อินเดียกำลังใช้พลังงานพุ่งทะยาน - จะจัดการไม่ให้ส่งผลกระทบทั้งโลกได้อย่างไร

อินเดียกำลังใช้พลังงานพุ่งทะยาน – จะจัดการไม่ให้ส่งผลกระทบทั้งโลกได้อย่างไร

ประเทศนี้จะตอบสนองความต้องการของชนชั้นกลางที่กำลังโตวันโตคืน พร้อมไปกับการจำกัดการปล่อยคาร์บอนด้วยได้หรือไม่ อนาคตของโลกอาจขึ้นอยู่กับคำตอบในเรื่องนี้

อากาศยามเช้าที่ร้อนชื้นวันหนึ่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาในรัฐมัธยประเทศทางตอนกลางของอินเดีย เจตัน ซิงห์ โซลันกี ก้าวลงจากรถบัสที่เขาอาศัยอยู่ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา แล้วเดินเข้าไปในหอประชุม ของโรงเรียนมัธยมปลายในเมืองเล็กๆ ชื่อไรเสน ที่นั่นมีนักเรียน ครูอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ มารวมตัวกันราว 200 คนเพื่อรอฟังเขาพูด

โซลันกี เป็นศาสตราจารย์ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่สถาบันเทคโนโลยีอินเดียหรือไอไอที (Indian Institute of Technology: IIT) ในนครมุมไบ ช่วงปลายปี 2020 เขาลาพักเพื่อออกขับรถตระเวนทั่วอินเดียเป็นเวลา 11 ปี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยานพาหนะของโซลันกีเป็นอุปกรณ์สาธิตเคลื่อนที่ของการใช้ประโยชน์จากพลังงานหมุนเวียน นั่นคือแผงโซลาร์เซลล์ที่ผลิตไฟฟ้าได้มากพอจะใช้สำหรับแสงสว่าง พัดลม คอมพิวเตอร์ เตาหุงต้ม และโทรทัศน์ภายในรถ หลังได้รับการต้อนรับบนเวทีแล้ว โซลันกีก็เอ่ยปากร้องขอในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

นครมุมไบอันสว่างไสวแผ่ขยายจนจดเส้นขอบฟ้าในมุมมองนี้จากอาคารที่พักอาศัยที่สูงที่สุดในอินเดีย ซึ่งเป็นตึกระฟ้าหรูหราสูง 76 ชั้น เมืองที่มีชีวิตชีวาแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตขึ้นทำให้ความต้องการโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศสูงขึ้น

“ผมเห็นพัดลมเพดาน 15 ตัวในห้องนี้ แล้วนี่กลางวันแท้ๆ ข้างนอกแดดแจ๋ แต่เราก็ยังเปิดไฟกันไม่รู้กี่ดวงในนี้” เขาว่า “เราจำเป็นต้องใช้พัดลมกับไฟทั้งหมดนี่จริงๆ หรือ ลองปิดบางส่วนไหมครับ แล้วดูสิว่าเราจะอยู่กันไหวไหม”

เมื่อไฟกับพัดลมถูกปิดไปครึ่งหนึ่ง หอประชุมเหมือนจะร้อนขึ้นและมืดลง แต่โซลันกีถามว่า เอาเข้าจริง มันจำเป็นขนาดนั้นเชียวหรือ “เราก็ยังมองเห็นกันได้อยู่นะครับ ซึ่งหมายความว่ามีแสงสว่างเพียงพอในห้องนี้”

สิ่งที่โซลันกีต้องการชี้ให้เห็น เป็นหนึ่งในสองเรื่องที่เขาหวังจะช่วยโน้มน้าวให้ชาวอินเดียมุ่งบรรลุถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า “เอเนอจีสวราช” (Energy Swaraj) หรือการพึ่งตนเองทางพลังงาน แนวคิดหนึ่งคือการประหยัดพลังงานทางตรงด้วยการลดการใช้ และทางอ้อมด้วยการบริโภคสิ่งต่างๆ ให้น้อยลง อีกแนวคิดหนึ่งคือการผลิตไฟฟ้าในท้องถิ่นจากทรัพยากรหมุนเวียนอย่างดวงอาทิตย์ เพื่อที่ทุกเมืองจะสามารถพึ่งตัวเองได้ ในทศวรรษหน้านี้ คาดการณ์กันว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอินเดียจะพุ่งสูงขึ้น เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวและประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านคนจนแซงหน้าจำนวนประชากรของจีน

