อัจฉริยะปีกัสโซ - National Geographic Thailand

อัจฉริยะปีกัสโซ

อัจฉริยะปีกัสโซ

ปาโบล ปีกัสโซ เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ปี 1881 ที่เมืองมาลากา ในประเทศสเปน เขาเป็นทารกเฉื่อยชาจนคนกลัวว่าจะตายตั้งแต่แรกคลอด ปีกัสโซบอกว่า เขาเกิดใหม่จากควันซิการ์ของลุงซัลบาดอร์ สถานที่สำคัญสมัยวัยเด็กของเขาที่เมืองแดดจัดริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแห่งนี้ยังคงมีชีวิตชีวาในปัจจุบัน คณะนักร้องประสานเสียงร้องเพลง “ความฝันอันสูงสุด” จากละครเวทีเรื่อง สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ (Man of La Mancha) ในโบสถ์ซานเตียโกที่ปีกัสโซทำพิธีรับศีลล้างบาปตอนเป็นทารก จัตุรัสปลาซาเดลาเมร์เซดที่เขาร่างภาพวาดภาพแรกๆกลางฝุ่นนอกบ้าน  ทุกวันนี้คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวในร้านกาแฟ และเหล่ายิปซีเช่นผู้คนที่เคยสอนเด็กชายปีกัสโซสูบบุหรี่ทางจมูกและเต้นระบำฟลาเมงโก ยังคงเดินข้ามถนนในเมืองมาลากา

แบร์นาร์ รูอิซ-ปีกัสโซ หลานปู่ของปีกัสโซ นั่งจิบชาจากถ้วยสีแดงในลานของพิพิธภัณฑ์ปีกัสโซมาลากา พลางเล่าว่าอิทธิพลยุคแรกๆ เหล่านี้หล่อหลอมศิลปะของปีกัสโซอย่างไร เขาบอกว่า ทุกอย่างที่นี่รุ่มรวยไปด้วยประวัติศาสตร์และความรู้สึกรุนแรง อารยธรรมต่างๆ มาปะทะสังสรรค์กันบนผืนดินที่ปีกัสโซอาศัย ทั้งฟินิเชีย โรมัน ยิว มัวร์ คริสต์ และสเปน กลิ่นหอมโชยฟุ้งในบรรยากาศ แบร์นาร์บุ้ยใบ้ไปยังต้นส้มที่อยู่ใกล้ๆ และบอกว่า ปีกัสโซได้แรงบันดาลใจจากสีของผลไม้ จากดอกสีม่วงของต้นศรีตรัง จากหินสีน้ำตาลอ่อนและขาวของป้อมอัลกาซาบาสมัยศตวรรษที่สิบเอ็ดในมาลากา ซึ่งตั้งอยู่บนเนินคีบรัลฟาโร ห่างจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่กี่ก้าว

ปีกัสโซ
อัจฉริยะหล่อเลี้ยงตนเองด้วยการทำงานหนัก ปีกัสโซเป็นศิลปินผู้มีผลงานมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ปีกัสโซปารีสอันโอ่อ่าในย่านมาเรคือที่ตั้งของห้องแสดงภาพสาธารณะที่สะสมผลงานของปีกัสโซไว้มากที่สุดในโลก ในภาพนี้ นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสกำลังชมภาพเหมือนของมารี-เตแรส วัลแตร์ ชู้รักคนหนึ่งของปีกัสโซ

“ท่านเก็บสัมผัสเหล่านั้นทั้งหมดไว้ในใจครับ ทั้งภาพ กลิ่น และสี ทุกอย่างหล่อเลี้ยงและเสริมสร้างสมองของท่าน” แบร์นาร์ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ซึ่งเปิดเมื่อปี 2003 ร่วมกับมารดา กริสตีน รูอิซ-ปีกัสโซ เพื่อเติมเต็มความปรารถนาของปู่ บอก

เกือบร้อยทั้งร้อยอัจฉริยะมักได้รับการฟูมฟักจากพ่อแม่และครู ผู้หล่อเลี้ยงและบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความยิ่งใหญ่ มารีอา ปีกัสโซ โลเปซ มารดาของปีกัสโซ อธิษฐานขอลูกชายและเชิดชูบูชาลูกคนแรกของเธอ “ย่ารักพ่อมากครับ” โกลด ปีกัสโซ ผู้ดูแลฝ่ายกฎหมายในทรัพย์มรดกทางศิลปะของบิดา บอก ตั้งแต่เด็ก ปาโบลน้อยสื่อสารผ่านศิลปะ เขาวาดรูปตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ คำแรกที่เขาพูดคือ “ปิซ” ซึ่งย่อมาจาก ลาปิซ หรือดินสอ ปีกัสโซเจริญรอยตามบิดา โคเซ รูอิซ บลัสโก ผู้เป็นจิตรกรและครูคนแรกของลูกชาย “พ่อเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดของปู่ครับ” โกลดเล่า ปีกัสโซยังเป็นเด็กตอนที่ฝีมือทางศิลปะของเขาเริ่มแซงหน้าบิดา ซึ่งอาจ “ไม่เพียงรู้สึกทึ่ง แต่ยังหวั่นเกรงในพรสวรรค์ ของลูกชายด้วย” แบร์นาร์บอก

ทักษะฝีมือหรือความชำนาญตั้งแต่วัยเด็กเช่นนั้นมาจากไหน เด็กอัจฉริยะมีน้อยเท่าน้อย จึงยากจะรวบรวมกลุ่มตัวอย่างที่มากพอสำหรับการวิจัยได้ แต่เอลเลน วินเนอร์ ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการทางสมองและศิลปะจากวิทยาลัยบอสตันพบลักษณะเด่นหลายประการในกลุ่มตัวอย่างที่เธอศึกษา ศิลปินซึ่งเก่งตั้งแต่เด็กมีความทรงจำอันเฉียบคมในสิ่งที่เห็น แสดงความใส่ใจในรายละเอียดได้อย่างน่าทึ่ง และวาดภาพได้สมจริงหรือสร้างมิติความลึกในภาพวาดได้ก่อนเด็กวัยเดียวกันหลายปี วินเนอร์เชื่อว่า เด็กเหล่านี้มีพรสวรรค์แต่กำเนิดซึ่งขับเคลื่อนด้วย “ความอยากเป็นเลิศ” หรือความหลงใหลอันรุนแรงที่กระตุ้นให้พวกเขาอยากเขียนหรือวาดเมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้

 

เรื่องแนะนำ

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]

แนะนำตัวคู่หูอีกดวงของโลก

  พบดวงจันทร์ดวงที่สองของโลก องค์การนาซาพบดาวเคราะห์น้อยที่ชื่อว่า Asteroid 2016 H03 โคจรรอบดวงอาทิตย์และเข้าใกล้โลกอยู่เนืองๆ และอาจดำเนินต่อไปเช่นนี้อีกหลายร้อยปีข้างหน้า ขณะที่ดาวเคราะห์น้อย 2016 H03 โคจรรอบดวงอาทิตย์ ก็ดูเหมือนว่ามันโคจรรอบโลกด้วยเช่นกัน แต่อยู่ห่างไกลเกินไปที่จะนับเป็นดาวบริวารของโลกอย่างแท้จริง กระนั้น ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นคู่หูของโลกที่อยู่มานานที่สุดในปัจจุบัน และเรียกได้ว่าเป็น “บริวารเสมือน” (quasi-satellite) “ดาวเคราะห์น้อย 2016 H03 โคจรรอบโลกและไม่เคยออกห่างไปไหนระหว่างที่เราโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปด้วยกัน ดังนั้นเราจึงเรียกมันว่าเป็นบริวารเสมือนครับ” พอล โชดาส ผู้จัดการของ NASA’s Center for Near-Earth Object (NEO) Studies ที่ Jet Propulsion Laboratory ในเมืองแพซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย บอก “ดาวเคราะห์น้อยอีกดวงที่ชื่อ 2003 YN107 โคจรด้วยรูปแบบคล้ายคลึงกันอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน แต่แล้วก็หลุดออกจากวงโคจรของเราไป แต่ดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่นี้อยู่ติดหนึบกับเรามากกว่าครับ การคำณวนของเราบ่งบอกว่า 2016 HO3 เป็นบริวารเสมือนของโลกที่มีความเสถียรมาเกือบร้อยปีแล้ว และน่าจะโคจรในฐานะคู่หูของโลกไปอีกหลายร้อยปีเลยละครับ” มีผู้สังเกตเห็นดาวเคราะห์น้อย 2016 H03 […]

ใบหน้าใหม่ของเคที

เรื่องราวต่อไปนี้อาจทำใจยากที่จะอ่าน แต่เราขอให้คุณติตดามการเดินทางอันน่าทึ่งของเคที สตับเบิลฟีลด์ หญิงสาวที่สูญเสียใบหน้าไปเมื่ออายุ 18 ปี และได้รับการปลูกถ่ายใบหน้าใหม่ตอนอายุ 21 ปี นี่คือเรื่องราวของบาดแผล อัตลักษณ์ การฟื้นตัว การอุทิศตน และปาฏิหาริย์ทางการแพทย์อันน่าทึ่ง