เกาะชวา อินโดนีเซีย ชะตากรรมแผ่นดินจมทะเล - National Geographic Thailand

เกาะชวา อินโดนีเซีย กับชะตากรรมแผ่นดินจมทะเล

ขณะที่ชายฝั่งทางเหนือของ เกาะชวา ในอินโดนีเซีย ค่อยๆ จมหาย ผู้คนต้องดิ้นรนเพื่อปกป้องบ้านเรือนและประวัติศาสตร์ของตนจากชะตากรรมเดียวกัน

เกาะชวา – เพื่อฝังศพให้แม่เฒ่ามุกมีนาห์ เมื่อปีที่แล้ว พวกเขาต้องใช้เรือพายขนดินเข้ามา สุสานจมอยู่ใต้นํ้าในหมู่บ้านติมบุลสโลโก  ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงจาการ์ตา  เมืองหลวงของอินโดนีเซีย  ไปทางตะวันออก ราว 400 กิโลเมตร  ในแผนที่ หมู่บ้านยังดูเหมือนอยู่บน ชายฝั่งทางเหนือของจังหวัดชวากลาง  แต่ในระยะหลัง  ผืนดินโดยรอบถูกทะเลชวากลืนกินไปแล้ว  และสุสานซึ่งอยู่นอกหมู่บ้านเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ก็จมอยู่ใต้นํ้า

นํ้าขึ้นพรวดๆ ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมานี่เอง ชายฝั่งทางเหนือของเกาะชวากำลังจมลง  ขณะที่ระดับทะเลสูงขึ้น  ในจาการ์ตา  ที่ดินมากถึงร้อยละ 40  อยู่ตํ่ากว่าระดับทะเล  แต่เดอมักรีเจนซี  หรืออำเภอเดอมัก ที่หมู่บ้านติมบุลสโลโกตั้งอยู่  เป็นพื้นที่หนึ่งที่เผชิญปัญหาหนักหนาที่สุด

ขณะที่ภาวะโลกร้อนทำให้ระดับทะเลทั่วโลก สูงขึ้นปีละประมาณ 3.5 มิลลิเมตร  ผืนดินที่นี่จมลงมากถึง 10 เซนติเมตร  ในแต่ละปี  เดอมักสูญเสียที่ดินกว่า 2,500 ไร่  หรือราวร้อยละ 0.5 ของที่ดินทั้งหมด

เกาะชวา
หลังนํ้าขึ้นเต็มที่เอ่อท่วม หมู่บ้านปูรโวซารีตีมูร์ เมื่อปี 2020  ตูราดี  วัย 54 ปี  ก็ถมดินเพื่อยกพื้นบ้านขึ้นสูง
ในหมู่บ้านเกษตรกรรมอย่างติมบุลสโลโกที่เคยมีทุ่งนาล้อมรอบ ชาวบ้านสร้างทางเดินไม้ยกพื้นไว้เดินตอนนํ้าขึ้น “เราไม่รู้ว่ามันจะอยู่ได้นานเท่าไรครับ”  อาชาร์ ผู้นำหมู่บ้าน  บอก  “ปีหน้ามันอาจพังก็ได้” ชายฝั่งแถบนี้ทรุดตัวลงถึงปีละ 10 เซนติเมตร  ส่วนหนึ่งเพราะการสูบนํ้าบาดาลขึ้นมาใช้

ตอนนี้ “แผ่นดินใหญ่” อยู่ห่างออกไปกว่า 1.5 กิโลเมตรและต้องพายเรือไป  ส่วนในบ้าน  พวกเขาต้องถมหรือยกพื้นสูงขึ้นมาถึง 180 เซนติเมตร  และเดินค้อมตัว ไปมาใต้เพดานที่ตํ่ากว่าปกติใน “บ้านคนแคระ”  ตามที่พวกเขาเรียก  ชาวบ้านราว 170 ครอบครัวจากทั้งหมดกว่า 400 ครอบครัวที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่พากันย้ายออกไปแล้ว สุสานเป็นหนึ่งในสิ่งท้ายๆ ที่เชื่อมโยงชาวบ้านเหล่านี้กับประวัติศาสตร์ของตน

ทุกวันนี้ เดอมักรีเจนซีมีผู้อยู่อาศัยราว 1.2 ล้านคน คิดเป็นเศษเสี้ยวของประชากรในจาการ์ตา  แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบห้า  ที่นี่เป็นรัฐสุลต่านอิสระหรือรัฐอิสลามแห่งแรกบนเกาะชวา  และครองอำนาจแถบชายฝั่งทางเหนือ

ถนนนอร์ทโคสต์  ซึ่งรัฐบาลอาณานิคมดัตช์สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบเก้าตามความยาวของเกาะชวา  ตัดผ่านเดอมัก และยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่มีรถบรรทุกแล่นผ่านชั่วโมงละ 400 คัน  แต่นํ้าที่เอ่อท่วมตามนํ้าขึ้นลงทำให้เกิดนํ้าท่วม ซํ้าซาก  สร้างความเสียหายมหาศาล

นํ้าท่วมมีสาเหตุหลายประการ  และข้อมูลดาวเทียมก็ชี้ว่า  ชวากลางสูญเสียที่ดินไปแล้วร่วม 50,000 ไร่  ในจำนวน นี้ 13,750 ไร่อยู่ในเดอมัก  ระดับทะเลสูงขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อนคือปัจจัยหนึ่ง  แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือแผ่นดินทรุด

สำหรับคนที่ไม่มีเงินสร้างบ้านใหม่  การยกของขึ้นสูงคืออีกทางหนึ่งในการอยู่กับนํ้าท่วมซํ้าซาก มาชูรี  วัย 52 ปี  เป็นคนรักดนตรีในติมบุลสโลโก ที่บางครั้งก็ช่วยสร้างความบันเทิงในงานฉลองของหมู่บ้าน
ถนนหลักนอกหมู่บ้าน เบอโดโนในเดอมักรีเจนซี มีนํ้าท่วมขังเวลานํ้าขึ้นเต็มที่  เด็กๆ ในหมู่บ้านจึงนั่งแพไปโรงเรียนบน แผ่นดินใหญ่  ชาวบ้านเบอโดโนกว่าครึ่งละทิ้งบ้านเกิดและย้ายไปอยู่ในพื้นที่สูงกว่านี้

แอรอน  เมลต์ซเนอร์  นักธรณีวิทยา  อธิบายว่า  ที่ราบชายฝั่งทางเหนือของชวาประกอบด้วยตะกอนนํ้าพาหนาหลายสิบเมตรที่สะสมตัวตลอดหลายพันปีจากแม่นํ้าที่ไหลมาจากเทือกเขาบนเกาะ  ตะกอนเหล่านี้ถูกนํ้าหนักของตัวมันเองกดทับจนจมลง

“นี่เป็นกระบวนการธรรมชาติมากๆครับ”  เมลต์ซเนอร์ บอกและเสริมว่า  “แต่เพราะแม่นํ้าพัดพาตะกอนมามากขึ้นเรื่อยๆ  ขณะตะกอนที่มีอยู่เดิมอัดตัวลง  โคลนเลนก็ทับถมด้านบนมากขึ้น  ทำให้ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่นํ้าสูงพ้นนํ้า” อย่างน้อยที่สุดนั่นคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้น  และขณะที่แม่นํ้าต่างๆ เอ่อล้นตลิ่งในฤดูนํ้าหลากประจำปีและร่องนํ้าแปรเปลี่ยนไปมาบนเลนนุ่มๆ  ตะกอนเหล่านี้ก็แผ่ไปทั่วที่ราบแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม  นํ้าท่วมคุกคามเมืองยุคใหม่ๆ  ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้า  ชาวดัตช์สร้างคลอง  คันกั้นนํ้าและประตูนํ้า  เพื่อป้องกันนํ้าท่วมในเมืองสำคัญหลายแห่ง โดยเฉพาะจาการ์ตาและซมารัง  เมืองหลวงของชวากลาง ทุกวันนี้  คันกั้นนํ้าและตลิ่งคอนกรีตป้องกันแม่นํ้าเอ่อท่วมได้ก็จริง  แต่ขณะเดียวกันก็กีดขวางไม่ให้แม่นํ้านำพาตะกอนมาเติมในที่ราบด้วย  ตะกอนจึงสะสมตัวอยู่ตามก้นแม่นํ้าหรือไม่ก็ไหลออกสู่ทะเลโดยตรง  นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชายฝั่งทางเหนือกำลังจมลง

“ถึงระดับทะเลจะไม่สูงขึ้น  แต่ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าเราบังคับทิศทางไหลของแม่นํ้าต่างๆ  และกันไม่ให้มันเปลี่ยนทางได้  ก็เท่ากับแทรกแซงกระบวนการธรรมชาติแล้วครับ”  เมลต์ซเนอร์บอก

เฮรี อันเดรียส นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีบันดุง ผู้ศึกษาชายฝั่งที่กำลังจมตัว  บอกว่า  ปัจจัยอีกประการที่เกิดขึ้นคือ  การสูบนํ้าบาดาลขนานใหญ่  ซึ่งส่งผลให้ตะกอนอัดตัวเร็วขึ้น

รถบรรทุกราวชั่วโมงละ 400 คันแล่นผ่านเดอมัก บนจาลูร์ปันตูรา  หรือถนนนอร์ทโคสต์  เส้นเลือดหลักที่รัฐบาลอาณานิคมดัตช์ สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบเก้า  ทุกวันนี้  ถนนสายนี้ถูกนํ้าท่วมเป็นประจำ ทางการจังหวัดชวากลางมีแผนสร้างทางยกระดับยาว 27 กิโลเมตร  เพื่อเป็นกำแพงกันคลื่นที่จะปกป้องแผ่นดินด้านหลังได้  แต่ไม่รวมหมู่บ้านริมทะเลจำนวนมาก
17 สิงหาคม ปี 2021 เป็นวันครบรอบ 76 ปีที่อินโดนีเซียประกาศเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ เด็กๆ ในติมบุลสโลโกแข่งกันปีนเสาลื่นๆ ที่เรียกว่า ปันยัตปีนัง โดยทีมที่แตะธงบนยอดเสาก่อนจะได้รางวัลก่อนนํ้าท่วม  เสาต้นนี้เคยตั้งตรงบนพื้นดินแห้งๆ

รัฐบาลท้องถิ่นของจังหวัดชวากลางและองค์กรเอกชนต่างๆ พยายามป้องกันชายฝั่งกัดเซาะมาตลอดสิบปี  โดยอ้างว่าได้ปลูกพรรณไม้ป่าชายเลนกว่าสามล้านต้นบนพื้นที่กว่า 2,250 ไร่มาตั้งแต่ปี 2011  เพื่อกันคลื่นและกระแสนํ้า  โดยมีแผนปลูกป่าครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4,600 ไร่ ภายในปี2023

ขณะเดียวกัน องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำงานกับชาวประมงท้องถิ่นในเขตซายุงก็ปักรั้วไม้ไผ่ยาวหลายกิโลเมตรนอกชายฝั่งเป็นกำแพงกันคลื่นให้นํ้าผ่านได้ เพื่อดักตะกอนที่คลื่นพัดขึ้นมา โดยเฉพาะในช่วงพายุมรสุม กำแพงกันคลื่นนี้มีราคาถูกและมุ่งใช้งานชั่วคราว คือ ดักตะกอนไว้พอให้พรรณไม้ป่าชายเลนได้หยั่งรากเท่านั้น แต่กลับพังง่ายและมักต้องซ่อมแซมบ่อยครั้ง“

เรายังไม่เห็นผลของวิศวกรรมชายฝั่งนี้เลยครับ” ฟาโดลี ชาวประมงวัย 36 ปีที่องค์กรเอกชนแห่งหนึ่งจ้างให้ดูแลรักษากำแพงกันคลื่นในหมู่บ้านเบอโดโน บอก “เรายัง ไม่เห็นตะกอนสะสมตัวที่นี่ เพราะกระแสนํ้าซัดอยู่ตลอด”

เพื่อนบ้านช่วยครอบครัว ไกลานีในหมู่บ้านติมบุลสโลโกขนเครื่องเรือนขึ้นเรือ  เพื่อย้ายไปยังบ้านใหม่ที่อยู่สูงขึ้น ครอบครัวซึ่งย้ายมาที่นี่เมื่อปี1983  เสียที่ดินเพาะปลูกไปแล้ว  ทุกวันนี้พวกเขาหาเลี้ยงชีพด้วยการขายผลไม้บนแผ่นดินใหญ่
เดือนพฤษภาคม ปี 2021 หนึ่งวันก่อนวันหยุดอีดิลฟิฏรี  หรือวันออกศีลอด ชาวบ้านติมบุลสโลโกไปเยี่ยมสุสานบรรพบุรุษที่ถูก นํ้าท่วม  การสูญเสียที่ดินคุกคามบ้านเรือนและการดำรงชีวิตของพวกเขา รวมถึงความผูกพันกับผู้คนที่พวกเขารักใคร

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดีโปเนอโกโรในซมารังทดสอบ วิธีป้องกันชายฝั่งอื่นๆ เมื่อปี 2012 ชาวบ้านติมบุลสโลโกสร้างกำแพงกันคลื่นด้วยกรวยคอนกรีตตลอดแนวชายฝั่งเดิม 150 เมตร ภายในสองปี มีตะกอนสะสมตัวหลังกำแพงมาก พอให้พรรณไม้ป่าชายเลนเติบโต โดยปัจจุบันสูงถึงสามเมตร

แต่คอนกรีตแพงเกินกว่าจะใช้แก้ปัญหาระดับใหญ่ได้ เดนนี นูโกรโฮ ซูเกียนโต ศาสตราจารย์ด้านสมุทรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยดีโปเนอโกโร บอก ในบริเวณที่คลื่นตํ่าพอ เขาสนับสนุนให้ใช้กำแพงกันคลื่นแบบนํ้าไหลผ่านได้ ซึ่งทำจากไม้ไผ่และท่อพีวีซีที่ทนกว่าไม้ไผ่และต้นทุนไม่สูงนัก

แต่เขาเสริมว่า “เราไม่ได้แก้ปัญหาแผ่นดินทรุด ฉะนั้น ต่อให้ทำกำแพงกันคลื่นมากแค่ไหน ก็แก้ปัญหาไม่สำเร็จหรอกครับ”

รัฐบาลกลางกำลังสร้างทางหลวงกึ่งกำแพงกันคลื่นจาก ซมารังถึงเดอมัก ระยะทาง 27 กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเชิงกลยุทธ์ที่จะรักษาทรัพย์สินและเขตอุตสาหกรรมสำคัญ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2024 แต่นั่นจะปกป้องได้แค่บางส่วนของสองหมู่บ้านเท่านั้น และสร้างความคับแค้นใจให้ชาวบ้านในหมู่บ้านนอกกำแพงกันคลื่นอย่างติมบุลสโลโกและซายุงที่รู้สึกว่าชุมชนของตนถูกทิ้งให้จมหายไป

ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ทางการเดอมักจัดสรรงบประมาณให้ติมบุลสโลโกจ้างรถขุดตักดินเลนจากก้นทะเลมาถมสุสานให้สูงขึ้น 1.5 เมตร  ทำให้ตอนนี้เดินถึงได้แม้ยามนํ้าขึ้นเต็มที่  ในภาพนี้  ซุนดารี วัย 48 ปี  กำลังสวดภาวนาหน้าหลุมศพสามี

ผู้ว่าราชการจังหวัดชวากลาง กันยาร์ ปราโนโว ชาย วัย 53 ปี ผู้มีรูปร่างสูง ผมสีดอกเลา และรอยยิ้มแบบเด็กๆ ยอมรับว่าแผนการดังกล่าวมีข้อจำกัด เขาบอกว่า รัฐบาลก็แค่ไม่มีเงินพอจะสร้างกำแพงกันคลื่นใหญ่กว่านี้แบบที่เนเธอร์แลนด์ทำเพื่อปกป้องชายฝั่งให้ได้มากกว่านี้ จะต้องมีสถานีสูบนํ้าขนาดใหญ่เพื่อสูบนํ้าท่วมขังหลังกำแพงออกไป ระบบดังกล่าวจะต้องมีการซ่อมบำรุงอย่างต่อเนื่อง เขาบอกว่า รัฐบาลไม่มีเงินทำเช่นนั้น

แล้วคนในหมู่บ้านที่ถูกนํ้าท่วมหมู่บ้านที่ตอนนี้เข้าถึงได้ เฉพาะช่วงเวลานํ้าลงเต็มที่ด้วยทางเดินไม้ยกพื้นแคบๆ หมู่บ้านที่ชาวบ้านต้องนั่งเอาเท้าแช่นํ้าอยู่ในบ้านของตัวเอง ควรทำอย่างไร

“วิธีสุดท้ายคือโยกย้ายไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยกว่าครับ” ปราโนโว ผู้คาดว่าจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซียในปี2024 บอก “หรือถ้าพวกเขายืนยันจะอยู่ที่นั่น ก็ต้องปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม เช่น สร้างบ้านใต้ถุนสูง แต่ถ้าอยากได้ที่ดินคืนมาเหมือนในอดีต นั่นเป็นไปไม่ได้ครับ ตอนนี้มันจมไปแล้ว”

เรื่อง อาดี เรนัลดี
ภาพถ่าย อาจิ สตยาวัน

ติดตามสารคดี รอวันแผ่นดินกลืนหาย ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกรกฎาคม 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/549797


อ่านเพิ่มเติม น้ำท่วม 2554 บทเรียน วิกฤต และทางออก

เรื่องแนะนำ

ฝุ่นละออง PM 2.5 ภัยเงียบที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา

ฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน หรือเล็กเป็น 25 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์นี้ ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่พวกมันกำลังเป็นภัยร้ายขนาดใหญ่ที่คุกคามสุขภาพของผู้คนในหลายประเทศ

Imagine Maekha โปรเจกต์ฟื้นฟูคลองเชียงใหม่ที่ได้รับกลับมามากกว่าพื้นที่สีเขียว

การฟื้นฟูคลองแม่ข่า ไม่เพียงเพิ่มพื้นที่เชิงนิเวศให้เมืองเชียงใหม่ แต่ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าทั้งยังเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงผู้คนและสถานที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน คลองแม่ข่า มีความสำคัญต่อจังหวัดเชียงใหม่มาตั้งแต่สมัยอดีต เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำเลี้ยงที่ไหลผ่านใกล้กับตัวเมืองมากที่สุด บทบาทของมันคือ การเป็นน้ำใช้ การเป็นน้ำระบบที่แจกจ่ายสู่พื้นที่การเกษตร และการเป็นพื้นที่ป้องกันน้ำท่วม เวลามีน้ำหลากมาจากแม่น้ำปิง คลองแม่ข่าจะเป็นตัวตัดน้ำไม่ให้ไหลเข้าไปท่วมภายในตัวเมือง ซึ่งบทบาทสุดท้ายยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงในปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงความเป็นปัจจุบัน สังคมมนุษย์และเทคโนโลยีต่างพัฒนาขึ้น บทบาทของคลองแม่ข่าถูกลดทอนลง ไม่มีการใช้น้ำจากคลองแม่ข่าในการดำรงชีพเหมือนเมื่อก่อน ทางน้ำไม่ได้มีการกระจายตัว สาเหตุเพราะพื้นที่ทางการเกษตรโดยรอบต่างถูกปลูกทับด้วยอาคารบ้านเรือน อีกสิ่งหนึ่งคือการหายไปของพื้นที่หน่วงน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลงตามไปด้วย โครงสร้างระบบท่อระบายน้ำของเมือง เป็นสิ่งที่ถูกปลูกสร้างขึ้น เพื่อช่วยเหลือคลองแม่ข่า แต่ทว่าความช่วยเหลือนั้นกลับนำมาซึ่งผลเสียที่สร้างบาดแผลให้แก่คลองแม่ข่าไม่ใช่น้อย เมื่อโครงสร้างท่อระบายน้ำซึ่งไม่ใช่ระบบสมบูรณ์ เชื่อมกับคลองแม่ข่า ทันทีที่น้ำเสียไหลตามระบบไม่ได้ มันจะล้นลงสู่คลองแม่ข่า ทำให้คลองประวัติศาสตร์แห่งนี้กลายเป็นแหล่งรวมน้ำเสีย จึงเป็นที่มาของโครงการฟื้นฟูคลองแม่ข่า หรือ Imagine Maekha ได้เกิดขึ้นจากการร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคมและประชาชน เพื่อขับเคลื่อนคลองแม่ข่าและพื้นที่ต่อเนื่องคืนสู่ชีวิตอีกครั้ง เราจะไปคุยกับ ทนวินท วิจิตรพร สถาปนิกจากใจบ้านสตูดิโอ หนึ่งในขณะทำงานโครงการ เพื่อทำความเข้าใจอดีต ปัจจุบันและอนาคตของคลองเก่าแก่เส้นนี้แห่งเมืองเชียงใหม่ไปพร้อมกัน 01 โอกาสพัฒนาในปัญหา พื้นที่โดยรอบคลองแม่ข่าเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่ผู้คนไม่ได้เข้าถึงอย่างทั่วไป ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบมีความสมบูรณ์ทางนิเวศสูง เต็มไปด้วยแหล่งต้นไม้ใหญ่ นับเป็นบริเวณที่มีการกระจุกตัวของแหล่งต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุดในเขตเมือง […]

บางปะกง : สายใยชีวิตแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ

"บางปะกง : สายใยชีวิตแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ" การตระเวนถ่ายภาพพื้นที่ชุ่มน้ำในไทยและภูมิภาค เช่น แม่น้ำ บางปะกง นานกว่าทศวรรษ ทำให้ช่างภาพเข้าใจความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างสรรพสัตว์ ผู้คน และถิ่นอาศัย 

โตโน่ – ภาคิน กับภารกิจว่ายน้ำข้ามทะเล

“เมื่อผมรู้สึกได้ว่าอากาศและสิ่งแวดล้อมกำลังแย่ลง ผมจึงอยากช่วยเป็นหนึ่งเสียงที่ช่วยให้คนในสังคมสนใจเรื่องนี้” โตโน่ – ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ภายในอาคารของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระว่ายน้ำในร่มที่ใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมการว่ายทวนกระแสน้ำ ตั้งอยู่กลางโถงใหญ่ดูคล้ายฐานปฏิบัติการลับในภาพยนตร์ วันนี้ กองบรรณาธิการออนไลน์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย กำลังพูดคุยกับ โตโน่ นักร้อง นักแสดง และล่าสุดเขาคือ ทูตแห่งมหาสมุทรเพื่อความยั่งยืนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากองค์การสหประชาชาติเพื่อมหาสมุทร (UN Ocean Conference) เขามาฝึกซ้อมว่ายน้ำที่นี่กับคุณครูและผู้ฝึกสอน เพื่อเตรียมตัวสู่โปรเจกต์ใหญ่ในชีวิต ONE MAN & THE SEA หนึ่งคนว่าย หลายคนช่วย บรรยากาศสบายและเป็นกันเองภายในห้องควบคุมบริเวณด้านบนของสระน้ำ โตโน่เล่าย้อนไปถึงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เขาลงมือทำมาเป็นเวลาหนึ่งปี “โครงการเก็บรักษ์” เป็นกิจกรรมที่เขาได้เริ่มมองเห็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และตระหนักว่า ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมกำลังขยายวงกว้างออกไป “ผมเห็นว่าทะเลกำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาขยะ ซึ่งทะเลเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพชีวิต แต่ก็เป็นปลายทางของขยะด้วยเช่นกัน” โตโน่บอกและเสริมว่า “กิจกรรมการว่ายน้ำครั้งนี้จึงน่าจะเป็นตัวเชื่อมโยง และเป็นกระบอกเสียงหนึ่ง ที่สร้างความตระหนักให้กับทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น” คุณคิดว่า ตัวคุณเองได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไร จนทำให้คุณต้องลุกขึ้นมาทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม จากชีวิตประจำวันก็คงเป็นเรื่อง PM2.5 สภาพภูมิอากาศที่ร้อนและยาวนานขึ้น และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นทุกวัน เช่นกรณีอุทกภัยครั้งล่าสุดที่อุบลราชธานี […]