นอนแช่น้ำสีเขียวมรกต ฟังเสียงธรรมชาติสุดสงบที่น้ำตกเอราวัณ - NGThai

นอนแช่น้ำสีเขียวมรกต ฟังเสียงธรรมชาติสุดสงบที่น้ำตกเอราวัณ

เที่ยวให้สบายใจไปกับน้ำตกสวยหลายชั้น พร้อมเส้นทางเดินป่าสุดธรรมชาติในบรรยากาศที่ชุ่มฉ่ำ จะกางเต็นท์เดินป่า หรือเลือกที่จะอยู่นิ่ง ๆ หามุมสักมุมนั่งฟังเสียงน้ำตกให้ผ่อนคลาย

น้ำตกเอราวัณถือเป็นอีกทางเลือกของคนที่ไม่อยากเดินทางฝ่าดงลุยพงเดินทางไกล เพื่อเข้าไปหาธรรมชาติสวย ๆ มาที่นี่สุดคุ้มเพราะทั้งสวยทั้งเดินทางสะดวก

ถ้าเราต้องการหาสถานที่เพื่อการพักผ่อนสักที่ แต่ไม่อยากถึงขนาดแบกเป้ลุยป่าเพื่อเข้าไปค้างแรมอะไรแบบนั้น ผมว่าน้ำตกเอราวัณโคตรตอบโจทย์ ด้วยการเดินทางที่รถเข้าถึงได้แล้วสามารถเจอธรรมชาติสวย ๆ แบบนี้ก็ต้องยกให้ที่นี่ เป็นอีกที่ในดวงใจกันไปเลย

น้ำตกเอราวัณ เป็นน้ำตกที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ อำเภอศรีสัวสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นน้ำตกที่มีด้วยกันทั้งหมดเจ็ดชั้น เราสามารถค่อย ๆ เดินไต่ขึ้นไปถึงชั้นบนสุดได้เลยก็ใช้เวลาไปกลับราว ๆ 3 – 4 ชั่วโมง เมื่อก่อนเดิมทีน้ำตกที่นี่ก็ไม่ได้ชื่อเอราวัณเหมือนอย่างตอนนี้หรอก สมัยก่อนชาวบ้านเขาจะเรียกกันว่า ”น้ำตกสะด่องม่องลาย” ที่มากจากชื่อของลำห้วยม่องลาย แต่ที่มาของชื่อเอราวัณก็ได้มาจากน้ำตกที่อยู่ชั้นบนสุด เวลามีสายน้ำไหลบ่ามองดูคล้ายกับหัวช้างเอราวัณนั่นเอง แต่ถ้าใครไม่อยากลุยไปขนาดนั้น เอาจริง ๆ แค่ชั้นแรกกับชั้นที่สองก็น่าประทับใจมากแล้ว หรือจะเลยขึ้นไปที่ชั้นสาม ชั้นสี่ แต่ถ้าไปต่ออีกนิด ก็จะถึงชั้นห้า ชั้นหก ชั้นเจ็ด!!! อันนี้เป็นมุขตลกของเพื่อนร่วมทางคนหนึ่งที่เอ่ยขึ้นมาเพื่อหาคนขึ้นไปเป็นเพื่อน แต่ผมขอเลือกที่จะดื่มด่ำชื่นชมความสวยงามแบบสงบ ๆ อยู่ที่ชั้นสอง หรือ สาม นี่จะดีกว่า

ที่นี่จะมีน้ำตลอดทั้งปี แต่ก็อาจจะมีน้อยหน่อยในฤดูแล้ง บางชั้นเราจะเห็นปลาพลวงหินว่ายกันเต็มไปหมด แต่ห้ามเด็ดขาดที่จะเอาขนมปังไป หรืออาหารไปให้ปลาหรือลิงที่อยู่บริเวณนั้นเ ทางอุทยานเขาห้ามนะครับ เราควรเข้าไปชื่นชมความงามแบบถ่อมตัวที่สุด แม้แต่ขยะเล็ก ๆ สักชิ้นก็ไม่ควรท้ิงไว้ หรือถ้าอดใจไม่ไหวอยากจะลงไปแช่น้ำตกเย็น ๆ บางจุดอุทยานก็อนูญาติให้ลงเล่นได้ แค่บางจุดนะ ไม่ใช่ทุกจุดควรสอบถามให้ดีก่อนลงไปเล่นกัน นอกจากน้ำตกแล้วเราก็ยังสามารถใช้เวลาเดินเล่นไปตามทางเส้นทางศึกษาธรรมในอุทยานได้อีก 2 เส้นทาง ทางไม่ชันมากระยะทางก็สั้น ๆ ประมาหนึ่งกิโลเมตรใช้เวลาแค่ 30 นาที ก็ถือว่าไม่นานเลย

ด้วยความที่ทุกอย่างลงตัวแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกที่สวยงาม กับทางเดินป่าที่ไม่ไกลเลย กิจกรรมที่คิดว่าเหมาะสมกับที่นี่อีกกิจกรรมหนึ่งนั่นก็คือการอาบป่านั่นเอง การที่เราได้ค่อยเดินไปอย่างช้า ๆ ได้มองและสังเกตุสิ่งรอบข้าง ฟังเสียงของธรรมชาติ มันก็ช่วยให้ความรู้สึกเราผ่อนคลายได้ดีเหมือนกัน แล้วก็ไปจบท้ายที่หามุมดี ๆ นั่งฟังเสียงน้ำตกก็ถือว่าฟินนาเล่

การเดินทางก็ถือว่าไม่ไกลมากนักห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปประมาณห้าสิบกว่ากิโล ซึ่งก็ใช้เวลาเดินทางก็ประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่พวกเรามากันจากกรุงเทพฯรวม ๆ ใช้เวลาแบบแวะนั่นแวะนี่ ก็สี่ชั่วโมงนิด ๆ ถือว่ากำลังดีคุ้มค่ามากสำหรับการเดินทางมาเที่ยวที่น้ำตกเอราวัณแห่งนี้ ทั้งเดินทางสะดวกบรรยากาศก็ดี แถมยังกางเต็นท์ค้างแรมได้อีกจะมาเดี่ยว มาคู่ หรือจะมากับครอบครัวก็ได้หมด
.
ค่าเข้าก็แสนจะถูก ผู้ใหญ่ร้อยเดียว ถ้าเด็กก็ 50 บาท แต่ถ้าจะมากสงเต็นท์แนะนำให้เอามาเองจะสะดวกกว่า ที่นี่ไม่มีให้เช่า เสียแค่ค่าทำเนียมคนละ 30 บาท ราคาน่าตกใจมาก หรืออยากจะนอนบ้านพักที่นี่ก็มีให้บริการ แต่ควรโทรมาจองล่วงหน้ากันก่อน อุทยานแห่งชาติเอราวัณเปิดทุกวันคุณสามารถมาตอนไหนก็ได้ขอแค่มากันในเวลาราชการก็พอ แต่อยากจะแนะนำว่าถ้ามาแบบวันธรรมดาคุณจะพบว่ามันสวยและสงบมากเป็นพิเศษ

การออกไปสำรวจน้ำตกเอราวัณครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในโปรเจ็กต์พิเศษที่บ้านและสวน Explorers Club ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชักชวน 10 บล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวออกไปประสบ ‘กาญจน์’ ใหม่กับ 12 หมุดหมายสำคัญด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสัมผัสประสบการณ์หาจุดกางเต็นท์ ปีนเขา วิ่งเทรล ปั่นจักรยาน พายเรือคายัค และอีกหลากหลายกิจกรรมใน 5 อุทยานแห่งชาติ 2 เขื่อน 5 แม่น้ำที่จะทำให้การออกจากบ้านเที่ยวนี้ได้อะไรกลับมามากกว่าที่คิด ติดตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดได้ทุกวันอังคารและศุกร์ ต่อเนื่องไปทุกสัปดาห์ตลอดเดือนกันยายน ตุลาคม และพฤศจิกายนนี้


EXPLORER: ไปคนเดียว+
https://www.facebook.com/paikondieow/
.
เรื่อง: Explorers Club
ภาพ: ไปคนเดียว+ ม็อบ https://www.facebook.com/Sirwildlife
.
#ติดต่อสอบถาม สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และจองที่พักได้ที่ โทร 02-5610777 ต่อ 1719 และสามารถจองที่พักได้ด้วยตนเองผ่าน www.dnp.go.th เมื่อชำระค่าบริการเข้าอุทยานแล้วกรุณาพกบัตรค่าบริการติดตัวไว้ ในขณะที่อยู่ในพื้นที่ของอุทยาน

เรื่องแนะนำ

ผู้ลี้ภัยเด็กนับพันตกค้างอยู่ที่ชายแดนยุโรป

เด็กๆ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องฝันสลายเมื่อชายแดนเข้าสู่หลายประเทศในยูโรปถูกปิด ชีวิตที่ไม่มีเป้าหมายของพวกเขาสร้างความกังวลว่าเด็กๆ เหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์

หรือนี่คือโฉมหน้า “มนุษย์แห่งโลกอนาคต”

พูดคุยกับ นีล ฮาร์บีสสัน เขาเกิดมาพร้อมกับภาวะตาบอดสีทุกสี แต่เสาอากาศซึ่งมีส่วนปลายเป็นตัวรับของเส้นใยนำแสงที่อยู่เหนือดวงตาของเขาพอดีช่วยให้ฮาร์บิสสันสามารถรับรู้สีได้

