โลกไซเบอร์ : เมื่อเราถูกจับตามองมากขึ้นเรื่อยๆ - National Geographic Thailand

โลกไซเบอร์ : เมื่อเราถูกจับตามองมากขึ้นเรื่อยๆ

โลกไซเบอร์ : เมื่อเราถูกจับตามองมากขึ้นเรื่อยๆ

ย้อนหลังไปเมื่อปี 1949 ท่ามกลางความหวาดผวาลัทธิอำนาจนิยมในยุโรป จอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษ ตีพิมพ์นวนิยายแนวดิสโทเปียชิ้นเอกเรื่อง 1984  ซึ่งมีคำเตือนน่าขนลุกว่า “พี่เบิ้มกำลังจับตาดูคุณอยู่”  (Big Brother is watching you!) แม้ความคิดดังกล่าวจะฟังดูน่าวิตก แต่ “การเฝ้าดู” ในยุคนั้นยังนับว่าค่อนข้างจำกัด และในปีเดียวกันนั้นเองบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่งเปิดตัวกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเป็นครั้งแรก

ทุกวันนี้ มีภาพที่แชร์หรือเก็บไว้ในอินเตอร์เน็ตปีละกว่า 2.5 ล้านล้านภาพ ยังไม่นับภาพถ่ายและคลิปวิดีโออีกหลายพันล้านที่ผู้คนเก็บไว้เป็นของส่วนตัว บริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่งคาดการณ์ว่า พอถึงปี 2020 คน 6,100 ล้านคนจะมีโทรศัพท์ที่ถ่ายภาพได้ ในเวลาเดียวกัน กล้องวงจรปิดจราจรหรือเอเอ็นพีอาร์ (automatic number plate recognition: ANPR) ที่อ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติหลายหมื่นตัวได้รับการติดตั้งเหนือผิวการจราจรเพื่อจับคนที่ขับรถเร็วเกินกำหนดหรือจอดรถในที่ห้ามจอด รวมทั้งติดตามการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากรหรือผู้ก่อการร้าย ทุกวันนี้ ผู้คนนิยมพกกล้องติดตัว (body camera) กันมากขึ้น แม้จะไม่มีการนับจำนวนแน่ชัด ไม่เฉพาะตำรวจเท่านั้น แต่ยังมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและบุคลากรที่ไม่ใช่ผู้รักษากฎหมายอื่นๆด้วย อุปกรณ์ติดตามส่วนบุคคลอื่นๆ ที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่กล้องติดรถยนต์ กล้องติดหมวกนิรภัยของนักปั่นจักรยานหรือคนขับมอเตอร์ไซค์ ไปจนถึงกริ่งประตูติดเลนส์เพื่อจับภาพโจรขโมยพัสดุ กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทโธกรณ์ในชีวิตประจำวันของชาวเมืองจำนวนไม่น้อยอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ชวนวิตกยิ่งกว่าคือภาพคนธรรมดาสามัญหลายพันล้านภาพที่เทคโนโลยีจดจำใบหน้าบันทึกและเก็บไว้ในฐานข้อมูลของผู้รักษากฎหมายหรือบริษัทเอกชน ซึ่งแทบไม่มีมาตรการควบคุมใดๆ เลย

โลกไซเบอร์
ดีโน เบอร์โตลิโน นักเทคนิคยานอวกาศของบริษัทแพลเน็ตในแซนแฟรนซิสโก ถือดาวเทียมติดกล้องที่บริษัทเรียกว่าโดฟ (Dove) แพลเน็ตมีดาวเทียมขนาดเท่ากล่องรองเท้าลักษณะนี้กว่า 150 ดวงที่ปฏิบัติงานอยู่ในวงโคจร ถ่ายภาพวินาทีละสองภาพ ด้วยกองทัพดาวเทียมนี้ บริษัทสามารถถ่ายภาพมวลแผ่นดินทั้งหมดของโลกได้ภายในหนึ่งวันถ้าสภาพอากาศเหมาะสม

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอุปกรณ์ “จับตาดู” ที่เรามองเห็นได้ ปัจจุบัน ท้องฟ้าคลาคล่ำไปด้วยโดรน เมื่อปี 2016 หน่วยงานธุรกิจและผู้ชื่นชอบงานอดิเรกในสหรัฐฯ ซื้อโดรนรวมกันถึง 2.5 ล้านเครื่อง  ตัวเลขนี้ไม่รวมอากาศยานไร้คนขับหรือยูเอวี (unmanned aerial vehicle: UAV) จำนวนมากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ในภารกิจทั้งทางทหารและพลเรือน  ยังไม่ต้องพูดถึงอุปกรณ์สอดแนมทางอากาศอีกหลายพันเครื่องของประเทศอื่นๆ เช่น รัสเซีย จีน อิหร่าน และเกาหลีเหนือ

เรายังถูกจับตามองจากอวกาศเบื้องบนด้วย ดาวเทียมกว่า 1,700 ดวงเฝ้าติดตามดูโลกอยู่ จากระยะทางราว 500 กิโลเมตร ดาวเทียมบางดวงสามารถจับภาพฝูงควายหรือการลุกลามของไฟป่าได้ และใครที่ไหนก็ไม่รู้อาจได้ภาพถ่ายคมชัดของช่วงถนนที่เราทำงานอยู่ได้ไม่ยาก

 


ชมความงดงามจากเทคโนโลยี Laser ฉายภูมิทัศน์ที่ปราศจากผืนป่าปกคลุม


 

ในเวลาเดียวกัน บนถนนสายเดียวกัน เราอาจถูกถ่ายภาพระยะใกล้จนน่าขนลุกวันละหลายสิบภาพจากเลนส์ที่เราอาจไม่เคยเห็น และอาจไม่มีวันรู้ว่า ภาพของเราถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ใด โทรศัพท์มือถือ การสืบค้นด้วยอินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดียต่างๆ ล้วนเปิดเผยความลับของเรา กัส โฮเซน ผู้อำนวยการไพรเวซีอินเตอร์เนชั่นแนล (Privacy International) องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานรณรงค์เรื่องสิทธิส่วนบุคคลทั่วโลก บอกว่า “ในศตวรรษที่สิบเก้า ถ้าอยากรู้ว่าคุณคิดอะไร ตำรวจต้องทรมานคุณ แต่เดี๋ยวนี้ แค่หาจากอุปกรณ์สื่อสารของคุณก็เจอหมดแล้ว”

โลกไซเบอร์
โดรนจิ๋วของกองทัพเรือสหรัฐฯ เหล่านี้ (ที่จริงเป็นแค่แผงวงจรอากาศพลศาสตร์เท่านั้น) ออกแบบสำหรับทิ้งลงมาจากท้องฟ้าเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ เช่น เฝ้าระวังพายุเฮอริเคน ติดตั้งลวดสะดุดตามแนวชายแดน หรือนำทางชาวไร่ในการหว่านเมล็ดพืชในแปลง

นี่คือโลกใหม่แสนฉลาด (“Brave New World”) ของเรา ซึ่งเป็นชื่อหนังสือของอัลดัส ฮักซ์ลีย์  นักเขียนแนวอนาคตชาวอังกฤษอีกคนหนึ่ง โลกที่กำลังขยับไปสู่ทิศทางนี้น่าวิตก เพราะดังที่อาเลสซันโดร อัคควิสตี อาจารย์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน บอกไว้ว่า “การปกป้องความเป็นส่วนตัวไม่ต่างจากเกมแมวจับหนู  ผู้ที่เป็นข้อมูล (หรือถูกจับตามอง) มักเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ” การยอมแพ้ในเกมนี้เป็นความคิดที่น่าหดหู่  แต่การดิ้นรนหาทางปกป้องความเป็นส่วนตัวอาจทำให้สิ้นหวังยิ่งกว่า แรนดอลฟ์ ลูอิส อาจารย์ด้านอเมริกันศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส เขียนไว้ในหนังสือเล่มใหม่ของเขาชื่อ ภายใต้การสอดส่อง: เมื่อถูกเฝ้ามองในอเมริกายุคใหม่ (Under Surveillance: Being Watched in Modern America) ว่า “การสอดส่องมักเป็นเรื่องน่าเหนื่อยหน่ายสำหรับผู้ที่รับรู้ถึงคลื่นใต้น้ำของมันอย่างแท้จริง  มันจะโถมทับเราด้วยการทำงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ความลี้ลับที่มีอยู่ทุกหนแห่ง ตลอดจนการเคลื่อนไหว การเกาะติด และความเป็นไปได้ต่างๆ อันที่ไม่รู้จักจบสิ้นของมัน”

