แพทย์แผนไทย - National Geographic Thailand

แพทย์แผนไทย

แพทย์แผนไทย

ย้อนหลังไป 50 ปีที่แล้ว  การแพทย์แผนไทยที่หายไปจากท้องถิ่น  การใช้ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นตำราแพทย์ของไทยภาคกลางในการสอบประกอบโรคศิลปะตั้งแต่ พ.ศ. 2479 ทำให้หมอพื้นบ้านจากภาคอื่นๆ ที่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาและสมุนไพรเฉพาะถิ่นสอบตก หยุดรักษา และบางคนอาจถึงกับต้องเผาตำราทิ้ง เพราะกลัวทางการจับกุม จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการล่มสลายของการ แพทย์แผนไทย

หากถอยหลังกลับไปไกลกว่านั้น  หลังก่อตั้ง “โรงศิริราชพยาบาล” เมื่อ พ.ศ. 2431 โรงเรียนราชแพทยาลัยเพื่อผลิตแพทย์ก็เกิดขึ้นในอีกสองปีต่อมา ในช่วง 25 ปีแรก มีการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยควบคู่ไปกับแพทย์แผนตะวันตก แล้วยุติการสอนแพทย์แผนไทยใน พ.ศ. 2458  การแพทย์แผนไทยจึงจำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าถึงองค์ความรู้และคนที่เข้าไม่ถึงการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่พอมีความรู้การแพทย์พื้นบ้านเท่านั้น

แต่ทุกวันนี้  เมื่อหันมาสังเกตรอบตัวจึงพบว่า  สมุนไพรเริ่มกลับมาเป็นของประจำบ้านในรูปบรรจุภัณฑ์ทันสมัย  เมื่อผสมรวมเข้ากับข่าวคราวเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เช่น โครงการเมืองสมุนไพร  การตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย การให้การบริการแพทย์แผนไทยในระดับตำบล  ก็ชวนให้คิดว่า ยุคนี้เป็นยุคที่การแพทย์แผนไทยกำลังหวนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง จนฉันอยากเรียกเล่นๆ ว่า เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของแพทย์แผนไทยเลยทีเดียว

พทป. ทวิช ปรีดี  แพทย์แผนไทยประยุกต์ประจำร้านขายยาโพธิเงิน-อภัยภูเบศร โอสถ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าถึงวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยของที่นี่ว่า “ตามกระบวนการเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค การตรวจอาการจะมีหลายแบบ และสามารถใช้เครื่องมือสมัยใหม่อย่างเครื่องวัดความดันและหูฟังแพทย์ร่วมด้วยได้ ตรวจธาตุเจ้าเรือน ดูว่าเป็นคนธาตุอะไร ควรปฏิบัติตัวอย่างไร  กินอาหารอย่างไร ถ้าคนไข้มาโดยมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะซักถามอาการ และบางทีอาจจับชีพจรเพื่อช่วยประเมินโรค การจับชีพจรแบบแผนไทย เราจะมองเป็นธาตุ ดูว่าธาตุอะไรเสียไป แล้วจึงจัดยาหรือหัตถการปรับสมดุลธาตุ”

“ตามทฤษฎีธาตุ วาตะคือลม ปิตะคือไฟ และเสมหะคือดินกับน้ำ หลักการสำคัญคือต้องมีชีวิตที่สมดุล อะไรที่สูงต้องดึงลง อะไรที่ต่ำต้องดึงขึ้น อะไรที่พอดีต้องรักษาไว้ เช่น ผู้หญิงเสมหะเยอะ ตอนท้องผู้หญิงจะอ้วน จะลดเสมหะได้ก็ต้องอยู่ไฟ และเมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัยมีลมเป็นเจ้าเรือน ผู้เฒ่าผิวจะแห้ง นอนหลับยาก มีคนไข้คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ตอนจะหมดประจำเดือนถึงขนาดคิดจะฆ่าตัวตาย ซึมเศร้ามากเพราะลมกำเริบ และค้นพบว่า การสวดมนต์ช่วยบรรเทาได้  บางวัฒนธรรมจึงให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีไปถือศีลเป็นแม่ขาว ถ้าเราอยู่กับความโลภโกรธหลงคือความคิด  ลมก็จะเติบโต ทำให้เราไม่มีสมดุลในตัวเองการมีวินัยมีศีลเกาะยึดจะช่วยได้” เภสัชกรหญิง ดร.สุภาภรณ์ หรือ “หมอต้อม” อธิบายเพิ่มเติม