เปลี่ยนห้องขังที่ว่างเปล่าให้เป็นบ้านของผู้อพยพ

เปลี่ยนห้องขังที่ว่างเปล่าให้เป็นบ้านผู้อพยพ เมื่อวิกฤติการณ์ผู้อพยพในยุโรปเริ่มขึ้นเมื่อปี 2015 มุฮัมมัด มุเฮเซน ช่างภาพของสำนักข่าวเอพี ตัดสินใจรอคอยบนชายหาดในประเทศกรีซ เฝ้ามองคลื่นผู้ลี้ภัยหลั่งไหลมาจากซีเรีย ตะวันออกกลาง และบางส่วนของแอฟริกาที่ย่อยยับจากสงคราม “คนส่วนใหญ่คิดว่า เมื่อผู้ลี้ภัยมาถึง เรื่องราวก็จบสิ้นลง แต่สำหรับผม นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวครับ” เขาบอก มุเฮเซนเน้นการเก็บภาพในเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ทั้งเต็มใจจะรับผู้อพยพและกำลังลดระดับอาชญากรรมลง ห้องขังว่างเปล่าจำนวนมากทำให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์มองหาวิธีใช้ประโยชน์อื่นๆ ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มให้ผู้อพยพเข้าไปอยู่ในนั้น ที่เรือนจำ Bijlmerbajes ในกรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ ผู้ลี้ภัยที่เหนื่อยล้ากว่า 600 คนได้รับเตียงนอน อาหารอุ่นๆ และหลังคาคุ้มศีรษะ ทั้งหมดเป็นสิ่งชั่วคราว จนกว่าพวกเขาจะได้ที่อยู่อาศัยในเนเธอร์แลนด์ ได้อยู่ในบ้านที่แท้จริง และมีงานทำ (ผลการศึกษาใหม่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะยิ่งขับให้วิกฤติผู้อพยพย่ำแย่ลง) ตลอดปีที่ผ่านมา มุเฮเซนกลับไปเรือนจำ Bijlmerbajes เป็นครั้งคราวเพื่อถ่ายภาพชีวิตครอบครัวในนั้น ทั้งช่วงเวลาที่เคร่งเครียด ช่วงเวลาเล่นสนุก และการหมดความอดทนในการรอคอยการตัดสินใจครั้งต่อไปของรัฐบาลที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตใหม่ ล้วนเผยให้เห็นเบื้องหน้ากล้องถ่ายภาพของเขา สิ่งเดียวที่ดูเหมือนไม่ได้สร้างปัญหาให้ใครเลยก็คือสถานที่ “เราไม่สนใจหรอกค่ะ” หญิงคนหนึ่งบอกเขาถึงการใช้ชีวิตในที่ซึ่งเคยเป็นเรือนจำ “สิ่งสำคัญก็คือเราปลอดภัย” เรื่อง แดเนียล สโตน ภาพถ่าย มุฮัมมัด มุเฮเซน

บิล และ เมลินดา เกตส์: มุ่งมั่นเดินหน้าสู่เป้าหมาย

ความฝันของบิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก และภรรยา เมลินดา เกตส์ คือการแก้ปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และปัญหาอื่นๆ ของโลก นี่คือบทสัมภาษณ์ที่แสดงความตั้งใจจริงของพวกเขา สัมภาษณ์โดย ซูซาน โกลด์เบิร์ก  ภาพถ่าย BRINSON + BANKS เมื่อปี 2015 บรรดาผู้นำในที่ประชุมสหประชาชาติได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายแห่งการพัฒนาอันยั่งยืน 17 ข้อขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และปัญหาอื่นๆ ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 ขณะเดียวกัน มหาเศรษฐีผู้ใจบุญอย่าง บิล และ เมลินดา เกตส์ มุ่งมั่นเดินทางสู่ เป้าหมายเหล่านี้มาก่อนนานแล้ว ดังนั้น ในปี 2017 มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ จึงจัดตั้งโครงการ Goalkeepers ขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือปฏิบัติและติดตามความคืบหน้าของการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ ฉันมีโอกาสนั่งคุยกับทั้งคู่เกี่ยวกับ รายงานประจำปี 2018 นับเป็นการให้สัมภาษณ์พร้อมกันซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซูซาน โกลด์เบิร์ก: ฉันเพิ่งอ่านรายงานของ Goalkeepers อะไรทำให้คุณตัดสินใจทำโครงการนี้ เมลินดา เกตส์: เพราะข่าวคราวเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในโลกยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง […]