ธนาคาร เอชเอสบีซี ขับเคลื่อนวงการการเงินสู่เศรษฐกิจ คาร์บอนต่ำ

บทบาทการเงินสีเขียวของธนาคาร เอชเอสบีซี ที่ขับเคลื่อนวงการการเงินสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เอชเอสบีซี

จากเหตุการณ์โรคระบาดในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ทุกภาคส่วนเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนกลายเป็นประเด็นให้ทั่วโลกต่างหันกลับมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ที่เริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุค New Normal ในรูปแบบใหม่

ไม่เว้นแม้แต่ ธนาคาร เอชเอสบีซี หรือ The Hongkong and Shanghai Banking Corporation Limited (HSBC)  ธนาคารพาณิชย์เอกชนแห่งแรกในไทย ผู้ให้บริการภาคการเงินและการธนาคารซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก โดยตลอด 150 ปีที่ดำเนินธุรกิจ พวกเขามีความตั้งใจเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ผ่านการเปิดโอกาสใหม่ ๆ เพื่อผลประโยชน์อย่างยั่งยืนให้กับลูกค้า บุคลากร นักลงทุน ชุมชน จนถึงโลกที่พวกเขามีส่วนร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจัง

เอชเอสบีซี
คุณ Giorgio Gamba CEO แห่ง HSBC Thailand

พันธกิจเหล่านี้เองที่นำไปสู่บทบาทการเป็นธุรกิจการเงินสีเขียว เพื่อเข้าสู่โลกแห่งเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยตั้งเป้าหมายให้บริการทางการเงินอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หันมาให้บริการและผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยลง รวมถึงสนับสนุนบริษัทที่แสดงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลร่วมด้วย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือเร็วกว่านั้น

ทาง HSBC Global Private Banking ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจากทั่วโลกและทั่วภูมิภาคมาร่วมกันออกแบบสร้างผลิตภัณฑ์ด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติและไปเป็นตามข้อตกลงปารีส

เพราะพวกเขาเชื่อว่าการลงทุนที่ยั่งยืนมีส่วนช่วยและมีผลกับประสิทธิภาพในการลงทุน จึงใช้หลักข้อนี้เป็นกลยุทธ์อันดับต้น ๆ เพื่อขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้รับบริการ

เริ่มตั้งแต่การออกพันธบัตรสีเขียว และพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5.2 นับว่าเป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ ยังพบว่า กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ทางฝั่งนักลงทุนรายย่อย ก็หันมาให้ความสนใจเรื่องความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมตามหลัก ESG เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วย ทำให้ทางธนาคาร เอชเอสบีซี ให้ความสนใจและเพิ่มผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนเพิ่มขึ้นตาม เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักลงทุนเหล่านี้

และเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ธนาคาร เอชเอสบีซี ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่าง ‘กองทุนไพรเวทอิควิตี้’ กองทุนแรกที่มีเป้าหมายในการผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันก็ให้ผลตอบแทนในระดับที่แข่งขันได้

เอชเอสบีซี

อีกทั้ง ทางธนาคาร เอชเอสบีซี ยังทำหน้าที่สร้างความเข้าใจเชิงลึกถึงเป้าหมายที่พวกเขามุ่งมั่นอย่างการเป็นองค์กร Net Zero หรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ให้กับทั้งลูกค้ารายบุคคล รวมถึงเหล่าลูกค้าในองค์กร เพื่อช่วยกันผลักดัน สร้างแรงบันดาลใจ ไปจนถึงสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้

รวมทั้งยังมีการร่วมลงทุนเพื่อก่อตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ HSBC Pollination Climate Asset Management โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนต่าง ๆ ที่ลงทุนในโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติ ปกป้องและพัฒนาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว และกลุ่มที่จัดการปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มเติม

จากจุดแข็งที่ธนาคารมีเครือข่ายจากทั่วโลก สามารถเชื่อมโยงโครงข่ายเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกับลูกค้าในเชิงรุก ทั้งการส่งเสริมความยั่งยืนระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน การทำงานร่วมกับนักลงทุน รัฐบาล เอ็นจีโอ สถาบันการเงินอื่น ๆ และซัพพลายเออร์เพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในโครงการที่สนับสนุนความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และอีกประการหนึ่ง คือการช่วยให้ลูกค้าผนวกความยั่งยืนเข้าไปในทุกขั้นตอนของการสร้างความมั่งคั่ง

เป็นที่มาของการการันตีความสำเร็จมากมาย ทั้งเวที Euromoney Awards for Excellence 2021 – Sustainable Financing ด้านการเป็นธนาคารเพื่อการเงินที่ยั่งยืนแห่งปี และ Finance Asia Award – Best International Bank in Thailand 2021 รางวัลสำหรับธนาคารต่างประเทศที่ดีที่สุดของประเทศไทยในปีพ.ศ. 2564

ด้วยการสนับสนุนทั้งหมดนี้ ทำให้การลงทุนเพื่อความยั่งยืนกลายเป็นที่พูดถึงและได้รับความสนใจจากเหล่าผู้ประกอบการและนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่ต้องการการลงทุนในเชิงการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทาง HSBC Group จึงมุ่งมั่นร่วมเดินทางสู่อนาคตที่ยั่งยืนนี้ไปพร้อมกับ ทุกคน เพื่อทำให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในตลาดการเงินไปพร้อมกับโลกที่ดีขึ้นต่อไป

 

เรื่องแนะนำ

ฉลามให้กำเนิดลูกโดยไม่ผ่านการผสมพันธุ์

เรื่อง เบกกี ลิตเติ้ล เตรียมพบกับเรื่องราวที่จะทำให้คุณเซอร์ไพรส์ นักวิทยาศาตร์ได้เผยแพร่การค้นพบเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ฉลามเพศเมียได้ให้กำเนิดลูกน้อยของมัน โดยไม่จำเป็นต้องผสมพันธุ์กับตัวผู้ หรืออีกนัยหนึ่งคือ มันคลอดทั้ง ๆ ที่ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ ฉลามเสือเพศเมียชื่อ ลีโอนี (Leonie) ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำได้วางไข่และลูก ๆ ทั้งสามตัวของมันฟักออกจากไข่อย่างฉลามทั่วไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉลามเสือ (Stegostoma fasciatum) ออกไข่โดย “ไม่ผสมพันธุ์” แต่มันเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกพฤติกรรมนี้ไว้ได้ ลีโอนีตกลูกครอกก่อนหน้านี้ในปี 2012 โดยการผสมพันธุ์กับฉลามหนุ่มในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำรีฟเอชคิว เมืองทาวนส์ฮิลล์ รัฐควีนส์แลนด์ และหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จับลีโอนีแยกมาอยู่ในบ่อที่เธอไม่มีโอกาสเจอตัวผู้อีกเลย ในบ่อใหม่ ลีโอนียังคงวางไข่ของเธอต่อไป อย่างเช่นที่แม่ไก่ทำ แต่เราไม่รู้ว่าไข่เหล่านั้นได้รับการปฏิสนธิหรือไม่ สามปีหลังแยกจากตัวผู้ เธอได้สร้างความประหลาดใจแก่นักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแล ไข่บางฟองที่เกิดจากเธอฟักออกมาเป็นตัว นับเป็นครั้งแรกที่เราสังเกตุพฤติกรรมนี้ได้ในปลาฉลาม แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศไปเป็นแบบพาร์ธีโนเจเนซิส (การสืบพันธุ์ที่ตัวอ่อนเจริญโดยไข่ไม่ได้รับการผสมกับสเปิร์ม) พบมาก่อนหน้านี้ในปลากระเบนลายจุดและงูสายรุ้งกัมพูชา การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศลักษณะนี้ มีการสำรวจพบในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอีกหลายชนิดซึ่งมักจะไม่ค่อยเกิดขึ้นในภาวะปกติ นักวิทยาศาสตร์ในสวนสัตว์หลุยส์วิลล์ประหลาดใจมากที่งูเหลือมในการดูแลออกไข่โดยไม่ได้รับการผสมพันธุ์ พวกเขาตั้งข้อสังเกตุว่า อาจเกิดจากการที่พวกมันเก็บสเปิร์มของงูตัวผู้ไว้ในตัว ในกรณีงูเหลือมที่หลุยส์วิลล์ ลูกของมันไม่ได้เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับสเปิร์มแน่นอน เพราะว่างูเหลือมสาวตัวนี้ไม่เคยได้ต้องกายงูเหลือมหนุ่มตัวใดเลย แต่ลีโอนีเคย และเมื่อตอนที่เธอให้กำเนิดลูกออกมา นักวิทยศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำควีนส์แลนด์กล่าวหาว่า เธอเก็บสเปิร์มของตัวผู้ไว้ หลังจากการทดสอบทางพันธุกรรมร่วมแรมปีแสดงให้เห็นว่า […]

ล่องเรือไปตั้งแคมป์แบบไม่ค้างคืนริม “แม่น้ำบีคลี่” สำรวจธรรมชาติลำน้ำสำคัญของสังขละบุรีที่บางจุดพบได้เฉพาะในฤดูฝน

