้านจึงนั่งแพไปโรงเรียนบน แผ่นดินใหญ่  ชาวบ้านเบอโดโนกว่าครึ่งละทิ้งบ้านเกิดและย้ายไปอยู่ในพื้นที่สูงกว่านี้

แอรอน  เมลต์ซเนอร์  นักธรณีวิทยา  อธิบายว่า  ที่ราบชายฝั่งทางเหนือของชวาประกอบด้วยตะกอนนํ้าพาหนาหลายสิบเมตรที่สะสมตัวตลอดหลายพันปีจากแม่นํ้าที่ไหลมาจากเทือกเขาบนเกาะ  ตะกอนเหล่านี้ถูกนํ้าหนักของตัวมันเองกดทับจนจมลง

“นี่เป็นกระบวนการธรรมชาติมากๆครับ”  เมลต์ซเนอร์ บอกและเสริมว่า  “แต่เพราะแม่นํ้าพัดพาตะกอนมามากขึ้นเรื่อยๆ  ขณะตะกอนที่มีอยู่เดิมอัดตัวลง  โคลนเลนก็ทับถมด้านบนมากขึ้น  ทำให้ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่นํ้าสูงพ้นนํ้า” อย่างน้อยที่สุดนั่นคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้น  และขณะที่แม่นํ้าต่างๆ เอ่อล้นตลิ่งในฤดูนํ้าหลากประจำปีและร่องนํ้าแปรเปลี่ยนไปมาบนเลนนุ่มๆ  ตะกอนเหล่านี้ก็แผ่ไปทั่วที่ราบแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม  นํ้าท่วมคุกคามเมืองยุคใหม่ๆ  ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้า  ชาวดัตช์สร้างคลอง  คันกั้นนํ้าและประตูนํ้า  เพื่อป้องกันนํ้าท่วมในเมืองสำคัญหลายแห่ง โดยเฉพาะจาการ์ตาและซมารัง  เมืองหลวงของชวากลาง ทุกวันนี้  คันกั้นนํ้าและตลิ่งคอนกรีตป้องกันแม่นํ้าเอ่อท่วมได้ก็จริง  แต่ขณะเดียวกันก็กีดขวางไม่ให้แม่นํ้านำพาตะกอนมาเติมในที่ราบด้วย  ตะกอนจึงสะสมตัวอยู่ตามก้นแม่นํ้าหรือไม่ก็ไหลออกสู่ทะเลโดยตรง  นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชายฝั่งทางเหนือกำลังจมลง

“ถึงระดับทะเลจะไม่สูงขึ้น  แต่ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าเราบังคับทิศทางไหลของแม่นํ้าต่างๆ  และกันไม่ให้มันเปลี่ยนทางได้  ก็เท่ากับแทรกแซงกระบวนการธรรมชาติแล้วครับ”  เมลต์ซเนอร์บอก

เฮรี อันเดรียส นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีบันดุง ผู้ศึกษาชายฝั่งที่กำลังจมตัว  บอกว่า  ปัจจัยอีกประการที่เกิดขึ้นคือ  การสูบนํ้าบาดาลขนานใหญ่  ซึ่งส่งผลให้ตะกอนอัดตัวเร็วขึ้น

รถบรรทุกราวชั่วโมงละ 400 คันแล่นผ่านเดอมัก บนจาลูร์ปันตูรา  หรือถนนนอร์ทโคสต์  เส้นเลือดหลักที่รัฐบาลอาณานิคมดัตช์ สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบเก้า  ทุกวันนี้  ถนนสายนี้ถูกนํ้าท่วมเป็นประจำ ทางการจังหวัดชวากลางมีแผนสร้างทางยกระดับยาว 27 กิโลเมตร  เพื่อเป็นกำแพงกันคลื่นที่จะปกป้องแผ่นดินด้านหลังได้  แต่ไม่รวมหมู่บ้านริมทะเลจำนวนมาก
17 สิงหาคม ปี 2021 เป็นวันครบรอบ 76 ปีที่อินโดนีเซียประกาศเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ เด็กๆ ในติมบุลสโลโกแข่งกันปีนเสาลื่นๆ ที่เรียกว่า ปันยัตปีนัง โดยทีมที่แตะธงบนยอดเสาก่อนจะได้รางวัลก่อนนํ้าท่วม  เสาต้นนี้เคยตั้งตรงบนพื้นดินแห้งๆ

