ปลูกป่ามากกว่า 1 ล้านตารางเมตร อย่างมีคุณภาพ สร้างสังคมคาร์บอนต่ำเพื่อโลก - National Geographic Thailand

ปลูกป่ามากกว่า 1 ล้านตารางเมตร อย่างมีคุณภาพ สร้างสังคมคาร์บอนต่ำเพื่อโลก

ปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมต้องร่วมมือเพื่อหาหนทางในการมุ่งสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ”สิงห์เอสเตท จึงเริ่มต้นโครงการ “ปลูกป่าด้วยปลายนิ้ว” จำนวนมากกว่า 1 ล้านตารางเมตร ทั่วประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2030

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่ดูดกลืนความร้อนเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกมากเกินกว่าปกติ ทำให้โลกของเราปรากฏการณ์ “ภาวะโลกรวน” หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลก ทำให้ธรรมชาติอยู่ในภาวะที่แปรปรวน เสียสมดุล ส่งผลกระทบต่อมายังสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลก รวมไปถึงมนุษย์

ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล้วนมาจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่นการใช้พลังงานต่าง ทั้งพลังงานไฟฟ้า พลังงานฟอสซิล รวมไปถึงการตัดไม้ทำลายป่าที่เป็นตัวการสำคัญในการเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมีปริมาณสะสมที่เพิ่มมากขึ้น จึงยิ่งซ้ำเติมให้ภาวะโลกร้อนมีความรุนแรงมากขึ้น ในช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมา ชาวโลกประสบกับคลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง ไฟป่า นํ้าท่วมใหญ่ และพายุหมุนเขตร้อนบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น ผิดปกติขึ้น ไม่เป็นไปตามฤดูกาล และคาดการณ์ได้ยากขึ้นทุกที และที่แย่ไปกว่านั้นคือ สภาพภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ชนิดที่ไม่อาจหวนกลับคืนมาสู่สภาพเดิมที่เราเคยอยู่กันมาได้อีกต่อไป

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนที่ภาคส่วนในโลกที่จะต้องมาร่วมมือกันเพื่อหาหนทางในการลดการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ หรือการมุ่งสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคธุรกิจ หรือองค์กรขนาดใหญ่ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีส่วนร่วมในการปล่อยคาร์บอน แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ดังกล่าวสามารถดำเนินธุรกิจหรือนโยบายที่มุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ ก็จะทำให้การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนนั้นบรรเทาลงได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน  อันจะนำมาสู่สังคมที่น่าอยู่ และมีธรรมชาติที่สามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไปที่จะมาดูแลโลกของเราต่อได้อย่างยั่งยืน

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) มีแผนเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำภายในปี 2030 โดยหนึ่งในดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือภารกิจการกำหนดการสร้างพื้นที่สีเขียวให้ได้มากที่สุด จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรด้านความยั่งยืน อย่าง สยามคูโบต้า ไทยคม และสิงห์ปาร์ค จัดโครงการ “ปลูกป่าด้วยปลายนิ้ว” ที่จังหวัดเชียงราย เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกรวน ตามแผนการพัฒนาอย่างยืน SDG13 Climate Change ขององค์การสหประชาชาติ มุ่งสู่การเป็นองค์กรเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของสิงห์ เอสเตท ในปี 2030

โดยสิงห์ เอสเตท ตั้งเป้าปลูกป่าให้ได้พื้นที่มากกว่า 1 ล้านตารางเมตร ในพื้นที่ป่าต้นน้ำ เช่น การปลูกป่าจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ รวมถึงป่าในเมือง และป่าโกงกาง  โดยจะดูแลอย่างเป็นทางการและต่อเนื่องไปอีกเป็นระยะเวลา 10  ปี เพื่อรักษาความสมดุลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างจิตสำนึกกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนเมืองสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมเป็นตัวแทนในการต่อยอดกิจกรรมปลูกป่าร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในเขตพื้นที่เชิงเขา และเขตป่ารอยต่อ ที่มีความสำคัญในการสร้างป่าในระยะยาว

การปลูกป่าในโครงการได้มีการกำหนดมาตรฐานเพื่อให้ไม่ให้กระทบระบบนิเวศดั้งเดิม และสามารถฟื้นฟูระบบนิเวศ สร้างการปลูกป่าที่ได้ผลยั่งยืนอย่างแท้จริง ด้วยมาตรฐาน AGI (Asian Green Initiative) ซึ่งเป็นมาตรฐานชี้วัดการปลูกป่าระดับสากล มีการประเมินวัดผลการเติบโต และขยายตัวของพื้นที่ป่า รวมถึงต้องเป็นพื้นที่ป่าที่เปิดโอกาสให้ชุมชนรอบข้างเข้ามามีส่วนร่วม และใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนนวัตกรรมทางการเกษตรจากพันธมิตรอย่าง บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่นำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร ได้แก่ รถขุดคูโบต้า ขนาด 3 ตัน รุ่น U35 และ รุ่น KX91-3S2 รวมถึงแทรกเตอร์คูโบต้า 50 แรงม้า รุ่น L5018 SP พร้อมเครื่องเจาะหลุม DR550 สำหรับเตรียมหลุมให้เหมาะสมต่อการปลูกต้นกล้า นอกจากนี้ยังมีโดรนการเกษตร    ขนาด 20 ลิตร รุ่น AGRAS T20 สำหรับพ่นปุ๋ยบำรุงหลังการปลูกป่า เพื่อร่วมสนับสนุน “โครงการปลูกป่าด้วยปลายนิ้ว” บนพื้นที่ 124 ไร่ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเข้ามาช่วยให้การปลูกป่าจำนวนมากได้เร็วขึ้น

ด้าน บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้นำเทคโนโลยีของดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก หรือ Earth Observation ที่มาบูรณาการร่วมกับความเชี่ยวชาญทางด้านแบบจำลอง AI/ML ของทางไทยคม มาใช้เป็นนวัตกรรมสำหรับการติดตามและตรวจสอบการเติบโต รวมถึงสุขภาพของต้นไม้ โดยเฉพาะในพื้นที่แปลงปลูกป่าขนาดใหญ่ที่ยากต่อการเข้าไปดูแลรักษา เพื่อสนับสนุนการรักษาสมดุลระหว่างการดูดซับก๊าซคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ มุ่งสู่ความเป็นกลางของคาร์บอนในอนาคต โดยดาวเทียมสามารถประเมินปริมาณการดูดซับคาร์บอนได้อย่างแม่นยำ

นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการ  “ปลูกป่าด้วยปลายนิ้ว”ได้ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอนครอบคลุมพื้นที่ป่าไม้ สร้างความเชื่อมโยงระบบนิเวศน์ให้มีความสมดุลย์ คำนึงถึงผลกระทบห่วงโซ่คุณค่าในการดำเนินธุรกิจทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน โดยวางเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากที่สุด จึงได้เริ่มโครงการปลูกป่าครอบคลุมใน 3 พื้นที่ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ได้แก่ ป่าต้นน้ำ ที่  จ.เชียงราย, ป่าในเมือง กรุงเทพมหานคร และป่าโกงกางที่เกาะพีพี จ.กระบี่ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในแนวทางการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภููมิอากาศ ที่ปัจจุบันส่งผลกระทบมากมายต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งปัจจัยหลักมากจากการปล่อยคาร์บอน หรือ ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas) จากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ สู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง

นายพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย กล่าวว่า  พื้นที่ป่าต้นน้ำในเขตจังหวัดภาคเหนือ มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบนิเวศและสภาพภูมิอากาศในประเทศ เนื่องจากพื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ รวมทั้งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ โดยพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย  ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติค่อนข้างสูง เกิดความเกื้อกูลกันและมีความสมบูรณ์ของระบบนิเวศตามธรรมชาติ ดังนั้นการที่เราช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่คนในจังหวัดเชียงรายที่จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่ทุกชีวิตบนโลกนี้ก็จะได้รับผลประโยชน์นี้ไปด้วย สำหรับสิงห์ปาร์ค เชียงราย พร้อมที่จะเป็นอีกหนึ่งพันธมิตรที่จะช่วยกันทำสิ่งดีๆ ขึ้น ไม่ใช่แค่จังหวัดเชียงราย แต่เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับทุกๆคน

ด้าน นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า เชียงรายตั้งเป้าที่จะทำให้จังหวัดเติบโตด้วยธรรมชาติ จึงตั้งใจที่จะรักษาธรรมชาติในจังหวัดเอาไว้ให้ได้มากที่สุด จึงดีใจที่สิงห์เอสเตทได้จัดโครงการที่เพิ่มพื้นที่ทางธรรมชาติให้กับจังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจังหวัดต้นน้ำของประเทศไทย

“จังหวัดเชียงรายถือว่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับแหล่งต้นน้ำลำธาร ถือการช่วยเหลือประเทศได้อย่างดี เชียงรายจึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ภาคเอกชนรายใหญ่อย่างสิงห์ เอสเตท สยามคูโบต้า ไทยคม และสิงห์ปาร์ค สนใจในเรื่องการพัฒนาพื้นที่ทางธรรมชาติในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับชาวบ้านในจังหวัดเชียงรายต่อไป”

ทั้งนี้ โครงการปลูกป่าด้วยปลายนิ้ว โดยสิงห์ เอสเตท ที่ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียว และปลูกป่า ให้ได้อย่างน้อย 1 ล้านตารางเมตร เริ่มที่ป่าต้นน้ำ ใน จ.เชียงราย และจะมีการขยายต่อสู่ป่ากลางน้ำหรือป่าในเมือง โดยคาดว่าจะเป็นพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ต่อด้วยพื้นที่ป่าปลายน้ำ หรือป่าโกงกาง ที่เกาะพีพี ตั้งเป้าโครงการระยะยาว 10 ปี ที่จะมีการติดตาม ตรวจวัด และประเมินผล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด รวมถึงการจัดแคมเปญต่างๆ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และปลูกจิตสำนึกของคนในสังคมควบคู่กันไป เพื่อให้สิงห์ เอสเตท ได้บรรลุเป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ ภายในปี 2030 และมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้าง “สังคมคาร์บอนต่ำ” ที่มีคุณภาพให้กับสังคมไทย

เรื่อง เกียรติศักดิ์ หมื่นเอ 

ภาพ ณัฏฐพล เพลิดโฉม

 

 

เรื่องแนะนำ

กรีนแลนด์ : รายงานจากสถานีเฝ้าระวังน้ำแข็ง

ยินดีต้อนรับสู่ "สถานีนอร์" (Nord Station) ค่ายทหารของเดนมาร์ก ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ ห่างจากขั้วโลกเหนือ 925 กิโลเมตร เพื่อใช้ชีวิตร่วมกับนักวิจัยในแนวหน้าของการเฝ้าระวังน้ำแข็ง

สุดยอดภาพถ่ายจาก ‘ไมเคิล นิโคลส์’ ผู้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสัตว์ป่าไปตลอดกาล

‘ไมเคิล นิโคลส์’ ช่างภาพผู้สร้างสรรค์ภาพถ่ายของสิงโต เสือ ช้าง ชิมแปนซี และกอริลลา ที่โลดแล่นอยู่บนหน้านิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก นักเล่าเรื่องที่ดีคือผู้สังเกตการณ์ที่ดี เขาจะทำเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อตระหนักว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เขาจะพาตัวเองเข้าไปดื่มด่ำกับประสบการณ์นั้น ไมเคิล “นิก” นิโคลส์ เป็นหนึ่งในคนประเภทนั้น ตลอดเส้นทางอาชีพยาวนานหลายสิบปี เขาหลอมรวมพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวกับสายตาของศิลปินในการสร้างสรรค์ภาพถ่ายของสิงโต เสือ ช้าง ชิมแปนซี และกอริลลา ที่โลดแล่นอยู่บนหน้านิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก แนวทางการทำงานสารคดีของเขา เช่นเดียวกับความยินยอมพร้อมใจที่จะเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ เช่น กล้องดักถ่ายภาพ และหุ่นยนต์ควบคุมจากระยะไกล มีส่วนสำคัญในการสร้างการตระหนักรู้ของเรา ไม่ใช่แค่เฉพาะในเรื่องของสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริบทใหญ่กว่าที่พวกมันดำรงอยู่ด้วย นี่คือสิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างการเป็น “ช่างภาพสัตว์ป่ากับช่างภาพสารคดีในธรรมชาติ” ดังที่เมลิสซา แฮร์ริส เขียนไว้ในหนังสือ A Wild Life ชีวประวัติเล่มใหม่ของนิโคลส์ เรื่อง อะเล็กซา คีฟ ภาพถ่าย ไมเคิล นิโคลส์ เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : วัชรบูล […]

ต้นไม้ แห่งความทรงจำ : เรื่องราวเล่าขานจาก 9 ต้นไม้ในตำนาน

9 ต้นไม้แห่งความทรงจำ : ต้นไม้ทุกต้นบอกเล่าเรื่องราว แต่บางเรื่องอาจสะเทือนอารมณ์เกินพรรณนา ไม่ว่าจะเก็บรักษาความทรงจำ โอบอุ้มความเชื่อ ปลอบประโลมจิตใจ หรือเป็นอนุสรณ์แห่งความเศร้า

ข้าคือแม่น้ำ… แม่น้ำคือข้า – นิวซีแลนด์มอบสถานะบุคคลให้แม่น้ำของ ชาวเมารี

“แม่น้ำสายใหญ่ ไหลจากเทือกเขาลงสู่ทะเล ข้าคือแม่น้ำ แม่น้ำคือข้า” ด้วยคำกล่าวนี้ ชนเผ่าเมารีแห่งฟังกานุยในนิวซีแลนด์ประกาศสายสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาด ของตนกับแม่น้ำที่เปรียบดังบรรพชน แม่น้ำสายนี้เกิดจากทุ่งหิมะของภูเขาไฟสามลูกทางตอนกลางของเกาะเหนือ ชนเผ่าเมารีกลุ่มต่างๆ มีตำนานเล่าขานว่า น้ำตาหยดหนึ่งของนภบิดรหรือเทพแห่งท้องฟ้าตกลงสู่ตีนเขาลูกที่สูงที่สุดในบรรดาขุนเขาเหล่านี้ นั่นคือภูเขารัวพีฮูอันโดดเดี่ยว และแม่น้ำสายนี้จึงถือกำเนิดขึ้น แม่น้ำที่เอ่อท้นเพราะได้น้ำจากแควมากมายไหลคดเคี้ยวดุจปลาไหลแหวกว่ายผ่านแดน แห่งขุนเขา ตลอดระยะทาง 290 กิโลเมตรสู่ทะเล หากเดินทางตามถนนสูงชันเลียบแม่น้ำสายนี้ เราจะเห็นนักพายเรือแคนูลอยล่องไปตามช่วงที่นิ่งสงบของแม่น้ำ เป็นหนึ่งเดียวกับกระแสน้ำ กิ่งไม้ใบไม้ และฟองคลื่นขาว ก่อนจะจ้วงไม้พายลึกทะยานผ่านช่วงที่สายน้ำเชี่ยวกราก นี่คือแม่น้ำที่ชนพื้นเมืองแห่งฟังกานุยควบคุม ดูแล และพึ่งพามากว่า 700 ปี นี่คือ อาวาทูพัว แม่น้ำแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา แต่เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปมาถึงในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า อำนาจตามประเพณีของชนเผ่าต่างๆก็ถูกลดทอน และท้ายที่สุดก็สูญสิ้นไปด้วยกฎหมายของรัฐบาล นับแต่นั้น ชนพื้นเมืองได้แต่เฝ้ามองแม่น้ำของพวกเขาทรุดโทรมและถูกย่ำยี แก่งน้อยใหญ่ ถูกระเบิดเพื่อเปิดร่องน้ำให้เรือกลไฟของนักท่องเที่ยวแล่นได้สะดวกขึ้น และเปิดทางสู่การยึดครองที่ดินที่อยู่ลึกเข้าไป กรวดก้นแม่น้ำถูกขุดไปทำหินโรยทางรถไฟและทำถนน ที่น่าเศร้าที่สุดคือน้ำจากต้นน้ำถูกผันไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ที่ขยายตัว ทำให้กระแสน้ำตามธรรมชาติในลำน้ำตอนบนแห้งเหือด ซึ่งถือเป็นการดูหมิ่นทางวัฒนธรรมอย่างถึงแก่น เพราะตามคติความเชื่อของเมารี หัวคือส่วนศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของบุคคล และสำหรับพวกเขา แม่น้ำสายนี้คือบุคคล เป็น ทูพูนา หรือบรรพบุรุษคนหนึ่งจริงๆ แต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคม […]