พลัดที่นาคาที่อยู่ สูญสิ้นแม้ความหวัง - National Geographic Thailand

พลัดที่นาคาที่อยู่ สูญสิ้นแม้ความหวัง

“เต้น!” เสียงตะโกนจากเจ้าหน้าที่ทหาร ผู้แกว่งปืนในมือไปยังเด็กหญิงที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม อฟีฟาเพิ่งจะอายุได้ 14 ปี เธอถูกจับกุมอยู่ในนาข้าวรวมกับเด็กหญิงและผู้หญิงคนอื่นๆ อีกหลายสิบคน ทั้งหมดเป็นชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์โรฮิงญา บรรดาทหารที่บุกรุกหมู่บ้านของพวกเธอในเช้าวันหนึ่งของเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กล่าวว่า พวกเขากำลังตามหาตัวผู้ก่อการร้ายติดอาวุธที่สังหารเจ้าหน้าที่ชายแดนตายไป 9 ราย เด็กผู้ชายและผู้ชายในหมู่บ้านพากันหวาดกลัว ดังนั้นพวกเขาจึงหนีไปซ่อนตัวในป่า และทหารเหล่านี้จึงหันมาข่มขวัญผู้หญิงและเด็กๆ แทน

หลังจากถูกค้นตัว อฟีฟาเห็นทหารลากหญิงสาว 2 คนเข้าไปในทุ่งนาลึก ก่อนที่พวกเขาจะมุ่งความสนใจมาที่เธอ “ถ้าแกไม่เต้น” หนึ่งในนั้นกล่าว แล้วเอานิ้วลากไปที่ลำคอของตัวเอง “เราจะฆ่าเธอ” อฟีฟาร้องไห้น้ำตานองหน้า เธอเริ่มแกว่งตัวไปมา พวกทหารปรบมือเป็นจังหวะ บางคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอไว้ ผู้บัญชาการของพวกเขาสอดแขนเข้ามาโอบเอวของเธอ

“แบบนี้ดีกว่าใช่ไหม?” เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม

เช้าวันหนึ่ง สมาชิกครอบครัวผิงตัวรอบกองไฟในค่ายพัก Kutupalong ผู้อพยพเหล่านี้สร้างที่พักของเขาจากกิ่งไม้ ใบไม้และแผ่นพลาสติกสีดำ ที่พักหลายหลังของพวกเขาถูกทำลายโดยพายุไซโคลนเมื่อเดือนพฤษภาคม

เหตุการณ์ทำนองนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงล่าสุดที่เกิดขึ้นจากการปราบปรามชาวโรฮิงญาจำนวนกว่า 1.1 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา สหประชาชาติออกมากล่าวว่า ชาวโรฮิงญาเหล่านี้เป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงมากที่สุดในโลก พวกเขาเป็นชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในประเทศที่พุทธศาสนาเป็นใหญ่ ชาวโรฮิงญาอ้างว่าพวกเขาเป็นชนพื้นเมืองของรัฐยะไข่ และหลายคนก็สืบเชื้อสายมาจากบรรพบรุษที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แม้พวกเขาจะมีรากเหง้าที่ยาวนาน แต่กฏหมายตั้งแต่ปี 1982 ไม่ได้ให้สิทธิชาวโรฮิงญาเป็นพลเมืองของประเทศ ปัจจุบันพวกเขายังคงมีสถานะเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย และในบังกลาเทศเองก็รองรับชาวโรฮิงญากว่าครึ่งล้านคนที่หลบหนีเข้าไปอาศัยอยู่

การปะทะกันระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิม เมื่อ 5 ปีก่อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ส่วนมากอยู่ในรัฐยะไข่หมู่บ้านและมัสยิดหลายแห่งถูกเผาทำลาย ชาวโรฮิงญาจำนวน 120,000 คนถูกบังคับให้ใช้ชีวิตในค่ายพัก ซึ่งควบคุมโดยกองกำลังทหารเมียนมา ที่ปกครองประเทศนี้มานานกว่า 50 ปี ก่อนที่ระบบการปกครองของประเทศจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อปีที่ผ่านมา เมื่อมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน

ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดคือการไล่ล่าปราบปรามผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีเจ้าหน้าที่ชายแดนอย่างป่าเถื่อน รายงานการให้สัมภาษณ์พยาน จากสหประชาชาติและองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนอื่นๆ รวมถึงเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกด้วยเช่นกัน ระบุ ทหารเมียนมาเข่นฆ่า, กักขัง และทำลายหมู่บ้าน และข่มขืนหญิงชาวโรฮิงญาอย่างเป็นระบบ Yanghee Lee เจ้าหน้าที่พิเศษผู้รายงานสิทธิมนุษยชนในเมียนมาเชื่อว่า “มีความเป็นไปได้สูงมาก” ที่การกระทำของพวกเขาจะสามารถจัดอยู่ในอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในรัฐยะไข่ ยังคงไม่สามารถทราบได้ นั่นเป็นเพราะรัฐบาลเมียนมาไม่อนุญาตให้องค์กรอิสระ, นักข่าว หรือองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ได้อย่างอิสระ ขณะนี้มีเพียงภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นว่าหมู่บ้านของชาวโรฮิงญาถูกเผา คลิปวิดีโอที่ปรากฏบนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นร่างของผู้ใหญ่และเด็กถูกย่างเกรียมนอนอยู่บนซากของอดีตหมู่บ้าน หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนรายงานชาวโรฮิงญาหลายร้อยคนเสียชีวิตจากการปราบปรามนี้ และหนึ่งในความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ความรุนแรงนี้ส่งผลให้เกิดคลื่นผู้อพยพชาวโรฮิงญามากกว่า 75,000 ราย สู่ค่ายผู้อพยพในบังกลาเทศที่แออัด ในจำนวนนี้ 60% เป็นเด็ก (ประมาณตัวเลขคร่าวๆ ชาวโรฮิงญา 20,000 คนหรือมากกว่า หลบหนีออกจากชายแดนเมียนมา)

ด้วยความที่ปราศจากบริการทางการแพทย์ หญิงโรฮิงญาและเด็กทารกที่ขาดสารอาหารนี้จำต้องรอความช่วยเหลือจากองค์การแพทย์ที่ไม่แสวงผลกำไร

ก่อนที่ทหารจะจากหมู่บ้านของอฟีฟาไปในวันนั้น เธอเล่าว่าพวกเขาจุดไฟเผานาข้าว ปล้นบ้าน และยิงวัวกับแพะทั้งหมดทิ้ง ความหวาดกลัวทำให้ครอบครัวของอฟีฟาตัดสินใจแบ่งสมาชิกออกเป็น 2 กลุ่ม หนีไปคนละทิศทาง เพื่อช่วยให้พวกเขาอยู่รอดต่อไปได้ “เราไม่ต้องการจากบ้านมา” โมฮัมหมัด อิสลาม พ่อของอฟีฟากล่าวกับผม ในอีก 5 เดือนต่อมาเมื่อสมาชิกครอบครัวจำนวน 5 ใน 11 คน เดินทางมาถึง  Balukhali ค่ายผู้อพยพในบังกลาเทศ “แต่ทหารมีเพียงเป้าหมายเดียว : กำจัดโรฮิงญาให้หมด”

พวกผู้ชายสวดมนต์ในมัสยิดที่สร้างขึ้นแบบง่ายๆ จากไม้ไผ่ ในค่าย Balukhali ค่ายผู้อพยพในบังกลาเทศ ชาวโรฮิงญาเป็นมุสลิม ที่อาศัยอยู่ในประเทศซึ่งพุทธศาสนาเป็นใหญ่ กลุ่มผู้ประท้วงชาวพุทธได้ลุกขึ้นทำลายและทวีความเกลียดชังแก่ชนกลุ่มน้อยนี้

สถานการณ์ทั้งหมดไม่ควรดำเนินมาถึงจุดนี้ ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน ผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อองซาน ซูจี กลายมาเป็นผู้นำของเมียนมา บรรดาองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนและแม้แต่ชาวโรฮิงญาเองคาดหวังว่าเธอจะสามารถนำสันติสุขและการประนีประนอมมายังรัฐยะไข่ได้ ลูกสาวของวีรบรุษแห่งเมียนมา นายพลอองซาน เธอได้รับการยกย่องถึงความกล้าหาญในการต่อสู้กับระบอบเผด็จการของประเทศ หลังถูกจองจำในบ้านของตนเองมานาน 15 ปี อองซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติชนะการเลือกตั้งและนำประเทสไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในปี 2015 (ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญทำให้เธอไม่สามารถเป็นประธานาธิบดีได้ อองซานแต่งตั้งคนสนิทขึ้นดำรงตำแหน่ง ในขณะที่ตนเองบริหารรัฐบาลในฐานะ “ที่ปรึกษารัฐ”)

“เราหวังไว้สูงมากว่าซูจีและประชาธิปไตยจะนำสิ่งที่ดีมาสู่เรา” มูลาบี จาฟฟา นักบวชมุสลิมวัย 40 ปี และเจ้าของร้านค้าจากหมู่บ้านทางตอนเหนือของเมืองมองดอกล่าวในขณะที่นั่งอยู่เพิงของเขาในค่าย  Balukhali “แต่ทุกอย่างกลับเลวร้ายลง นั่นเป็นอะไรที่น่าประหลาดใจมาก”

เด็กผู้ชายเรียนอัลกุรอ่านภายในค่าย Kutupalong เด็กๆ ชาวโรฮิงญาส่วนใหญ่ในบังกลาเทศไม่ได้รับการศึกษาเนื่องจากพวกเขาเป็นผู้อพยพที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

แม้จะมีชื่อเสียงด้านการทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชน แต่ดูเหมือนว่าซูจีจะไม่เต็มใจหรือไม่สามารถพูดถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาได้ เมื่อรายงานการปราบปรามอันโหดร้ายของทหารเมียนมาถูกเผยแพร่เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา เธอออกมากล่าว ไม่ใช่การพูดถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมของทหาร แต่เป็นการตำหนิการกระทำของสหประชาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่กระตุ้นความไม่พอใจให้เกิดขึ้นทั่วโลก จากการฟังคำบอกเล่าของชาวโรฮิงญาที่หลบหนีเข้าไปในบังกลาเทศ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย เธอกล่าว “ถ้าทุกคนมุ่งนำเสนอไปที่แง่ลบของสถานการณ์” อองซาน ซูจียังไม่ได้เดินทางไปเยี่ยมพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ แต่ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เธอกล่าวว่า “ฉันไม่คิดว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น”

ความนิยมในตัวอองซาน ซูจี ยังคงมีอยู่ในเมียนมา ประเทศที่ประชากรกว่า 90% เป็นชาวพุทธ และกองกำลังทหารยังคงมีอำนาจ แต่บทบาทของเธอในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ กำลังทำให้ชื่อเสียงของเธอต้องมัวหมอง ถึงขนาดที่ว่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลจำนวน 13 คนร่วมกันเขียนจดหมายประณามความล้มเหลวของเธอในการปกป้องสิทธิของชาวโรฮิงญา “เช่นเดียวกับหลายประเทศในประชาคมโลก เราคาดหวังจากซูจีมากกว่านี้” กล่าวโดย แมตธิว สมิท ผู้ร่วมก่อตั้ง Fortify Rights กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่มีที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร “เธออยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองที่ละเอียดอ่อนมานานหลายปี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะทำเงียบเฉยหรือปฏิเสธหลักฐานกองเท่าภูเขาที่อยู่ตรงหน้าได้ ทหารกำลังเข่นฆ่าประชาชน และไม่มีใครออกมารับผิดชอบ”

โรฮิงญาจากหมู่บ้าน Shaplapur ผู้ทำงานเป็นชาวประมง ช่วยกันออกเรือจากฝั่งเตรียมที่จะหาปลาในเวลากลางคืน
Nur Haba กำลังตากปลาให้แห้ง เธอทำงานและอาศัยอยู่ที่ค่าย Kutupalong มานานกว่า 10 ปี เธอมีลูก 4 คนกับสามี และทั้งหมดไม่สามารถหางานทำได้

ทางรัฐบาลเมียนมาเองตั้งคณะกรรมการขึ้น 3 คณะเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ แต่ไม่มีคณะกรรมการที่มาจากองค์กรอิสระ รายงานจากการตรวจสอบของทหารถูกเผยแพร่ออกมาในเดือนพฤษภาคม ประกาศถึงความบริสุทธิ์ของกองกำลังทหารเมียนมา เว้นเพียงแต่เหตุการณ์สองสามเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ เช่น หนึ่งในทหารขอยืมมอเตอร์ไซต์ของชาวบ้านไปโดยไม่ได้ขออนุญาต สมาชิกของคณะกรรมการสอบถามหาข้อเท็จจริงว่าทหารเมียนมาได้ข่มขืนหญิงชาวโรฮิงญาจริงหรือไม่ ด้านทหารเมียนมาเองระบุพวกเขาไม่สามารถทำแบบนั้นได้เนื่องจากชาวโรฮิงญานั้น “สกปรก” เกินไป รายงานชิ้นสุดท้ายของการตรวจสอบถูกเปิดเผยเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ยืนยัน “ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ถึงการก่ออาชญากรรมและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” อองซาน ซูจี ระบุรัฐบาลของเธอจะยอมรับคำแนะนำจากแค่โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการแห่งสหประชาชาติ ตัวรายงานมีกำหนดส่งภายในเดือนนี้ อย่างไรก็ตามหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้คือการให้คำแนะนำด้านนโยบายไม่ใช่การสืบสวนหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สหประชาชาติมีภารกิจใหม่ในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ซึ่งรวมถึงในรัฐยะไข่ด้วย รัฐบาลของอองซาน ซูจีปฏิเสธที่จะให้วีซ่าแก่สมาชิกของพวกเขา “เราไม่ยอมรับเรื่องนี้” เธอกล่าว  โดยระบุภารกิจนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิม When Lee เจ้าหน้าที่พิเศษจากสหประชาชาติเดินทางกลับไปยังเมียนมาในเดือนกรกฎาคม เธอเข้าพบกับซูจีด้วยบรรยากาศอบอุ่น ก่อนที่เธอจะถูกปิดกั้นการเข้าถึง ตลอดจนข่มขู่พยานที่จะให้ข้อมูล ยุทธวิธีนี้เคยถูกใช้ในสมัยการปกครองของทหารมาก่อน “ก่อนหน้านี้นักสิทธิมนุษยชน, นักข่าว และประชาชนถูกจับตามอง ติดตาม ตั้งคำถาม ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่” เธอกล่าว

Nur Ayesha เล่าว่าเธอถูกทหารเมียนมาเผาที่ใบหน้า ในขณะที่พวกเขาบุกรุกบ้านของเธอ เธอได้รับการรักษาบาดแผลที่ค่าย Kutupalong
Nurul Amain ผู้อพยพในค่าย Kutupalong ถูกยิงเข้าที่แขนซ้ายหลายครั้ง ในที่สุดแพทย์ตัดสินใจตัดแขนของเขาออก

อฟีฟา พ่อของเธอ และพี่น้องจำนวนหนึ่งใช้เวลา 5 เดือนไปกับการหลบหนีในเมียนมา ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาอาศัยอยู่ในป่าเพื่อหลบซ่อนตัวจากบรรดาทหาร และมีหลายวันที่ไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย ในความพยายามครั้งแรกของพวกเขาที่จะข้ามแม่น้ำ Naf แม่น้ำที่แบ่งแยกระหว่างเมียนมาและบังกลาเทศ เรือลาดตระเวนชายแดนของเมียนมาเปิดฉากยิงใส่เรือของพวกเขา กระสุนสังหารผู้อพยพไปหลายคน และในอีก 3 เดือนถัดมา พวกเขาก็ลองเสี่ยงข้ามแม่น้ำดูอีกครั้ง

ผมพบกับอฟีฟาในเดือนมีนาคม ในวันที่ครึ่งหนึ่งของสมาชิกครอบครัวเธอเดินทางมาถึงค่าย Balukhali เรียบร้อยแล้ว ผู้มาใหม่จำนวน 11,000 คนเปลี่ยนผืนป่า ให้เป็นที่อยู่อาศัยด้วยเพิงไม้ไผ่หรือกระท่อมผ้าใบสีดำ อฟีฟายังคงสวมเสื้อสีน้ำตาลเช่นเดียวกับในวันที่เธอถูกบังคับให้เต้นต่อหน้าทหารเมื่อ 5 เดือนก่อน “นี่คือทั้งหมดที่ฉันมี” เธอกล่าว ครอบครัวหนึ่งจากหมู่บ้านใน Maung Hnama ให้อาหารและที่พักแก่พวกเขา แต่อิสลามร้องไห้อยู่เงียบๆ คนเดียว เพราะภรรยาและลูกๆ อีก 5 คนของเขายังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในเมียนมา

ค่ายผู้ลี้ภัยที่ตั้งอยู่ริมชายแดนของบังกลาเทศนี้ อยู่ห่างจากรีสอร์ท Cox’s Bazar เพียงไม่กี่นาที นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมชายหาดและผาถ้ำ พวกเขายิ้มถ่ายภาพเซลฟี่ของตนเอง ในขณะที่ห่างออกไปไม่กี่ไมล์บรรดาผู้อพยพหลายแสนคนกำลังจมอยู่กับความเศร้า

ในตอนท้ายของวัน เด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านบ้านเรือนหลายหลังในค่าย Kutupalong ตรงไปยังสนามเด็กเล่นที่เป็นที่รวมตัวของเด็กๆ หลายคน

โรซินา อัคห์ตา วัย 22 ปี อาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เธอสิ้นหวังที่จะออกไปจากที่นี่ “เราไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่มีบัตรประชาชน แล้วเราจะทำอะไรได้?” เธอพยายามให้ความช่วยเหลือผู้มาใหม่ในฐานะผู้ลี้ภัยด้วยกัน “เราไม่สามารถปฏิเสธพวกเขาได้” เธอกล่าว “พวกเขาทั้งหมดคือพี่น้องของเรา” อัคห์ตาช่วยผู้มาใหม่ให้พวกเขาได้รับยา, แผ่นพลาสติกและอาหาร แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ คืองาน ที่นี่ผู้ชายบางคนอาจได้รับมอบหมายงานรายวัน เช่น การหาปลา, ปลูกข้าว หรือทำงานในนาเกลือเพื่อแลกกับค่าจ้างหนึ่งหรือสองดอลล่าร์ต่อวัน ในขณะที่พวกผู้หญิงออกมาเป็นขอทานไปตามท้องถนนนอกค่ายพัก

ใต้ต้นมะเดื่อที่ค่ายพัก Kutupalong ค่ายพักอีกแห่งหนึ่งที่มีผู้อพยพชาวโรฮิงญาจำนวน 30,000 คน บรรดาผู้ที่มาใหม่มารวมตัวกันเพื่อพูดคุยถึงความรุนแรงที่พวกเขาเผชิญในเมียนมา Nur Ayesha หญิงวัย 40 ปี  ดึงผ้าคลุมศีรษะออกเผยให้เห็นรอยแผลเป็นสีขาวทางยาวบนหน้าผาก เธอเล่าว่า ทหารเมียนมาเผาบ้านของพวกเขา ก่อนจะยิงชายและหญิง 6 คนที่มาช่วยทำคลอดเด็กทารกทิ้ง รวมถึงแม่ของเด็กด้วยเช่นกัน

มินารา หญิงสาววัย 18 ปี ในชุดบุรกาสีดำ เล่าถึงสมาชิกครอบครัวที่หายตัวไป ก่อนจะเปิดเผยว่าทหารเมียนมาหลายคนข่มขืนเธอและหญิงสาวในหมู่บ้าน เสียงของเธอแผ่วเบาเหมือนกระซิบ ในขณะที่เราพูดคุยกับ มินาราและเหยื่ออีกหลายคนทำเหมือนกัน นั่นคือพวกเขาเลือกที่จะไม่เปิดเผยนามสกุล และปิดบังใบหน้าไว้ และในตอนท้ายที่สุดเธอพูดว่า “พวกเราหวาดกลัวเหลือเกินที่จะกลับไป”

เด็กๆ เข็นเพื่อที่นั่งอยู่บนรถเข็นไปตามทางในค่ายพัก ที่ซึ่งชาวโรฮิงญาเปิดเป็นร้านค้าและร้านกาแฟ 2 ใน 3 ของผู้อพยพเหล่านี้ที่เดินทางมายังบังกลาเทศล้วนเป็นเด็ก สร้างความกังวลที่พวกเขาจะมีความเสี่ยงต่อการเผชิญกับการค้าแรงงานเด็ก, การแต่งงานก่อนวัยอันควร ไปจนถึงการค้าบริการทางเพศ

บนภูเขาหลังค่าย Balukhali ผมพบกับเด็กหนุ่มวัย 14 ปี ผู้มีนามว่า อาจิม อัลลาห์ เพื่อนของเขากำลังหวีผมให้ อาจิมโชว์แขนซ้ายที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวเพราะกระดูกแตกเป็นเสี่ยงๆ ให้ดู เขาเล่าว่าตำรวจยิงเขาเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อนของเขา 3 คนเสียชีวิตในคืนนั้นจากพิษบาดแผล ในกระท่อมใกล้ๆ กัน ยาสมิน วัย 2 ปี เล่ารายละเอียดวันที่ทหารบุกพังบ้านของเธอในหมู่บ้าน Ngan Chaung และข่มขืนเธอต่อหน้าลูกสาววัย 5 ขวบ “เมื่อลูกสาวของเธอกรีดร้อง พวกเขาชี้ปืนไปที่เธอและบอกว่าพวกเขาจะฆ่าเธอ ถ้าเธอส่งเสียงขึ้นมาอีก” เธอกล่าว สิ่งเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นเมื่อพวกทหารไปแล้ว เธอออกไปข้างนอกเพื่อตามหาลูกชายวัย 8 ขวบ ที่หลบหนีไปเมื่อทหารบุกเข้ามาในหมู่บ้าน เธอพบร่างของเขานอนอยู่ในทุ่งนา พร้อมด้วยรูกระสุนที่แผ่นหลัง

Molia Banu วัย 60 ปี เดินทางมาถึงค่าย Kutupalong เมื่อ 2 เดือนก่อน เธอและลูกสาว
หลบหนีจากทหารเมียนมาเมื่อพวกเขาเริ่มต้นเผาหมู่บ้าน ตัวเธอยังคงทุกข์ทรมาณจากการผ่าตัดเนื้องอก Banu
ช่วยเหลือครอบครัวของเธอด้วยการออกไปขอทานตามท้องถนน

ปัจจุบันชาวโรฮิงญามากกว่า 500,000 คนอาศัยอยู่ในบังกลาเทศ มีเพียง 32,000 คนเท่านั้นที่ลงทะเบียนอย่างถูกกฏหมาย อย่างไรก็ตามจากรายงานไม่มีชาวโรฮิงญาลงทะเบียนเพิ่มตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา จากความพยายามที่มากขึ้นในการป้องกันไม่ให้ชาวโรฮิงญาเข้ามาหลบภัยในบังกลาเทศ แน่นอนว่าด้วยวีธีใดก็ตามแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้ผล ทุกวันนี้มีชาวโรฮิงญาครึ่งล้านคนที่ไม่มีเอกสารกลายมาเป็นผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ พวกเขาไม่มีสิทธิทำงาน ไม่ได้รับการศึกษา และการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน

บังกลาเทศเป็นประเทศยากจนและมีประชากรล้นอยู่แล้ว พวกเขาไม่ได้กระตือรือร้นที่จะต้อนรับชาวโรฮิงญา ความเป็นอยู่ภายในค่ายพักเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่รัฐบาลกลับปฏิเสธความช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ รวมถึงมีแผนที่จะย้ายผู้ลี้ภัยทั้งหมดให้ไปอยู่อาศัยบนเกาะอันห่างไกลในอ่าวเบงกอล ข้อเสนอที่โหดร้ายนี้มีขึ้นเพื่อขจัดชาวโรฮิงญาให้ออกห่างจาก Cox’s Bazar สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง รวมถึงแผนผลักดันให้ผู้อพยพเหล่านี้เดินทางกลับเมียนมา อย่างไรก็ตามชาวโรฮิงญาจำนวนมากบอบช้ำเกินกว่าจะกลับไปยังรัฐยะไข่ หรือพื้นที่ที่รู้จักกันในนามชื่อประวัติศาสตร์ว่ารัฐอาระกัน หนึ่งในเหยื่อที่ถูกข่มขืนที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยด้วยกล่าวถึงคำพูดที่น่าหวาดกลัวจากทหารที่ทำร้ายเธอ เขาเอาแต่พูดซ้ำว่า “พวกแกจะเจอแบบนี้ซ้ำๆ จนกว่าจะออกจากประเทศนี้ไปซะ”

ผู้หญิงและเด็กในค่าย Kutupalong ต่อแถวรับอาหารจากโครงการอาหารโลก

เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้า ชาวโรฮิงญาหลายคน ซึ่งรวมถึงสามีของยาสมินด้วย เสี่ยงชีวิตข้ามทะเลเพื่อไปทำงานก่อสร้างยังมาเลเซียและอินโดนีเซีย ด้วยความที่พวกเขาไม่มีสัญชาติและหนังสือเดินทาง การเดินทางข้ามประเทศจึงเป็นเรื่องผิดกฏหมาย พวกเขาจึงต้องพึ่งนายหน้าผู้ลักลอบค้ามนุษย์ ชะตาชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในมือคนกลุ่มนี้ การทุบตีหรือปล่อยให้หิวโซจนตายอาจเกิดขึ้น หากสมาชิกครอบครัวของพวกเขาไม่ได้จ่ายค่าลักลอบในราคาที่สูง การปราบปรามการค้ามนุษย์ทำนองนี้ในเอเชียจะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้เส้นทางดังกล่าวถูกปิด และทำให้ผู้อพยพชายในค่ายพักจนปัญญาที่จะทำมาหากิน ส่วนผสมของความจนตรอกและสิ้นหวังนี้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าส่งผลให้พวกเขาแสวงหาศรัทธาในศาสนามากขึ้น และนำไปสู่กลุ่มชาวโรฮิงญาติดอาวุธ ในสายตาของคนนอกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้กำลังเป็นสัญญาณไม่ดี Arakan Rohingya Salvation Army กลุ่มก่อการร้ายที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่นี้ มีรายงานว่าพวกเขากำลังชักชวนผู้อพยพชาวโรฮิงญาอื่นๆ ให้เข้าร่วม เพื่อต่อต้านทหารเมียนมาและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ชาวโรฮิงญาบางคนอาศัยอยู่นอกค่ายพัก เช่นชายคนนี้อาศัยอยู่บริเวณอ่าวเบงกอล ใกล้ต้นไม้ที่ปลูกไว้เพื่อป้องกันแนวกัดเซาะของชายฝั่ง และใกล้โรงแรมที่ติดกับชายหาดซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ครั้งสุดท้ายที่ผมพบกับอฟีฟา เธอกำลังกวาดผืนผ้าใบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าของเธอ บนเนินเขาใกล้กับค่ายพัก ซึ่งเป็นที่พักใหม่ของครอบครัว พ่อของเธอยืมเงินจำนวน 30 ดอลล่าร์สหรัฐมาจากเพื่อนผู้อพยพ เพื่อซื้อแท่งไม่ไผ่สำหรับใช้ในการสร้างบ้าน อิสลาม อดีตครูสอนภาษาอารบิก สวมใส่หมวกสีขาวและเสื้อสีครีมสะอาด เตรียมพร้อมที่จะเข้าพิธี jumu’ah หรือการสวดมนต์ประจำวันศุกร์ และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ทำพิธีนี้นับตั้งแต่จากหมู่บ้านมาเมื่อ 5 เดือนก่อน

เดินลงมาจากเนินทราย ชายคนหนึ่งในโสร่งนั่งอยู่บนนั่งร้านที่ทำจากไม้ไผ่ เขากำลังก่อสร้างมัสยิดหลังใหม่ของค่าย Balukhali ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าจะเสร็จสิ้น มัสยิดหลังนี้มีใบปาล์มเป็นหลังคา muezzin เจ้าหน้าที่ผู้ประกาศเรียกให้คนมาทำละหมาดเรียกให้คนมารวมตัวกันที่พรมตรงกลางของมัสยิด อิสลามได้ที่ของตนในแถวแรก เค้าโค้งคำนับหน้าอิหม่าม ผู้ยืนอยู่บนม้านั่งพลาสติกสีแดง เวลาผ่านไปเขาเดินกลับออกมาจากมัสยิด ยิ้มให้ผม “ตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นแล้ว” เขากล่าว

ความทุกข์ยากยังคงดำเนินต่อไป ปลายเดือนพฤษภาคม พายุไซโคลนถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของบังกลาเทศทำลายที่พักของผู้อพยพหลายพันคนในค่าย ไม่มีใครเสียชีวิตในค่าย Balukhali อาหารยังคงเหลืออยู่ ฝนยังตกต่อไปและมีรายงานการปะทะกันรุนแรงจากทั้งสองฝ่ายในรัฐยะไข่เป็นครั้งคราว ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่แน่ใจว่าอฟีฟาและครอบครัวของเธอจะยังมีสถานที่ที่พวกเขาสามารถเรียกว่าบ้านได้อย่างเต็มปากหรือไม่

ดังที่เพื่อนบ้านคนหนึ่งเคยคร่ำครวญ “เรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับเราไม่เคยจบสิ้น”

 

โดย บรู๊ค ลาเมอร์

ภาพถ่าย วิลเลียม ดาเนียล

อ่านเพิ่มเติม : ชีวิตบนรถไฟเส้นทางยาวที่สุดในอินเดีย, เปลี่ยนห้องขังที่ว่างเปล่าให้เป็นบ้านของผู้อพยพ