อัคควิสตีกล่าวว่า ความปรารถนาที่จะมีความเป็นส่วนตัว “เป็นลักษณะของปุถุชนในทุกวัฒนธรรมและทุกยุคทุกสมัย  สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ถ้ามนุษย์ทุกคนต้องทนอยู่กับการขาดความเป็นส่วนตัวในระดับปัจเจก กว่าสังคมโดยรวมจะตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นส่วนตัวก็อาจเมื่อสูญเสียมันไปแล้วตลอดกาล”

โลกไซเบอร์
ในความมืดมิด ภาพจากอุปกรณ์ถ่ายภาพความร้อนแสดงภาพเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของเขตสงวนแห่งชาติมาไซมาราในเคนยา ไล่ล่านักลักลอบฆ่าสัตว์คนหนึ่งซึ่งจะถูกจับได้ในไม่ช้า อุปกรณ์ต่างๆที่กองทุนสัตว์ป่าโลกจัดหาให้เอื้อให้เจ้าหน้าที่ขยายการปกป้องสัตว์ป่าไปถึงตอนกลางคืนได้ ช่วงกลางวัน เจ้าหน้าที่ช่วยลูกช้างเพศผู้ตัวหนึ่งที่พลัดจากฝูงและเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของสัตว์นักล่า

สภาวการณ์น่าขนลุกในนวนิยายของออร์เวลล์ที่กำลังตั้งเค้าอยู่นี้สายเกินแก้แล้วจริงหรือ หรือยังมีอะไรที่พอให้ความหวังได้บ้าง ลองนึกถึงกล้องดักถ่ายอินฟราเรด 463 ตัวที่กองทุนสัตว์ป่าโลกหรือดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของแพนด้ายักษ์ที่ถูกคุกคามในจีน หรือกล้องถ่ายภาพความร้อนที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในเขตสงวนแห่งชาติมาไซมาราในเคนยาใช้ตรวจจับพวกลักลอบล่าสัตว์ตอนกลางคืน หรือระบบกล้องใต้น้ำทำงานด้วยเสียงซึ่งใช้ติดตามโลมาบากีตาที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือกล้อง “ยามเฝ้าป่า” ที่ติดตั้งไว้เพื่อช่วยรักษาป่าไม้ที่กำลังหดหายของศรีลังกา

“ถ้าคุณต้องการภาพอนาคต ก็จินตนาการถึงรองเท้าบู๊ตที่กระทืบใบหน้ามนุษย์—ตลอดกาล” ออร์เวลล์เตือนเราอย่างมืดมนในนวนิยายคลาสสิกของเขา จินตภาพของอำนาจนิยมนี้บั่นทอนความเป็นไปได้ที่รัฐจะใช้เครื่องมือลักษณะนี้เพื่อการรักษาความปลอดภัยบนท้องถนน เช่น ลองนึกถึงคลิปจากกล้องรักษาความปลอดภัยที่ช่วยไขคดีรถไฟใต้ดินลอนดอนเมื่อปี 2005 และคดีลอบวางระเบิดในการวิ่งมาราธอนที่บอสตันเมื่อปี 2013

ที่ท่าเรือบอสตัน กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิทดลองวิธีตรวจสินค้า ซึ่งเป็นผลงานประดิษฐ์ของสองนักฟิสิกส์ จากสถาบันเอ็มไอที เครื่องมือตรวจวัตถุนี้แสดงภาพคร่าวๆของวัตถุได้โดยไม่ต้องเปิดตู้คอนเทนเนอร์ ขณะที่เครื่องสแกนรังสีเอกซ์ที่ใช้กันทั่วไปบอกได้แค่รูปทรงและความหนาแน่นของวัตถุ เครื่องนี้บอกได้ถึงความแตกต่างระหว่างน้ำอัดลมปกติกับน้ำอัดลมที่ไม่ใส่น้ำตาล เพชรแท้กับเพชรเทียม ระเบิดพลาสติกกับระเบิดแรงสูง และวัตถุนิวเคลียร์กับวัตถุที่ไม่ใช่นิวเคลียร์

