อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ : ปีนมือเปล่าโลกตะลึง - National Geographic Thailand

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ : ปีนมือเปล่าโลกตะลึง

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ : ปีนมือเปล่าโลกตะลึง

นี่คือเรื่องราวของ อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ ชายผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการปีนหน้าผาขนาดมหึมา

โดยปราศจากเชือก และยังคงมีชีวิตรอดมาเล่าถึงประสบการณ์ในครั้งนั้น

เรื่อง มาร์ก ซินนอตต์
ภาพถ่าย จิมมี ชิน

ตอนนั้นเป็นเวลา 4 นาฬิกา 54 นาที ของเช้าอันหนาวเหน็บวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน  ปี 2016 ณ อุทยานแห่งชาติโยเซมิที

แสงจากพระจันทร์เต็มดวงอาบไล้ผาหินแกรนิตด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเอลแคพิแทน (El Capitan) ที่ซึ่ง อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ กำลังยึดเหนี่ยวร่างของตนไว้ด้วยปลายนิ้วและรองเท้าปีนผาเท่านั้น  เขากำลังพยายามทำสิ่งที่นักปีนผามืออาชีพเชื่อมานานแล้วว่าเป็นไปไม่ได้  นั่นคือการ “ฟรีโซโล่” (free solo) หน้าผาอันโด่งดังที่สุดของโลก หรือพูดง่ายๆ คือเขากำลังปีนผาหินสูง 900 เมตรด้วยตัวคนเดียวและปราศจากเชือกหรืออุปกรณ์ป้องกันใดๆ

ลมอ่อนไล้เส้นผมของเขา  ขณะที่อเล็กซ์กำลังส่องไฟฉายคาดศีรษะไปยังพื้นผิวเย็นเยียบและเรียบลื่นจุดหนึ่งบนหินแกรนิต ซึ่งเขาต้องเอาเท้าไปวางเป็นจุดถัดไป  จากตรงนี้ขึ้นไปอีกประมาณหนึ่งเมตร คือส่วนที่ผาหินจะเปล่าเปลือย ไร้รอยแยกและพื้นที่ให้ยึดเกาะ  ผิดกับส่วนที่อยู่สูงขึ้นไปซึ่งมีทั้งหลุมตื้นๆ  ปุ่มหินขนาดเท่าเม็ดกรวด และรอยแยกเล็กๆ มากมาย ให้อเล็กซ์ปีนป่ายขึ้นไปด้วยนิ้วที่แข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ผาหินช่วงนี้ซึ่งลาดชันเกือบ 90 องศาเรียกว่า ฟรีแบลสต์ (Freeblast) เป็นส่วนที่ต้องอาศัยสมดุลอันละเอียดอ่อนระหว่างเทคนิคและความมั่นใจสูงสุด เหล่านักปีนผาเรียกการปีนแบบไม่มีที่ยึดเกาะนี้ว่า ฟริกชันไคล์มิง (friction climbing) “เหมือนกับการเดินบนกระจกนั่นแหละครับ” อเล็กซ์เคยว่าไว้อย่างนั้น

เขาลองขยับนิ้วเท้าที่ด้านชา ข้อเท้าข้างขวาของเขาเกร็งและบวมจากอาการเคล็ดขัดยอกรุนแรงเมื่อสองเดือนก่อน ตอนที่ร่วงลงมาระหว่างการฝึกซ้อมเส้นทางช่วงเดียวกันนี้  ตอนนั้นเขามีเชือกผูกอยู่ แต่ตอนนี้ การร่วงลงไปข้างล่างไม่ใช่ทางเลือก การปีนผาแบบฟรีโซโล่ไม่เหมือนกับกีฬาผาดโผนอื่น ๆ ตรงที่คุณอาจเสียชีวิตได้หากทำพลาด แต่นี่ไม่มีคำว่า “อาจ” เมื่อคุณอยู่สูงจากพื้นเท่าตึก 60 ชั้นโดยปราศจากเชือก

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์
อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ ชะโงกหน้ามองลงมาจากริมผาแทฟต์พอยต์ (Taft Point) ข้ามหุบเขาโยเซมิทีออกไปคือภูผาหินแกรนิตที่รู้จักกันในชื่อ เอลแคพิแทน ในแต่ละปีฮอนโนลด์จะทุ่มเทเวลาหลายเดือนให้กับการปีนผาและโขดหินอันเลื่องชื่อในอุทยานแห่งนี้ “โยเซมิทีคือสถานที่สุดโปรดของผมบนโลกใบนี้ครับ” เขากล่าว
อเล็กซ์ ฮอนโนลด์
หุบเขาโยเซมิทีในแคลิฟอร์เนียทอดตัวอยู่เบื้องล่าง อเล็กซ์ ฮอนโนลด์กำลังฟรีโซโล่ (Free Solo) ซึ่งหมายถึงการปีนเขาแบบไร้เชือกหรืออุปกรณ์ป้องกันใดๆ ขึ้นไปตามรอยแยกบนหน้าผาด้านตะวันตกเฉียงใต้ของยอดเขาเอลแคพิแทนสูง 900 เมตร ก่อนจะประสบความสำเร็จในวันที่ 3 มิถุนายน ปี 2017 ฮอนโนลด์ใช้เวลาเกือบทศวรรษคิดอ่านเรื่องนี้ และอีกกว่าปีครึ่งในการวางแผนและฝึกฝน

ต่ำลงมา 180 เมตรเบื้องล่าง  ผมนั่งอยู่บนท่อนไม้ล้ม เฝ้ามองวงไฟฉายของอเล็กซ์ซึ่งผมรู้สึกว่าไม่ขยับมาเป็นเวลานานราวชั่วกัปชั่วกัลป์ ทั้งที่ในความเป็นจริงมันอาจจะนิ่งไปไม่ถึงนาทีเลยด้วยซ้ำ และผมก็รู้เหตุผลว่าทำไม อเล็กซ์กำลังเผชิญกับจังหวะการเคลื่อนไหวที่ตามหลอกหลอนเขามาตั้งแต่ครั้งแรกที่ฝันถึงโครงการนี้เมื่อเจ็ดปีก่อน (2009) ผมเคยปีนผานี้มาแล้วด้วยตัวเอง และแค่คิดว่าจะต้องปีนมันโดยไม่มีเชือกก็ทำให้ผมคลื่นไส้  ห่างไปไม่ถึง 100 เมตรจากท่อนไม้ที่ผมนั่งอยู่นี้ คือจุดที่อเล็กซ์จะตกลงมาหากเขาพลาด

เสียงที่จู่ๆก็ดังขึ้นมาดึงผมกลับสู่ปัจจุบัน  หัวใจผมหยุดเต้นไปครู่หนึ่ง ตากล้องของเราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีมบันทึกภาพเคลื่อนไหวรีบรุดไปตามเส้นทางที่นำไปสู่เชิงผา ผมได้ยินเสียงจากวิทยุสื่อสารของเขาพูดว่า “อเล็กซ์ถอนตัว”

ขอบคุณพระเจ้า ผมคิด อเล็กซ์จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

ผมจะคุยกับเขาทีหลัง แต่ผมรู้แล้วว่าทำไมเขาถึงยอมถอย เขาต้องรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ แน่สิ เขาต้องรู้สึก นี่มันบ้าชัดๆ ผมได้แต่ปล่อยให้ตัวเองคิดว่า บางที นี่อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์
ฮอนโนลด์วัย 33 ปี ฟังเพลงไปด้วยระหว่างแปรงฟัน เพื่อเตรียมรับวันแห่งการปีนเขาที่เทือกเขาไฮแอตลาส (หรือแกรนด์แอตลาส) ในโมร็อกโก ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายนอกประเทศที่เขาฝึกซ้อมเพื่อพิชิตเอลแคพิแทน
อเล็กซ์ ฮอนโนลด์
สำหรับนักไต่เขาฟรีโซโล่ ความแข็งแรงของนิ้วมืออาจหมายถึงความเป็นและความตาย ดังนั้น ฮอนโนลด์จึงต้องฝึกท่า “แฮงบอร์ดดิ้ง” หรือการห้อยตัวด้วยปลายนิ้วเป็นเวลา 90 นาทีวันเว้นเว้น ในรถตู้ของเขาซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งบ้านและ เบสแคมป์เคลื่อนที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

หลายคนในโลกของการปีนเขามองว่า  ฟรีโซโล่เป็นเรื่องไม่สมควร  นักวิจารณ์มองว่า  มันเป็นการโอ้อวดความสามารถอย่างไร้สติซึ่งสร้างความเสื่อมเสียให้วงการ โดยยกรายชื่อนักปีนผามากมายที่ต้องจบชีวิตให้กับความพยายามนี้  ส่วนคนอื่นๆ รวมถึงผมมองว่า  มันเป็นการแสดงออกถึงทักษะการปีนเขาอันบริสุทธิ์เต็มร้อย ดังเช่นทัศนคติของนักปีนเขาชาวออสเตรียนามว่า เพาล์ พรอยส์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์การปีนเขายกย่องให้เป็นบิดาแห่งการปีนแบบฟรีโซโล่ เขาประกาศว่า แก่นแท้ของการ ปีนเขาคือการเอาชนะขุนเขาด้วยสมรรถนะทางร่างกายและจิตใจที่เหนือกว่า  หาใช่ “อุปกรณ์ช่วยเหลือ” อย่างอื่น ตอนอายุ 27 พรอยส์ปีนเขาแบบฟรีโซโล่สำเร็จมาแล้วราว 150 ครั้ง  ทั่วทั้งยุโรปฉลองให้กับเขา แต่แล้วเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ปี 1913 พรอยส์ตกเขาตายระหว่างฟรีโซโลขึ้นผานอร์ทริจ (North Ridge) ของยอดเขามันเดลโคเกลในเทือกเขาแอลป์ของออสเตรีย

แม้ตัวตาย แต่แนวคิดของพรอยส์ยังยืนยง  ไม่เพียงเป็นแรงบันดาลใจให้นักปีนเขารุ่นหลังๆ แต่ยังจุดประกายให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า “free climbing movement” ในทศวรรษ 1960 และ 1970 ซึ่งสนับสนุนให้นำเชือกและเครื่องมืออื่นมาใช้เป็นอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยเท่านั้น  ไม่ใช่นำมาช่วยให้ผู้ปีนไปได้สูงขึ้น

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์
ฮอนโนลด์ฝึกซ้อมปีนช่วงหนึ่งบนเส้นทางฟรีไรเดอร์โดยมีเชือกยึด เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เขาเลือกใช้ฟรีโซโล่ขึ้นสู่ เอลแคพิแทน ฟรีไรเดอร์ทดสอบร่างกายทุกส่วนของนักปีน ตั้งแต่นิ้วมือไปจนถึงนิ้วเท้า ตลอดจนความแข็งแกร่งของจิตใจและความทรหดของร่างกาย
อเล็กซ์ ฮอนโนลด์
ฮอนโนลด์ยืนถืออุปกรณ์ปีนเขาทั้งหมดของเขา (บนและล่าง) ได้แก่ ถุงชอล์กและรองเท้า อยู่บนยอดของเอลแคพิแทน 4 ชั่วโมงหลังจากเริ่มปีนขึ้นมา “ตอนอยู่ข้างล่าง ผมกังวลนิดหน่อย” เขาบอกในภายหลัง “ผมจะบอกว่า ที่อยู่ตรงหน้านี่มันกำแพงยักษ์ชัดๆ” แล้วเขาจะทำอะไรต่อไป “ผมยังอยากปีนอะไรที่ยาก ๆ สักวันหนึ่ง คุณไม่ได้เกษียณทันทีที่คุณลงไปข้างล่างสักหน่อย”

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์

เช้าวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน ปี 2017  เจ็ดเดือนหลังการถอนตัวครั้งล่าสุด ผมอยู่ในทุ่งหญ้าใกล้กับเชิงเขาเอลแคพิแทน  ผมหยีตามองผ่านกล้องส่องทางไกล และตรงนั้นเองบนความสูง 180 เมตรเหนือพื้นหุบเขา อเล็กซ์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปบนฟรีแบลสต์  แผ่นหินเรียบลื่นราวกระจกที่สร้างความทุกข์ทรมานให้เขามาเกือบทศวรรษ   ท่วงท่าของเขาซึ่งปกติจะลื่นไหลดูตะกุกตะกักอย่างน่าเป็นห่วง  เท้าของเขากระทบกับกำแพงอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าเขากำลังคลำหาหนทางให้ตัวเองบนแผ่นหิน และแล้วทั้งอย่างนั้นเอง เขาก็ขึ้นไปยืนบนหิ้งซึ่งอยู่สูงขึ้นไปประมาณหนึ่งเมตรจากจุดที่ติดอยู่ในหัวเขามานานหลายปี  ผมเพิ่งตระหนักในตอนนั้นว่าตัวเองกลั้นหายใจเอาไว้  จึงผ่อนออกมา การปีนป่ายอีกหลายพันท่ายังรออยู่เบื้องหน้า เช่นเดียวกับ “โบลเดอร์พร็อบเบลม” ที่ตระหง่านเงื้อมอยู่เบื้องบน  แต่ในครั้งนี้เขาจะไม่หันหลังกลับ อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ กำลังไปได้สวยบนเส้นทางสู่การเป็นนักไต่เขาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์   


อ่านเพิ่มเติม

ภาพการผจญภัยของนักสำรวจเหล่านี้คือแรงบันดาลใจ

เรื่องแนะนำ

บิล และ เมลินดา เกตส์: มุ่งมั่นเดินหน้าสู่เป้าหมาย

ความฝันของบิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก และภรรยา เมลินดา เกตส์ คือการแก้ปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และปัญหาอื่นๆ ของโลก นี่คือบทสัมภาษณ์ที่แสดงความตั้งใจจริงของพวกเขา สัมภาษณ์โดย ซูซาน โกลด์เบิร์ก  ภาพถ่าย BRINSON + BANKS เมื่อปี 2015 บรรดาผู้นำในที่ประชุมสหประชาชาติได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายแห่งการพัฒนาอันยั่งยืน 17 ข้อขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และปัญหาอื่นๆ ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 ขณะเดียวกัน มหาเศรษฐีผู้ใจบุญอย่าง บิล และ เมลินดา เกตส์ มุ่งมั่นเดินทางสู่ เป้าหมายเหล่านี้มาก่อนนานแล้ว ดังนั้น ในปี 2017 มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ จึงจัดตั้งโครงการ Goalkeepers ขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือปฏิบัติและติดตามความคืบหน้าของการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ ฉันมีโอกาสนั่งคุยกับทั้งคู่เกี่ยวกับ รายงานประจำปี 2018 นับเป็นการให้สัมภาษณ์พร้อมกันซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซูซาน โกลด์เบิร์ก: ฉันเพิ่งอ่านรายงานของ Goalkeepers อะไรทำให้คุณตัดสินใจทำโครงการนี้ เมลินดา เกตส์: เพราะข่าวคราวเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในโลกยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง […]

เมืองไทยในอดีต : ภาพเก่าสยามประเทศจากคลังภาพ National Geographic

เมืองไทยในอดีต : สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยที่เคยตีพิมพ์ในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เพียงไม่ถึงหกปีหลังตีพิมพ์สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยเรื่องแรกว่าด้วยการคล้องช้างครั้งสำคัญในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในฉบับเดือนธันวาคม ปี 1906 นิตยสาร National Geographic ก็ได้รับต้นฉบับสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยจากนักเขียนและช่างภาพฝีมือดีชื่อ พันเอก Lea Febiger แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ  ผู้ได้รับหมายให้เป็นผู้แทนทางการทหารของสหรัฐฯ ในการเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 2-10 ธันวาคม ปี 1911 (พุทธศักราช 2454) นี่จึงเป็นสารคดี ” เมืองไทยในอดีต ” เรื่องที่สองที่ได้รับการตีพิมพ์ใน National Geographic ในครั้งนี้ นิตยสาร National Geographic อุทิศเนื้อที่ถึง 27 หน้าตีพิมพ์ภาพถ่ายและสารคดีเรื่อง “The Coronation of His Majesty King Maha-Vajiravudh of Siam” ในนิตยสารฉบับเดือนเมษายน 1912 ลองไปชมบรรยากาศ ภาพเก่าเมืองไทย ที่หาดูได้ยากชุดนี้ ผู้เขียนบรรยายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดลออ ตั้งแต่พระราชพิธีก่อนวันบรมราชาภิเษก เช่น การเสกน้ำสำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษกและสรงมุรธาภิเษกภายในพระอุโบสถ […]

งานวิจัยชิ้นใหม่เปิดเผยว่า ดวงจันทร์อาจมีน้ำมากกว่าที่เคยคิดกันมาก

ดวงจันทร์อาจมีน้ำมากกว่าที่เคยคิดกัน เป็นข้อสรุปที่ได้จากการวิเคราะห์ผลึกแก้วภูเขาไฟขนาดเล็กจิ๋วที่หลงเหลือจากการปะทุของภูเขาไฟครั้งบรรพกาล ผลึกแก้วที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้ถูกรวบรวมไว้ตั้งแต่ภารกิจของยานอะพอลโล 15 และ 17 ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งยานทั้งสองลงจอดใกล้เขตที่มีกิจกรรมภูเขาไฟบนดวงจันทร์ ผลึกแก้วนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อแมกมาหรือหินหนืดปะทุขึ้นสู่พื้นผิวและเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วจนน้ำถูกกักไว้ภายใน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ยังไม่มั่นใจว่า ตัวอย่างที่ได้จากภารกิจอะพอลโลมีลักษณะเฉพาะ หรือพบได้จากธารลาวาแห่งอื่นๆ บนพื้นดวงจันทร์ด้วย ในผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Geoscience นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างที่ได้จากภารกิจอะพอลโลซ้ำอีกครั้ง  ร่วมกับการใช้ข้อมูลล่าสุดจากดาวเทียมเพื่อมองหาร่องรอยของแก้วภูเขาไฟที่มีน้ำอยู่ภายในจากบริเวณอื่นๆ ของดวงจันทร์  พวกเขาพบว่า แท้จริงแล้วตะกอนภูเขาไฟกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างซึ่งบ่งชี้ว่า ใต้พื้นผิวดวงจันทร์อาจ ชุ่มชื้นมากกว่าที่เคยเชื่อกัน แอนโทนี โคลาพรีต นักวิทยาศาสตร์จากนาซา ผู้วิเคราะห์รายงานชิ้นนี้บอกว่า “ข้อเท็จจริงที่พวกเขาพบลักษณะภูมิประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับแก้วภูเขาไฟบอกเราว่า พื้นผิวชั้นในของดวงจันทร์มีน้ำอยู่พอสมควร ตอนที่เกิดการปะทุของภูเขาไฟเหล่านี้” คำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัยคือ เราเคยพบน้ำบนดวงจันทร์ก่อนหน้านี้ไหม? คำตอบคือ ใช่ แต่ก็เพิ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า ดวงจันทร์ทั้งดวงนั้นแห้งผาก แต่เมื่อปี 2008 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างผลึกแก้วภูเขาไฟจากภารกิจอะพอลโล และค้นพบร่องรอยแรกของน้ำ จากจุดนั้นเป็นต้นมา การค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ก็พรั่งพรู ในปี 2009 องค์การนาซาส่งจรวดและดาวเทียมขึ้นไปตกกระทบหุบอุกกาบาตแห่งหนึ่งบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยหวังจะพบหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำ การตกกระทบในครั้งนั้นเผยร่องรอยบางอย่างเกี่ยวกับน้ำแข็งและไฮดรอกซิล ซึ่งเป็นโมเลกุลไวต่อปฏิกิริยาและมีความเกี่ยวข้องกับน้ำ และในปี 2010 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างหินอื่นๆ ที่ได้จากดวงจันทร์ […]