ความจำของมนุษย์ : คนเราสร้างความทรงจำ หวนคิด และลืมเลือนได้อย่างไร?

ความจำของมนุษย์ : คนเราสร้างความทรงจำ บางครากลับหวนคิด แต่บางทีกลับลืมเลือนได้อย่างไร?

ความจำของมนุษย์ : คนเราสร้างความทรงจำ บางครากลับหวนคิด แต่บางทีกลับลืมเลือนได้อย่างไร?

ความจำของมนุษย์เกิดขึ้นในหลายๆ ส่วนของสมองภายในคราวเดียว แต่ความจำบางประเภทกลับคงอยู่คู่กับเราตราบนานเท่านาน

ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เราลืมตาดูโลก สมองของเราก็เริ่มเปิดรับข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งมีทั้งเรื่องของตัวเราและเรื่องอื่นๆ รอบตัว ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่า เราจะยึดมั่นกับทุกสิ่งที่เราเรียนรู้และมีประสบการณ์ได้อย่างไร? คำตอบคือ ความทรงจำ

มนุษย์เก็บความทรงจำประเภทต่างๆ สำหรับช่วงเวลาซึ่งแตกต่างกันไป ความทรงจำระยะสั้นคงอยู่ได้เพียงไม่กี่วินาทีจนถึงชั่วโมง ขณะที่ความทรงจำระยะยาวอยู่กับเราไปนานหลายปี นอกจากนี้ เรายังมี ความจำเพื่อใช้งาน (Working memory) อีกเช่นกัน ซึ่งมันช่วยให้เราเก็บข้อมูลเอาไว้ภายในใจด้วยเวลาจำกัดโดยการเน้นย้ำ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อไรก็ตามที่เรากำลังจดจำหมายเลขโทรศัพท์ของใครสักคน เราจึงพยายามพูดกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยกระบวนการเหล่านี้ถือเป็นช่วงที่ ความจำเพื่อใช้งาน กำลังประมวลอยู่

นอกจากนี้ การจัดหมวดหมู่ของความทรงจำสามารถจำแนกได้โดยแบ่งออกตามประเด็นของหน่วยความจำ ประเภทแรกคือ ความจำเชิงประกาศ (Declarative memory) หรือเรียกกันอีกชื่อว่า ความจำชัดแจ้ง (Explicit memory) อันประกอบไปด้วยความทรงจำหลากหลายประเภทที่จดจําในจิตสํานึก ซึ่งบางส่วนเป็น “ความรู้ทั่วไป” เช่น เมืองหลวงของประเทศอังกฤษคือ กรุงลอนดอน จำนวนไพ่ในสำรับมาตรฐานคือ 52 ใบ และเหตุการณ์ในอดีตที่คุณเคยพบเจอมาก่อน เช่น งานเลี้ยงฉลองวันเกิดในวัยเด็ก เป็นต้น

ประเภทต่อมาคือ ความจำเชิงไม่ประกาศ (Nondeclarative memory) หรือ ความจำโดยปริยาย (Implicit memory) ซึ่งความทรงจำเช่นนี้มักสร้างขึ้นมาช่วงที่เราไม่รู้ตัว รวมไปถึง ความจำเชิงกระบวนวิธี (Procedural memory) อันเป็นกระบวนการของร่างกายที่ใช้เพื่อจดจำทักษะจากสิ่งซึ่งเคยเรียนรู้มา กระบวนการเช่นนี้ถูกนำมาใช้ในยามที่เราเล่นเครื่องดนตรีหรือการปั่นจักรยาน นอกจากนี้ ความจำเชิงไม่ประกาศ ยังสามารถกำหนดรูปแบบการตอบสนองของร่างกายซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น อาการน้ำลายไหลเมื่อเห็นอาหารโปรด หรืออาการเกร็งเมื่อตกอยู่ในสภาวะคับขัน

โดยทั่วไป เรามักสร้างความจำเชิงประกาศได้ง่ายกว่าความจำเชิงไม่ประกาศ เนื่องจากการจำชื่อเมืองหลวงของประเทศต่างๆ ย่อมง่ายกว่าการฝึกฝนเล่นเครื่องดนตรีเป็นแน่ แต่ความจำเชิงไม่ประกาศมักคงอยู่กับเรายาวนานกว่า ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากเราปั่นจักรยานชำนาญแล้ว โอกาสที่เราจะลืมนั้นแทบไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน

ความจำ
วิศวกรท่านหนึ่งกำลังสวมใส่หมวกที่มีระบบเซ็นเซอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องสแกนสมอง ณ Martinos Center ศูนย์สำหรับการถ่ายภาพทางชีววิทยาการแพทย์ แห่งโรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์เยเนอรัล ประเทศสหรัฐอเมริกา ภาพถ่ายโดย ROBERT CLARK

ภาวะสูญเสียความทรงจำ

หากต้องการทำความเข้าใจเรื่องที่ว่า เราสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร? ถือเป็นตัวช่วยสำคัญควบคู่ไปกับการศึกษาในหัวข้อ เพราะเหตุใดเราถึงลืมเลือน? กระนั้นเองเป็นสาเหตุให้นักประสาทวิทยาศาสตร์เริ่มค้นคว้าหาคำตอบเกี่ยวกับโรคความจำเสื่อม ซึ่งมักเป็นผลมาจากสมองได้รับบาดเจ็บ เช่น อาการบาดเจ็บที่ศีรษะ โรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกในสมอง หรือโรคพิษสุราเรื้อรัง

โรคความจำเสื่อมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ประเภทที่ 1 คือ ภาวะสูญเสียความทรงจำย้อนหลัง (Retrograde amnesia) มักเกิดขึ้นเมื่อสมองเกิดการกระทบกระเทือน ส่งผลให้คุณหลงลืมเรื่องราวต่างๆ ก่อนหน้านี้แทบทั้งสิ้น ส่วนประเภทที่ 2 คือ ภาวะสูญเสียความทรงจำแบบไปข้างหน้า (Anterograde amnesia) เกิดขึ้นช่วงที่สมองได้รับบาดเจ็บ อันนำไปสู่ความไร้ประสิทธิภาพในการจดจำเรื่องราวใหม่ๆ

กรณีศึกษาตัวอย่างอันโด่งดังเกี่ยวกับภาวะสูญเสียความทรงจำแบบไปข้างหน้า คือ ในปี 1953 Henry Molaison เป็นผู้เข้ารับการผ่าตัดสมองกลีบขมับด้านในออกทั้งสองข้างเพื่อบำบัดโรคลมชัก (Epilepsy) ด้วยเหตุนี้ทำให้ Molaison ไม่สามารถสร้างความทรงจำใหม่ได้ บรรดาเพื่อนร่วมงานที่ทำงานร่วมกับเขามานานหลายสิบปีจึงต้องแนะนำตัวทุกครั้งเมื่อเจอชายผู้นี้

คงไม่มีส่วนใดในสมองที่สามารถเก็บความทรงจำได้ทั้งหมด เพราะแต่ละพื้นที่ต่างมีส่วนช่วยสร้างและเก็บความทรงจำแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น การตอบสนองทางอารมณ์อย่างความกลัว ซึ่งถูกกักเก็บอยู่ในบริเวณของสมองที่เรียกว่า อะมิกดาลา (Amygdala) ส่วน ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) มีบทบาทสำคัญในการสร้าง รักษา และระลึกถึงความจำเชิงประกาศ และกรณีของ Molaison ส่วนของสมองที่ได้รับการผ่าตัดคือ สมองใหญ่กลีบขมับ (Temporal lobe) อันมีหน้าที่สร้างและหวนนึกถึงความทรงจำเก่าๆ เป็นต้น

ความจำ
สมองของมนุษย์นั้นประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ซึ่งต้องทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยสร้าง จัดเก็บ และไว้ระลึกถึงความทรงจำ ภาพถ่ายโดย ROBERT CLARK, NAT GEO IMAGE COLLECTION

มนุษย์สร้าง จัดเก็บ และระลึกถึงความทรงจำได้อย่างไร?

เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ในปี 1940 สันนิษฐานถึงความทรงจำซึ่งจัดขึ้นภายในกลุ่มของเซลล์ประสาท หรือที่เรียกว่า ส่วนประกอบของเซลล์ โดยเซลล์เหล่านี้เป็นตัวตอบสนองเพื่อไปกระตุ้นความทรงจำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าของเพื่อนที่เรารู้จัก หรือกลิ่นของขนมปังอบใหม่ๆ และยิ่งเซลล์ประสาททำงานร่วมกันมากเท่าไร การเชื่อมต่อระหว่างกันของเซลล์ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น

ข้อมูลมากมายที่สมองรับเข้ามาในตอนแรกยังคงเป็น ความจำระยะสั้น (short-term memory) อยู่ ดังนั้นเราต้องเรียกใช้ข้อมูลนั้นซ้ำไปซ้ำมา มันจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็น ความจำระยะยาว (long-term memory) ภายหลัง โดยผ่านกระบวนการที่มีชื่อว่า การสร้างเสถียรภาพแก่ความทรงจำ (Memory consolidation) อย่างไรก็ตาม ความจำระยะยาวนั้นไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความจำระยะสั้นเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเรื่องราวและเหตุการณ์ ซึ่งอาจมีความสำคัญแตกต่างกัน

เมื่อใดก็ตามที่เราหวนระลึกถึง ส่วนต่างๆ ของสมองจะประสานงานกันอย่างทันท่วงที รวมถึงบริเวณเยื่อหุ้มสมองที่ประมวลผลข้อมูลระดับสูง บริเวณที่จัดการกับข้อมูลดิบ และบริเวณสมองกลีบขมับส่วนใน (medial temporal lobe) ซึ่งมีส่วนช่วยประสานระบบการทำงาน ผลงานวิจัยล่าสุดค้นพบว่า ช่วงเวลาที่คนเราระลึกถึงความทรงจำที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่นั้น เส้นประสาทหลากหลายแขนงที่อยู่บริเวณสมองกลีบขมับส่วนในจะเชื่อมต่อกับคลื่นต่างๆ ในเยื่อหุ้มสมองโดยทันที

เรื่อง 

***แปลและเรียบเรียงโดย กุลธิดา ปัญญาเชษฐานนท์
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติมการพักผ่อน

ชั่วโมงต้องมนต์แห่งการพักผ่อน

 

เรื่องแนะนำ

ดาวอังคาร การแข่งขันสู่ดาวเคราะห์แดง

อีลอน มัสก์ อยากไป ” ดาวอังคาร ” คำกล่าวอันลือเลื่องของผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทสเปซเอกซ์  (SpaceX)  คือเขาอยากตายบน ดาวอังคาร และไม่ใช่แค่ยานตกตาย  เทคโนโลยีที่อาจช่วยป้องกันอุบัติเหตุดังกล่าวผ่านการทดสอบสำคัญในคืนหนึ่งเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เมื่อจรวดฟัลคอน 9 (Falcon 9) ที่สร้างโดยสเปซเอกซ์  ทะยานขึ้นจากแหลมคะแนเวอรัลในรัฐฟลอริดา พร้อมบรรทุกดาวเทียมสื่อสาร 11 ดวง เรื่อง โจล แอเคนบาค ภาพถ่าย ฟิลลิป ทอลีดาโน, โรเบิร์ต คลาร์ก, แมกซ์ อากีเลรา-เฮลล์เวก และมาร์ก ทีสเซน หลังบินขึ้นไม่กี่นาที จรวดเร่ง (booster) ก็ถูกปลดออก เหมือนกับจรวดเร่งนับพันลำที่ใช้กันมาตั้งแต่อรุณรุ่งของยุคอวกาศ ซึ่งเผาไหม้ในบรรยากาศและเหลือชิ้นส่วนตกกระจายในมหาสมุทร แต่จรวดเร่งลำนี้ไม่ถูกทิ้ง แทนที่จะตกลงไปเฉยๆ มันกลับหมุนตัว ติดเครื่องเพื่อชะลอการตกและบินไปหาแท่นลงจอดที่อยู่ใกล้ พูดให้ง่ายคือมันบินถอยหลัง บริษัทสเปซเอกซ์เพิ่งบรรลุก้าวย่างสำคัญในความพยายามสร้างจรวดใช้ซ้ำได้  มัสก์คำนวณว่า  เทคโนโลยีนี้อาจลดค่าใช้จ่ายในการส่งจรวดลงเหลือหนึ่งในร้อย  ซึ่งทำให้สเปซเอกซ์ได้เปรียบในธุรกิจส่งดาวเทียมและการส่งสิ่งอุปกรณ์ (supply) ให้สถานีอวกาศนานาชาติ แต่นั่นไม่ใช่จุดหมายของมัสก์ เขาบอกในการแถลงข่าวคืนนั้นว่า การลงจอดของจรวดเร่งเป็น “ก้าวสำคัญบนเส้นทางสู่ความสามารถในการจัดตั้งเมืองบนดาวอังคาร” บริษัทสเปซเอกซ์ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี […]

สารอาหารใดบ้างที่มีส่วนช่วยให้ สมอง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สารอาหารเหล่านี้ต่างมีส่วนช่วยในการประมวลผลของ สมอง ให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น ว่าแต่สารอาหารเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ไปหาคำตอบกัน

ทฤษฎีพันธุศาสตร์ของเมนเดล

พันธุกรรมเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต และได้รับการศึกษามาอย่างยาวนาน โดยนักวิทยาศาสตร์ยุคหลังได้ยกย่องให้ เกรเกอร์ โยฮัน เมนเดล เป็นบิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์ โดย ทฤษฎีของเมนเดล เป็นทฤษฎีเบื้องต้นที่เป็นรากฐานของการประยุกต์ใช้หลักการพันธุศาสตร์ที่แพร่หลายในปัจจุบัน เกรเกอร์ โยฮัน เมนเดล (Gregor Johann Mendel) คือ นักบวชชาวออสเตรียที่มีชีวิตอยู่ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1800 เมนเดลเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักพฤกษศาสตร์ และอาจารย์ที่มีชื่อเสียง จากการสร้างรากฐานสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยเฉพาะในสาขาวิชาพันธุศาสตร์ เมนเดลได้ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของพืชผ่านการทดลองเพาะปลูกและผสมพันธุ์ถั่วลันเตาหลากหลายสายพันธุ์ด้วยตนเองนานถึง 8 ปีเต็ม จนสามารถตั้งกฎทางพันธุกรรมมากมายที่ในภายหลังรู้จักกันในชื่อ “พันธุศาสตร์ของเมนเดล” (Mendelism) หรือ ทฤษฎีของเมนเดล การทดลองผสมพันธุ์ถั่วลันเตาของเมนเดล เกรเกอร์ โยฮัน เมนเดล เลือกศึกษาถั่วลันเตา (Pisum sativum L.) โดยมีสาเหตุสำคัญ 3 ประการ คือ ถั่วลันเตาเป็นพืชที่มีการผสมหรือปฏิสนธิในตนเอง (Self-Fertilization) ซึ่งทำให้ถั่วลันเตาสามารถเพาะพันธุ์ได้ง่าย หรือแม้แต่การทำการผสมข้ามสายพันธุ์ (Cross-Fertilization) เพื่อสร้างลูกผสมด้วยการถ่ายละอองเรณูโดยใช้มือช่วย (Hand pollination) ล้วนเป็นกรรมวิธีที่ไม่ยุ่งยาก ถั่วลันเตาเป็นพืชที่เพาะปลูกง่ายและไม่ต้องการการทำนุบำรุงรักษามาก อีกทั้ง […]

ทำไมการฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ประจำปี อาจกลายเป็นเรื่องปกติ

เพื่อเตรียมรับมือกับโคโรนาไวรัสและเตรียมพร้อมสำหรับไวรัสที่กลายพันธุ์ ประชาชนอาจต้องรับวัคซีนประจำปีเช่นเดียวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ถึงแม้ว่าอเมริกันชนหลายสิบล้านคนจะรู้สึกโล่งอกหลังจากได้รับวัคซีนโควิด-19หนึ่งหรือสองโดสแล้ว บางคนสงสัยว่า การฉีดวัคซีนครั้งเดียวจะเพียงพอหรือไม่ หรือว่าพวกเขาจะต้องฉีดวัคซีนประจำทุกปี การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 จะคงอยู่ในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนนานเพียงใด เพราะตั้งแต่การค้นพบสายพันธุ์ดั้งเดิมในช่วงปลายปี 2019 ไวรัสได้กลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง และเกิดสายพันธุ์ใหม่ (ไวรัสชนิดเดียวกัน แต่มีความแตกต่างของสารพันธุกรรมบางตำแหน่ง โดยไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีโอกาสที่จะแพร่ได้ง่ายกว่า อันตรายมากกว่า) และสามารถหลบหลีกแอนติบอดีที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อรับมือกับวิวัฒนาการของไวรัส ผู้พัฒนาวัคซีนบางรายกำลังแข่งขันกันออกแบบยาฉีดรูปแบบใหม่ เพื่อต่อกรกับสายพันธุ์เหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็กำลังศึกษาถึงระยะเวลาของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน และผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวว่า “การฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันอาจกลายเป็นความปกติใหม่ หรือ New Normal” การฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันคืออะไร การฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันคือ “การฉีดวัคซีนที่คุณเคยได้รับไปแล้วอีกหนึ่งรอบ เพื่อกระตุ้นภูมิคุมกันของคุณ” ซูซาน อาร์. ไบลีย์ นักภูมิแพ้วิทยา นักภูมิคุ้มกันคลินิก และประธานของสมาคมการแพทย์อเมริกัน กล่าว ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างความทรงจำที่เอาไว้ต่อสู้กับไวรัสจากการพบเจอซ้ำๆ มันเป็นเรื่องปกติที่การได้รับเชื้อชนิดเดิมครั้งที่สองหรือสาม แอนติเจน (โมเลกุลที่เร่งการสร้างแอนติบดี) จะสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าและมีผลยาวนานกว่า ไบลีย์กล่าว อย่างเช่น วัคซีนของโรคงูสวัดที่ฉีดให้ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีอาายุมากกว่า 50 ปี ทุกคน โดยจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นหลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว 2 ถึง […]