ลูก เพนกวินจักรพรรดิ นับพันตัวกำลังหายไป เพราะแผ่นน้ำแข็งที่กำลังละลาย

ลูกเพนกวินนับพันตัวกำลังหายไปเพราะแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาละลาย

ลูก เพนกวินจักรพรรดิ นับพันตัวต้องจมน้ำไปหลังจากที่แผ่นน้ำแข็งที่พวกมันเติบโตมาละลายเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย

งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal Antarctic Science เปิดเผยว่า นิคมที่อยู่อาศัยของ เพนเกวินจักรพรรดิ ที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกกำลังละลาย พร้อมกับลูกนกเพนเกวินที่หายไปหลังจากแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาเริ่มแตกกระจาย

หลังจากหายนะการพังทลายของแผ่นน้ำแข็ง Halley Bay ซึ่งเคยเป็นนิคมที่อยู่อาศัยของเพนกวินจักรพรรดิที่ใหญ่ที่สุดในปี 2016 ก็ไม่พบว่ามีนกเพนกวินขยายพันธุ์ในพื้นที่ตรงนั้นอีก

นอกจากนี้ หลังจากผ่านมา 3 ปี นกเพนกวินเหล่านี้ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ในการสร้างประชากรขึ้นมาใหม่อีกครั้งเช่นกัน

เพนกวินจักรพรรดิ
เพนกวินจักรพรรดิทั้งลูกเพนกวินและรุ่นโตเต็มวัยรวมกลุ่มกันในธันวาคม ปี 2013 ในนิคมที่อยู่อาศัยของเพนกวินบริเวณ Ragnhild ของแอนตาร์กติกาที่เพิ่งถูกค้นพบ (ในขณะนั้น) ในการเยี่ยมเยือนครั้งที่สอง ทีมงานจากมูลนิธิพื้นที่ขั้วโลกระหว่างประเทศ (International Polar Foundation)ได้ประมาณว่ามีเพนกวินอยู่บริเวณนี้ราว 15,000 ตัว ภาพถ่ายโดย INTERNATIONAL POLAR FOUNDATION

โดยปกติแล้ว เพนกวินจักรพรรดิ ราว 15,000-24,000 คู่ จะไปยังจุดผสมพันธุ์ที่ Halley Bay ซึ่งคิดเป็นจำนวนร้อยละ 5-9 ของจำนวนเพนกวินทั้งโลก แต่ทว่าในปัจจุบัน ไม่มีเพนกวินจักรพรรดิไปที่นั่นอีกแล้ว ตามคำกล่าวของนักเหล่าวิทยาศาสตร์จาก British Antarcic Survey ซึ่งพวกเขาค้นพบปรากฏการณ์น่าเศร้านี้จากภาพถ่ายทางอากาศเพื่อสำรวจประชากรเพนกวิน

“ผมไม่เคยเห็นความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ของเพนกวินแบบนี้มา 60 ปีแล้ว” ฟิล ทราธาน หัวหน้านักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ (conservation biology) ของ British Antarcic Survey ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยนี้ กล่าว

เพนกวินจักรพรรดิต้องการแผ่นน้ำแข็งที่แข็งแรงมั่นคงเพื่อขยายพันธุ์ โดยพวกมันจะเดินทางมาที่แผ่นน้ำแข็งในเดือนเมษายน ก่อนที่ลูกเพนกวินจะเกิดในเดือนธันวาคม

โดยเพนกวินจักรพรรดิเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีน้ำหนักมากถึง 40 กิโลกรัม มีอายุขัยราว 20 ปี หลังจากผสมพันธุ์ ฟักไข่ และพ่อกับแม่เพนกวินผลัดกันเลี้ยงลูกนกที่เกิดใหม่แล้ว พวกมันจะย้ายถิ่นไปตรงพื้นที่ทะเลเปิด

โดยในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา Halley Bay ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีแผ่นน้ำแข็งมั่นคงแข็งแรง แต่เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2016 ได้มีพายุที่ผิดปกติพัดแผ่นน้ำแข็งจนแตกออก ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ลูกนกเพนกวินจะเกิด ผลกระทบและสิ่งที่ตามมาคืออาณานิคมเพนเกวินนี้แทบจะหายไปเกือบทั้งหมด

นิคมที่อยู่อาศัยของเพนกวินพังทลายลงไปเกือบร้อยละ 90

แม้ประชากรเพนกวินใน Halley Bay นั้นหายไปแล้ว แต่จำนวนเพนกวินที่นิคม Dawson-Lambton ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงนั้นกลับมาจำนวนมากขึ้น โดยเมื่อปี 2017 มีจำนวนเพนกวิน 11,117 คู่ และในปี 2018 มี 14,612 คู่ ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่า เพนกวินจักรพรรดิจำนวนมากย้ายไปอยู่ที่นั่นเพื่อมองหาสถานที่ขยายพันธุ์ที่ดีกว่า แม้สภาพแวดล้อมรอบตัวจะยังคงเปลี่ยนไปก็ตาม และตอนนี้ ทีมนักวิจัยก็ยังไม่ทราบว่าเหล่าเพนกวินได้มองหาสถานที่ทางเลือกอื่นๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสภาพแวดล้อมรอบตัวที่กำลังเปลี่ยนไปในขณะนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม จำนวนเพนกวินที่เพิ่มขึ้นในนิคม Dawson-Lambton ก็ไม่ได้ทดแทนจำนวนเพนกวินที่หายไปจากพื้นที่ Halley Bay ได้ทั้งหมด ดร.ทราธานกล่าวว่า “เพนกวินไม่ได้ย้ายไปที่ Dawson-Lambton ทุกตัวหรอกครับ”

เพนกวินจักรพรรดิ
ลูกเพนกวินจักรพรรดิเกาะกลุ่มกันเพื่อแลกเปลี่ยนอุณหภูมิในร่างกายที่แอนตาร์กติกา พวกมันเกิดในช่วงฤดูหนาว และโตเต็มวับในช่วงหน้าร้อนซึ่งแผ่นน้ำแข็งได้ละลาย และเริ่มหาปลาด้วยตัวเอง ภาพถ่ายโดย FRANK KAZUKAITIS

ผู้เขียนงานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจระยะไกล ดร. ปีเตอร์ เฟรตเวลล์ กล่าวว่า “เราได้ติดตามจำนวนประชากรในที่ตรงนี้และบริเวณนิคมที่อยู่อาศัยอื่นๆ ผ่านภาพถ่ายดาวเทียมคุณภาพสูง” และเสริมว่า “ภาพเหล่านี้แสดงให้เราเห็นถึงหายนะของความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ของเพนกวินเหล่านี้อย่างชัดเจน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเราได้ประมาณจากความหนาแน่นของประชากรเพนกวินทั้งที่อยู่ตัวเดียว และอยู่กันเป็นคู่เพื่อให้ได้ค่าประมาณการณ์ของขนาดของนิคมที่อยู่อาศัยของมัน”

“ความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ของเพนกวินในพื้นที่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” เขากล่าวทิ้งท้าย

นักวิจัยกล่าวโทษสภาพอากาศที่เลวล้ายซึ่งทำลายแผ่นน้ำแข็งที่เขื่อมต่อกับแผ่นดิน ซึ่งเป็นจุดที่เพนกวินขยายพันธุ์ ทำให้ลูกเพนกวินจำนวนมากหายไป ซึ่งแน่นอนว่าสภาพอากาศอันเลวร้ายนี้เป็นผลมาจากสภาพทวีปแอนตาร์กติกาที่กำลังอุ่นขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

เหล่านักวิจัยชี้แจงเพิ่มเติมว่าสัตว์สายพันธุ์นี้อาจสูญเสียจำนวนประชากรมากถึงร้อยละ 50-70 ในช่วงสิ้นศตวรรษนี้ถ้าแผ่นน้ำแข็งยังคงลดลงเนื่องจากภาวะโลกร้อนแบบนี้ต่อไป

แหล่งอ้างอิง

Antarctica: Thousands of emperor penguin chicks wiped out 

Thousands of baby penguins wiped out as Antarctic ice shelf collapses

World’s second largest emperor penguin colony ‘disappeared overnight’ with thousands of chicks wiped out


อ่านเพิ่มเติม แอนตาร์กติกา โลกที่อาจไม่มีวันหวนคืน

เรื่องแนะนำ

บันทึกอายุ 2,000 ปี บ่งชี้ถึงจำนวนลิงจมูกเชิดสีทองในอดีต

บันทึกทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นจำนวนประชากรของลิงจมูกเชิดสีทองที่มากมายในอดีต แต่ปัจจุบันพวกมันมีสถานะใกล้สูญพันธุ์

พบกับนักรณรงค์สิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์จากทั่วโลก

นักเรียนและผู้ประท้วงนับพันคนรวมตัวกันที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ในการเดินขบวนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีการจัดขึ้นทั่วโลก การเดินขบวนมีจุดประสงค์ให้มีการออกมาตรการจัดการวิกฤตด้านภูมิอากาศ ภาพถ่ายโดย JENNY EVANS, GETTY IMAGES โลกในอนาคต คือเป็นพันธกิจของคนรุ่นใหม่ที่ต้องร่วมกันสร้างสรรค์ นี่คือเรื่องราวและแนวคิดจากนัก รณรงค์สิ่งแวดล้อม รุ่นเยาว์ทั่วโลก เพราะกลุ่มคนรุ่นใหม่คือผู้ที่ต้องรับภาระดูแลโลกต่อไปในอนาคต ดังนั้นจึงเกิดกระแสการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในบรรดาเด็กๆ และหนุ่มสาวที่เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังส่งผลรุนแรงขึ้นทุกขณะ พวกเขาเรียกร้องให้บรรดาผู้ใหญ่ใช้อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่พวกเขามีสร้างโลกใหม่ที่ดีกว่าเดิม เพื่ออนาคตของพวกเขา เหล่านี้คือบรรดารณรงค์นักสิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์ทั่วโลก ที่เรารวบรวมแนวคิดที่ชวนปลุกจิตสำนึกให้ ซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์อีกมากทั่วทุกมุมโลก ที่กำลังพยายามใช้เสียงเล็กๆ ของพวกเขาสร้างสรรค์โลกใบใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเอง เกรตา ทูนแบร์ก อายุ 16 ปี ชาวสวีเดน “ฉันได้เรียนรู้ว่า ไม่มีใครเด็กเกินกว่าจะสร้างความแตกต่างได้” นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกวัย 16 ปี เธอเริ่มต้นการรณรงค์ด้านสิ่งที่ล้อมที่ประเทศสวีเดน บ้านเกิดของเธอโดยการหยุดเรียนเพื่อมาถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลออกนโยบายแก้ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างจริงจัง ที่อาคารรัฐสภาในทุกวันศุกร์ จนเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการรวมกลุ่มเยาวชน Fridays for Future จัดโครงการเดินขบวนรณรงค์เรียกร้องที่มีชื่อว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for Climate) […]

เอเลี่ยนสปีชีส์เดินทางข้ามมหาสมุทรด้วยขยะพลาสติก

บรรดาสัตว์ต่างถิ่นพากันเดินทางจากญี่ปุ่นมายังสหรัฐอเมริกา ด้วยการโดยสารมากับขยะพลาสติก ที่น่าทึ่งก็คือพวกมันมีชีวิตรอดได้อย่างไรเป็นปี?