รัฐบาลท้องถิ่นของจังหวัดชวากลางและองค์กรเอกชนต่างๆ พยายามป้องกันชายฝั่งกัดเซาะมาตลอดสิบปี  โดยอ้างว่าได้ปลูกพรรณไม้ป่าชายเลนกว่าสามล้านต้นบนพื้นที่กว่า 2,250 ไร่มาตั้งแต่ปี 2011  เพื่อกันคลื่นและกระแสนํ้า  โดยมีแผนปลูกป่าครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4,600 ไร่ ภายในปี2023

ขณะเดียวกัน องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำงานกับชาวประมงท้องถิ่นในเขตซายุงก็ปักรั้วไม้ไผ่ยาวหลายกิโลเมตรนอกชายฝั่งเป็นกำแพงกันคลื่นให้นํ้าผ่านได้ เพื่อดักตะกอนที่คลื่นพัดขึ้นมา โดยเฉพาะในช่วงพายุมรสุม กำแพงกันคลื่นนี้มีราคาถูกและมุ่งใช้งานชั่วคราว คือ ดักตะกอนไว้พอให้พรรณไม้ป่าชายเลนได้หยั่งรากเท่านั้น แต่กลับพังง่ายและมักต้องซ่อมแซมบ่อยครั้ง“

เรายังไม่เห็นผลของวิศวกรรมชายฝั่งนี้เลยครับ” ฟาโดลี ชาวประมงวัย 36 ปีที่องค์กรเอกชนแห่งหนึ่งจ้างให้ดูแลรักษากำแพงกันคลื่นในหมู่บ้านเบอโดโน บอก “เรายัง ไม่เห็นตะกอนสะสมตัวที่นี่ เพราะกระแสนํ้าซัดอยู่ตลอด”

เพื่อนบ้านช่วยครอบครัว ไกลานีในหมู่บ้านติมบุลสโลโกขนเครื่องเรือนขึ้นเรือ  เพื่อย้ายไปยังบ้านใหม่ที่อยู่สูงขึ้น ครอบครัวซึ่งย้ายมาที่นี่เมื่อปี1983  เสียที่ดินเพาะปลูกไปแล้ว  ทุกวันนี้พวกเขาหาเลี้ยงชีพด้วยการขายผลไม้บนแผ่นดินใหญ่
เดือนพฤษภาคม ปี 2021 หนึ่งวันก่อนวันหยุดอีดิลฟิฏรี  หรือวันออกศีลอด ชาวบ้านติมบุลสโลโกไปเยี่ยมสุสานบรรพบุรุษที่ถูก นํ้าท่วม  การสูญเสียที่ดินคุกคามบ้านเรือนและการดำรงชีวิตของพวกเขา รวมถึงความผูกพันกับผู้คนที่พวกเขารักใคร

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดีโปเนอโกโรในซมารังทดสอบ วิธีป้องกันชายฝั่งอื่นๆ เมื่อปี 2012 ชาวบ้านติมบุลสโลโกสร้างกำแพงกันคลื่นด้วยกรวยคอนกรีตตลอดแนวชายฝั่งเดิม 150 เมตร ภายในสองปี มีตะกอนสะสมตัวหลังกำแพงมาก พอให้พรรณไม้ป่าชายเลนเติบโต โดยปัจจุบันสูงถึงสามเมตร

แต่คอนกรีตแพงเกินกว่าจะใช้แก้ปัญหาระดับใหญ่ได้ เดนนี นูโกรโฮ ซูเกียนโต ศาสตราจารย์ด้านสมุทรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยดีโปเนอโกโร บอก ในบริเวณที่คลื่นตํ่าพอ เขาสนับสนุนให้ใช้กำแพงกันคลื่นแบบนํ้าไหลผ่านได้ ซึ่งทำจากไม้ไผ่และท่อพีวีซีที่ทนกว่าไม้ไผ่และต้นทุนไม่สูงนัก

แต่เขาเสริมว่า “เราไม่ได้แก้ปัญหาแผ่นดินทรุด ฉะนั้น ต่อให้ทำกำแพงกันคลื่นมากแค่ไหน ก็แก้ปัญหาไม่สำเร็จหรอกครับ”

