ปฏิบัติการเจาะทะลวงแอนตาร์กติกา - National Geographic Thailand

ปฏิบัติการเจาะทะลวงแอนตาร์กติกา

ปฏิบัติการเจาะทะลวงแอนตาร์กติกา

ณ หิ้งน้ำแข็ง Ross หิ้งน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของทวีปแอนตาร์กติกา ทั้งยังมีความสำคัญอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากหิ้งน้ำแข็งนี้เก็บกักน้ำแข็งปริมาณมหาศาลเอาไว้ ประมาณกันว่าหากหิ้งน้ำแข็งทางตะวันตกของแอนตาร์กติกาทั้งหมดเกิดพังถล่มและละลายลงสู่มหาสมุทรจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 10 ฟุต และบริเวณใต้หิ้งน้ำแข็ง Ross คือพื้นที่ที่ได้รับการสำรวจน้อยที่สุดบนโลก

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากนิวซีแลนด์ตัดสินใจใช้ท่อน้ำร้อนเจาะผืนน้ำแข็งลึกลงไปเรื่อยๆ เพื่อศึกษาสภาพและประวัติศาสตร์ของน้ำแข็ง แต่ผลการค้นพบเป็นที่น่าประหลาดใจอย่างมาก ในตอนแรกพวกเขาคาดการณ์ไว้ว่าน้ำแข็งที่อยู่ข้างใต้หิ้งน้ำแข็ง Ross น่าจะกำลังละลาย แต่ปรากฏว่าน้ำแข็งภายในยังคงถูกแช่แข็งไว้อย่างดี ทั้งนี้กระบวนการสำรวจจะยังคงดำเนินต่อไปในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า เพื่อหาคำตอบว่าการเปลี่ยยนแปลงของสภาพอากาศจะส่งผลต่อหิ้งน้ำแข็ง Ross อย่างไรบ้าง

 

อ่านเพิ่มเติม

แอนตาร์กติกา ที่คุณไม่เคยเห็น: ภาพเก่าอายุร้อยปีของทวีปน้ำแข็ง

เรื่องแนะนำ

ภาวะโลกร้อนจะยิ่งทำให้วิกฤติผู้ลี้ภัยในยุโรปย่ำแย่ลง

ผลการศึกษาใหม่ระบุว่า หากในอนาคตการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทวีความรุนแรงขึ้น จะยิ่งขับเคลื่อนให้จำนวนของผู้ลี้ภัยเดินทางเข้าสู่ทวีปยุโรปมากขึ้นทบทวี

ตลอด 40 ปีที่อยู่ในป่า ข้อมูลที่ชายคนนี้รวบรวมกำลังมีส่วนช่วยนักวิทยาศาสตร์

ยินดีต้อนรับสู่เมืองโกธิค ในรัฐโคโลราโด หนึ่งในสถานที่ที่หนาวเย็นที่สุดของสหรัฐอเมริกา เมืองแห่งนี้ถูกทิ้งร้างตั้งแต่ปี 1920 แต่ยังคงมีชายคนหนึ่งปักหลักอาศัยอยู่ที่นี่ สถานที่ที่เขาเรียกว่าบ้าน เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ที่บิลลี่ บาร์อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆ และคอยบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับหิมะที่ตกโปรยปรายลงมาในแต่ละครั้ง อย่างสม่ำเสมอ จากคลิปวิดีโอที่ถ่ายทำโดย Morgan Heim ได้ถ่ายทอดวิถีชีวิตของเขาในแต่ละวันตลอดจนวิธีการเก็บข้อมูลหิมะที่ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นข้อมูลสำคัญแก่บรรดานักวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : 5 ตัวอย่างที่โดรนใต้น้ำกำลังช่วยปกป้องมหาสมุทรให้เรา, โตนเลสาบ ชีวิตลอยน้ำที่กำลังสูญสิ้น

พลังงานนิวเคลียร์คืออะไร

อนาคตของพลังงานนิวเคลียร์อาจขึ้นอยู่กับความสามารถของเหล่านักวิทยาศาสตร์ว่าจะหาทางยังไงที่จะทำให้พลังงานนี้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นและค่าใช้จ่ายที่ลดลง

กำแพงชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก จะทำลายระบบนิเวศของสัตว์จำนวนมาก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐชูนโยบายการสร้างกำแพงกั้นเขตแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย และหนึ่งในนั้นคือความกังวลจากบรรดานักอนุรักษ์ ว่ากำแพงของทรัมป์นั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตของสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนมากกว่าที่คิด แม้ว่าหลายคนอาจจะคิดว่าพื้นที่บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศนั้นแห้งแล้งและเต็มไปด้วยทะเลทราย แต่แท้จริงแล้วภูมิอากาศแบบอบอุ่นกึ่งเขตร้อนของพื้นที่นี้ เป็นบ้านของบรรดาสัตว์หลากชนิดไม่ว่าจะเป็น เสือพูม่า, แมวป่าโอซีล็อต, แอนทิโลป, อาร์มาดิลโล, นก Chachalaca, หมูป่าและกิ้งก่าหนาม กำแพงจะกั้นกลางระหว่างถิ่นหาอาหาร และอพยพของสัตว์เหล่านี้ และทำให้บรรดาสัตว์ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำ ตลอดจนจับคู่สืบพันธุ์ได้เหมือนเดิม ลองชมอนิเมชั่นเหล่านี้แล้วคุณผู้อ่านจะเข้าใจว่านโยบายทางการเมืองส่งผลกระทบต่อการอยู่รอดของสัตว์ป่าเหล่านี้อย่างไรบ้าง   อ่านเพิ่มเติม : คืนป่าให้ชีวิต ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาดของมนุษย์กับธรรมชาติ, ‘สืบ’ สานงานอนุรักษ์