ผู้อยู่อาศัยในหมู่อาคารอพาร์ตเมนต์ที่เมืองปัลวะออกมาเดินเล่นยามเย็นในสนามหญ้า เมื่อชนชั้นกลางของอินเดียเติบโตขึ้น โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่พรั่งพร้อมด้วยระบบรักษาความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัลวะมอบวิถีชีวิตชนชั้นกลางในราคาย่อมเยากว่าที่มุมไบ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 40 กิโลเมตรทางรถยนต์

การกระตุ้นเตือนให้คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายของโซลันกีอาจดูน่าแปลกใจในประเทศที่มีอัตราการบริโภคต่อหัวต่ำมาก โดยเฉลี่ยแล้ว ชาวอินเดียใช้สินค้าและบริการรวมมูลค่าราวหนึ่งพันดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือแค่หนึ่งในสี่สิบของที่ชาวอเมริกันบริโภค จากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศ คาดการณ์กันว่า ชนชั้นกลางจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อล่วงถึงปี 2030 หรือขึ้นไปถึง 800 ล้านคน ตัวเลขนี้จะเป็นหมุดหมายที่น่ายินดีสำหรับอินเดีย แต่ยังหมายถึงคลื่นสึนามิของบรรดาผู้บริโภคหน้าใหม่ ซึ่งจะเพิ่มรอยเท้าคาร์บอนของประเทศอย่างมีนัยสำคัญด้วย

ปัจจุบัน อินเดียกำลังเร่งต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการสร้างสวนโซลาร์หรือโซลาร์ฟาร์มแล้ว 45 แห่ง รวมทั้งมีแผนกำหนดให้ร้อยละ 40 ของรถบัส ร้อยละ 30 ของรถยนต์ส่วนบุคคล และร้อยละ 80 ของรถสองล้อและสามล้อ เป็นยานพาหนะไฟฟ้าภายในปี 2030 ทั้งยังมีพันธกิจที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำโลกในภาคการผลิตไฮโดรเจนเพื่อใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล

ถึงอย่างนั้น การขยายตัวอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลางในประเทศจะผลักให้เกิดการบริโภคพลังงาน ในช่วงสองทศวรรษข้างหน้าสูงกว่าที่ใดๆ เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว อินเดียน่าจะยังจะต้องพึ่งพาถ่านหินซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่ล้นเหลือ เป็นหลักต่อไปอีกหลายปี พร้อมไปกับเพิ่มการนำเข้าปิโตรเลียมด้วย ในหลายแง่มุม อนาคตของโลกจะขึ้นอยู่กับวิธีที่อินเดียเดินไปข้างหน้า

โรงงานไฟฟ้าถ่านหินในเมืองเจนไน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ถูกกล่าวโทษว่าสร้างมลพิษปนเปื้อนห้วย เอนนอร์และชุมชนประมงรอบๆ จากเถ้าลอย ซึ่งเป็นสารตกค้างที่เกิดจากการเผาถ่านหินบด อินเดียให้คำมั่นไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2070 แต่วางแผนจะใช้ถ่านหินซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่ล้นเหลือ ต่อไปอีกหลายทศวรรษ

อินเดียเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับที่สี่รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมที ให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือเน็ตซีโร (net zero emission) ภายในปี 2070 หรือ 20 ปีหลังเส้นตายของสหรัฐฯ และ 10 ปีหลังของจีน นอกจากนี้ อินเดียยังสัญญาว่าจะลดความเข้มข้นของการปล่อย ซึ่งคือปริมาณการปล่อยคาร์บอนต่อหนึ่งหน่วยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ให้ได้ก่อนสิ้นทศวรรษนี้ โดยลดลงให้ได้ร้อยละ 45 จากตัวเลขเมื่อปี 2005 อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของประเทศนี้จะยังไต่สูงขึ้นต่อไปจนถึงราวปี 2045