รัฐบาลกลางกำลังสร้างทางหลวงกึ่งกำแพงกันคลื่นจาก ซมารังถึงเดอมัก ระยะทาง 27 กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเชิงกลยุทธ์ที่จะรักษาทรัพย์สินและเขตอุตสาหกรรมสำคัญ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2024 แต่นั่นจะปกป้องได้แค่บางส่วนของสองหมู่บ้านเท่านั้น และสร้างความคับแค้นใจให้ชาวบ้านในหมู่บ้านนอกกำแพงกันคลื่นอย่างติมบุลสโลโกและซายุงที่รู้สึกว่าชุมชนของตนถูกทิ้งให้จมหายไป

ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ทางการเดอมักจัดสรรงบประมาณให้ติมบุลสโลโกจ้างรถขุดตักดินเลนจากก้นทะเลมาถมสุสานให้สูงขึ้น 1.5 เมตร  ทำให้ตอนนี้เดินถึงได้แม้ยามนํ้าขึ้นเต็มที่  ในภาพนี้  ซุนดารี วัย 48 ปี  กำลังสวดภาวนาหน้าหลุมศพสามี

ผู้ว่าราชการจังหวัดชวากลาง กันยาร์ ปราโนโว ชาย วัย 53 ปี ผู้มีรูปร่างสูง ผมสีดอกเลา และรอยยิ้มแบบเด็กๆ ยอมรับว่าแผนการดังกล่าวมีข้อจำกัด เขาบอกว่า รัฐบาลก็แค่ไม่มีเงินพอจะสร้างกำแพงกันคลื่นใหญ่กว่านี้แบบที่เนเธอร์แลนด์ทำเพื่อปกป้องชายฝั่งให้ได้มากกว่านี้ จะต้องมีสถานีสูบนํ้าขนาดใหญ่เพื่อสูบนํ้าท่วมขังหลังกำแพงออกไป ระบบดังกล่าวจะต้องมีการซ่อมบำรุงอย่างต่อเนื่อง เขาบอกว่า รัฐบาลไม่มีเงินทำเช่นนั้น

แล้วคนในหมู่บ้านที่ถูกนํ้าท่วมหมู่บ้านที่ตอนนี้เข้าถึงได้ เฉพาะช่วงเวลานํ้าลงเต็มที่ด้วยทางเดินไม้ยกพื้นแคบๆ หมู่บ้านที่ชาวบ้านต้องนั่งเอาเท้าแช่นํ้าอยู่ในบ้านของตัวเอง ควรทำอย่างไร

“วิธีสุดท้ายคือโยกย้ายไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยกว่าครับ” ปราโนโว ผู้คาดว่าจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซียในปี2024 บอก “หรือถ้าพวกเขายืนยันจะอยู่ที่นั่น ก็ต้องปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม เช่น สร้างบ้านใต้ถุนสูง แต่ถ้าอยากได้ที่ดินคืนมาเหมือนในอดีต นั่นเป็นไปไม่ได้ครับ ตอนนี้มันจมไปแล้ว”

เรื่อง อาดี เรนัลดี
ภาพถ่าย อาจิ สตยาวัน

ติดตามสารคดี รอวันแผ่นดินกลืนหาย ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกรกฎาคม 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/549797


อ่านเพิ่มเติม น้ำท่วม 2554 บทเรียน วิกฤต และทางออก

เรื่องแนะนำ

จากเชี่ยวหลานถึงแม่วงก์ : การลุกฮือเพื่อปกป้องป่า

“ในความรู้สึกของผม เราไม่ต้องมาเถียงกันหรอกว่า เราจะใช้ป่าไม้อย่างไร เพราะมันเหลือน้อยมากจนไม่ควรใช้ จึงควรจะรักษาส่วนนี้เอาไว้” – สืบ นาคะเสถียร ไม้ใหญ่ยืนต้นตายเป็นหย่อม ๆ ท่ามกลางผืนนํ้าสีดำเวิ้งว้างในหุบเขา คือภาพจำของผมเกี่ยวกับเขื่อนเชี่ยวหลาน (หรือชื่อทางการคือเขื่อนรัชชประภา) ผมมีโอกาสเดินทางไปที่นั่นครั้งแรกในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของมูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร เมื่อปี พ.ศ. 2539 พร้อมกับวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งในเวลานั้นเป็นบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี โดยควบตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรด้วย ครั้งนั้น เราเดินทางไปมอบเงินช่วยเหลือให้ครอบครัวเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เพิ่งถูกยิงเสียชีวิต หลังจากที่มูลนิธิตั้งกองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า 10 ปีก่อนหน้านั้น ตอนที่ยังไม่มีเขื่อนกั้นขวางลำนํ้า “เชี่ยวหลาน” เป็นชื่อแก่งกลางนํ้าบริเวณคลองแสงที่มีนํ้าไหลเชี่ยว ตั้งอยู่ระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงและอุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นป่าดิบที่ราบตํ่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด พอมีการสร้างเขื่อนและกักเก็บนํ้าเมื่อ พ.ศ. 2529 ป่าสมบูรณ์ผืนนี้จึงจมอยู่ใต้บาดาลตลอดกาล และทิ้งให้สัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 338 ชนิดต้องติดอยู่ตามเกาะแก่งน้อยใหญ่ภายในอ่างเก็บนํ้า ในตอนนั้น สืบ นาคะเสถียร ต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าจากโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ครั้งแรกของเมืองไทย พูดได้ว่าการทำงานในคราวนั้นเป็นครั้งแรก ๆ ที่สังคมไทยเห็นสืบ นาคะเสถียร ในฐานะข้าราชการนํ้าดีที่ทำงานแบบถวายชีวิตช่วยเหลือสัตว์ป่า ผ่านทางรายการ ส่องโลก สารคดีโทรทัศน์ของสันติธร […]

สารอันทรงพลังจากชายผู้นี้จะปลุกให้คุณลุกขึ้นมาช่วยโลก

ในขณะที่ประชากรมนุษย์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มตามเช่นกัน เมื่อเร็วๆ นี้ ผลการศึกษาพบว่า 3 ใน 4 ของพื้นผิวโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบและแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ ในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ Prince Ea ศิลปินและนักพูดจะปลุกให้คุณอยากลุกขึ้นมาปกป้องโลกใบนี้ ด้วยถ้อยคำอันทรงพลังของเขา ที่แสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาอันสั้นของมนุษย์ที่เพิ่งถือกำเนิดมา เมื่อเทียบกับอายุขัยของโลก พวกเราได้ทำลายและมีส่วนต้องรับผิดชอบกับสิ่งแวดล้อมมากมายขนาดไหน เมื่อความท้าทายอันยิ่งใหญ่ไม่ใช่แค่เราจะแก้ไขปัญาสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร แต่ยังรวมถึงจะสร้างอนาคตของโลกที่ยั่งยืนเพื่อลูกหลานของเราอย่างไรด้วย   อ่านเพิ่มเติม : พลังของมนุษยชาติ, คืนป่าให้ชีวิต ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาดของมนุษย์กับธรรมชาติ

Prato เมืองเล็กในอิตาลี ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนด้วยการรีไซเคิลเสื้อผ้าจากทั่วโลก

Prato เมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของอิตาลี ถูกขนานนามว่าเมืองหลวงแห่งการรีไซเคิลเสื้อผ้าจากแฟชั่นเหลือใช้ ด้วยธุรกิจสิ่งทอรีไซเคิลกว่า 3,500 แห่ง สร้างเม็ดเงินกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ ค.ศ. 2000 ถึง ค.ศ. 2015 ในขณะที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นหนึ่งในห้า การผลิตเสื้อผ้าก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตามรายงานของมูลนิธิ Ellen MacArthur โดยเป็นผลจากการเกิดขึ้นของ ‘Fast Fashion’ หรือรูปแบบการผลิตเสื้อผ้าที่เน้นความรวดเร็ว ในราคาต่ำที่สุด เพื่อให้ผู้ซื้อไม่รู้สึกเสียดายเงินที่จะใส่แค่ไม่กี่ครั้ง แล้วทิ้งไปซื้อตัวใหม่ต่อไป ในแต่ละปีมีเสื้อผ้าถูกผลิตขึ้นบนโลกมากกว่า 150,000 ล้านชิ้น กระบวนการผลิตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงประมาณ 1.2 พันล้านตันในทุก ๆ ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่า Carbon Footprint ของเที่ยวบินระหว่างประเทศและขนส่งทางทะเลรวมกัน นอกจากนี้อุตสาหกรรมสิ่งทอยังเป็นตัวการสร้างน้ำเสียถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากอุตสาหกรรมทั้งหมดในโลก ไม่ใช่แค่การผลิตเท่านั้นที่ทำให้เกิดความเสียหาย การทิ้งเสื้อผ้าสิ่งทอก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งกว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอถูกจัดให้เป็นอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก (รองจากอุตสาหกรรมน้ำมัน) ด้วย ‘วัฒนธรรมใส่แล้วทิ้ง’ ของเราที่เพิ่มมากขึ้น แต่ละปีจึงมีเสื้อผ้าสภาพดีจำนวนมหาศาลถูกทิ้งขว้าง ทั้งที่เพิ่งถูกสอยลงจากราวแขวนในห้างสรรพสินค้าได้ไม่นาน ผลพวงจากกระบวนการทิ้งเสื้อผ้ามหาศาลนี้ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3.3 […]

