เมืองหลวงของอินโดนีเซีย จาการ์ตา กำลังจมทะเล รัฐบาลจะแก้ปัญหาได้หรือไม่

เมืองหลวงของอินโดนีเซีย จาการ์ตา กำลังจมทะเล รัฐบาลจะแก้ปัญหาได้หรือไม่

อินโดนีเซียวางโครงการขนาดใหญ่ เพื่อฟื้นฟูกรุง จาการ์ตา โดยเฉพาะ แต่การย้ายเมืองหลวงแห่งนี้ไปเกาะอื่นและการสร้างกำแพงยักษ์ล้อมรอบเมืองจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ หากยังมองข้ามต้นเหตุที่ยังซุกเอาไว้

ณ กรุง จาการ์ตา กำแพงกั้นน้ำทะเลเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถป้องกันชุมชนต่าง ๆ ทางตอนเหนือของเมืองจากน้ำที่กำลังเอ่อท่วมได้ กำแพงสูงราวสองเมตรนี้เป็นโครงการของรัฐบาลอินโดนีเซียซึ่งจัดตั้งในปี พ.ศ. 2545 โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อประวิงเวลาให้ประชากรในเมืองได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขโดยไม่ต้องกังวลถึงปัญหาสภาพแวดล้อมที่กำลังแย่ลงเนื่องจากพื้นที่ของเกาะแห่งนี้กำลังทรุดตัวและจมลงจากระดับน้ำทะเลซึ่งสูงขึ้นทุกปี ในปัจจุบันนี้นอกจากปัญหาน้ำท่วมจากน้ำทะเลหนุนสูงแล้วยังมีอีกหลายพื้นที่ในจาการ์ตาที่ต้องเผชิญกับอุทกภัยรุนแรงอยู่เป็นระยะ

เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อวันที่ 1 มกราคม ปี 2563 หนึ่งในน้ำท่วมครั้งที่รุนแรงที่สุดของจาการ์ตาซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 66 คน น้ำที่ท่วมสูงทำให้ผู้คนไม่สามารถสัญจรโดยใช้ยานพาหนะตามปกติได้
ผู้อยู่อาศัยในเขตเปซังกราฮังทางตอนตะวันตกของจาการ์ตาขณะรอให้น้ำลด น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปี 2563 นี้ก่อให้เกิดความเสียหายกว่า 70 ล้านดอลลาร์

ด้วยเหตุนี้ในปี พ.ศ. 2562 ประธานาธิบดีโจโค วิโดโดจึงประกาศว่าจะย้ายเมืองหลวงของอินโดนีเซียจากกรุงจาการ์ตาบนเกาะชวาไปยังเมืองจะที่สร้างขึ้นใหม่ ณ เกาะบอร์เนียว หากรัฐบาลย้ายเมืองหลวงและทอดทิ้งเมืองที่กำลังจมแห่งนี้ไป ประชากรกว่า 10 ล้านคนที่ยังอาศัยอยู่บนเกาะจะทำอย่างไร

แม้จะมีโครงการขยายเขตกำแพงกั้นน้ำทะเลและโครงการสร้างเกาะเทียมบริเวณอ่าวจาการ์ตาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่งบประมาณสำหรับทั้งสองโครงการนี้ยังไม่ถูกกำหนดอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้เกิดแผ่นดินทรุดหรือการขาดแคลนน้ำซึ่งนำไปสู่การสูบน้ำบาดาลมาใช้มากเกินไปก็ยังถูกซุกไว้ใต้พรม ผืนดินที่ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 สร้างความกังวลอย่างมากให้แก่ชาวบ้านที่อาศัยใกล้บริเวณชายฝั่งเนื่องจากระดับน้ำทะเลนั้นสูงจนเกือบจะมิดกำแพงแล้ว นอกจากนี้ความเสียหายของกำแพง เช่น รอยแตกหรือรูที่ทำให้น้ำไหลซึมเข้ามา สร้างปัญหาให้กับผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ตลอดเวลา

ปัญหาที่ฝังรากลึก

หมู่บ้านประมงในย่านซีลินซิงทางตอนเหนือของจาการ์ตาเป็นทางที่แม่น้ำราวามาลังไหลเข้าสู่อ่าวจาการ์ตา โดยปกติแล้วพื้นที่นี้เป็นบริเวณที่น้ำมักจะท่วมในฤดูฝน แต่รัฐบาลได้แก้ปัญหาโดยการสร้างกำแพงตามแนวชายฝั่งเพื่อป้องกันคลื่นพายุซัดฝั่ง

