หลัก 3H’s ที่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมของ ทรู คอร์ปอเรชั่น

หลัก 3H’s ที่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมของ ทรู คอร์ปอเรชั่น

เมื่อบริษัทเทคโนโลยีมีส่วนร่วมในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมได้ True Corporation : ทรู คอร์ปอเรชั่น คือ ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจร นับเป็นรายเดียวในประเทศ และเป็นผู้นำธุรกิจคอนเวอร์เจนซ์ไลฟ์สไตล์ สร้างพื้นฐานระบบเทคโนโลยีดิจิทัล เชื่อมโยงผู้คน องค์กร เศรษฐกิจ สังคมเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบในอนาคต โดยเฉพาะเป้าหมายขององค์กรคือการสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้คนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สร้างผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

True Sustainability Goals จึงเป็นพันธกิจที่พวกเขายึดถือเพื่อส่งต่อความเชื่อดังกล่าว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้น ภายใต้หลักการ “3H’s” คือ “HEART, HEALTH, HOME” ซึ่งบูรณาการมาจาก ทั้งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักสากล 10 ประการของสหประชาชาติ ไปจนถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรสหประชาชาติ ทั้ง 17 ประการ

โดยหมวดที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ได้แก่ HOME ซึ่งมีเป้าหมายโดยเริ่มจากการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สู่ Carbon Neutral หรือลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิ ทั้งทางตรงและทางอ้อม (Scope 1 & 2) เป็นศูนย์ภายในปี 2030

ทั้งการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Solar Cell) ปรับปรุงระบบพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นทั้งสถานีฐาน สถานีชุมสายและสำนักงาน เปลี่ยนมาใช้ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านทาง SMS หรือ e-mail แทน และที่น่าสนใจ คือการนำกลไกราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) มาใช้

โดยปี 2021 เลือกใช้แบบ Shadow Price อยู่ที่ 600 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจในการลงทุนตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ หากมีโครงการใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ก็ต้องเตรียมสำรองค่าใช้จ่ายในการจัดหาพลังงานสะอาดหรือคาร์บอนเครดิตมาชดเชยต่อไป

นอกจากนี้ยังมีการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ได้ 100% โดยลดปริมาณ E-WASTE ที่นำไปฝังกลบให้กลายเป็นศูนย์ นำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำหรือทำให้ย่อยสลายได้ และใช้พลังงานทางเลือกทดแทน ดูแลรักษาทรัพยากรน้ำ เพื่อลดปริมาณการนำน้ำมาใช้ต่อหน่วยลง รวมถึงจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรับผิดชอบ จากการตรวจประเมินคู่ค้า ผ่านการประเมินตนเองบนระบบออนไลน์ (Online Supplier’s Self-Assessment) ว่ามีการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีหรือไม่ กระทั่งการประเมินสถานที่ปฏิบัติงาน เพื่อให้แน่ใจว่ามีการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีในการดำเนินกิจการร่วมกัน

ที่สำคัญ กลุ่มทรูยังเน้นการมีส่วนร่วมกับทั้งมีส่วนได้เสียต่าง ๆ อีกด้วย อาทิ TRUE VWORLD ใช้เทคโนโลยีคลาวด์จากทรู เพื่อให้บริการแก้ปัญหาในหลายกลุ่มคน ตั้งแต่การทำงานด้วย VWORK จัดการประชุม คลังข้อมูล และรายงานการปฏิบัติงานรายวัน VLEARN แพลตฟอร์มเพื่อการศึกษา ใช้จัดการเรียนการสอนพร้อมกันแบบเรียลไทม์ ผ่านห้องเรียนเสมือนจริง และ VLIVE ดูแลการใช้ชีวิตคุณภาพอย่างไร้ขีดจำกัดทุกที่ ทุกเวลา ผ่านระบบออนไลน์ ตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ และช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินทาง

สำหรับกิจกรรมอื่น ๆ ยังมีการรณรงค์สร้างจิตสำนึก เรื่องการประหยัดน้ำ ไฟฟ้า และการใช้พลังงาน ผ่านระบบจัดการสิ่งแวดล้อมให้กับพนักงานผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ของทรู จนถึงการเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก และร่วมมือกับองค์กรภายนอก เช่น UN Global Compact สมาชิกผู้ก่อตั้งเครือข่ายสมาคมโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และสมาชิก TCFD สมาชิกเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย รวมทั้งเข้าร่วมโครงการส่งเสริมภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

กลุ่มทรู มีแนวทางดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต เช่น ขยายการติดตั้ง Solar Cell โดยตั้งแต่เริ่มโครงการคาดว่าจะติดตั้งรวมทั้งสิ้น 3,481 site กำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 27,000 MWh ลด GHG ได้ราว 13,000 tonCO2 ร่วมกับพันธมิตร ในการจัดหาและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมากขึ้น ซื้อเครดิตใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificates (RECs) ตามมาตรฐาน International REC (I-REC) มาชดเชยการปล่อย และโครงการปลูกต้นไม้ลดโลกร้อน สนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ผ่าน We Grow Application เครื่องมือสนับสนุนการปลูกต้นไม้ในสังคมยุคใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายสังคมผู้ปลูกต้นไม้

ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดความคิดริเริ่มขององค์กรในการตระหนักถึงปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น และหากขาดการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อทำให้เป้าหมายการปรับตัวสู่องค์กรคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ เกิดขึ้นอย่างแท้จริงและยั่งยืนภายในปี 2030

เรื่องแนะนำ

มหานทีแห่งเอเชียอาคเนย์จะอยู่รอดหรือไม่ (ตอนที่ 2)

เรื่อง สตีเฟน โลฟเกร็น   แหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มหานทีสายนี้เป็นแหล่งอาศัยของปลาเกือบ 1,000 ชนิด ซึ่งมีจำนวนมากเป็นอันดับสองรองจากแม่น้ำแอมะซอน นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งที่พบปลาขนาดใหญ่มากกว่าที่อื่นในโลก ตั้งแต่ปลากระเบนน้ำจืดจนถึงปลาคาร์ปหนัก 500 ปอนด์ “แม่น้ำโขงเป็นเหมือนสวรรค์ของนักมีนวิทยาเลยละครับ” โฮแกนกล่าว “มันสุดยอดในทุก ๆ ด้าน แต่มันก็กำลังเผชิญกับความเสี่ยงเช่นกัน” “ประเทศกัมพูชาเป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายสำหรับความหลากหลายทางชีวภาพที่สั่นคลอนนี้ และหนึ่งในนั้น สัตว์น้ำประจำถิ่นส่วนใหญ่กำลังเข้าใกล้การสูญพันธุ์” จากเหตุผลข้างต้น สำนักงานของโครงการจึงตั้งอยู่ในกรุงพนมเปญ หากพิจารณาจากประเทศที่ติดต่อกับแม่น้ำโขงทั้งหมด กัมพูชาเป็นประเทศที่มีดินแดนติดต่อกับแม่น้ำโขงมากที่สุด ราวกับได้นั่งอยู่ใจกลางของแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการประมาณการณ์ว่า แม่น้ำโขงมอบผลผลิตทางประมงมากกว่าสามล้านตันต่อปี เป็นจำนวนที่มากถึงหนึ่งในสี่ของผลผลิตจากประมงน้ำจืดทั่วโลก บริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงยังเป็นแหล่งเพาปลูกข้าวชั้นดี ประเทศกัมพูชารวมถึงประเทศอื่นๆ ที่อยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำโขงสามารถผลิตข้าวรวมกันได้มากกว่า 100 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 15 จากผลผลิตทั้งหมดของโลก ทุ่งนากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาทางตอนกลางของกัมพูชาเกิดจากการทับถมของดินตะกอนแม่น้ำ ที่แม่น้ำโขงพัดพามาในช่วงฤดูน้ำหลากช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ในความเป็นจริง หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงมันจะส่งผลกระทบไปยังสิ่งอื่นด้วย เหล่าผู้เชี่ยวชาญกำลังหวาดกลัวเกกับการสร้างเขื่อนในประเทศลาวและที่อื่นๆ บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาจะทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาอพยพ และสามารถนำไปสู่การสูญพันธุ์ของปลาหลายชนิดที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น ปลาที่ใกล้สูญพันธุ์อย่าง “ปลาเทโพ” ที่มีความยาวได้ถึง 10 ฟุตเมื่อโตเต็มวัย   จากวิทยาศาสตร์แบบองค์รวมถึงเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ในขณะที่เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง […]

หรือนี่คือโฉมหน้า “มนุษย์แห่งโลกอนาคต”

พูดคุยกับ นีล ฮาร์บีสสัน เขาเกิดมาพร้อมกับภาวะตาบอดสีทุกสี แต่เสาอากาศซึ่งมีส่วนปลายเป็นตัวรับของเส้นใยนำแสงที่อยู่เหนือดวงตาของเขาพอดีช่วยให้ฮาร์บิสสันสามารถรับรู้สีได้

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]