การประมงเกินขนาด สร้างหายนะให้ทะเลอย่างไร

การประมงเกินขนาด ส่งผลให้ความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลกำลังถูกทำลาย ด้านบรรดาผู้นำโลกพบเจออุปสรรคในการวางมาตรการป้องกัน การประมงเกินขนาด (overfishing) ซึ่งเป็นการทำประมงเกินอัตราที่ปลาจะเพิ่มประชากรมาแทนที่ได้อย่างสมดุลสร้างความกังวลแก่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญมานับทศวรรษแล้ว อย่างไรก็ตามเหล่าผู้นำโลกยังไม่มีข้อตกลงที่แน่ชัดในการจัดการต่อปัญหานี้ การตกปลามากเกินนำไปสู่ความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมประมงเอง และนักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าปัญหานี้อาจพัฒนาเป็นวิกฤตได้ในไม่ช้า อะไรที่ทำให้เกิด การประมงเกินขนาด ปรากฏการณ์ของ การประมงเกินขนาด มีมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่สหรัฐอเมริกาจากการล่าวาฬในบริเวณทะเลตื้น สเตลวาเกน (Stellwegen Bank) นอกชายฝั่งคาบสมุทรเคป (Cape Cod) ซึ่งประชากรวาฬจำนวนมากถูกฆ่าและสกัดไขมันวาฬไปทำน้ำมันสำหรับตะเกียงไฟ การทำประมงมากเกินไปเริ่มขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในหลายประเทศเริ่มผลักดันให้อาหารจากการประมงมีความมั่นคงและทั่วถึงต่อประชากร เงินอุดหนุนและนโยบายต่างๆ จากรัฐบาลทำให้อุตสาหกรรมการประมงขนาดใหญ่เติบโตอย่างรวดเร็วและแทนที่การประมงท้องถิ่นที่เคยเป็นผู้ผลิตหลัก เทคโนโลยีและกลวิธีการจับปลาพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ปลาถูกจับมากขึ้นเรื่อยๆ ผลผลิตทางการประมงจึงมีความหลากหลายและเข้าถึงง่ายอย่างที่หลายคนคุ้นชินอย่างปัจจุบัน ในปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) มีปลาจำนวนกว่า 90 ล้านตันถูกจับในมหาสมุทร ซึ่งนั่นถือเป็นจุดสูงสุดของอุตสาหกรรมประมง จำนวนปลาที่จับได้ในแต่ละปีมีจำนวนคงที่หรือลดลงตั้งแต่นั้นมา ปลาที่เป็นที่นิยมบางสายพันธุ์เช่นปลาหัวเมือก (Orange Roughy) และปลาทูน่ายักษ์ (Bluefin Tuna) เริ่มขาดตลาดเนื่องจากประชากรปลาลดลงอย่างเฉียบพลัน ข้อมูลในปี 2003 คาดการณ์ว่าปลาใหญ่ในมหาสมุทรเช่นปลาค็อดบางสายพันธุ์ (codfish) และฉลามมีจำนวนเหลือเพียงแค่ร้อยละ 10 หากเทียบจำนวนกับช่วงก่อนอุตสาหกรรมประมงรุ่งเรือง ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ […]