น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568 : สัญญาณเตือนจากโลกที่เราไม่อาจเพิกเฉยอีกต่อไป

น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568 : สัญญาณเตือนจากโลกที่เราไม่อาจเพิกเฉยอีกต่อไป

“ช่วยด้วยค่ะพี่ หนูอยู่ตรงนี้ …

อย่าเพิ่งไปนะ พวกหนูหิวมาก …

พี่ ๆ เห็นไฟพวกผมไหม”

ไม่เพียงเสียงผู้คนร้องขอความช่วยเหลือ เสียงตีภาชนะ เคาะหลังคาที่ดังระงมไปทั่วเมืองเท่านั้น แต่เมื่อสิ้นแสง อาทิตย์สุดท้ายของแต่ละวัน แสงไฟดวงน้อยก็เริ่มปรากฏตามผืนน้ำใหญ่ประหนึ่งดวงดาวช่วยนำทางทีมกู้ภัยให้มาถึงพวกเขาในเร็ววัน และนี่คือเรื่องจริงซึ่งเกิดขึ้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 

หลังมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น เกิดฝนตกหนักติดต่อ กันหลายวัน โดยเฉพาะช่วง 19-21 พฤศจิกายน ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) เผยว่า อำเภอหาดใหญ่มีปริมาณน้ำฝนสะสมถึง 630 มิลลิเมตรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มวลน้ำมหาศาลกลืนกินเมืองหาดใหญ่และใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว บางพื้นที่ระดับน้ำท่วมสูงถึงสี่เมตร ทำให้ผู้คนเรือนแสนต้องถูกตัดขาดจากโลกภายนอกชั่วคราว 

 “ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายขนาดนี้ เราอยากไปช่วยทุกเคสที่ร้องขอความช่วยเหลือมา แต่ก็ทำไม่ได้ เราไม่มีคนนำเข้าพื้นที่ แถมฝนยังตกแบบพายุ กระแสน้ำไหลแรงมาก รถ 18 ล้อยังพลิกคว่ำเลย” บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ หัวหน้าทีมมูลนิธิร่วมกตัญญู เล่าผ่านไลฟ์สดทางเฟสบุ๊กของตนเอง เมื่อ 25 พฤศจิกายน 2568

วันนี้แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้วพร้อมกับทิ้งความสูญเสียไว้มากมาย แต่ทุกชีวิตที่เหลืออยู่ก็ต้องไปต่อพร้อมๆ กับคำถามในใจของฉันและหลายๆ คนว่า “อนาคตเราจะมีแนวทางลดความสูญเสียเช่นนี้ให้ได้มากที่สุดอย่างไรบ้าง” 

อาสาสมัครกู้ภัยเร่งเข้าช่วยเหลือและอพยพประชาชนที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมในตัวเมืองอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

 

เกิดอะไรขึ้นกับหาดใหญ่ โลกกำลังบอกอะไรเรา

“อย่างแรกสุดเรารู้ว่าโลกร้อนขึ้น ภัยพิบัติรุนแรงมากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับหาดใหญ่ไม่ใช่จุดเปลี่ยน มันแค่เป็นอีกส่วนของโลกร้อนเท่านั้นเอง ครั้งนี้ภาคใต้เราไม่ได้โดนพายุแต่โดนฝนตกหนัก อธิบายง่ายๆ ว่า น้ำฝนมาจากทะเล ถ้าผิวหน้าน้ำทะเลร้อนขึ้น น้ำก็ระเหยขึ้นมาในอากาศมากขึ้น อากาศร้อนขึ้นหนึ่งองศา จุไอน้ำได้เพิ่มขึ้นเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นอากาศปัจจุบันของไทยที่เพิ่มขึ้น 4-6 องศา ก็ทำให้เมฆจุไอน้ำได้มากกว่าสมัยก่อนถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้มีฝนตกหนักระดับหลายร้อยมิลลิเมตรได้ในช่วงสั้นๆ” ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อมบอกกับฉัน 

เช่นเดียวกับ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ที่มองไปในทิศทางเดียวกัน และตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม

 “ความรุนแรงของธรรมชาติและฝนตกหนักครั้งนี้ไม่ได้ผิดความคาดหมาย ส่วนที่ผิดความคาดหมายและทำให้เราประ หลาดใจคือ ในยุคที่เทคโนโลยีเจริญมากขึ้น มีระบบป้องกันที่ดี ไม่ควรมีการสูญเสียชีวิตขนาดนี้ เรามีช่องว่างอะไรบ้าง” 

ประชาชนพากันไปหยิบอาหารและข้าวของต่างๆ ในร้านสะดวกซื้อที่กระจกแตกเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อนำมารับประทานประทังความหิวของตนเองและครอบครัว หลังต้องตกอยู่ในสภาพขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มมาหลายวัน

หนึ่งในช่องว่างที่ว่านี้ หลายสื่อต่างมุ่งเป้าไปที่การเตือนภัยที่ผิดพลาดและล่าช้า แต่ในมุมมองของสิทธิศักดิ์ ตันมงคล สถาปนิกด้านวางผังเมืองและสิ่งแวดล้อมชาวสงขลา และยังเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยครั้งใหญ่นี้กลับมองต่างไปว่า 

“ความเคยชินของคนหาดใหญ่คือ น้ำมาเร็วไปเร็ว เรามักจะดูระดับน้ำที่มาจากทิศใต้ หรือคลองอู่ตะเภา เป็นตัวชี้วัด  แต่คราวนี้ฝนตกหนักมาก น้ำไหลบ่ามาจากทิศอื่นๆ พร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเจอจึงตั้งหลักไม่ทัน ยิ่งเมื่อดูภูมิศาสตร์ของหาดใหญ่จะเห็นว่าเมื่อน้ำไหลลงมาจากเขาคอหงส์ก็จะเจอชุมชนดั้งเดิมซึ่งเคยเป็นที่นามาก่อน จากนั้นน้ำจะไปทางตะวัน ตกขึ้นเนินเล็กน้อยก่อนจะเอียงลาดและไปลงที่คลองอู่ตะเภา 

“เมื่อก่อนชุมชนยังมีขนาดเล็กและอยู่แบบกระจายตัว แม้จะสร้างขวางทางน้ำจริง แต่พอถึงหน้าน้ำ น้ำก็ยังพอผ่านไปได้ จนเมื่อเมืองขยายตัวบ้านเรือนหนาแน่นขึ้น อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ปลูกบนพื้นดินไม่ยกพื้นสูงแบบในอดีต ร่วมกับการเทคอนกรีตปกคลุมผิวดินทั่วไป เหล่านี้ทำให้น้ำไหลผ่านได้ยาก ครั้นจะซึมลงดินก็ยากเช่นกัน ส่วนโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนก็มักสร้างขวางทางน้ำไหลและสร้างยกตัวให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ บ้านเรือนโดยรอบก็จำต้องถมพื้นที่ให้สูงขึ้นเพื่อหนีน้ำไปด้วย การก่อ สร้างแบบนี้ผมว่าไม่ต่างจากการทำนาขั้นบันไดซึ่งเป็นการกักเก็บน้ำไว้เป็นช่วงๆ ทั้งๆ ที่ที่นี่คือ เมือง”

ปัญหาของหาดใหญ่ที่เห็นในตอนนี้จึงมีทั้งโลกร้อน ระบบการเตือนภัย ภูมิศาสตร์ และโครงสร้างเมือง ประกอบกัน 

ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงเปลยาด ซึ่งบันทึกภาพเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 10.53 น. เผยให้เห็นพื้นที่แห้งหลายส่วนของอำเภอหาดใหญ่ อำเภอควนเนียง และอำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา หลังระดับน้ำท่วใขังเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่บางพื้นที่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังอย่างใกล้ชิด

แนะทางออกที่ภาครัฐควรรู้

“เรื่องรับมือภัยพิบัติต้องบอกว่า ระบบต่างๆ ที่เราเคยมีอยู่ในอดีต ทั้ง ‘ฮาร์ดแวร์’ โครงสร้างพื้นฐาน เช่น คลองระบายน้ำ ระบบระบายน้ำ และ ‘ซอฟท์แวร์’ ชีวิตคนต้องมาก่อนหมายถึงการเตือนภัยอพยพ ต่างไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติในวันนี้ได้แล้ว และจะยิ่งไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตที่จะแรงขึ้นถี่ขึ้นได้ จริงอยู่ที่การยกระบบใหม่อาจจะป้องกันภัยพิบัติไม่ได้ทั้ง หมดแต่ก็ต้องทำเพราะถ้าเกิดภัยพิบัติ 10 ครั้ง การยกระบบใหม่อาจรับมือได้แปดครั้ง แต่ถ้าไม่ทำเลยก็อาจรับมือได้แค่ห้าครั้ง” 

“ส่วนการลดโลกร้อนในวันนี้ ไม่ว่าจะปลูกต้นไม้เพิ่ม หรือเปลี่ยนมาใช้รถ EV ไม่ใช่ว่าจะช่วยได้เลย ธรรมชาติไม่ง่ายขนาดนั้น เอาง่ายๆ เวลาต้มน้ำถึงเราจะปิดแก๊สแล้วแต่กว่าน้ำจะหายร้อนก็นาน แต่โทษทีนะ ตอนนี้นอกจากเรายังไม่ได้ปิดแก๊สแล้ว เรายังเร่งแก๊สด้วยเพราะปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นทุกปี เพียงแต่คำว่าลดโลกร้อนวันนี้ มันมีไว้ช่วยลูกหลานเราใน 80 ปีข้างหน้าซึ่งดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” ผศ.ดร. ธรณ์ แสดงทรรศนะอย่างตรงไปตรงมา 

รศ. ดร.เสรี ก็ชี้ให้เห็นช่องว่างในหาดใหญ่ที่รัฐต้องเร่งแก้ไข นั่นคือ ความใส่ใจในการพร้อมรับภัยพิบัติ 

“ปกติหน่วยงานท้องถิ่นทั้งเทศบาล อำเภอ และจังหวัด ต้องมีแผนเผชิญเหตุตามมติคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว เพียงแต่ได้นำมาสร้างความตระหนักต่อประชาชนก่อนไหม มีการฝึกซ้อม เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ จัดศูนย์อพยพ และเสบียงก่อนเกิดเหตุไหม

“ผู้นำเองก็ต้องมีความรู้ในการจัดการ รู้อำนาจหน้าที่ และประเมินสถานการณ์ได้ว่า อะไรที่ทำได้ทันทีไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง (ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ให้อำนาจท้องถิ่นในการแจ้งเตือนภัย สั่งการให้อพยพ เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์เครื่องมือ โดยสามารถขอกำลังสนับสนุนจากภาคเอกชนได้) ผู้นำต้องแก้ปัญหาในลักษณะการสร้างฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดขึ้นมา แล้วทำงานแบบ ‘Hope for the best, prepare for the worst’ เพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด ส่วนกลางเอง ก็ต้องไปตั้งศูนย์ส่วนหน้าเพื่อเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุด้วยเช่นกัน ดังนั้นความผิดพลาดที่เกิดคือ องคาพยพทั้งหมด ไม่ใช่แค่ท้องถิ่น”  

บริเวณใจกลางเมืองใกล้กับตลาดกิมหยงซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ส่งผลให้ประชาชนและทรัพย์สินจำนวนมากได้รับความเสียหาย

ส่วนทิศทางการรับมือภัยพิบัติในอนาคตของเมืองไทยนั้น รศ. ดร.เสรี ได้ยกกรณีของประเทศญี่ปุ่นมาอธิบายให้ฉันฟัง

“ญี่ปุนแม้จะมีโครงสร้างการจัดการภัยพิบัติซึ่งแบ่งเป็นท้องถิ่นกับส่วนกลางเหมือนเรา แต่ที่แตกต่างคือ ญี่ปุ่นมีนายก รัฐมนตรีลงมาดูแลตามกฎหมายและมีการตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่เป็นอิสระต่อการเมือง ทำหน้าที่ให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่นายกรัฐมนตรีโดยตรงกรณีเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ ซึ่งตรงนี้ไทยเรายังไม่มี ความน่าสนใจอีกอย่างของญี่ปุ่นคือ นอกจากเขาจะมีระบบเตือนภัยฉุกเฉินแห่งชาติ ‘J-Alert’ แล้ว เขายังมีระบบเตือนภัยฉุกเฉินท้องถิ่นที่เรียกว่า ‘L- Alert’ ด้วย 

“หลังรับข้อมูลจาก J-Alert หน่วยงานท้องถิ่นซึ่งมีความเข้มแข็ง เข้าใจสภาพภูมิศาสตร์ และรู้จักกลุ่มคนเปราะบางใน

พื้นที่จะส่งคำเตือนออกไปตามหมู่บ้านที่เสี่ยงต่อภัยพิบัตินั้นๆ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก ส่วนไทยเรายังมีแค่ ‘T- Alert’  ดัง นั้นเราจึงต้องเร่งสร้าง L- Alert ให้กับท้องถิ่นและสร้างท้องถิ่นให้เข้มแข็ง”

ในส่วนโครงสร้างเมืองและโครงข่ายก่อสร้างซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของน้ำนั้น สิทธิศักดิ์เสนอแนวทางว่า

“ในอดีตไทยเราเป็นเมืองน้ำเกือบทั้งประเทศ เราเริ่มสนใจทางบกเมื่อร้อยกว่าปีนี่เอง ดังนั้นเราควรจะอยู่กับน้ำให้เป็นแทนที่จะสู้กับมัน เข้าใจภูมิศาสตร์พื้นที่ที่เราอยู่ รู้ธรรมชาติของน้ำซึ่งไหลจากสูงลงต่ำเสมอ และทางน้ำต้องไหลต้องสะดวกไม่มีอะไรขวาง อย่างที่เกาะบอร์เนียว ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเขามีมาตรการทำรั้วบ้านแบบโปร่งหมดเพื่อให้น้ำไหลผ่านได้ง่ายๆ นอกจากนี้ บ้านเราควรต้องนำกฎหมายสิ่งแวดล้อมด้านผังเมืองที่อยู่ในการใช้ประโยชน์ที่ดิน กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายการขุดดินและถมดินมาใช้อย่างเคร่งครัด เน้นพิจารณาในภาพรวมของเมืองไม่ใช่เชิงปัจเจกอย่างทุกวันนี้”  

เหล่านี้เป็นเสียงสะท้อนในแง่มุมต่างๆ ให้ภาครัฐตระหนักและเร่งดำเนินการ ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป   

แม่และลูกนั่งหยอกล้อกันใต้แสงเทียนขณะมาอาศัยอยู่บริเวณสถานีรถไฟหาดใหญ่ แม้ตอนนี้ปริมาณน้ำจะลดลงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ทั้งคู่และอีกหลายครอบครัวยังไม่สามารถกลับไปพักอาศัยในบ้านของตัวเองได้

บอกทางแก้ที่ประชาชนควรทำความเข้าใจ

“อย่างแรกรู้ว่า โลกร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ สอง ให้กลัวโลกร้อน เพราะจะทำให้มีภัยพิบัติมากขึ้น และสาม ตัวใครตัวมัน เพราะผมรู้ว่า รัฐไม่เปลี่ยน หรือเปลี่ยนแบบช้ามาก เราต้องเปลี่ยนตัวเอง วางแผนการใช้ชีวิตให้รัดกุม ลดภาระการเงินให้มากที่สุด หัดมองโลกในแง่ร้ายเยอะๆ ถ้าเป็นเรื่องภัยพิบัติ มองทุกอย่างให้เป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุด และรู้จักบริหารความเสี่ยงสูงสุด” ผศ.ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ แสดงทรรศนะอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง 

 “ในส่วนบุคคลถ้าเอาหลักการ self help ของญี่ปุ่นมาใช้ก็ดีคือ รู้ความเสี่ยงตัวเอง วิธีแก้ไข แล้วต้องช่วยตัวเองก่อน หลังจากนั้นถึงเป็น community help และ national help ตามลำดับ” รศ. ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ทิ้งท้าย

ภาพมุมสูงสถานการณ์น้ำท่วมในตัวเมืองอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีความรุนแรงเป็นประวัติการณ์ ประชาชนบางส่วนไม่สามารถอพยพออกได้ พวกเขาจึงติดค้างอยู่ภายในบ้านเรือนและอาคารโดยไม่มีทั้งอาหาร น้ำดื่ม และไฟฟ้า ต้องรอคอยความช่วยเหลือ จากภายนอก

“สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เรารู้จักเจ็บและจำ เราต้องลุกขึ้นมาค้นหาความจริง หาความรู้ และสร้างทางเลือกในการใช้ชีวิตใหม่ๆ เพื่อให้อยู่รอดได้ ถ้าเราไม่เรียนรู้หวังแต่จะพึ่งผู้มีอำนาจที่ไม่มีความรู้เหมือนกัน สุดท้ายก็จบเห่กันหมด” สิทธิศักดิ์ ตันมงคล ฝากไว้ให้คิด และฉันก็มองว่า ข้อความนี้ยังใช้ได้กับทุกปัญหาในเมืองไทย ไม่ใช่แค่การรับมือกับภัยพิบัติเท่านั้น 

  เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์

                                                           ภาพถ่าย  อานันท์ ชนมหาตระกูล / Thai News Pix  และหาญณเรศ หริพ่าย


อ่านเพิ่มเติม : สุโขทัย Risks & Resilience

เมืองแห่งการปรับตัวกับน้ำท่วมและน้ำแล้ง

Recommend