แพทย์แผนไทย
การเผายาเป็นวิธีการรักษาวิธีหนึ่งของแพทย์แผนไทยที่มีมาแต่โบราณ การเผาขมิ้นชัน ข่า ตะไคร้บริเวณ สะดือซึ่งเป็นจุดกำเนิดเส้นประธานสิบหรือเส้นพลังงานของไทย ช่วยปรับสมดุลร่างกาย กระจายลมในลำไส้ และกระตุ้นการทำงานของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร

เมื่อฉันสืบค้นข้อมูลลึกขึ้นจึงรู้ว่า  การแพทย์ในซีกโลกตะวันออก เช่น การแพทย์แผนจีน อายุรเวทของอินเดีย การแพทย์อิสลาม และการแพทย์แผนไทย ล้วนมีหลักการเดียวกันคือ สรรพสิ่งในโลกนี้ประกอบด้วยธาตุ  ความเจ็บป่วยใดๆ ล้วนเกิดจากความไม่สมดุลของธาตุ  ใน คัมภีร์ฉันทศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคัมภีร์ของ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ กล่าวว่า ความแปรปรวนของธาตุซึ่งเป็นต้นเหตุของความเจ็บป่วยมี 5 ประการคือ ธาตุพิการ ธาตุกำเริบ ธาตุหย่อน ธาตุแตก และธาตุออกจากร่างกาย ทั้งหมดนี้มีมูลเหตุสำคัญ 12 ประการ ได้แก่ อาหาร อิริยาบถ อากาศร้อน อากาศเย็น อดนอน อดข้าว อดน้ำ กลั้นอุจจาระ กลั้นปัสสาวะ ทำงานเกินกำลัง ความโศกเศร้าเสียใจ โทสะมาก จะเห็นได้ว่า มูลเหตุแห่งโรคล้วนเป็นเรื่องของวิถีชีวิตทั้งสิ้น และเป็นวิถีชีวิตที่ทำให้คนสมัยนี้เจ็บไข้ได้ป่วย

สมัยเรียนชั้นมัธยม ฉันส่งคำขวัญเข้าประกวดในงานสัปดาห์สมุนไพรไทยของโรงเรียนและได้รับรางวัลชนะเลิศ คำขวัญนั้นคือ “สมุนไพรไทย เพชรในวงการแพทย์” เมื่อต้องค้นหาข้อมูลเขียนบทความเรื่องนี้จึงเพิ่งรู้ว่า นั่นเป็นเหตุการณ์ร่วมสมัยกับยุคแห่งการฟื้นฟูภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยครั้งใหญ่ของประเทศ  ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก พ.ศ. 2520  ที่ประชุมเรียกร้องให้รัฐบาลทุกประเทศจัดการด้านสาธารณสุขให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาสุขภาพในอีก 20 ปีข้างหน้า ภายใต้คำขวัญ “สุขภาพดีถ้วนหน้าในปี 2543” ประเทศไทยก็รับลูกโดยกำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (2520-2524) เป็นต้นมา แล้วคลอดนโยบายการสาธารณสุขมูลฐาน หมายถึงการสาธารณสุขระดับชุมชน  ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ก่อตั้งอายุรเวทวิทยาลัยเพื่อผลิตแพทย์แผนไทยรุ่นใหม่อีกครั้ง

นิสิตคณะการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร มหาวิทยาลัยบูรพา กำลังฝึก “ยกกระดาน” เพื่อให้นิ้วมีกำลังแข็งแรง ช่วยให้การนวดตามแบบราชสำนัก ซึ่งไม่ใช้ศอกและเท้า (ต่างจากการนวดแบบเชลยศักดิ์) มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในช่วงนั้น  สมุนไพรถือเป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างสาธารณสุขมูลฐานของประเทศ กระทรวงสาธารณสุขเริ่มทำโครงการสมุนไพรกับสาธารณสุขมูลฐานเมื่อปี พ.ศ. 2524  เป็นช่วงเวลาเดียวกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง (ปัจจุบันคือมูลนิธิสุขภาพไทย) และนักวิชาชีพด้านสาธารณสุขหัวก้าวหน้าเริ่มฟื้นฟูสมุนไพรและการนวดไทย พอถึงปี พ.ศ. 2526หมอต้อมเริ่มศึกษาข้อมูลสมุนไพรจากฐานข้อมูลที่มีผู้รวบรวมไว้ก่อนหน้าและจากหมอพื้นบ้าน และเริ่มออกเดินป่าเพื่อตามหาสิ่งที่เธอเรียกว่า “ขุมทรัพย์ชีวภาพ” นับตั้งแต่ พ.ศ. 2529 จนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์สำคัญที่ขับเคลื่อนให้สมุนไพรไทยได้รับความนิยม คือวิกฤติเศษฐกิจช่วงปี พ.ศ. 2540 สมุนไพรได้รับการวางบทบาทเป็นผู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งระดับชุมชนและระดับประเทศ ขณะนั้นโรงพยาบาลอภัยภูเบศรซึ่งประสบความสำเร็จในการผลิตยาสมุนไพรใช้ในโรงพยาบาล เริ่มขยายสายการผลิตจากยาไปสู่เครื่องดื่มและเวชสำอางแล้ว เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชุมชนและภาคเอกชนหันมาปลูกและทำผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างคึกคัก หนึ่งในสมุนไพรอภัยภูเบศรที่สร้างปรากฏการณ์ระดับประเทศคือมะขามป้อม “พอขึ้นทะเบียนยาแก้ไอมะขามป้อม ก็มีผลิตภัณฑ์มะขามป้อมอื่นๆ ตามมา จนมะขามป้อมขาดตลาดไปทั้งประเทศ”

คนไทยรู้จักสมุนไพรอย่างกว้างขวาง การพัฒนาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคพื้นฐานบรรลุผล  เมื่อยาสมุนไพรปรากฏในบัญชียาหลักแห่งชาติ 19 รายการ ซึ่งครอบคลุมทุกโรคพื้นฐาน

ทว่าประเทศชาติคาดหวังกับสมุนไพรไทยมากกว่านั้น  แผนปฏิบัติการ 5 ปีในยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ที่รัฐบาลประกาศเมื่อปลายปีที่แล้ว  ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้ได้ 3.2 แสนล้านบาท และสร้างเมืองสมุนไพรซึ่งหมายถึงเมืองที่มีการใช้สมุนไพรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือปลูก ผลิต ใช้ และจำหน่าย

ครั้งหนึ่งศาสตร์การนวดที่เป็นของเก่าแก่คู่สังคมไทยมาเนิ่นนานถูกตัดออกไปจากสารบบการแพทย์แผนไทย โดยหล่นหายไปจากพระราชบัญญัติการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2479 อย่างไม่มีใครรู้ การนวดไทยเพิ่งจะได้รับการฟื้นฟูเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนและระบบสาธารณสุขบ้านเราเมื่อ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา  และสภาการแพทย์แผนไทยรับรองให้การนวดไทยเป็นสาขาหนึ่งของการแพทย์แผนไทยเมื่อ พ.ศ. 2544 นี่เอง

ประชาชนสักการะรูปหล่อของหมอชีวกโกมารภัจจ์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เพื่อหวังให้ สุขภาพแข็งแรง หายจากความเจ็บไข้ได้ป่วย ตามพุทธประวัติ หมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นแพทย์ประจำพระองค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้รับยกย่องเป็นบรมครูแห่งการแพทย์แผนไทย

“ปัจจุบันมีนักเรียนนวดปีละประมาณ 5,000 คน  เป็นคนไทยร้อยละ 60 และชาวต่างประเทศร้อยละ 40 นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีเป้าหมายไปทำงานต่างประเทศอยู่แล้วจึงมาเรียนนวด เสรัชย์ ตั้งตรงจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนนวดแผนโบราณเชตวัน เล่า  กว่าจะถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โรงเรียนนวดวัดโพธิ์ฯ อยู่ใต้ร่มโรงเรียนแพทย์แผนโบราณพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ซึ่งมีอายุ 60 ปีแล้ว ช่วงเจ็ดปีแรก กระทรวงศึกษาธิการไม่อนุญาตให้ตั้งโรงเรียนสอนนวดไทย เนื่องจากสมัยนั้นการนวดแผนโบราณมีภาพลักษณ์ตกต่ำและถูกมองในเชิงค้าประเวณี จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมายังวัดโพธิ์เมื่อปี พ.ศ. 2504 และตรัสถามว่า มีการสอนนวดหรือไม่ ต่อมาทางการจึงอนุญาตให้ตั้งโรงเรียนนวดวัดโพธิ์ขึ้น โดยเริ่มการเรียนการสอนเมื่อกลางปี พ.ศ. 2505 และเป็นรู้จักในระดับโลกเมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา หลังนิตยสารท่องเที่ยวและหนังสือพิมพ์ต่างประเทศเริ่มตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับโรงเรียน  และประมาณปี พ.ศ. 2535 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า หมอนวดไทยที่ไปทำงานต่างประเทศส่งเงินกลับบ้านปีละประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ทำให้มีชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเรียนที่นี่มากขึ้น   โรงเรียนนวดวัดโพธิ์จึงเป็นแหล่งผลิตหมอนวดไทย “ส่งออก” ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย

สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยและกาลเวลา เช่นเดียวกับการแพทย์แผนไทยที่แม้จะเป็นศาสตร์เก่าแก่มีหลักคิดและวิธีการใช้ที่ระบุไว้ในตำราดั้งเดิม แต่เมื่อนำมาใช้ ก็ต้องถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทและความต้องการของยุคสมัย

สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมิถุนายน 2560

 

เรื่อง  ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

ภาพถ่าย  ภานุพงศ์ ช่างฉาย

เรื่องแนะนำ

ขนย้ายฟาโรห์รามเสสที่ 2 ไปยังบ้านหลังใหม่

ขนย้าย ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ไปยังบ้านหลังใหม่ รูปปั้นอายุ 3,200 ปีนี้ เป็นรูปปั้นของฟาโรห์รามเสสที่ 2 กษัตริย์ผู้เคยปกครองอาณาจักรอียิปต์ในปีที่ 1279 – 1213 ก่อนคริสต์กาล เชื่อกันว่าในรัชสมัยของพระองค์นั้น พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงอำนาจมากที่สุด และขณะนี้ทางการอียิปต์ได้เคลื่อนย้ายรูปปั้นของพระองค์ไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ กระบวนการขนย้ายรูปปั้นฟาโรห์รามเสสที่ 2น้ำหนัก 83 ตัน สูง 30 ฟุต กินเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ขั้นตอนถูกปฏิบัติอย่างเป็นมืออาชีพและสมพระเกียรติ ท่ามกลางประชาชนมากมายที่มารอดูด้วยความสนใจ โดยรูปปั้นของฟาโรห์รามเสสที่ 2 จะถูกจัดแสดงยังบ้านหลังใหม่คือพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองกีซา ในอียิปต์   อ่านเพิ่มเติม เผยภาพถ่ายสมาชิกราชวงศ์ผู้ใกล้ชิดที่สุดของ ตุตันคามุน

The Jumper : เด็กโดดแห่งสังขละบุรี

เรื่องและภาพ วีรวัฒน์  เวียงไชย (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) หนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวมักจะมี อ. สังขละบุรี จ. กาญจนบุรี อยู่ในรายการด้วยเสมอ  นอกจากวัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวไทยหลากเชื้อชาติในท้องถิ่นแล้ว นักท่องเที่ยวยังเดินทางมาเพื่อสัมผัสกับอากาศที่เย็นสบาย วิวของเขื่อนวชิราลงกรณ์ และการกระโดดสะพานมอญของเด็กโดดแห่งสังขละบุรี ในขณะที่เด็กไทยเชื้อสายมอญบางส่วนแต่งชุดประจำถิ่น อาสาเป็นไกด์บรรยายประวัติความเป็นมาของสะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์และเมืองสังขละบุรี แต่ยังมีเด็กชายล้วนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยความกล้าเพื่อกระโดดจากสะพานมอญซึ่งสูงหลายสิบเมตรเพื่อเรียกเสียงฮือฮาจากนักท่องเที่ยว  ทั้งหมดสวมเฉพาะกางเกงและปราศจากอุปกรณ์ป้องกันตัวเมื่อกระโดดจากที่สูงลงสู่พื้นน้ำข้างล่างที่มีเรือแล่นผ่านไปมาไม่ขาดสาย  นอกจากคำถามต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็กๆ ที่แลกกับการท่องเที่ยวแล้ว วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเพราะรายได้พวกเขา เช่น การขาดเรียน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การทะเลาะวิวาท ใช้ยาเสพติด ฯลฯ ยังทำให้เกิดข้อสงสัยต่ออนาคตของพวกเขาเองด้วย  

ฝาแฝดคู่นี้บอกว่าการเหยียดผิวเลวร้ายแค่ไหน

ฝาแฝดคู่นี้บอกว่าการเหยียดผิวเลวร้ายแค่ไหน Marcia วัย 11 ขวบ มีผิวขาวและผมสีน้ำตาล ส่วน Millie วัย 11 ขวบมีผิวสีน้ำตาลและผมสีดำ คุณผู้อ่านคงประหลาดใจที่รับรู้ว่าเธอทั้งคู่เป็นฝาแฝดกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเธอต้องพร่ำบอกผู้อื่น ด้วยความที่ทั้งสองมีสีผิวต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้ใครหลายคนคิดว่าทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมากกว่า “การเหยียดสีผิวเป็นอะไรที่ผู้คนใช้ตัดสินคุณ แทนที่จะตัดสินจากตัวตนที่คุณเป็นจริงๆ” Millie ฝาแฝดผู้มีผิวสีเข้มกล่าว “หนูว่าการแบ่งแยกสีผิวเป็นอะไรที่แย่มาก” Marcia กล่าวเสริม “เพราะมันทำร้ายความรู้สึกของผู้คนค่ะ” นี่คือคำตอบของเด็กน้อยที่มีต่อการแบ่งแยกสีผิวในสังคมปัจจุบัน และเมื่อถามว่าเราควรจะรับมืออย่างไร? ฝาแฝดทั้งสองได้ให้ความเห็นที่มีประโยชน์นั่นคือ ทำเพิกเฉยสิ คิดเสียว่าคุณไม่ได้ยินประโยคเหล่านั้น และสนับสนุนให้ทุกคนเป็นตัวของตนเอง เพราะไม่ว่าคุณจะมีสีผิวอะไรนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ *ติดตามเรื่องราวของคู่แฝดต่อได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนเมษายน   อ่านเพิ่มเติม บรรพบุรุษชาวอังกฤษมีผิวดำ, ผมหยิก และตาสีฟ้า

