เหตุใดนิวตันจึงเชื่อว่า ดาวหางเป็นเหตุของน้ำท่วมโลก - National Geographic Thailand

เหตุใดนิวตันจึงเชื่อว่า ดาวหางเป็นเหตุของน้ำท่วมโลก

เหตุใดนิวตันจึงเชื่อว่า ดาวหางเป็นเหตุของน้ำท่วมโลก

ปลายฤดูใบไม้ร่วงในปี 1680 คนในแมนแฮตตันถูกครอบงำด้วยความหวาดกลัวจากการเห็นบางอย่างบนท้องฟ้า ซึ่งแทบจะไม่เคยปรากฏในสายตาของมนุษย์ ภาพที่น่ากลัวนั้นคือดาวหางที่เจิดจ้า ซึ่งสามารถเห็นได้ในช่วงเวลากลางวัน คล้ายกับ ดาวหาง 45P/Honda-Mrkos-Pajdušáková ซึ่งเข้าใกล้โลกและเห็นในช่วงก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา ดาวหางดวงใหญ่ในปี 1680 ไม่ใช่ลางร้าย แต่เป็นปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่น่ายินดี

เซอร์ไอแซค นิวตัน เฝ้าสังเกตดาวหางและคำนวนวงโคจร เพื่อยืนยันทฤษฏีแรงดึงดูด เช่นเดียวกับนักดาราศาสตร์อย่าง เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ สมการของนิวตันช่วยเขาในการระบุวิถีวงโคจรของดาวหางอื่น ๆ อีก 24 ดวง และทำนายถึงการปรากฏตัวอีกครั้งของพวกมันในยามค่ำคืน

ดาวหางที่โคจรใกล้โลกในปี 1680 กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิดของนิวตัน อย่าง วิลเลียม วิสตัน ผู้มีชื่อเสียงจากการคำนวนอันซับซ้อนของเขา โดยวิสตันเสนอว่า ดาวหางดวงเดียวกันที่เห็นในศตวรรษที่ 17 เป็นเหตุให้เกิดมวลน้ำฝนจำนวนมหาศาลและทำให้เกิดน้ำท่วมซึ่งล้างคนบาปในโลกตามที่คัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้

น้ำท่วมโลก
แผนที่ดาวเคราะห์ และดวงดาวในทางช้างเผือก ซึ่งปรากฎอยู่ในงานของวิสตัน

 

พระเจ้าท่านอยู่นั่นรึเปล่า นี่ผมเอง นิวตัน

ปัจจุบัน วิสตันไม่ได้เป็นที่รู้จักเท่ากับนักคิดผู้มีชื่อเสียงที่อยู่ร่วมสมัยกับเขา  แต่เขาก็ประสบความสำเร็จในฐานะศาสตราภิชานภาควิชาคณิตศาสตร์ที่น่านับถือของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เช่นเดียวกับนิวตัน และการเป็นผู้สนับสนุนพระราชบัญญัติลองติจูด ในปี 1714 ซึ่งนำไปสู่การปฎิวัติการเดินเรือ

เช่นเดียวกับเพื่อนของเขาหลาย ๆ คน เขาเป็นนักเทววิทยาที่มีความพยายามที่จะสร้างความปรองดองในความแตกต่างระหว่างกฎคณิตศาสตร์และคัมภีร์ไบเบิล สิ่งที่ทำให้นิวตันและวิสตันแตกต่างจากนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่คนอื่นๆ คือพวกเขามีสมมติฐานว่า ไบเบิล คือความจริง และเป็นหนังสือแห่งธรรมชาติของพระเจ้า ที่ใช้เพื่อทำความเข้าใจ หนังสืออื่น ๆ ของพระเจ้า เจมส์ ฟอส อดีตศาสตราจารย์ ภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยเคนตักกี ผู้เขียนเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองนี้มาอย่างยาวนานกล่าว

ในปัจจุบันเรามีแนวโน้มที่จะแยกศาสนาและวิทยาศาสตร์ออกจากกัน แต่ไม่ใช่กับนิวตันและวิสตัน เมื่อนิวตันได้ตีพิมพ์งาน  Mathematical Principles of Natural Philosophy นอกจากการปูทางสำหรับฟิสิกส์ยุคใหม่แล้ว เขายังเป็นผู้นำในความคิดของจักรวาลจักรกลศาสตร์อีกด้วย

ในมุมมองนี้ พระเจ้าไม่ได้สร้างปัญหาให้ตัวของท่านเองในงานทั่วไปที่จะผลักโลกไปในวงโคจรของดวงอาทิตย์ ในทางตรงกันข้ามพระเจ้าสร้างกฏฟิสิกส์ เช่นแรงดึงดูด ซึ่งคอยควบคุมระบบของจักรวาล และการมีอยู่ของกฏเหล่านั้น เป็นเจตจำนงของพระเจ้า เราดำรงอยู่ในกลไกนาฬิกาจักรวาล เขาเสนอว่า เป็นการออกแบบ สร้าง และเดินเครื่อง โดยพระผู้เป็นเจ้า แต่มีบางคนที่เห็นความขัดแย้งในตัวเองของมุมมองนี้ ถ้าพระเจ้าสร้างกฏธรรมชาติที่ไร้ข้อผิดพลาด ทำไมจึงยังมีการฝ่าฝืนกฏเหล่านี้เกิดขึ้นในไบเบิล

นักเทววิทยาชาวอังกฤษ โทมัส เบอเน็ต เขียนไว้ในบทความขายดีของเขาที่ชื่อว่า  Sacred Theory of the Earth เขาตั้งสมมติฐานว่า ถึงจะมีน้ำบนโลกและมีฝนตกลงมาทั้งวันทั้งคืนสี่สิบเก้าวัน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ได้ บรูเน็ตมองว่า ต้องมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อื่นๆสำหรับเรื่องราวอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่นี้

น้ำท่วมโลก
เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์เสนอว่า ดาวหางในปี 1680 ตีวงเข้ามายังทุกๆ 575 ปี ซึ่งวินสตันบันทึกการเข้ามาของดาวหางนั้นเกิดขึ้นเมื่อ 2342 ปี ก่อนคริสตศักราช ซึ่งในเวลานั้น เชื่อกันว่าคือช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่

 

เครื่องมือลงโทษของพระเจ้า

ในขณะเดียวกันมีบางคนไม่เห็นด้วยกับงานของบรูเน็ต แม้ว่าพระเจ้าจะเป็นผู้สร้างกฏธรรมชาติของจักรวาล แต่ท่านจะระงับมันเมื่อมันเข้ากับเป้าหมายของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ แต่นิวตันและแวดวงนักคิดของเขา ไม่ได้สนใจคำอธิบายนั้นมากนัก ในมุมมองของพวกเขา กฏฟิสิกส์ของจักรวาล คือพระผู้เป็นเจ้า แรงดึงดูดขึ้นอยู่กับ ความต่อเนื่องและ ความมีประสิทธิภาพ อีกนัยนึงการเคลื่อนที่อันละเอียดอ่อน ซึ่งทำให้ดาวเคราะห์อยู่ในการเคลื่อนที่ คือปาฏิหาริย์ประจำวัน  ปาฏิหาริย์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ก็ยังอยู่ในกรอบที่วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้

ในหนังสือ  New Theory of the Earth วิสตันเน้นย้ำว่า ไบเบิลไม่เคยเป็นอุปมา หรือบันทึกวิทยาศาสตร์ แต่มันเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์  ภาพแทนที่แท้จริงของการก่อกำเนิดโลกเดี่ยวๆ ท่ามกลางความยุ่งเหยิง  และกำเนิดจากความเปลี่ยนแปลงในแต่ละวันที่สามารถมองเห็นได้และเกิดอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกลายเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษยชาติ

วิสตันกล่าวว่ามันเป็นหน้าที่ของนักคิดยุคใหม่ที่จะค้นหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ที่จะอธิบายเหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในไบเบิล เขาบันทึกว่า สิ่งที่อยู่ในไบเบิลเป็นความจริง และเป็นสิ่งที่มาจากผู้สร้างธรรมชาติ พวกเราจะค้นหามันและยืนยันมันด้วยระบบของโลก เหตุของความรู้ทั้งหมดคือข้อสรุปจากสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้น

วิสตัน เขียนตอบกฏแรงดึงดูดของนิวตัน เขาเชื่อว่า พบคำตอบของการเกิดน้ำท่วมจากดาวหาง เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์เสนอว่า ดาวหางในปี 1680 ตีวงเข้ามายังทุกๆ 575 ปี ซึ่งวินสตันบันทึกการเข้ามาของดาวหางนั้นเกิดขึ้นเมื่อ 2342 ปี ก่อนคริสตศักราช ซึ่งในเวลานั้น เชื่อกันว่าคือช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่

ในคัมภีร์ไบเบิลบันทึกว่า เมื่อโนอาห์อายุ 600 ปี ในวันที่ 17 เดือน 2  หน้าต่างของสวรรค์เปิดออก และฝนก็ตกลงมาบนโลก 49 วัน 49 คืน

วิสตันกล่าวว่าการเข้าใกล้โลกของดาวหางอธิบายปรากฏการณ์นั้นได้ แรงดึงดูดดึงเอาดาวหางนั้นเข้ามาปะทะกับโลก และหางของมันที่เต็มไปด้วยไอน้ำสร้างความชื้นให้กับบรรยากาศชั้นบน ซึ่งนั่นนำไปสู่การเกิดฝนตกอย่างฉับพลัน

และดาวหางดวงนั้นรับใช้เจตจำนงของพระเจ้า วิสตันกล่าวว่า มันไม่ใช่การใช้อำนาจแบบที่เทพเจ้าซูสใช้สายฟ้าฟาดลงมา แต่พระเจ้าสร้างงดาวหางขึ้นมาและตั้งจุดหมายการเดินทางของมันโดยผ่านฟิสิกส์ พระเจ้าไม่ได้คาดคิดว่ามนุษย์จะทำบาปและความผิดของพวกเขานั้นต้องตอบแทนด้วยการลงทัณฑ์ที่น่ากลัว พระเจ้าเตรียมการโดยการสร้างดาวหางนั้นขึ้นมาเพื่อใช้เป็นครื่องมือในการแก้แค้น

 

ข้อวิจารณ์อื่นๆ

วิสตันอุทิศหนังสือของเขาให้แก่นิวตัน ผู้ซึ่งเห็นด้วยกับทฤษฎีของเขาโดยมองว่าเป็นไปได้และมีเหตุผล แต่การค้นพบครั้งใหม่และทฤษฎีเกี่ยวกับข้อมูลของระบบสุริยะจักรวาล ธรรมชาติของดาวหาง อายุ และโครงสร้างของโลก ความหายนะนี้ ทำให้ทฤษฎีของวิสตันกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย มีคนกล่าวว่าข้อสังเกตุของวิสตันเป็นเรื่องน่าขัน แต่ในมุมมองของนักประวัติศาสตร์มองว่า วิสตันเป็นนักปรัชญาธรรมชาติ ซึ่งในยุคของเขาความเชื่อทางศาสนาเป็นไปอย่างเข้มข้น

ฟอสกล่าวว่า วิสตันเกือบจะเข้าใกล้ความเป็นนักวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ เท่ากับที่เซอร์ไอแซก นิวตันเป็น แต่ผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ไร้ข้อกังขาของนิวตันนั้น ยังคงสร้างชื่อเสียงให้แก่เขามากขึ้นเรื่อยๆ

 

อ่านเพิ่มเติม

เผยตำนานเยติ แท้จริงคือสัตว์ป่า

เรื่องแนะนำ

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

พบกับชายผู้ใช้ชีวิตกับไฮยีน่า

คนทั่วไปจะเลี่ยงการเข้าใกล้กับไฮยีน่า แต่ไม่ใช่ผู้คนจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ในเอธิโอเปีย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์สี่ขาเหล่านี้ถูกปลูกฝังมาแล้วอย่างยาวนาน

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.