โลกไซเบอร์
ในภาพที่ถ่ายโดยใช้การเปิดหน้ากล้องเป็นเวลานานภาพนี้ เครื่องบินของกรมป่าไม้สหรัฐฯ บินวนเหนือไฟป่าใกล้ทะเลสาบอิซาเบลลาในวนอุทยานแห่งชาติซีคัวยา รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อถ่ายภาพด้วยเครื่องสแกนอินฟราเรดจับความร้อน ข้อมูลที่ได้จะนำไปวางซ้อนบนแผนที่เพื่อให้เห็นแนวไฟที่แม่นยำ นักดับเพลิงจะได้วางแผนดับเพลิง ทำนายพฤติกรรมของไฟ และแจ้งเตือนการคุกคามของไฟป่าได้

มีใครสงสัยบ้างไหมว่า โลกที่มีการตรวจตราอย่างถี่ถ้วนในช่วง 150 ปีที่ผ่านมาปลอดภัยกว่าเดิมจริงไหม แน่นอนว่าความปลอดภัยสาธารณะย่อมเป็นจุดประสงค์แรกของการสอดส่อง แต่ทุกวันนี้ อาจมีคนมองว่า เทคโนโลยีเหล่านั้นคืออุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ครอบคลุมมากขึ้น ภาพจากกล้องดาวเทียมทำให้องค์กรบรรเทาทุกข์ระบุตำแหน่งผู้ลี้ภัยที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่ในทะเลทรายใกล้เมืองโมซุลทางเหนือของอิรักได้ และยานสำรวจในอวกาศก็ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีข้อพิสูจน์ว่าสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง

หรือจินตนาการอันยิ่งใหญ่ของออร์เวลล์จะผิดพลาด “พี่เบิ้ม” หรือบิ๊กบราเทอร์ช่วยมนุษยชาติ แทนที่จะจองจำเป็นทาสหรือทั้งสองสถานการณ์จะเป็นจริงในเวลาเดียวกัน

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์

 

อ่านเพิ่มเติม

กล้ามเนื้อเทียมที่เคลื่อนไหวเลียนแบบมนุษย์

เรื่องแนะนำ

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]

เสามังกร: ความภาคภูมิแห่งลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเล

ภารกิจตามรอยบรรพชนของสมาชิกตระกูลเซียว หรือ "สีบุญเรือง" สู่บ้านเกิดของบรรพชนในอำเภอหนานจิ้ง มณฑลฝูเจี้ยน พร้อมร่วมประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ "ยกเสามังกร" เพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง

การล่าสัตว์จะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ

การล่าสัตว์จะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ ช้างทยอยปรากฏตัวเป็นโขลงเล็กๆ  พวกมันเดินอ้อยอิ่งหาแหล่งน้ำอยู่ใกล้แอ่งที่คลุ้งไปด้วยฝุ่น ด้วยอุณหภูมิในเดือนกันยายนที่สูงถึง 40 องศาในช่วงกลางวัน ช้างจึงเดินหากินอยู่ตรงชายขอบทะเลทรายคาลาฮารี ประเทศนามิเบีย ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่มีชุมชนเป็นผู้ดำเนินการชื่อ ไนไน (Nyae Nyae) ซึ่งปัจจุบันมีชนพื้นเมืองเผ่าซานราว 2,800 คนอาศัยอยู่อย่างแร้นแค้น ช้างทิ้งกิ่งไม้หักและมูลอุ่นๆไว้ตามทางที่เดินผ่านไป เมื่อได้กลิ่นเหงื่อของเราผสมกับกลิ่นหญ้าที่ถูกแดดแผดเผา พวกมันก็พากันออกวิ่งพลางส่งเสียงร้องแปร๋นๆ หนีหายไปทันที ในเวลาต่อมา ตรงขอบฟ้า ช้างอำพรางตัวอยู่ในร่มเงาของต้นอะเคเชีย  สำหรับสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนั้น ถ้าตาไม่แหลมคมจริง คงแทบมองไม่เห็นพวกมัน และตอนนี้ดวงตาที่ว่านั้นเป็นของชายชื่อดาม นักแกะรอยชาวซานในท้องถิ่น เจ้าของรูปร่างเตี้ยล่ำ ผู้ยืนอยู่บนหลังรถแลนด์ครูสเซอร์ ดามโน้มตัวออกไปจนเกือบสุดทางด้านขวาของรถ พลางสอดส่ายสายตามองหารอยเดินบนพื้นทราย เขาตบประตูรถ  แล้วรถก็เบรกดังเอี๊ยด ดามกระโดดลงจากรถไปตรวจสอบรอยเท้า ขอบรอยมีลักษณะเป็นลอนหยักลาดเข้าด้านใน และมีวงกลมเล็กๆอยู่ตรงกลาง เขาชี้มือชี้ไม้ แล้วฟีลิกซ์ มาร์นเวกเคอเคอ พรานอาชีพและมัคคุเทศก์ในการเดินทางครั้งนี้  ก็โดดผลุงออกจากประตูด้านคนขับ  มาร์นเวกเคอในวัย 40 ปี มีร่างกายกำยำ ผิวแดงก่ำ และผมสีทอง สวมหมวกผ้าและกางเกงขาสั้น บุคลิกท่าทางแนบเนียนดูราวกับส่งตรงมาจากบริษัทคัดเลือกนักแสดง เขายืนมองรอยเท้าสักครู่ สีหน้าแสดงความกังขาแต่แล้วก็พยักหน้าเห็นพ้องด้วย ถ้าป่าทะเลทรายในไนไนเป็นบ้านของครอบครัวชาวซาน มันก็ยังเป็นบ้านของช้างป่าขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เหลืออยู่เช่นกัน รอยเท้านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ พวกเราที่เหลือลงจากรถ  […]