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา วันหนึ่งเมื่อปี 2004 ที่หมู่บ้านเกษตรกรรมเอ็นจิเนียร์ในเคนยา ซึ่งได้ชื่อนี้มาเพราะเคยมีคนอังกฤษเปิดร้านซ่อมเครื่องยนต์กลไกที่นั่น เด็กชายร่างผอมบางผู้มีสายตาสั้นเดินผ่านร้านรับพิมพ์งานแห่งเดียวในหมู่บ้านและเห็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือคอมพิวเตอร์ เด็กชายยืนข้างเครื่องที่ส่งเสียงหึ่งๆ สายตาจับจ้องไปที่คำและตัวเลขบนกระดาษที่ส่งผ่านจากคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ปีเตอร์ คารีอูคี เด็กชายซึ่งเพิ่งย่างเข้าวัยรุ่นได้ค้นพบอนาคตของตนเอง พ่อแม่ของปีเตอร์ซึ่งปลูกกะหล่ำและมันฝรั่งพอยังชีพ  เริ่มกังวลว่าลูกของตนไปขลุกอยู่ที่ร้านพิมพ์งานนานเกินไปไม่มีชาวบ้านเอ็นจิเนียร์คนใดเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แม้แต่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ก็มีอยู่ไม่กี่หลัง การเฟื่องฟูของธุรกิจเทคโนโลยีคือแนวคิดอันไกลห่าง  กระนั้น ปีเตอร์ก็ติดใจเสียแล้ว  เมื่อคะแนนสูงลิ่วในระดับประถมศึกษาส่งให้เขาเข้าโรงเรียนมาเซโนอันทรงเกียรติ (ซึ่งมีศิษย์เก่าอย่างบิดาของบารัก โอบามา) ครูให้เขาถือกุญแจห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ซึ่งปีเตอร์จะเข้าไปนั่งเขียนโปรแกรมทั้งคืน พอถึงปี 2010 พ่อมดคอมพิวเตอร์วัย 18 ปีก็เดินทางไปกรุงคิกาลี เมืองหลวงของรวันดา  เขาได้งานออกแบบระบบออกตั๋วอัตโนมัติให้ระบบรถโดยสารประจำทางของที่นั่น  ถึงแม้คิกาลีจะเป็นหนึ่งในเมืองที่สะอาดและปลอดอาชญากรรมที่สุดในแอฟริกา ทว่าระบบขนส่งมวลชนกลับไม่หนีประเทศอื่นๆ  รถประจำทาง (ที่จริงเป็นเพียงรถตู้) ไม่ตรงเวลา  แน่นเป็นปลากระป๋องและช้ายังกับเต่าคลาน  คนเดินทางส่วนใหญ่พึ่งจักรยานยนต์รับจ้างซึ่งขึ้นชื่อเรื่องขับขี่หวาดเสียว อันที่จริงในภูมิภาคซับสะฮาราของแอฟริกา อุบัติเหตุบนท้องถนนคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ไล่ตามเอดส์และมาลาเรียมาติดๆ และสถิติของตำรวจที่คาริอูคีเห็นก็บ่งชี้ว่า  อุบัติเหตุบนท้องถนนราวร้อยละ 80 ในคิกาลีเกี่ยวข้องกับจักรยานยนต์ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้  คาริอูคีกับรูมเมตชื่อ บาร์เร็ตต์ แนช เพื่อนร่วมอุดมการณ์สตาร์ท-อัปจากแคนาดา  จับมือกัน หลังปิดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปในตอนเย็น คาริอูคีกับแนชจะเดินผ่านย่านเริงรมย์ของคิกาลีไปยังบาร์กลางแจ้งเพื่อนั่งดื่มเบียร์  พลางครุ่นคิดหาคำตอบของคำถามพื้นฐานว่า พวกเขาจะจัดหาบริการจักรยานยนต์รับจ้างที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ […]