ลอนดอนผงาด - National Geographic Thailand

ลอนดอนผงาด

เดอะชาร์ดตั้งตระหง่านในฐานะตึกสูงที่สุดของลอนดอน ทำให้สัญลักษณ์เก่าๆ อย่างทาวเวอร์บริดจ์ดูเล็กไปถนัดตา ขณะนี้กำลังมีการก่อสร้างตึกระฟ้ากว่า 70 แห่ง ซึ่งส่อแววว่าจะทำให้เส้นขอบฟ้าของลอนดอนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ลอนดอนผงาด

สวนพฤกษศาสตร์คิวตั้งอยู่เหนือคุ้งน้ำของแม่น้ำเทมส์ ห่างจากใจกลางกรุงลอนดอนขึ้นไปทางต้นน้ำราว 11 กิโลเมตร เป็นแหล่งพักใจสงบงามจากป่าคอนกรีตและไอเสียรถยนต์  รุ่มรวยไปด้วยพืชนับพันชนิดที่รวบรวมมาจากซอกมุมอันไกลโพ้นของเครือจักรภาพ การเดินทอดน่องผ่านแปลงกุหลาบพันปีจากหิมาลัย และกอหญ้าจากแทสมาเนียทำให้เรามองเห็นสายสัมพันธ์อันกว้างไกลที่อังกฤษมีต่อโลกภายนอก

ทว่าแม้แต่ที่สวนคิว เราก็ไม่อาจหลุดพ้นไปจากวังวนของชีวิตสมัยใหม่ไปได้  สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ใต้เส้นทางบินสู่ท่าอากาศยานฮีทโรว์โดยตรง  ระหว่างที่ฉันกำลังชื่นชมต้นโอ๊กเก่าแก่ใหญ่ยักษ์ที่โยกย้ายถิ่นฐานมาจากเทือกเขาอัลบอร์ซของอิหร่านในรัชสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย  เครื่องบินโดยสารก็ทยอยบินลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทิ้งช่วงห่างลำละ 27-40 วินาที  รุกขกรของสวนคิวจำเวลาได้ขึ้นใจ เครื่องบินต่อแถวพร้อมจะโฉบลงมายังสนามบินสองทางวิ่งที่ได้ชื่อว่าจอแจที่สุดในโลก

ลอนดอน
ห่างลงไปทางใต้ของแม่น้ำประมาณ 16 กิโลเมตร คือที่ตั้งของประตูน้ำกั้นแม่น้ำเทมส์ ซึ่งเป็นระบบป้องกันน้ำท่วม คลื่นพายุซัดฝั่ง และระดับทะเลที่สูงขึ้น ประตูน้ำทั้งสิบบานซึ่งทำจากเหล็กกล้าสามารถยกสูงได้เท่ากับตึกห้าชั้น

ในบางช่วงที่จอแจที่สุดของวัน  “ราวกับผึ้งตอมไหน้ำผึ้งเลยครับ” ตามคำกล่าวของนักบินพาณิชย์คนหนึ่งซึ่งพูดถึงการจราจรอันแออัดของฮีทโรว์ไว้ในหนังสือรวบรวมประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าของลอนดอนยุคใหม่ โดยเคร็ก เทย์เลอร์

พูดถึงผึ้งตอมไหน้ำผึ้ง ลอนดอนทั้งใหญ่โตขึ้นและมั่งคั่งกว่าที่เคยเป็นมา ที่นี่ป็นบ้านของผู้คนกว่า 8.8  ล้านคน และส่อแววว่าจะเพิ่มขึ้นอีกสองล้านคนภายในปี 2050  ประชากรที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตลอดสามทศวรรษ  เปลี่ยนโฉมหน้าของลอนดอนจากสภาพไม้ใกล้ฝั่ง เป็นมหานครที่มีความสำคัญระดับโลก เป็นศูนย์กลางด้านการเงินระดับแนวหน้า และมีเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ลอนดอน
วิสัยทัศน์สำหรับย่านคิงส์ครอสมีอาทิ การบูรณะสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ 20 แห่ง และเพิ่มสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ในพื้นที่ราว 170 ไร่ สถานีรถไฟคิงส์ครอสได้รับการแปลงโฉมให้แลดูทันสมัยขึ้นกว่าเดิม แต่ละปีมีคนใช้สถานีรถไฟแห่งนี้ 47 ล้านคน

เศรษฐกิจที่ขยายตัวส่งผลให้การก่อสร้างเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงเมกะโปรเจ็กต์บูรณะฟื้นฟูที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปหลายโครงการ  ระบบระบายน้ำเสียด้วยอุโมงค์ใหญ่ยักษ์จะลอดผ่านใต้แม่น้ำเทมส์เพื่อกันไม่ให้สิ่งปฏิกูลเล็ดรอดเข้าสู่ที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง ส่วนเส้นขอบฟ้าของลอนดอนจะได้รับการแปลงโฉมด้วยอาคารสูงอีกกว่า 500 อาคารในมหานคร ซึ่งเคยหลีกเลี่ยงตึกระฟ้ามาช้านาน  ครอสเรลล์ (Crossrail) ซึ่งเป็นโครงการรถไฟใต้ดินความเร็วสูงมูลค่าหกแสนล้านบาทที่สร้างเพื่อลดความแออัดของรถไฟใต้ดินลอนดอน (London Tube) ซึ่งเป็นระบบรถไฟใต้ดินแห่งแรกของโลก  กำหนดเปิดเดินรถสายเอลิซาเบท (Elizabeth Line) ในปีหน้า  โดยจะเพิ่มความคล่องตัวในการเชื่อมต่อระหว่างเขตตะวันตกของลอนดอน และเขตตะวันออกซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา

พื้นที่ต่างๆ ในใจกลางเมืองกำลังถูกนำมาเชื่อมต่อกลับเป็นผืนเดียวกัน ตามโครงการบูรณะแหล่งอุตสาหกรรมให้เป็นย่านชุมชนสำหรับอนาคต โดยมุ่งเน้นที่ถนนคนเดิน พื้นที่สาธารณะ และสิ่งซึ่งอาจจะเป็นแนวทางใหม่ นั่นคือ การสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น มากกว่าเครือข่ายห้างค้าปลีกขนาดใหญ่

ลอนดอน
ผู้มาเยือนชมวิวจากยอดตึกเลขที่ 20 ถนนเฟนเชิร์ช ซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ตึกวอล์กกีทอล์กกี (วิทยุสื่อสาร) แม้รูปทรงตึกจะก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน แต่เมื่อปีที่แล้ว ตึกนี้ถูกขายให้กับบริษัทในฮ่องกงเป็นมูลค่าเกือบ 55,000 ล้านบาท สร้างสถิติราคาตึกแพงที่สุดในลอนดอน

คิงส์ครอส (King’s Cross) อดีตชุมทางขนส่งถ่านหินและธัญพืชที่ทรุดโทรม และในระยะหลังขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งโสเภณีและยาเสพติด กำลังใกล้เสร็จสิ้นกระบวนการแปลงโฉมที่ใช้เวลานานสองทศวรรษ โครงการพัฒนารวมถึงการบูรณะสถานีรถไฟคิงส์ครอส และเซนต์แพนคราส  (สถานีหลังเป็นชุมทางรถไฟยูโรสตาร์ไปปารีส) วิทยาเขตแห่งใหม่สำหรับวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบ  สถานที่แสดงดนตรี น้ำพุ  ตลอดจนโครงการที่พักอาศัยทั้งระดับหรูและปานกลาง เมื่อปลายปีที่แล้ว กูเกิลเริ่มก่อสร้าง “อาคารระพื้น” ความสูง 11ชั้น  ซึ่งจะมีส่วนยาวมากกว่าเดอะชาร์ด ซึ่งเป็นอาคารสูงที่สุดของลอนดอน และจะมีพื้นที่รองรับพนักงาน 7,000 คน  ขณะที่เฟสบุ๊กก็มีโครงการจะย้ายเข้าไปอยู่ในอาคารข้างๆ โดยขยายสำนักงานเพื่อรองรับพนักงาน 6,000 คน

ห่างออกไปราวเจ็ดกิโลเมตรทางใต้ของแม่น้ำเทมส์  บริษัทแอ๊ปเปิ้ลจะเข้าไปครอบครองห้องทำความร้อนของโรงไฟฟ้าแบตเตอร์ซีซึ่งเป็นอาคารประวัติศาสตร์  โดยบูรณะให้กลายเป็นจุดเด่นของย่านไนน์เอล์มส (Nine Elms) การลงทุนของกูเกิลและแอ๊ปเปิ้ลในพื้นที่ขนาดใหญ่และโดดเด่นเช่นนั้น  ไม่ต่างจากการลงมติไว้วางใจให้ชื่อเสียงของลอนดอนในฐานะศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก

ลอนดอน
ด้วยเครือข่ายคลองความยาวรวมกันเกือบ 200 กิโลเมตรในลอนดอน อาทิ คลองรีเจนต์สในย่านคิงส์ครอสในภาพ เรือบ้านได้กลายเป็นทางออกสำหรับค่าเช่าบ้านบนบกที่แพงเกินเอื้อม แต่ชาวเรือกำลังเผชิญกับปัญหาค่าจอดเรือที่เพิ่มสูงขึ้นและกฎข้อบังคับใหม่ๆ ที่จำกัดทางเข้าออก

ความเจริญรุ่งเรืองของลอนดอนมาพร้อมกับปัญหาต่างๆ ของเมืองใหญ่   และขณะที่ปัญหารุมเร้าเหล่านั้นเลวร้ายลง  ก็ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า มหานครอันยิ่งใหญ่ของพวกเขากำลังสูญเสียเสน่ห์จูงใจไปหรือไม่ ปัญหาจราจรย่ำแย่ มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตด้วยโรคหอบหืดในเด็กและคนชรามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาที่ดินที่พุ่งสูงขึ้นผลักดันราคาบ้านขึ้นไปจนสุดเอื้อมสำหรับชาวลอนดอนที่มีฐานะปานกลาง

และแล้วราวกับโชคชะตาพลิกผัน  ก็เกิดเรื่องที่น่าปวดใจ  นั่นคือการที่ลอนดอนกำลังเผชิญกับเบร็กซิต (Brexit – การพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร)  ทำให้หลายฝ่ายออกมาประเมินอย่างหดหู่ว่ายุครุ่งเรืองของลอนดอนอาจมาถึงจุดจบเสียแล้ว

“พวกเรายังไม่รู้จริงๆ ว่า  เบร็กซิตจะออกมาในรูปไหน  หรือจะมีผลกระทบต่อลอนดอนอย่างไร” เป็นความเห็นของ ริชาร์ด บราวน์  ผู้อำนวยการด้านวิจัยของศูนย์ลอนดอน (Centre for London)  ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยระดับมันสมอง “เบรกซิตเกิดขึ้นประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่โลกกำลังขาดเสถียรภาพอย่างมากเสียด้วย  ก็เลยทำให้เส้นทางสู่การเจริญเติบโตที่ดูเหมือนราบรื่น  กลายเป็นเรื่องไม่แน่นอน”

ความรุ่งเรืองจะแปรเปลี่ยนเป็นร่วงโรยจริงหรือ  ลอนดอนจะรับมือกับความท้าทายต่างๆ และยังคงรักษาสถานภาพเป็นเมืองค้าขายที่ยิ่งใหญ่ของโลก ตลอดจนเป็นเมืองที่น่าอยู่ต่อไปได้หรือไม่  เป็นเรื่องยากที่จะนึกภาพว่า ลอนดอนกำลังอยู่ในสภาวะหมิ่นเหม่  โดยเฉพาะเมื่อปั้นจั่นยังหมุนอยู่เหนือโครงการก่อสร้างต่างๆ ทั่วเมือง และทุกวันผู้คนยังพากันหลั่งไหลมายังสนามบินฮีทโรว์และสถานีรถไฟต่างๆ  มิหนำซ้ำยังเป็นการมองข้ามพลังความแข็งแกร่งทางประวัติศาสตร์ที่หยั่งลึกอยู่ในสายเลือดของลอนดอน และโอบอุ้มกลุ่มหมู่บ้านที่รวมตัวกันแห่งนี้มาตลอดระยะเวลา 2,000 ปี

ลอนดอน
หนึ่งในสองกิจการทางใต้ของลอนดอน คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความคิดอันเฉียบแหลมและความยั่งยืน ได้แก่ โกรว์อิ้งอันเดอร์กราวนด์ (Growing Underground) ที่ใช้เครือข่ายหลุมหลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเป็นฟาร์มปลูกพืชผักแบบไร้ดิน

ชาวลอนดอนชอบพูดถึงความสามารถในการฟื้นตัวของลอนดอน   ซึ่งมีตั้งแต่รอดพ้นกาฬโรคระบาดหลายต่อหลายครั้ง ไฟไหม้ใหญ่เมื่อปี 1666 ไปจนถึงการโจมตีทิ้งระเบิดของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ลอนดอนจะผงาดเหนือความท้าทายทั้งหลายที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งการหย่าร้างกับยุโรป

“ลอนดอนอยู่ในสถานะพิเศษเหมือนกับไม่สามารถแตะต้องได้ครับ” ปีเตอร์ กริฟฟิทส์  บรรณาธิการอำนวยการของโครงการศึกษาด้านเมืองต่างๆ ของลอนดอนสกูลออฟเอคอนอมิกส์ มหาวิทยาลัยลอนดอน กล่าวและเสริมว่า “ลอนดอนล้ำหน้าไปไกลกว่าเมืองอื่นๆ จนสามารถรับมือกับสิ่งต่างๆ ขณะที่เมืองอื่นๆ ทำไม่ได้”

เรื่อง      ลอรา พาร์กเกอร์

ภาพถ่าย  ลูกา โลกาเตลลี

 

อ่านเพิ่มเติม

ชมความสว่างไสวยามค่ำคืนของเมืองต่างๆ

 

เรื่องแนะนำ

ชมกรรมวิธีการผลิตซีอิ๊วแบบญี่ปุ่น ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ไว้กว่า 750 ปี

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 13 พระภิกษุชาวญี่ปุ่นเดินทางกลับมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ และตัดสินใจอาศัยอยู่ในเมืองท่าเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ยุอะสะ ในจังหวัดวะกะยะมะ ท่านได้นำองค์ความรู้ใหม่จากประเทศจีนติดตัวกลับมาด้วยหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือการผลิตซีอิ๊ว หรีอซอสถั่วเหลือง เครื่องปรุงรสยอดนิยมสำหรับอาหารเอเชีย ที่เมืองยุอะสะ กรรมวิธีการผลิตซอสถั่วเหลืองยังคงถูกรักษาและสืบทอดต่อกันมา นั่นจึงทำให้ซอสถั่วเหลืองจากเมืองแห่งนี้มีชื่อเสียง มาชมกันว่าภูมิปัญญาแบบชาวญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 750 ปีนี้ พวกเขาทำกันอย่างไร   อ่านเพิ่มเติม : รู้จักกับเครื่องเทศที่มีราคาแพงที่สุดในโลก, ล่าน้ำผึ้งหิมาลัยไปพร้อมกัน! ด้วยวิดีโอแบบ 360 องศา

ในอาคารสงเคราะห์เหล่านี้ ทุกพื้นที่คือเวทีสร้างสรรค์

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย มาริอุช ยานิสเซฟสกี สีที่ผนังหลุดลอก พื้นเต็มไปด้วยคราบสกปรก ตาข่ายห่วงบาสเกตบอลขาดรุ่ย และดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจ เด็กๆ ยังคงหัวเราะสนุกสนานระหว่างเล่นเกม พวกผู้ชายงีบกลางวัน ส่วนบางคนส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ที่ห้องโถง ในเมืองที่มีขึ้นชื่อว่ามีประชากรหนาแน่นที่สุดเมืองหนึ่ง ทุกชั้นของอาคารสงเคราะห์แห่งนี้เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา นี่คือสิ่งที่ มาริอุช ยานิสเซฟสกี ช่างภาพชาวโปแลนด์ค้นพบเมื่อเขาเดินทางมาเยี่ยมชมโครงการอาคารสงเคราะห์ของรัฐบาล ใน Barangay 128 ของเขตทอนโด ในกรุงมะนิลา เมื่อปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวก่อสร้างขึ้นในปี ช่วงทศวรรษ 1990 ใกล้กับภูเขาสโมกกี้ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเป็นแหล่งทิ้งขยะปริมาณมากกว่า 2 ล้านตัน ปัจจุบันอาคารสงเคราะห์เหล่านี้ยังคงเป็นบ้านของบรรดาอดีตคนงาน ยานิสเซฟสกีเคยถ่ายสารคดีทั่วๆ ไป ในฟิลิปปินส์มาก่อน แต่คราวนี้เขามีเรื่องบางอย่างที่ค้างอยู่ในใจ “ผมอยากจะแสดงให้เห็นว่าชีวิตประจำวันในเมืองที่มีประชากรมหาศาลอย่างกรุงมะนิลา มันเป็นอย่างไร” เขากล่าว “และพวกเขาอยู่อาศัยกันอย่างไรในพื้นที่เปิดและตามบันได” ดังนั้นช่างภาพจึงไม่เลือกที่จะถ่ายภาพในหลากหลายมุม แต่เขากลับใช้วิธีการเฝ้ารออยู่ในมุมเดียวแทน เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นเบื้องหน้า แต่ละชั้นเหมือน “เวทีที่ถูกออกแบบมาเหมือนกัน” เขากล่าว แต่เพียงไม่นานแต่ละเวทีก็เปิดเผยเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป : ผู้หญิงลุกขึ้นมาทำอาหาร, ผู้ชายเล่นพนัน, เด็กๆ เล่นการ์ดเกม ยานิสเซฟสกีเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้ในแต่ละสัปดาห์เพื่อบันทึกฉากของครอบครัว, เพื่อนฝูง […]

ภาพความสนิทสนมของคนรักงูกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก

โดย อเล็กซานดรา เกโนวา ภาพถ่าย จาน่า โรมาโนว่า งูเป็นที่น่าหลงใหลและน่ารังเกียจผ่านสายตามนุษย์มานานนับสหัสวรรษ ในอารยธรรมกรีกโบราณ งูคือสัญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์และการเกิดใหม่ ในขณะที่บรรดาชาวคริสต์มองว่างูคือสัญลักษณ์ของการหลุดพ้น ทุกวันนี้งูไม่ใช่แค่อยู่ในวัฒนธรรมป๊อป แต่พวกมันคือสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน จาน่า โรมาโนว่า ช่างสาวภาพชาวรัสเซียผู้เป็นโรคกลัวงู เริ่มต้นโปรเจคเก็บภาพระยะยาวของงูและเจ้าของตามบ้าน ซึ่งการเลี้ยงงูกลายมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลง “ฉันต้องการสำรวจความหวาดกลัวของตนเองและหาคำตอบว่าทำไมผู้คนถึงเก็บสิ่งมีชีวิตนี้ไว้เป็นสัตว์เลี้ยง” เธอกล่าว แต่ภาพถ่ายของโรมาโนว่าไม่ใช่ภาพถ่ายของงูแบบทั่วๆ ไป “ภาพถ่ายของงูในสิ่งแวดล้อมต่างๆ” ผลักการมีส่วนร่วมของผู้ชมออกไป เธอกล่าว ในบรรดารูปที่น่าสนใจของเธอ งูโบอาตัวอ้วนเลื้อยไปมารอบๆ ตู้ไม้, งูเหลือมเลื้อยพันเตารีดที่ตั้งเอาไว้ และงูข้าวโพดเลื้อยไปมาระหว่างแม่เหล็กที่ติดบนตู้เย็นลายเสือดาว   แก้ปัญหาความกลัวงู การถ่ายภาพให้งูกลมกลืนไปกับลวดลายและพื้นหลังไม่ได้แค่เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ยังเป็นการท้าทายตัวเธอเองอีกด้วย “ในตอนแรกเริ่ม ฉันไม่แม้แต่จะมองภาพของพวกมันด้วยซ้ำ” เธอกล่าว “ทุกวันนี้ถ้าให้เลี้ยงสักตัวเป็นสัตว์เลี้ยง ก็โอเคนะ” จากการสำรวจผ่านโปรเจคดังกล่าว เธอสามารถวิเคราะห์จุดเริ่มต้นของความกลัวงูออกมาได้ “ความกลัวงูส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม” เธอกล่าว “เช่นในหนังสยองขวัญ, พ่อแม่ที่เตือนลูกๆ ว่างูเป็นสัตว์อันตรายหรือแม้กระทั่งข่าวปลอมๆ ที่ว่างูกลืนเจ้าของลงท้องไป” โรมาโนว่ายังประหลาดใจมากที่พบว่าผู้ชายจำนวนมากเลี้ยงงูเป็นสัตว์เลี้ยง “ฉันคิดมาตลอดว่าผู้หญิงน่าจะเลี้ยงงูเยอะกว่า เพราะภาพถ่ายจำนวนมากของงูที่กำลังพันรอบตัวพวกเธอ”   สเตอริโอไทป์แบบโซเวียต อีกหนึ่งความท้าทายของเธอในการทำโปรเจคนี้คือ “การแสวงหาความงดงามของยุคหลังโซเวียต” “มันมีความเชื่อหรือภาพลักษณ์ที่มองว่าชาวรัสเซียและบรรดาอดีตประเทศโซเวียตเป็นคนยังไง” […]