หนทางยังอีกยาวไกลในการไปให้ถึงเน็ตซีโร แต่เจ้าหน้าที่ทางการอินเดียบอกว่า ประเทศกำลังทำมากกว่าที่ต้องทำแล้วภายใต้ข้อจำกัดของประเทศกำลังพัฒนา กระทั่งเมื่อราว 15 ปีก่อน จุดยืนของอินเดียซึ่งยังพบได้ทั่วไปในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ก็คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นประเทศที่อัดฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ มาเนิ่นนานก่อนอินเดียจะมีรอยเท้าคาร์บอนเป็นเรื่องเป็นราว

ในแสงสีอมน้ำเงินของไฟแอลอีดี พ่อค้าตั้งแผงขายของในเดลี ในวันที่อากาศขมุกขมัวจากฝุ่นควันและมลพิษ เข้าขั้นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ การใช้หลอดไฟแอลอีดีซึ่งใช้พลังงานน้อยกว่า เมื่อเทียบกับหลอดไฟแบบอื่น เป็นหนทางหนึ่งของอินเดียที่กำลังมองหาวิธีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น

ความเหลื่อมล้ำในการแบ่งความรับผิดชอบต่อปัญหานี้มองเห็นได้ไม่ยาก แค่ลองพิจารณาวิถีชีวิตในโลกตะวันตกที่การครอบครองรถยนต์ส่วนบุคคล บ้านเรือนที่ติดเครื่องปรับอากาศ และความสะดวกสบายอื่นๆ ที่มาพร้อมกับบริโภคพลังงานเป็นบรรทัดฐาน แล้วเทียบกับวิถีชีวิตของคนอินเดียส่วนใหญ่กระทั่งในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในสภาพเขม็ดแขม่สุดขีด

การเยือนอินเดียหลายครั้งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ผมเห็นชนชั้นกลางของประเทศเติบโตขึ้นทั้งในแง่จำนวนและความมั่งคั่ง การเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตพบเห็นได้ไม่เฉพาะแค่ตามเมืองใหญ่ๆ อย่างเดลีและมุมไบ แต่ยังรวมถึงเมืองเล็กเมืองน้อย ที่ซึ่งถนนเล็กแคบเคยมีแต่จักรยานกับรถลาก ทว่าตอนนี้คลาคล่ำไปด้วยรถยนต์และจักรยานยนต์

ในนิโกล ย่านหรูหราในอัห์มดาบาด เมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในรัฐคุชราต แผงโซลาร์เซลล์บนดาดฟ้าและหลังคาอาคารดูดซับแสงแดดสุดท้ายของวัน จากชาวบ้านในชนบทที่กลายเป็นชาวเมือง ประชาชนอินเดียกำลังใช้ประโยชน์จากแสงแดดที่มีเหลือเฟือเพื่อผลิตไฟฟ้า

ผมเริ่มเขียนสารคดีเรื่องนี้โดยการติดรถไปกับเจตัน ซิงห์ โซลันกี ช่วงที่เขาเดินทางทั่วรัฐมัธยประเทศ เมื่อกลับถึงสหรัฐฯ ผมโทรหาโซลันกีเพื่อถามว่า สารของเขาที่ส่งถึงเพื่อนร่วมชาติให้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายนั้น จะไม่เป็นอุดมคติมากไปหรือ และออกจะไม่ยุติธรรม

เขาหัวเราะ “ถ้าเราจะมาเถียงกันว่าใครต้องเป็นคนลดการบริโภคก่อนอยู่อย่างนี้ โลกคงหายนะก่อน ละครับ” เขาบอก “อเมริกาอาจเถียงสวนมาว่า ก็ได้ เราจะบริโภคให้น้อยลง แต่ประเทศคุณมีประชากรล้นเกิน ทำไมไม่ลดจำนวนประชาชนของคุณลงสักหน่อยละ”
ความหวังของเขาก็คืออินเดียจะเป็นผู้นำโดยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง “ผมจะกระจายสารนี้ออกไปในอินเดีย ดูซิว่าผู้คนจะรับไหม” เขาบอกผม “จากนั้นผมจะเอาไปเผยแพร่ต่อในประเทศอื่นๆครับ”

เรื่อง   ยุธิจิต ภัตตาจาร์จิ

ภาพถ่าย  อาร์โก ดอตโต

ติดตามสารคดี อินเดียกับความท้าทายด้านพลังงาน ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนสิงหาคม 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/553207


อ่านเพิ่มเติม เมื่อ โลกร้อน เกินกว่าจะทน เราจะอยู่อย่างไร

เรื่องแนะนำ

น้ำประปาเค็ม จากผลกระทบของน้ำทะเลหนุน

ในช่วงนี้ การประปานครหลวงเปิดเผยว่า เกิดสถานการณ์ น้ำประปาเค็ม ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกมีค่าความเข้มข้นของคลอไรด์สูงกว่าค่ามาตรฐานน้ำประปาดื่มได้ ซึ่งกำหนดให้น้ำประปามีปริมาณคลอไรด์ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีช่วงเวลาเกิดน้ำประปาเค็ม 6-12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากนำไปบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีอาการบางประการ เช่น โรคไต หรือความดันโลหิตสูง น้ำประปาเค็ม มีสาเหตุมาจากแหล่งน้ำดิบที่นำมาใช้ผลิตน้ำประปาถูกน้ำทะเลรุกล้ำ เนื่องจากภาวะภัยแล้งที่ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำมีไม่เพียงพอในการผลักดันน้ำเค็ม เมื่อน้ำทะเลรุกล้ำขึ้นมาถึงจุดที่มีการผันน้ำเข้าคลองประปา จึงทำให้น้ำดิบที่เข้าสู่ระบบผลิตน้ำประปามีค่าความเข้มข้นของคลอไรด์สูงกว่าปกติ ซึ่งระบบการผลิตน้ำประปาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปนั้นไม่สามารถกำจัดคลอไรด์ในน้ำได้ จึงทำให้เกิดภาวะ “น้ำประปาเค็ม” น้ำประปาเค็มจะพบได้บ่อยครั้งในช่วงฤดูแล้ง และจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงเวลาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเขตศูนย์สูตรมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติตั้งแต่ 0.5 ºC ขึ้นไป ส่งผลให้เกิดพายุฝนที่รุนแรงบริเวณชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ ในขณะที่ประเทศที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก อาทิ ประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ไทย จะเกิดความแห้งแล้งมากผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ภาวะน้ำประปาเค็มมักพบได้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่นี้รับน้ำประปาจากโรงงานผลิตน้ำประปา 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตน้ำสามเสน โรงงานผลิตน้ำบางเขน และโรงงานผลิตน้ำธนบุรี ภายใต้การดูแลของการประปานครหลวง […]

เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาววัย 16 ผู้ปลุกเยาวชนโลกออกเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เพราะคนในรุ่นของเธอคือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผู้ใหญ่ได้ก่อเอาไว้อย่างใหญ่หลวง เกรียตา ทุนแบร์ย ตัดสินใจจัดการประท้วงเดี่ยวต่อรัฐบาลบ้านเกิดของเธอให้จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง จนเป็นแรงบันดาลให้มีการเดินขบวนด้วยจุดประสงค์เดียวกันจากเยาวชนนับล้านคนทั่วโลก เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เหล่าเยาวชนประมาณ 1.4 ล้านคน จาก 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันหยุดเรียนเพื่อเข้าร่วมการประท้วงในระดับนานาชาติ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวโลกสนใจมหันตภัยของโลกที่ใกล้เข้ามาอย่าง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” พวกเขารวมตัว ชูป้ายประท้วง ร้องรำทำเพลงและตะโกนในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาวิตกกังวลไปยังบรรดาผู้มีอำนาจบนโลกให้ตระหนักถึงปัญหานี้ “เราคือคนรุ่นแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่งยวด และเราจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ออกมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” – นาเดีย นาซาร์ หนึ่งในผู้จัดการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวไว้ในการประท้วงครั้งนี้ การนัดประท้วงของเยาวชนในระดับนานาชาตินี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการประท้วงในเดือนสิงหาคม ปี 2018 โดย เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กหญิงชาวสวีเดน วัย 16 ปี ที่ออกมาประท้วงเรียกร้องด้านนอกรัฐสภาในกรุงสต็อกโฮล์มเพื่อให้ผู้นำประเทศของเธอรับรู้ถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และออกมาตรการที่แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเกรียตาเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for […]

มหากาพย์การเดินทางผ่านภาพถ่าย เผยภาพอดีตกาลนานโพ้นของพื้นพิภพ

ภาพถ่ายเหล่านี้พาเราเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ของผืนปฐพี เฉกเช่นหนังสือเล่มโตที่เปิดออก โลกเผยเรื่องราวผ่านกระบวนการทางธรณีฟิสิกส์อันเก่าแก่ที่นำไปสู่กำเนิดชีวิต “การเดินทางผ่านกาลเวลา สถานที่ และความหลากหลายนี้ หวังตอกยํ้าความเชื่อมโยงที่เรามีต่อโลกธรรมชาติให้แข็งแรงขึ้น และเป็นแรงบันดาลใจให้เราเคารพในผืนพิภพ” โอลิวิเยร์ เกรินวาลด์ ช่างภาพชาวฝรั่งเศส บอก เป็นเวลาร่วม 30 ปีที่เขาและคู่ชีวิต นักอนุรักษ์และนักเขียน แบร์นาแดต ฌิลแบร์ตาส ตระเวนเดินทางรอบโลกเพื่อบันทึกภาพและเรื่องราวของสถานที่ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังที่สลักเสลาโลกสุดพิเศษใบนี้ขึ้น นี่คือแนวคิดพื้นฐานของโปรเจ็กต์“ปฐมกาล” หรือ Origins ของทั้งสอง โลกคือดาวเคราะห์หินที่เกิดจากความปั่นป่วนไร้ระเบียบและขับเคลื่อนโดยวิวัฒนาการ เป็นบ้านของถิ่นอาศัยอันหลากหลายและชนิดพันธุ์นับล้านๆ หนึ่งในนั้นคือเผ่าพันธุ์ของเรา โฮโม  เซเปียนส์  ผู้หลงใหลในความมหัศจรรย์ของโลก แต่ก็สามารถทำลายล้างได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ด้วยความกังวลในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เกรินวาลด์และฌิลแบร์ตาสจึงทุ่มเทให้กับการถ่ายทอดความอัศจรรย์ของโลกใบนี้ “ดาวเคราะห์ที่ทั้งเขียวชอุ่ม อุดมสมบูรณ์ และโอบอุ้มสรรพชีวิตดวงนี้ใช้เวลาก่อร่างถึง 4,500 ล้านปี” เกรินวาลด์บอก “ตอนนี้เราจะทำอย่างไรกันต่อไป จะตั้งหน้าตั้งตาสร้าง วิกฤติทางนิเวศวิทยา หรือตัดสินใจในท้ายที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งเลวร้ายที่สุด” ภาพถ่ายในโปรเจ็กต์ปฐมกาลบันทึกความงามและความหลากหลายของพลังทางธรรมชาติ ภูเขาไฟพ่นธารลาวาอันโชติช่วง แสงเหนือใต้ร่ายรำคล้ายภูตผีในคํ่าคืนเย็นเยือก พลังกัดกร่อนสลักเสลาขุนเขาน้อยใหญ่ ชีวิตรูปแบบแรกๆ ดิ้นรนเพื่อแสวงหาที่ทางของตนเอง พืชพรรณแพร่กระจายไปทั่วโลก และสํ่าสัตว์ก็แตกแขนงหลายหลากทั่วถิ่นอาศัย “บางครั้ง ดูเหมือนดิบเถื่อน บางครั้งสงบงาม เคลื่อนที่และเลื่อนไหลไม่หยุดหย่อน ธรรมชาติคือแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจไร้ขีดจำกัด” […]