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี ซิซิลี – ณ วัดของบาทหลวงคณะกาปูชินในเมืองปาแลร์โม เมืองหลวงของแคว้น ซิซิลี ซึ่งตั้งอยู่ ณ จัตุรัสอันเงียบสงัดใกล้กับสุสาน หากเดินลงบันไดผ่านรูปสลักไม้ของแม่พระมหาทุกข์ เราจะพบประตูที่นำไปสู่ห้องเก็บศพใต้ดิน ห้องนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร พร้อมเพดานโค้งและทางเดินที่ทอดยาวไปทางมุมด้านขวา อากาศภายในห้องเย็นเยียบ อับชื้น และเหม็นเปรี้ยวจากกลิ่นฝุ่นและเสื้อผ้าที่เปื่อยยุ่ย ตามหิ้งบนผนังมีศพร่วม 2,000 ศพตั้งเรียงรายอยู่ในหีบที่ผุพัง พวกเขาแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดหรือเครื่องแบบชุดเก่งราวกับจะแต่งตัวไปอวดใคร เรื่อง        เอ. เอ. กิลล์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี ในยุโรป การผึ่งศพให้แห้งและการรักษาสภาพศพเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของซิซิลี แม้จะพบในพื้นที่อื่นๆของอิตาลีบ้างก็ตาม แต่ส่วนใหญ่อยู่ในซิซิลีที่ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายเหนียวแน่นเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามว่า พวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร และเพราะเหตุใดจึงนำซากศพเหล่านี้มาจัดแสดง ร่างไร้วิญญาณเหล่านี้อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆที่บ่งบอกถึงบุคลิกและอุปนิสัยใจคอของแต่ละคน ขากรรไกรของพวกเขาอ้าค้างราวกับกำลังกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ฟันที่ผุกร่อนแสยะยิ้มคุกคาม เบ้าตาจ้องมองออกมาอย่างสิ้นหวัง ผิวหนังหยาบกร้านหุ้มกระดูกแก้มที่แห้งตอบและข้อนิ้วที่หลุดลุ่ย ซากศพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของคนร่างเล็ก แขนทั้งสองข้างอยู่ในท่ากอดอก ขณะที่ลำตัวถูกรั้งให้ตั้งตรงด้วยลวดและตะปู ศีรษะตกพับอยู่บนไหล่ ร่างกายค่อยๆเสื่อมสภาพลงพร้อมๆกับท่วงท่าฝืนสังขารลอกเลียนคนเป็น คูหาเก็บศพเหล่านี้แบ่งแยกชัดเจนระหว่างนักบวชกับฆราวาส ด้านหนึ่งเราจึงพบบรรดาแพทย์ ทนาย และตำรวจในเครื่องแบบ แล้วยังมีคูหาสำหรับสตรีที่มัคคุเทศก์บอกว่า เราสามารถชื่นชมแฟชั่นของวันวานได้ แต่ซากศพเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ขะมุกขะมอม […]