สังขละบุรีไม่ได้มีไฮไลต์แค่สะพานมอญ เจดีย์พุทธคยา หรือวัดจมน้ำ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าแม่น้ำบีคลี่ซึ่งยังไม่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวเท่าสถานที่ที่กล่าวถึงข้างต้น ก็มีจุดกางเต็นท์บนสันทรายและหินกรวดหลายจุด มีน้ำตกเล็ก ๆ ที่เราสามารถเดินเท้าขึ้นไปนั่งแช่กายคลายร้อนได้ไม่ยาก รวมถึงมีบางช่วงของแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวจนสามารถพายเรือคายัคล่องไปตามกระแสซ่อนอยู่ . ลำน้ำสายนี้ในช่วงฤดูฝนจึงเหมาะมากสำหรับ Explorer สายลุยทุกคน ทั้งการเที่ยวไปเช้า-เย็นกลับแบบ One-Day Trip หรือค้างแรมตั้งแคมป์ซึมซับบรรยากาศป่าเขียวที่ตัดขาดจากโลกโซเชียลโดยสิ้นเชิง แม่น้ำบีคลี่ คือหนึ่งในสามแม่น้ำสายสำคัญของอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเมื่อไหลมารวมกับแม่น้ำรันตี และแม่น้ำซองกาเรีย บริเวณวัดวังก์วิเวการาม ที่เรียกกันว่า “สามสบ” หรือ “สามประสบ” จะกลายเป็นต้นน้ำของแม่น้ำแควน้อย . ในช่วงฤดูฝนระดับน้ำในแม่น้ำบีคลี่จะค่อนข้างสูงและไหลเชี่ยวในบางช่วง ลำพังการพายเรือทวนกระแสน้ำด้วยฝีพายของพวกเราเองอาจไปไม่ถึงจุดหมาย ดังนั้นในวันออกสำรวจเส้นทางธรรมชาติ พวกเราจึงตัดสินใจเช่าเหมาเรือหางยาวของชาวบ้านเป็นพาหนะหลัก เพื่อบรรทุกเรือคายัคสองลำล่องสวนกระแสไปตามลำน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน เรือหางยาวลำนี้พาเราออกจากที่พักที่บ้านแม่น้ำ แล่นผ่านสามประสบ ผ่านจุดสกัดทางน้ำปากห้วยบิคลี่เข้าสู่ช่องเขาที่เต็มไปด้วยแมกไม้ชะอุ่มเขียวและไม่คดเคี้ยวมากนัก ผ่านจุดที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ศาลเจ้าพ่อประตูเมือง” จนไปเจอทุ่งมาลัย ทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยต้นไมยราพที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งที่น้ำแห้งเหือด นอกจากกิ่งก้านสาขาของไมยราพจะโผล่พ้นน้ำอีกคราว ผืนดินบริเวณนี้ยังจะกลายเป็นจุดที่ชาวบ้านมักพาวัวออกมากินหญ้าเกิดเป็นห่วงโซ่ของระบบนิเวศ เศษมูลวัวกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเหล่าปลาเค้าดำ ปลาอีทุบ ปลายี่สก ฯลฯ ที่จะว่ายทวนน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขาแหลมมาวางไข่ในฤดูน้ำหลาก นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่แม่น้ำบีคลี่ถูกประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ และไม่อนุญาตให้จับปลาหรือทำประมงน้ำจืดในฤดูวางไข่อย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาระบบนิเวศอันสมบูรณ์นี้ให้คงอยู่ตลอดไป . ส่วนจุดหมายของเราในทริปนี้ คือการไปพักตั้งแคมป์ชั่วคราวบนสันทรายบริเวณโค้งน้ำใกล้กับน้ำตก […]

ไต่สันคมมีด ไปชมดาว ชมตะวันบนสันเขาช้างเผือก

การเดินทางที่ไม่ใช่แค่ความพร้อมของร่างกายแต่ต้องอาศัยความพยายาม ดวง และจังหวะในร่างกายไปสัมผัสกับสถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็น Dream Destination ของนักเดินทาง “เขาช้างเผือก ณ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ” . การเดินทางไปเขาช้างเผือกนั้นต้องรอกันสักนิด เพราะที่นี่จะเปิดให้เที่ยว 2-3 เดือน ต่อปีเท่านั้น โดยปกติจะเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน – มกราคม เพราะหมดฤดูฝนไปแล้วจะเดินทางกันสะดวกและปลอดภัย ส่วนใหญ่ต่อให้คุณมีความพร้อมขนาดไหน ถ้าโทรจองไม่ได้ คุณก็หมดสิทธิ์ คุณต้องพกดวง และความพยายามในการโทรจองเพื่อจะเดินทางไปที่นี่ก่อนเลยเป็นอันดับแรก . ด้วยความงาม และทัศนียภาพ ที่โดดเด่นของภูมิประเทศ ทำให้ที่นี่เป็นที่หมายปองของบรรดานักเดินทางสายท่องเที่ยวธรรมชาติ ถึงขนาดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยกให้ที่นี่เป็น 1 ใน 10 Dream Destination ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดเลยทีเดียว . พวกเราตื่นเช้ากว่าทุกวัน อาบน้ำปะแป้งตั้งตารอเวลา 08.30 น. กลุ่มของพวกเรามีโทรศัพท์กันอยู่ 4 เครื่อง กระหน่ำโทรรวมกันสี่เครื่องปาไป 300 กว่าสาย โทรกันจนจำเบอร์อุทยานได้ขึ้นใจ หลังจากที่พยายามมาหลายปี ในที่สุดครั้งนี้โชคก็เข้าข้างเรา……มารู้สึกตัวอีกทีก็พาตัวเองมาอยู่บนยอดเขาซะแล้ว . เราเดินทางไปรายงานตัวกันที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิกันตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากนั้นก็ไปรอขึ้นเขากันที่บ้านอีต่อง และไม่ต้องกลัวว่าคุณจะต้องแบกสัมภาระหนัก […]