ทำเลซึ่งตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากน้ำที่มีแม่น้ำถึง 13 สายไหลผ่านทำให้น้ำท่วมเป็นปัญหาคู่เมืองจาการ์ตามาหลายศตวรรษ เดิมทีบริเวณนี้เต็มไปด้วยป่าชายเลนที่ช่วยป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งได้เป็นอย่างดี ทว่าในช่วงที่ตกอยู่ใต้อาณานิคม ป่าเหล่านี้กลับถูกทำลายจนเหลือเพียงไม่กี่แห่งที่ยังสมบูรณ์อยู่

เมื่ออินโดนีเซียตกเป็นหนึ่งในอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2163 เจ้าของอาณานิคมหรือชาวดัตช์ก็เริ่มปรับเปลี่ยนเมืองหลวงแห่งนี้ให้มีรูปแบบคล้ายคลึงกับบ้านเมืองของตนโดยเริ่มวางผังเมืองใหม่ สร้างตึกที่ทันสมัย นอกจากนั้นยังขุดคลองเพื่อคุมทิศทางน้ำและป้องกันไม่ให้เกิดการท่วม

แม้การปรับปรุงเมืองนี้จะทำให้เมืองหลวงของอินโดนีเซียเป็นระบบระเบียบขึ้น แต่บรรดานักวิจัย อาทิ บอสมัน บาทูบารา นักศึกษาดุษฎีบัณฑิตจากสถาบัน IHE Delft Institute for Water Education กลับมองว่าคลองเหล่านี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปัญหาแผ่นดินทรุดเรื้อรังเนื่องจากเป็นการกันไม่ให้ตะกอนใหม่ที่ลอยมาตามแม่น้ำจับตัวและสร้างชั้นดินใหม่ขึ้น เดิมทีดินบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เกิดจากการทับถมของตะกอนมาเป็นเวลานานมักจะทรุดตัวหากไม่มีดินชั้นใหม่ทับถมไปเรื่อยๆ การปรับปรุงเมืองจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นดินในเมืองแห่งนี้ทรุดตัวเร็วขึ้น

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลท้องถิ่นของอินโดนีเซียได้เริ่มโครงการฟื้นฟูจาการ์ตาโดยเริ่มจากการวางแผนโครงสร้างแม่น้ำใหม่ การลดจำนวนสลัม การสร้างเขื่อนกั้นน้ำ และการขุดลอกคลองเพื่อการน้ำระบายที่ดีขึ้น จะเห็นได้ว่าโครงการที่เพิ่งเกิดไม่นานนี้คล้ายคลึงกับการปรับปรุงเมืองของชาวดัตช์ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมายตามมา นี่จึงเป็นสาเหตุที่ไม่ว่ารัฐบาลจะหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร น้ำจากทั้งแม่น้ำและทะเลก็ยังคงเอ่อท่วมในบางพื้นที่ของเมืองอยู่

รัฐบาลท้องถิ่นจาการ์ตาพยายามสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ชายฝั่ง และเมื่อโครงการนี้เสร็จสิ้น กำแพงเหล่านี้จะทอดตัวยาวกว่า 32 กิโลเมตร แม้จะกันน้ำทะเลไม่ให้ซัดเข้าบ้านประชาชนได้แต่ด้วยพื้นดินบริเวณชายฝั่งที่ทรุดตัวลงเรื่อยๆ โครงการนี้จะเป็นเพียงโครงการที่แก้ปัญหาได้ชั่วคราวเท่านั้น ภาพโดย ANTON RAHARJO, PACIFIC PRESS, LIGHTROCKET, GETTY IMAGES
คนงานขณะกำลังขุดลอกคลองที่แม่น้ำชีลีวุงไหลผ่านในเดือนพฤศจิกายนเพื่อเตรียมรับมือกับฤดูฝนที่จะมาถึง
ภาพโดย JOSHUA IRWANDI

ปัจจุบัน อัตราการจมกรุงจาการ์ตาอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง อัตราการทรุดตัวของแต่ละพื้นที่รุนแรงไม่เท่ากัน พื้นที่ทางตอนเหนือเป็นบริเวณที่มีการทรุดตัวมากที่สุดโดยแผ่นดินทรุดลงมากถึง 28 เซนติเมตรต่อปี กล่าวได้ว่าตอนนี้ ร้อยละ 40 ของเมืองจาการ์ตาอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำ ดร.เฮนดริคัส ซีมาร์มาทา อาจารย์สาขาวิชาสถาปัตยกรรมผังเมือง มหาวิทยาลัยอินโดนีเซียได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “จาการ์ตาเป็นเมืองที่มีพร้อมทุกอย่างครับ ที่นี่เป็นศูนย์กลางในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการศึกษา  เศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือแม้แต่ความบันเทิงต่างๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจาการ์ตาพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งจนกลายเป็นมหานครก็จริง ทว่าสิ่งเดียวที่เมืองนี้หลงลืมไปคือการพัฒนาระบบเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อม”

ชาวประมงขณะขนลังปลา ณ ท่าเรือมัวราอังเกในตอนเหนือของจาการ์ตา พื้นที่นี้เป็นหนึ่งในบริเวณที่ผืนดินทรุดตัวลงมากที่สุดและมีน้ำท่วมมากที่สุด ชาวประมงเหล่านี้ต่างกังวลว่ามาตรการป้องกันชายฝั่งที่รัฐบาลวางแผนไว้จะจำกัดการเข้าถึงทะเลซึ่งพื้นที่หากินของพวกเขา
มัสยิดวาลาดูนาในมัวราบารูทางตอนเหนือของจาการ์ตาซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลเข้าท่วมพื้นที่ชายฝั่งตั้งแต่ปี 2543 จนกลายเป็นพื้นที่รกร้างเนื่องจากไม่สามารถใช้งานได้

ปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาด

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผืนดินของจาการ์ตาทรุดตัวคือการสูบน้ำบาดาลจำนวนมหาศาลมาใช้โดยไร้การควบคุม ประชากรในเมืองนี้สามารถเข้าถึงระบบน้ำประปาได้ไม่ถึงหนึ่งล้านครัวเรือนหรือไม่ถึงหนึ่งในสี่ของจำนวนผู้อยู่อาศัยทั้งหมด กล่าวได้ว่าประชากรส่วนใหญ่ในจาการ์ตาใช้น้ำบาดาลเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้การสูบน้ำบาดาลมาใช้จึงไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายเพียงแต่ผู้ที่ใช้ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐ อย่างไรก็ดี รัฐบาลท้องถิ่นจาการ์ตากลับไม่สามารถควบคุมการเก็บภาษีนี้ได้เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่มักจะเลี่ยงภาษีโดยการลักลอบสูบน้ำมาใช้แทนการทำแบบถูกต้องตามที่รัฐกำหนด

นักวิจัยซึ่งค้นคว้าเกี่ยวกับสาเหตุของน้ำท่วมในจาการ์ตาให้ข้อมูลว่าหลุมยุบจากการสูบน้ำบาดาลนั้นเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร เริ่มจากจำนวนไม่ถึง 400 หลุมในปี พ.ศ. 2511 เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 3600 หลุมในปี พ.ศ. 2541และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และในปัจจุบันมีการสูบน้ำบาดาลเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถระบุจำนวนหลุมที่แน่ชัดได้ นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2544 ยังมีนักวิจัยอิสระท่านหนึ่งประเมินว่าประชากรในจาการ์ตาใช้น้ำใต้ผืนดินไปมากกว่า ร้อยละ 64 แล้ว โอกาสที่น้ำบาดาลจะหมดไปจากเมืองนี้จึงค่อนข้างสูงเนื่องจากมีบริเวณที่ฝนจะซึมลงสู่พื้นดินได้น้อย น้ำฝนส่วนใหญ่จึงไหลลงสู่ทะเล

ด้วยเหตุนี้เมื่อปี พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมาอานีส์ บาสเวดัน นายกเทศมนตรีของกรุงจาร์กาตาจึงประกาศห้ามไม่ให้มีการสูบน้ำบาดาลไปใช้ในตึกหรืออาคารที่มีพื้นที่มากกว่า 5,000 ตารางเมตร โดยเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป นอกจากนี้เขายังระบุว่าภายในปี พ.ศ. 2573 จาการ์ตาจะมีน้ำประปาใช้ทั่วเมือง ทว่าขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นและสำเร็จได้อย่างไร

ในหมู่บ้านแถบชายฝั่งทางเหนือของจาการ์ตานั้นยังไม่มีน้ำประปาใช้ คนในหมู่บ้านจึงต้องเจาะหลุมลึกกว่า 150 เมตรเพื่อสูบน้ำบาดาลมาใช้ ซึ่งอาร์ตี อาสตาตี หัวหน้าชุมชนมัวราอังเกให้สัมภาษณ์ว่าการขุดน้ำบาดาลหนึ่งหลุมนั้นเพียงพอต่อการใช้สำหรับ 50 ครัวเรือนเท่านั้น ทางเลือกอื่นนอกจากการสูบน้ำเองคือการซื้อน้ำบาดาลจากนอกจาการ์ตามาใช้ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้คนในชุมชน ด้วยเหตุนี้เองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาผู้คนในเขตมัวราอังเกจึงออกไปประท้วงหน้าสำนักนายกเทศมนตรีเพื่อเรียกร้องให้มีระบบน้ำประปาในทุกพื้นที่ “เราต้องรอให้ฝนตกก่อนถึงจะมีน้ำไว้อาบ มีน้ำไว้ซักผ้า” หนึ่งในผู้ประท้วงกล่าวด้วยความคับข้องใจ

การจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนขณะเคลื่อนตัวผ่านสุสานเมนเท็งปูโลทางตอนใต้ของจาการ์ตา นอกจากปัญหาน้ำท่วมแล้วเมืองนี้ก็ยังประสบกับปัญหามลพิษทางอากาศเนื่องจากมีจำนวนยานพาหนะมากกว่า 20 ล้านคัน

เมกะโปรเจกต์

ในช่วงหลายปีมานี้ จาการ์ตากลายเป็นสมรภูมิแห่งการเลือกตั้งเนื่องจากการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีประจำเมืองนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีของประเทศได้ เพื่อชิงตำแหน่งสำคัญนี้ ผู้สมัครจึงมักจะหยิบยกประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ หรือน้ำท่วมเฉียบพลันมาใช้หาเสียงและให้คำมั่นว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ได้ ทว่าปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้ภายใต้วาระดำรงตำแหน่งเดียว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร คณะเทศมนตรีจะเปลี่ยนไปกี่ชุด ปัญหาก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา รัฐบาลอินโดนีเซียและรัฐบาลท้องถิ่นจาการ์ตาได้ร่วมมือกันเพื่อวางแผนป้องกันชายฝั่งของเมืองจากน้ำทะเลที่รุกคืบ โดยหลังผ่านการพิจารณาและแก้ไขอยู่หลายครั้งเมกะโปรเจกต์นี้ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยจะแบ่งออกเป็นสองระยะด้วยกัน ในระยะแรกจะมีการสร้างกำแพงยาวกว่า 46 กิโลเมตรตามแนวชายฝั่งจาการ์ตาซึ่งขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วประมาณ 13 กิโลเมตร และคาดว่าจะเร่งดำเนินการต่อให้แล้วเสร็จในปี 2566 ส่วนในระยะที่สองนั้นจะมีการสร้าง “กำแพงทะเลยักษ์” บริเวณนอกชายฝั่งของอ่าวจาการ์ตา ซึ่งโครงการกำแพงยักษ์นี้มีอีกหนึ่งโครงการย่อยที่จะสร้างพร้อมกันคือการสร้างเกาะเทียมยาวต่อกันกว่า 32 กิโลเมตรเพื่อเป็นตัวเสริมในการป้องกันคลื่นพายุซัดฝั่งและเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในเมืองจาการ์ตา โดยเกาะเทียมเหล่านี้จะเป็นพื้นที่สำหรับสร้างที่อยู่อาศัย อ่างเก็บน้ำ ทางด่วน เส้นทางรถไฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อีกมากมาย

