แพทย์แผนไทย - National Geographic Thailand

แพทย์แผนไทย

แพทย์แผนไทย

ย้อนหลังไป 50 ปีที่แล้ว  การแพทย์แผนไทยที่หายไปจากท้องถิ่น  การใช้ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นตำราแพทย์ของไทยภาคกลางในการสอบประกอบโรคศิลปะตั้งแต่ พ.ศ. 2479 ทำให้หมอพื้นบ้านจากภาคอื่นๆ ที่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาและสมุนไพรเฉพาะถิ่นสอบตก หยุดรักษา และบางคนอาจถึงกับต้องเผาตำราทิ้ง เพราะกลัวทางการจับกุม จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการล่มสลายของการ แพทย์แผนไทย

หากถอยหลังกลับไปไกลกว่านั้น  หลังก่อตั้ง “โรงศิริราชพยาบาล” เมื่อ พ.ศ. 2431 โรงเรียนราชแพทยาลัยเพื่อผลิตแพทย์ก็เกิดขึ้นในอีกสองปีต่อมา ในช่วง 25 ปีแรก มีการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยควบคู่ไปกับแพทย์แผนตะวันตก แล้วยุติการสอนแพทย์แผนไทยใน พ.ศ. 2458  การแพทย์แผนไทยจึงจำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าถึงองค์ความรู้และคนที่เข้าไม่ถึงการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่พอมีความรู้การแพทย์พื้นบ้านเท่านั้น

แต่ทุกวันนี้  เมื่อหันมาสังเกตรอบตัวจึงพบว่า  สมุนไพรเริ่มกลับมาเป็นของประจำบ้านในรูปบรรจุภัณฑ์ทันสมัย  เมื่อผสมรวมเข้ากับข่าวคราวเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เช่น โครงการเมืองสมุนไพร  การตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย การให้การบริการแพทย์แผนไทยในระดับตำบล  ก็ชวนให้คิดว่า ยุคนี้เป็นยุคที่การแพทย์แผนไทยกำลังหวนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง จนฉันอยากเรียกเล่นๆ ว่า เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของแพทย์แผนไทยเลยทีเดียว

พทป. ทวิช ปรีดี  แพทย์แผนไทยประยุกต์ประจำร้านขายยาโพธิเงิน-อภัยภูเบศร โอสถ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าถึงวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยของที่นี่ว่า “ตามกระบวนการเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค การตรวจอาการจะมีหลายแบบ และสามารถใช้เครื่องมือสมัยใหม่อย่างเครื่องวัดความดันและหูฟังแพทย์ร่วมด้วยได้ ตรวจธาตุเจ้าเรือน ดูว่าเป็นคนธาตุอะไร ควรปฏิบัติตัวอย่างไร  กินอาหารอย่างไร ถ้าคนไข้มาโดยมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะซักถามอาการ และบางทีอาจจับชีพจรเพื่อช่วยประเมินโรค การจับชีพจรแบบแผนไทย เราจะมองเป็นธาตุ ดูว่าธาตุอะไรเสียไป แล้วจึงจัดยาหรือหัตถการปรับสมดุลธาตุ”

“ตามทฤษฎีธาตุ วาตะคือลม ปิตะคือไฟ และเสมหะคือดินกับน้ำ หลักการสำคัญคือต้องมีชีวิตที่สมดุล อะไรที่สูงต้องดึงลง อะไรที่ต่ำต้องดึงขึ้น อะไรที่พอดีต้องรักษาไว้ เช่น ผู้หญิงเสมหะเยอะ ตอนท้องผู้หญิงจะอ้วน จะลดเสมหะได้ก็ต้องอยู่ไฟ และเมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัยมีลมเป็นเจ้าเรือน ผู้เฒ่าผิวจะแห้ง นอนหลับยาก มีคนไข้คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ตอนจะหมดประจำเดือนถึงขนาดคิดจะฆ่าตัวตาย ซึมเศร้ามากเพราะลมกำเริบ และค้นพบว่า การสวดมนต์ช่วยบรรเทาได้  บางวัฒนธรรมจึงให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีไปถือศีลเป็นแม่ขาว ถ้าเราอยู่กับความโลภโกรธหลงคือความคิด  ลมก็จะเติบโต ทำให้เราไม่มีสมดุลในตัวเองการมีวินัยมีศีลเกาะยึดจะช่วยได้” เภสัชกรหญิง ดร.สุภาภรณ์ หรือ “หมอต้อม” อธิบายเพิ่มเติม

แพทย์แผนไทย
การเผายาเป็นวิธีการรักษาวิธีหนึ่งของแพทย์แผนไทยที่มีมาแต่โบราณ การเผาขมิ้นชัน ข่า ตะไคร้บริเวณ สะดือซึ่งเป็นจุดกำเนิดเส้นประธานสิบหรือเส้นพลังงานของไทย ช่วยปรับสมดุลร่างกาย กระจายลมในลำไส้ และกระตุ้นการทำงานของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร

เมื่อฉันสืบค้นข้อมูลลึกขึ้นจึงรู้ว่า  การแพทย์ในซีกโลกตะวันออก เช่น การแพทย์แผนจีน อายุรเวทของอินเดีย การแพทย์อิสลาม และการแพทย์แผนไทย ล้วนมีหลักการเดียวกันคือ สรรพสิ่งในโลกนี้ประกอบด้วยธาตุ  ความเจ็บป่วยใดๆ ล้วนเกิดจากความไม่สมดุลของธาตุ  ใน คัมภีร์ฉันทศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคัมภีร์ของ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ กล่าวว่า ความแปรปรวนของธาตุซึ่งเป็นต้นเหตุของความเจ็บป่วยมี 5 ประการคือ ธาตุพิการ ธาตุกำเริบ ธาตุหย่อน ธาตุแตก และธาตุออกจากร่างกาย ทั้งหมดนี้มีมูลเหตุสำคัญ 12 ประการ ได้แก่ อาหาร อิริยาบถ อากาศร้อน อากาศเย็น อดนอน อดข้าว อดน้ำ กลั้นอุจจาระ กลั้นปัสสาวะ ทำงานเกินกำลัง ความโศกเศร้าเสียใจ โทสะมาก จะเห็นได้ว่า มูลเหตุแห่งโรคล้วนเป็นเรื่องของวิถีชีวิตทั้งสิ้น และเป็นวิถีชีวิตที่ทำให้คนสมัยนี้เจ็บไข้ได้ป่วย

สมัยเรียนชั้นมัธยม ฉันส่งคำขวัญเข้าประกวดในงานสัปดาห์สมุนไพรไทยของโรงเรียนและได้รับรางวัลชนะเลิศ คำขวัญนั้นคือ “สมุนไพรไทย เพชรในวงการแพทย์” เมื่อต้องค้นหาข้อมูลเขียนบทความเรื่องนี้จึงเพิ่งรู้ว่า นั่นเป็นเหตุการณ์ร่วมสมัยกับยุคแห่งการฟื้นฟูภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยครั้งใหญ่ของประเทศ  ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก พ.ศ. 2520  ที่ประชุมเรียกร้องให้รัฐบาลทุกประเทศจัดการด้านสาธารณสุขให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาสุขภาพในอีก 20 ปีข้างหน้า ภายใต้คำขวัญ “สุขภาพดีถ้วนหน้าในปี 2543” ประเทศไทยก็รับลูกโดยกำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (2520-2524) เป็นต้นมา แล้วคลอดนโยบายการสาธารณสุขมูลฐาน หมายถึงการสาธารณสุขระดับชุมชน  ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ก่อตั้งอายุรเวทวิทยาลัยเพื่อผลิตแพทย์แผนไทยรุ่นใหม่อีกครั้ง

นิสิตคณะการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร มหาวิทยาลัยบูรพา กำลังฝึก “ยกกระดาน” เพื่อให้นิ้วมีกำลังแข็งแรง ช่วยให้การนวดตามแบบราชสำนัก ซึ่งไม่ใช้ศอกและเท้า (ต่างจากการนวดแบบเชลยศักดิ์) มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในช่วงนั้น  สมุนไพรถือเป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างสาธารณสุขมูลฐานของประเทศ กระทรวงสาธารณสุขเริ่มทำโครงการสมุนไพรกับสาธารณสุขมูลฐานเมื่อปี พ.ศ. 2524  เป็นช่วงเวลาเดียวกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง (ปัจจุบันคือมูลนิธิสุขภาพไทย) และนักวิชาชีพด้านสาธารณสุขหัวก้าวหน้าเริ่มฟื้นฟูสมุนไพรและการนวดไทย พอถึงปี พ.ศ. 2526หมอต้อมเริ่มศึกษาข้อมูลสมุนไพรจากฐานข้อมูลที่มีผู้รวบรวมไว้ก่อนหน้าและจากหมอพื้นบ้าน และเริ่มออกเดินป่าเพื่อตามหาสิ่งที่เธอเรียกว่า “ขุมทรัพย์ชีวภาพ” นับตั้งแต่ พ.ศ. 2529 จนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์สำคัญที่ขับเคลื่อนให้สมุนไพรไทยได้รับความนิยม คือวิกฤติเศษฐกิจช่วงปี พ.ศ. 2540 สมุนไพรได้รับการวางบทบาทเป็นผู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งระดับชุมชนและระดับประเทศ ขณะนั้นโรงพยาบาลอภัยภูเบศรซึ่งประสบความสำเร็จในการผลิตยาสมุนไพรใช้ในโรงพยาบาล เริ่มขยายสายการผลิตจากยาไปสู่เครื่องดื่มและเวชสำอางแล้ว เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชุมชนและภาคเอกชนหันมาปลูกและทำผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างคึกคัก หนึ่งในสมุนไพรอภัยภูเบศรที่สร้างปรากฏการณ์ระดับประเทศคือมะขามป้อม “พอขึ้นทะเบียนยาแก้ไอมะขามป้อม ก็มีผลิตภัณฑ์มะขามป้อมอื่นๆ ตามมา จนมะขามป้อมขาดตลาดไปทั้งประเทศ”

คนไทยรู้จักสมุนไพรอย่างกว้างขวาง การพัฒนาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคพื้นฐานบรรลุผล  เมื่อยาสมุนไพรปรากฏในบัญชียาหลักแห่งชาติ 19 รายการ ซึ่งครอบคลุมทุกโรคพื้นฐาน

ทว่าประเทศชาติคาดหวังกับสมุนไพรไทยมากกว่านั้น  แผนปฏิบัติการ 5 ปีในยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ที่รัฐบาลประกาศเมื่อปลายปีที่แล้ว  ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้ได้ 3.2 แสนล้านบาท และสร้างเมืองสมุนไพรซึ่งหมายถึงเมืองที่มีการใช้สมุนไพรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือปลูก ผลิต ใช้ และจำหน่าย

ครั้งหนึ่งศาสตร์การนวดที่เป็นของเก่าแก่คู่สังคมไทยมาเนิ่นนานถูกตัดออกไปจากสารบบการแพทย์แผนไทย โดยหล่นหายไปจากพระราชบัญญัติการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2479 อย่างไม่มีใครรู้ การนวดไทยเพิ่งจะได้รับการฟื้นฟูเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนและระบบสาธารณสุขบ้านเราเมื่อ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา  และสภาการแพทย์แผนไทยรับรองให้การนวดไทยเป็นสาขาหนึ่งของการแพทย์แผนไทยเมื่อ พ.ศ. 2544 นี่เอง

ประชาชนสักการะรูปหล่อของหมอชีวกโกมารภัจจ์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เพื่อหวังให้ สุขภาพแข็งแรง หายจากความเจ็บไข้ได้ป่วย ตามพุทธประวัติ หมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นแพทย์ประจำพระองค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้รับยกย่องเป็นบรมครูแห่งการแพทย์แผนไทย

“ปัจจุบันมีนักเรียนนวดปีละประมาณ 5,000 คน  เป็นคนไทยร้อยละ 60 และชาวต่างประเทศร้อยละ 40 นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีเป้าหมายไปทำงานต่างประเทศอยู่แล้วจึงมาเรียนนวด เสรัชย์ ตั้งตรงจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนนวดแผนโบราณเชตวัน เล่า  กว่าจะถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โรงเรียนนวดวัดโพธิ์ฯ อยู่ใต้ร่มโรงเรียนแพทย์แผนโบราณพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ซึ่งมีอายุ 60 ปีแล้ว ช่วงเจ็ดปีแรก กระทรวงศึกษาธิการไม่อนุญาตให้ตั้งโรงเรียนสอนนวดไทย เนื่องจากสมัยนั้นการนวดแผนโบราณมีภาพลักษณ์ตกต่ำและถูกมองในเชิงค้าประเวณี จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมายังวัดโพธิ์เมื่อปี พ.ศ. 2504 และตรัสถามว่า มีการสอนนวดหรือไม่ ต่อมาทางการจึงอนุญาตให้ตั้งโรงเรียนนวดวัดโพธิ์ขึ้น โดยเริ่มการเรียนการสอนเมื่อกลางปี พ.ศ. 2505 และเป็นรู้จักในระดับโลกเมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา หลังนิตยสารท่องเที่ยวและหนังสือพิมพ์ต่างประเทศเริ่มตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับโรงเรียน  และประมาณปี พ.ศ. 2535 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า หมอนวดไทยที่ไปทำงานต่างประเทศส่งเงินกลับบ้านปีละประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ทำให้มีชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเรียนที่นี่มากขึ้น   โรงเรียนนวดวัดโพธิ์จึงเป็นแหล่งผลิตหมอนวดไทย “ส่งออก” ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย

สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยและกาลเวลา เช่นเดียวกับการแพทย์แผนไทยที่แม้จะเป็นศาสตร์เก่าแก่มีหลักคิดและวิธีการใช้ที่ระบุไว้ในตำราดั้งเดิม แต่เมื่อนำมาใช้ ก็ต้องถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทและความต้องการของยุคสมัย

สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมิถุนายน 2560

 

เรื่อง  ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

ภาพถ่าย  ภานุพงศ์ ช่างฉาย

เรื่องแนะนำ

อยู่กับคนตายเป็นปี ไม่ใช่เรื่องแปลกที่อินโดนีเซีย

บนเกาะสุลาเวสี ของอินโดนีเซีย ชาวโทราจาเหล่านี้มีความเชื่อว่า บรรพบรุษของพวกเขายังไม่เสียชีวิตจนกว่าจะมีการบูชายัญควาย ในพิธีศพของหมู่บ้าน เพื่อส่งดวงวิญญาณของพวกเขาไปสู่ภพภูมิหลังความตาย ระหว่างรอให้ถึงช่วงเวลานั้น แต่ละบ้านจะเก็บร่างของผู้เสียชีวิตเอาไว้อาจนานเป็นสัปดาห์, เดือน หรือเป็นปี และปฏิบัติต่อพวกเขาให้เสมือนกับว่าพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตามการบูชายัญนั้นมีค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ดังนั้นชาวบ้านบางคนที่ไม่ได้มีฐานะดีมากจึงเลือกที่จะเก็บร่างของสมาชิกครอบครัวเอาไว้ที่สุาน ซึ่งเรียกกันว่า ma’nene’ และนำร่างของผู้เสียชีวิตขึ้นมาทำความสะอาดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่ทุกๆ 2-3 ปี ซึ่งประเพณีของพวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและมีนักท่องเที่ยวรวมถึงสื่อมวลชนให้ความสนใจเดินทางมาชมและเก็บภาพในทุกๆ ปี   อ่านเพิ่มเติม : ทำไมตัวตลกจึงพบได้ทุกที่ในเม็กซิโก?, ชีวิตภายในห้องพักขนาดเท่าโลง ที่ชาวฮ่องกงเรียกว่า “บ้าน”

ชีวิตใหม่ของผู้ลี้ภัยในอเมริกา

ชีวิตใหม่ของผู้ลี้ภัยในอเมริกา Zain Younus วัย 11 ขวบ คือหนึ่งในผู้ลี้ภัยชาวปากีสถานที่เดินทางมายังสหรัฐอเมริกาพร้อมกับครอบครัว พวกเขาหลบหนีความรุนแรงและอันตรายจากกลุ่มก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดของตน ครอบครัวของ Zain ได้ที่อยู่ในย่านแห่งหนึ่งของนครนิวยอร์ก ตัวเขาและพี่น้องทั้งหมดต้องเข้าชั้นเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในอเมริกา ซึ่งนอกเหนือจากการเรียนภาษาอังกฤษแล้ว ชั้นเรียนเหล่านี้ยังทำหน้าที่เสมือนชุมชนเล็กๆ ที่ช่วยให้บรรดาผู้ลี้ภัยไม่ต้องรู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว รวมไปถึงให้ความช่วยเหลือกันและกันในด้านต่างๆ ชมภาพยนตร์สารคดีสั้นที่ผลิตโดย Joshua Seftel ซึ่งจะพาคุณผุ้อ่านไปติดตามชีวิตของ Zain ในช่วงเวลา 6 สัปดาห์ของการเข้าร่วมกิจกรรมเตรียมความพร้อม คุณผุ้อ่านจะเห็นว่าเด็กน้อยชาวปากีสถานเปลี่ยนไปสู่การเป็นเด็กชายชาวอเมริกันได้อย่างไร และในฐานะของแฟนคลับไมเคิล แจ็กสัน แล้ว Zain ได้ใช้ทักษะความสามารถในการเต้นของเขามาโชว์ในวันสุดท้ายของการเรียน ซึ่งช่วยทลายกำแพงทั้งหมดที่เขาเคยกังวล   อ่านเพิ่มเติม สำรวจความสุข : ผู้ลี้ภัย

ชีวิตในเมือง : อยู่เมืองใหญ่ ได้อะไร เสียอะไร

อยู่เมืองใหญ่... ได้อะไร เสียอะไร เพราะเหตุใดการใช้ชีวิตในเมืองมักหมายถึงการเลือกได้อย่างเสียอย่างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพส่วนบุคคลหรือหรือผลประโยชน์ของส่วนรวม  สายสัมพันธ์ทางสังคมหรือเป็นเพียงคนแปลกหน้า

ประวัติศาสตร์กล้วยกล้วย

ประวัติศาสตร์กล้วย กล้วยผลไม้บ้านๆ ที่พบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก กล้วยผลไม้ราคาแพงที่ต้องนำเข้าสำหรับหลายประเทศอีกเช่นกันที่ไม่สามารถปลูกได้ ไม่ว่าสถานะของกล้วยจะเป็นอย่างไรปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้วยคือผลไม้อันดับต้นๆ ที่ผู้คนนิยมทาน แต่กว่าจะมาถึงสถานะผลไม้ยอดนิยมเช่นทุกวันนี้ กล้วยผ่านอะไรมาบ้างเราไปย้อนชมกัน ย้อนกลับไปเมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล มนุษย์เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูกกล้วยบนเกาะปาปัวนิวกินี กล้วยเป็นผลไม้เมืองร้อนที่เพาะปลูกได้ในหลายพื้นที่ ต่อมาชาวยุโรปมีโอกาสได้ลิ้มลองกล้วยเป็นครั้งแรกเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนำกล้วยจากอินเดียเข้ามายังอาณาจักรกรีก ในช่วง 327 ปีก่อนคริสต์กาล คริสต์ศักราชที่ 650 ชาวตะวันออกกลางตั้งชื่อให้ผลไม้สีเหลืองเมื่อสุกแล้วนี้ว่า “Banan” ซึ่งแปลว่านิ้วในภาษาอารบิก จากรูปร่างเพรียวยาวอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน จนกระทั่งในปีคริสต์ศักราชที่ 1516 มิชชันนารีชาวสเปนนำกล้วยเดินทางไปเพาะพันธุ์ยังหมู่เกาะในแคริบเบียน ก่อนที่จะพยายามปลูกพวกมันในฟลอริดา ในปี 1600 แต่น่าเสียดายที่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากฟลอริดามีสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปในหน้าหนาว ชาวอเมริกันมีโอกาสได้พบกับกล้วยเป็นครั้งแรก ในงานเวิล์ดแฟร์ที่จัดขึ้นเมื่อปี 1876 ในฟิลาเดเฟีย อีก 9 ปีต่อมาบริษัท Boston Fruit ก็ผงาดขึ้นด้วยการนำเข้ากล้วยเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวอเมริกัน จนเกิดมาเป็นเครือข่ายผลไม้ที่บริษัทอเมริกันเข้าครอบครองพื้นที่ทำสวนกล้วยในหลายประเทศของอเมริกากลาง ปี 1951 Jacobo Arbenz ประธานาธิบดีคนใหม่ของกัวเตมาลาชูนโยบายต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยในประเทศ นโยบายของเขาเกิดขึ้นจริงและชนะในเวลาต่อมา ก่อนที่เขาจะถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งในอีก 3 ปีต่อมา จากการปฏิวัติโดยมีซีไอเออยู่เบื้องหลัง และในปี 1985 โรคปานามาที่เคยทำลายผลผลิตกล้วยไปมากในอเมริกากลางเมื่อครั้งอดีต ก็เกิดขึ้นกับผลผลิตกล้วยในเอเชีย […]