เรื่องแนะนำ

การเดินทางของอาหาร

นี่ไม่ใช่ภาพหุ่นนิ่งจากยุโรปสมัยศตวรรษที่สิบเจ็ด แต่เป็นผลผลิตสดใหม่จากตลาดระดับบนสี่แห่งในแมนแฮตตัน การกินอาหารที่ผลิตหรือปลูกในท้องถิ่นและลดการปล่อยคาร์บอนอาจกำลังเป็นที่นิยม แต่ผักผลไม้เหล่านี้ขนส่งเป็นระยะทางไกลมายังมหานครนิวยอร์ก บางชนิดเดินทางมาไกลเกือบ 15,000 กิโลเมตร ที่จริงแล้วการ นำเข้าผลผลิตในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 1980 อมิต รตานศีพ่อค้าที่ตลาดขายส่งแห่งหนึ่งในย่านบรองซ์ บอกว่า พ่อครัวและคนซื้อ “อยากรู้ว่าอาหารของพวกเขามาจากที่ไหน” ซึ่งอาจหมายถึงไร่นาใกล้เคียง อีกฝั่งหนึ่งของประเทศ หรือถ้าเป็นสินค้าจากต่างแดนก็อยู่ห่างออกไปครึ่งโลก อยากรู้ไหมว่าผลผลิตอาหารเหล่านี้เดินทางมาจากที่ไหนบ้าง คลิกชมได้ ที่นี่    อ่านเพิ่มเติม : กล้ากินหมึกตัวเป็นๆ ไหม?, เทศกาลปามะเขือเทศเป็นการสิ้นเปลืองอาหารหรือไม่?

ปฏิวัติเกษตรจีนเลี้ยงมังกรหิว

จีนกำลังพยายามแก้ไขปัญหาใหญ่ นั่นคือทำอย่างไรจึงจะเลี้ยงประชากรเกือบหนึ่งในห้าของโลกด้วยที่ดินที่สามารถเพาะปลูกได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบของพื้นที่ประเทศ?

เพื่อจะไปโรงเรียน เด็กๆ ชาวอินเดียเหล่านี้ต้องข้ามแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว

โดย ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ การเดินทางไปโรงเรียนของเด็กๆ ในรัฐหิมาจัลประเทศ ของอินเดีย ต้องเผชิญกับอุปสรรคอันยากลำบากนั่นคือกระแสน้ำอันไหลเชี่ยวที่ลงมาจากหุบเขา ผลกระทบจากมรสุม วิดีโอฟุตเทจนี้ถูกบันทึกไว้ใกล้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ชัมบา ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากพายุมรสมที่เกิดขึ้นกับคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกับเด็กๆ พวกเขาพร้อมใจกันพับขากางเกงขึ้น ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างช้าๆ ลงไปในสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากท่ามกลางโขดหินที่ลื่น ซึ่งบางช่วงของแม่น้ำสายนี้ทีความกว้างถึง 14 เมตรเลยทีเดียว การเดินข้ามแม่น้ำเป็นไปอย่างเชื่องช้า รายงานข่าวระบุว่าเด็กๆ เหล่านี้ใช้เวลาในการข้ามถึง 40 นาทีด้วยกัน ในบางครั้งพวกเขาต้องหยุดพัก หรือทรงตัว เด็กบางคนจีบมือกันเป็นโซ่มนุษย์เพื่อไม่ให้ถูกพัดไป ส่วนเด็กที่โตกว่าแบกเด็กเล็กไว้บนหลัง รายงานจากสำนักข่าว Times of India หมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรราว 400 คน และเด็กๆ ต้องเดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 1.6 กิโลเมตรเพื่อที่จะไปเรียนหนังสือ ในการให้สัมภาษณ์กับ India TV News เด็กหญิงคนหนึ่งอธิบายว่า เธอพยายามขอร้องให้ผู้ใหญ่ช่วย แต่ในเวลานั้นไม่มีใครอยู่ “เสื้อผ้าของหนูเปียกไปหมด รองเท้าและหนังสือก็ด้วย” เธอกล่าวเป็นภาษาฮินดู ทุกๆ ปี ภูมิภาคนี้ในอินเดียจำต้องเผชิญกับฤดูมรสุม ที่ช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำกินมีน้ำใช้ แต่ก็ต้องแลกมากับการใช้ชีวิตที่ยากลำบากขึ้นผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.