เมกะโปรเจกต์นี้ได้รับคำวิจารณ์อย่างล้นหลาม โดยหนึ่งในนั้นมีความเห็นว่าโครงการนี้อาจปิดกั้นแม่น้ำทั้ง 13 สายและเปลี่ยนอ่าวจาร์กาตาให้เป็นอ่าวน้ำเสีย นอกจากนี้พาริด ริดวานุดดิน ผู้จัดการโครงการเกี่ยวกับทะเลและชายฝั่งจากสถาบัน Indonesian Forum for Environment (WALHI) ยังลงความเห็นไว้ว่าถึงจะทำสำเร็จจาการ์ตาก็จะจมลงเรื่อยๆ อยู่ดี เพราะโครงการเหล่านี้มองข้ามสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เมืองจม รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูชายฝั่งทะเลด้วยการปลูกป่าชายเลนและปรับปรุงพื้นที่ริมแม่น้ำด้วยการลดความแออัดของบ้านเรือนในบริเวณนี้ลง เขามีความเห็นว่า “การแก้ปัญหาที่มีมานานด้วยโครงการที่ช่วยได้เพียงชั่วคราวนั้นเป็นโครงการที่ผลาญงบประมาณจำนวนมากโดยใช่เหตุ”

คำวิจารณ์เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เนื่องจากเมกะโปรเจกต์นี้ประมาณการค่าใช้จ่ายในการสร้างไว้ถึง 20,000 – 58,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจำนวนอาจจะเปลี่ยนแปลงในอนาคตและรัฐบาลท้องถิ่นจาการ์ตาก็ยังไม่สามารถหาเงินทุนมาสร้างกำแพงยักษ์นี้ต่อได้ ขณะนี้กำแพงทะเลยักษ์อยู่ในขั้นตอนการออกแบบโดยเนเธอร์แลนด์และเกาหลีใต้ให้คำมั่นว่าจะช่วยสมทบทุนประมาณ 18 ล้านดอลลาร์สำหรับการศึกษาการออกแบบและความเป็นไปได้ของกำแพงนี้  อย่างไรก็ดี รัฐบาลอินโดนีเซียยังไม่มีเงินทุนมากพอที่จะประกาศวันเริ่มก่อสร้างโครงการนี้

รัฐบาลอินโดนีเซียวางแผนจะสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ขึ้นบนพื้นที่ป่าเพื่ออุตสาหกรรมกระดาษทางตะวันออกของจังหวัดคาลิมันทันบนเกาะบอร์เนียว ป่านี้คือสภาพของพื้นที่ก่อนที่การเริ่มสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่จะเริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม ปี 2565

การย้ายเมืองหลวงและผู้คนที่ถูกทอดทิ้ง

รัฐบาลอินโดนีเซียได้ลงมติให้ย้ายเมืองหลวงไปยังเกาะบอร์เนียวเพื่อแก้ปัญหาแผ่นดินที่ทรุดลงอย่างต่อเนื่องในจาการ์ตา โดยโครงการนี้จะเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้และคาดว่าเมืองหลวงแห่งใหม่จะเสร็จสิ้นภายในปี 2588 รัฐบาลต้องการจะสร้างเมืองแห่งใหม่ให้เป็น “เมืองที่เป็นมิตรสำหรับทุกคน” และเป็นเมืองที่รวมศูนย์กลางทางอุตสาหกรรม ธุรกิจ และการศึกษาไว้ในที่เดียว สำหรับค่าใช้จ่ายนั้นทางรัฐบาลคาดการณ์ไว้ประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์ โดยจะใช้งบประมาณของประเทศ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจเอกชน

ดร.เฮนดริคัส ซีมาร์มาทา เองก็คิดว่าการย้ายเมืองหลวงถือเป็นตัวเลือกที่ดี เขาแนะนำว่า “จาการ์ตาควรใช้แผนการที่เคร่งครัดในการปรับปรุงเมือง ยอมละทิ้งความเจริญบางอย่าง และหันมาเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น” ในทำนองเดียวกันเฮนรี่ วาร์ชีลา นักวิจัยประจำศูนย์สังคมและวัฒนธรรม สำนักงานวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติอินโดนีเซียก็เห็นด้วยกับโครงการนี้ เขากล่าวว่า “สิ่งเดียวที่จาการ์ตาจะสูญเสียคือสถานะของการเป็นเมืองหลวงเท่านั้น แต่สิ่งที่จะตามมาคือการฟื้นฟูเมืองให้เกิดเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจหรือการพักผ่อนหย่อนใจ”

วิวตึกระฟ้ากลางจาการ์ตาจากหมู่บ้านเมลายู หมู่บ้านแออัดริมแม่น้ำชีลีวุง หนึ่งในแม่น้ำ 13 สายที่ไหลผ่านตัวเมืองจาการ์ตา มหานครที่สร้างบนพื้นที่ปากแม่น้ำแห่งนี้กำลังจมลงอย่างรวดเร็วและมักจะมีน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง

การย้ายเมืองหลวงเป็นความหวังใหม่ของผู้คนในจาการ์ตา แต่สำหรับชนพื้นเมืองในเกาะบอร์เนียวนั้นความหวังนี้เปรียบเสมือนภัยคุกคาม พวกเขาต่างกลัวว่าความเจริญที่กำลังจะก่อตัวขึ้นภายในเกาะจะทำลายผืนดิน ผืนป่า และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของพวกเขา ด้วยเหตุนี้เองช่วงปีที่ผ่านมาชนพื้นเมืองจึงออกมาประท้วงเป็นระยะ ขณะที่ประชากรที่อาศัยอยู่ในจาการ์ตาจำนวนไม่น้อยเห็นด้วยกับโครงการนี้ พวกเขาต่างก็ลงความเห็นว่าการย้ายเมืองหลวงไปเกาะบอร์เนียวจะช่วยแบ่งเบาภาระด้านความแออัดและมลพิษให้กับเกาะแห่งนี้

อย่างไรก็ดี พาริด ริดวานุดดิน กลับมีความคิดที่ต่างออกไป เขามองว่าการย้ายเหมืองหลวงเป็นเพียงการย้าย “วิกฤติทางนิเวศวิทยา” ไปไว้ที่อื่น และเขายังคงยืนยันว่า “จาการ์ตาจะถูกทิ้งให้จมลงไปเรื่อยๆ โดยไร้ซึ่งแผนที่จะฟื้นฟูเมืองอย่างจริงจัง” เช่นเดียวกับที่ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทางเหนือของเมืองซึ่งเป็นพื้นที่แผ่นดินทรุดอย่างรุนแรง พวกเขาไม่สนใจว่าเมืองหลวงจะย้ายไปอยู่เกาะใดและไม่คิดจะย้ายออกจากบ้านของตนเองแม้ว่าบริเวณที่พวกเขาอาศัยอยู่จะเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ สิ่งที่ผู้ที่อาศัยในพื้นที่นี้ต้องการไม่ใช่เมืองแห่งใหม่ แต่เป็นการดำเนินชีวิตโดยไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะท่วมเมื่อไร

เรื่อง อาดี เรนาลดี

ภาพโดย โจชัว อีระวันดี, VII Mentor Program

แปล พรรณทิพา พรหมเกตุ

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม เกาะชวา อินโดนีเซีย กับชะตากรรมแผ่นดินจมทะเล

เรื่องแนะนำ

น้ำประปาเค็ม จากผลกระทบของน้ำทะเลหนุน

ในช่วงนี้ การประปานครหลวงเปิดเผยว่า เกิดสถานการณ์ น้ำประปาเค็ม ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกมีค่าความเข้มข้นของคลอไรด์สูงกว่าค่ามาตรฐานน้ำประปาดื่มได้ ซึ่งกำหนดให้น้ำประปามีปริมาณคลอไรด์ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีช่วงเวลาเกิดน้ำประปาเค็ม 6-12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากนำไปบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีอาการบางประการ เช่น โรคไต หรือความดันโลหิตสูง น้ำประปาเค็ม มีสาเหตุมาจากแหล่งน้ำดิบที่นำมาใช้ผลิตน้ำประปาถูกน้ำทะเลรุกล้ำ เนื่องจากภาวะภัยแล้งที่ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำมีไม่เพียงพอในการผลักดันน้ำเค็ม เมื่อน้ำทะเลรุกล้ำขึ้นมาถึงจุดที่มีการผันน้ำเข้าคลองประปา จึงทำให้น้ำดิบที่เข้าสู่ระบบผลิตน้ำประปามีค่าความเข้มข้นของคลอไรด์สูงกว่าปกติ ซึ่งระบบการผลิตน้ำประปาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปนั้นไม่สามารถกำจัดคลอไรด์ในน้ำได้ จึงทำให้เกิดภาวะ “น้ำประปาเค็ม” น้ำประปาเค็มจะพบได้บ่อยครั้งในช่วงฤดูแล้ง และจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงเวลาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเขตศูนย์สูตรมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติตั้งแต่ 0.5 ºC ขึ้นไป ส่งผลให้เกิดพายุฝนที่รุนแรงบริเวณชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ ในขณะที่ประเทศที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก อาทิ ประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ไทย จะเกิดความแห้งแล้งมากผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ภาวะน้ำประปาเค็มมักพบได้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่นี้รับน้ำประปาจากโรงงานผลิตน้ำประปา 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตน้ำสามเสน โรงงานผลิตน้ำบางเขน และโรงงานผลิตน้ำธนบุรี ภายใต้การดูแลของการประปานครหลวง […]

Explorer Awards 2019: ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

“เราสามารถมองเห็นความวิเศษของโลกทั้งใบได้ในเม็ดทราย อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นไหม งานที่เราทำคือการพาไปให้เห็นความวิเศษนั้น  ทุกคนมีความสามารถที่จะเห็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติได้อยู่แล้ว” รู้จักกับ ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ นักสำรวจผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการเรียนรู้ กิจกรรม และตัวหนังสือ ในนามมูลนิธิโลกสีเขียว

บรรดาสัตว์น้ำในท้องทะเลกำลังสูญพันธุ์เร็วกว่าที่คิด

ดูเหมือนว่า บรรดาสัตว์เลือดเย็นใต้ทะเลสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างขมขื่น   เพราะอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ บรรดา สัตว์น้ำ จึงอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อกว่าสูญพันธุ์ยิ่งกว่าสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน นี่คือข้อสรุปจากการศึกษาสายพันธุ์สัตว์น้ำเลือดเย็นกว่า 400 ชนิด เนื่องจากบรรดา สัตว์น้ำ แทบไม่มีทางเลือกที่จะหลบหนีไปจากอุณหภูมิของน้ำที่กำลังสูงขึ้นมากนัก พวกมันจึงมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์มากเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับสัตว์ที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน คือข้อสรุปจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature เมื่อวันพุธที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา การศึกษาครั้งนี้นำโดยเหล่านักวิจัยจากมหาวิทยาลัย New Jersey’s Rutgers ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการเปรียบเทียบผลกระทบของอุณหภูมิของมหาสมุทรและพื้นดินที่สูงขึ้นกับบรรดาสัตว์เลือดอุ่นและสัตว์เลือดเย็น ตั้งแต่ปลา มอสลัสก์ (mollusks – สัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง มีลำตัวนิ่ม เช่น หอย ปลาหมึก) ไปจนถึงสัตว์เลื้อยคลานและแมลงปอ งานวิจัยก่อนหน้ากล่าวว่า สัตว์เลือดอุ่นนั้นสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าสัตว์เลือดเย็น แต่การศึกษานี้กลับเน้นไปที่ความเสี่ยงของบรรดาสัตว์ทะเล เนื่องจากมหาสมุทรนั้นดูดซึมความร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ เป็นเหตุให้น้ำอยู่ในจุดที่อุ่นที่สุดในรอบทศวรรษ “ตามประวัติศาสตร์ บรรดาสัตว์น้ำอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากขนาดนี้ ตอนนี้เหมือนกับสัตว์น้ำกำลังเดินผ่านตรงช่องแคบของภูเขาแล้วเจอกับอุณหภูมิหน้าผาที่พาให้มันร่วงหล่นไปยังอีกด้าน” มาลิน พินสกี นักนิเวศวิทยาและนักพัฒนาการชีวภาพ ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยนี้ กล่าว ช่วงของอุณหภูมิที่ปลอดภัย (Thermal safety margins) นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณ ช่วงของอุณหภูมิที่ปลอดภัย […]

สำรวจโลก: ยุคน้ำแข็งของแอฟริกา

ทุ่งน้ำแข็งทางตอนเหนือของคิลีมันจาโร ในแทนซาเนีย อาจมีอายุเก่าแก่ถึง 10,000 ปี ในสมัยยุคน้ำแข็ง การจะหาคำตอบนี้ต้องเริ่มจากการเก็บตัวอย่างชั้นน้ำแข็งจากภูเขาที่สูงที่สุดในแอฟริกา